ศัตรูตัวฉกาจ 41-50 | 57 ตอน
Protected Page
Chapter 41
ไฟในห้องคาราโอเกะสั่นไหว เสียงดนตรี KTV ดังสนั่นจนปวดหัว
เหอเล่อเล่อกำลังกอดเฉินซินหรู ร้องไห้เหมือนจะจากเป็นจากตาย
เฉินซินหรถูกตื้อจนไม่ไหว ได้แต่ตบหลังปลอบใจเขา
“พอแล้วนะ แค่ครึ่งปีเอง เดี๋ยวเก็บหน่วยกิตครบฉันก็กลับมาแล้ว”
เถียนซวี่หนิงนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวด้านข้าง มือถือโทรศัพท์ไว้ในมือ
หน้าจอเปิดค้างอยู่ที่แชตกับจื่ออวี๋
มุมปากของเขายังมีรอยยิ้มที่ยังจางไม่หมด
กำลังคิดอยู่ว่าเดี๋ยวไปรับอีกฝ่าย
จะอ้อมไปซื้อเค้กร้านขนมที่คนต่อแถวยาวร้านนั้นดีไหม
ก่อนจะส่งข้อความไปหาจื่ออวี๋:
【เล่อเล่อร้องไห้ซะเหมือนไปงานศพ บ้านสอนพิเศษของเธอเลิกกี่โมง เดี๋ยวไปรับ】
พอได้ยินคำพูดของเฉินซินหรู
เถียนซวี่หนิงก็พูดแซวทั้งที่ไม่เงยหน้า
“เล่อเล่อ ถ้าแกไม่อยากจากจริง ๆ ก็หอบผ้าห่มตามแฟนไปเลยสิ
ยังไงปีสี่ก็ไม่มีเรียนแล้ว พอดีไปฝึกวิชาคนคลั่งรักที่นั่นซะเลย”
เฉินซินหรูชะงักไป ก่อนจะหันมามองเขา
“พี่เถียน… พี่คิดจะไปกับจื่ออวี๋เหรอ?”
เถียนซวี่หนิงเงยหน้าขึ้นอย่างงง ๆ
“ไปไหน? เขาก็อยู่มหา’ลัยดี ๆ ไม่ใช่เหรอ”
เสียงพื้นหลังมีคนร้องเพลงเหมือนโหยหวน
เฉินซินหรุดันเหอเล่อเล่อที่ซบไหล่ออก
จ้องเถียนซวี่หนิงอยู่นาน ก่อนจะถามว่า
“พี่เถียน… พี่ยังไม่รู้เหรอ?”
“รู้อะไร?”
“พรุ่งนี้ออกเดินทาง อาจารย์เฉินเป็นหัวหน้าทีม
คนแรกที่รายชื่อถูกยืนยันคือจื่ออวี๋”
เฉินซินหรูเม้มริมฝีปาก
“พวกเราต้องไปแลกเปลี่ยนแบบปิดครึ่งปี”
รอยยิ้มที่ติดหน้าของเถียนซวี่หนิงหายไปทันที
ร่างกายเขาแข็งทื่ออยู่บนโซฟา มองเฉินซินหรูอย่างไม่เข้าใจ
เหอเล่อเล่อที่เดิมทีกำลังเมา
ก็สร่างขึ้นมาครึ่งหนึ่ง เห็นบรรยากาศไม่ดี
เลยเสริมเสียงสั่น ๆ
“พี่เถียน… จื่ออวี๋ไม่ได้บอกพี่เหรอ?
ไม่น่าใช่นะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้…”
เถียนซวี่หนิงไม่ได้ฟังต่อ
เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์
เสียงหัวเราะเฮฮาของเพื่อน ๆ
ในวินาทีนั้นเหมือนถูกกดปุ่มปิดเสียง
ในหัวเขาฉายภาพความอบอุ่นทั้งหมดในช่วงนี้รัวเร็ว
และก็จริง—จื่ออวี๋ไม่เคยพูดถึงเลย
เถียนซวี่หนิงคว้ากุญแจรถบนโต๊ะ
ไม่สนใจเหอเล่อเล่อ กำลังจะออกไป
แต่ในจังหวะที่เขาเปิดประตูห้อง
ประตูกลับถูกถีบเปิดจากด้านนอกอย่างแรง
“ปึง!”
เสียงดังสะเทือนจนโคมไฟคริสตัลบนเพดานสั่นไปสามที
ผู้ชายเจ็ดแปดคนที่ใส่ชุดทีมบาสของมหาวิทยาลัย C ข้าง ๆ
กรูเข้ามาในห้อง แต่ละคนถือขวดเหล้า
แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต
คนที่นำหน้าคือเผยวั่ง
คนที่ไม่กี่วันก่อนข้อเท้าพลิกจนเสียหน้า
จากการแข่งกระชับมิตรกับเถียนซวี่หนิง
“เถียนซวี่หนิง ชนะบอลแล้วมาหลบฉลองอยู่ที่นี่เหรอ?”
เผยวั่งยิ้มเหี้ยม ขวางอยู่หน้าประตู
ลูกน้องด้านหลังรีบกระจายตัว
ปิดทางออกจนสนิท
เซี่ยอันเห็นท่าไม่ดี ไฟโกรธพุ่งทันที
เขาวางแก้วแรง ๆ แล้วก้าวออกมาข้างหน้า
“เผยวั่ง แกไม่เลิกใช่ไหม?
เรื่องในสนามก็จบในสนามสิ
พาคนมาล้อมประตูแบบนี้เรียกว่ามีฝีมือเหรอ? ไสหัวไป!”
“ไสหัว?” เผยวั่งเหลือบตามอง
“วันนี้กูมาหาเรื่องโดยเฉพาะ”
เขาหันไปมองเถียนซวี่หนิงที่ก้มหน้า
ทั้งตัวแผ่รังสีอึดอัดกดดัน
“ไอ้แซ่เถียน วันนั้นไม่เห็นโชว์เก่งเหรอ
วันนี้ทำไมเงียบล่ะ?”
เถียนซวี่หนิงก้มหน้า ร่างกายแข็งทื่อ
“หลบไป”
“ว่าไงนะ? พูดดัง ๆ หน่อยสิ
พี่ชายฟังไม่ชัด”
เผยวั่งจงใจเอาหูเข้าไปใกล้
พรรคพวกด้านหลังหัวเราะกันครืน
“กูบอกว่า… หลบไปให้กู!”
เถียนซวี่หนิงเงยหน้า
ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด
ความโกรธหาเป้าระบายเจอแล้ว
เขาไม่เปิดโอกาสให้เผยวั่งทันตั้งตัว
คว้าคอเสื้ออีกฝ่าย กระแทกเข่าขึ้นอย่างแรง
“โอ๊ย!”
จางเปียวร้องลั่น ร่างกระแทกเข้ากับบานประตู
“พี่เถียน ใจเย็น!”
เหอเล่อเล่อสร่างเมาทันที พยายามเข้าไปห้าม
แต่คนฝั่งนั้นขว้างขวดเหล้ามาตกตรงหน้า
จนเขาสะดุ้งถอย
ความแค้นสะสมของทั้งสองฝ่าย
ปะทุขึ้นในห้องแคบและมืดนี้
กลายเป็นการต่อยตีแบบดิบเถื่อน
เซี่ยอันกับพี่น้องทีมบาส
เห็นเถียนซวี่หนิงลงมือ
ก็ไม่มีทางยืนดูเฉย
คว้าขวดเบียร์ จานผลไม้
พุ่งเข้าไปทันที
ในห้องวุ่นวายเป็นนรก
เสียงขวดแตก
เสียงกระดูกกระแทก
เสียงกรีดร้องของผู้หญิง
ปะปนกันมั่วไปหมด
เถียนซวี่หนิงเหมือนคนคลั่ง
เขาไม่สนหมัดเท้าที่ฟาดใส่ตัวเอง
เขาแค่อยากฝ่าทางออกไปหาจื่ออวี๋
เขากระชากคนที่ขวางหน้า
ชกฮุกจนอีกฝ่ายล้มคว่ำ
แล้วคว้าขวดขึ้นมา
ฟาดจนเลือดกระจายบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยตัณหา
“หลบไป… ใครขวางกู กูฆ่ามัน!”
ในจังหวะที่เขากำลังก้าวข้ามธรณีประตู
เผยวั่งที่ลุกขึ้นจากพื้น
หน้าเต็มไปด้วยเลือด
คว้าขวดเปล่าหนัก ๆ
แววตาโหดเหี้ยม
เหวี่ยงใส่ท้ายทอยของเถียนซวี่หนิง
“พี่เถียน ระวังข้างหลัง—!”
เสียงตะโกนของเซี่ยอันช้าไปครึ่งจังหวะ
“เพล้ง—!”
เสียงแก้วกระแทกกะโหลกดังทึบ
ขวดแตกกระจายเป็นเศษแวววาว
ร่างของเถียนซวี่หนิงหยุดนิ่งทันที
เขารู้สึกถึงของเหลวอุ่น ๆ
ไหลลงจากต้นคอเข้าเสื้อ
ภาพตรงหน้าสั่นไหวรุนแรง
แสงสีม่วงในห้อง
รอยยิ้มบิดเบี้ยวของเผยวั่ง
และดวงตาเย็นสงบของจื่ออวี๋
ทุกอย่างละลายกลายเป็นสีขาวโพลน
“จื่อ… อวี๋…”
เขาพึมพำชื่อนั้น
ร่างสูงโอนเอนสองครั้ง
ก่อนจะล้มลงเหมือนหุ่นเชิดขาดสาย
กลางเศษแก้วเกลื่อนพื้น
“มีคนตายแล้ว! หนีเร็ว!”
เผยวั่งเห็นเถียนซวี่หนิงนอนนิ่งในกองเลือด
ตกใจจนแทบขาดสติ
ลากพวกพ้องฝ่าเซี่ยอันหนีออกไป
เซี่ยอันกับเหอเล่อเล่อทรุดเข่าลงข้างร่างเขา
เลือดซึมชุ่มผมสีดำอย่างรวดเร็ว
เหอเล่อเล่อมือสั่นแตะลมหายใจ
ร้องไห้ตะโกน
“เรียกรถพยาบาล! เร็ว! พี่เถียน! ตื่นสิ!”
จื่ออวี๋เพิ่งออกจากบ้านเด็กที่สอนพิเศษ
ลมเย็นปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดเข้าเสื้อ
เขาลูบพวงกุญแจตาโตน่าเกลียดแต่น่ารักในกระเป๋า
กำลังคิดจะตอบข้อความเถียนซวี่หนิง
โทรศัพท์กลับสั่นไม่หยุด
เป็นเหอเล่อเล่อ
“จื่ออวี๋! พี่เถียนเกิดเรื่องแล้ว!
พวกเราอยู่โรงพยาบาลกลางเมือง
รีบมาเร็ว!”
หัวจื่ออวี๋ดังอื้อ
พอไปถึงหน้าห้องผ่าตัด
ทางเดินเต็มไปด้วยผู้คน
นักบาสหลายคนเหงื่อท่วม
นั่งยองพิงผนัง
เซี่ยอันเดินไปมาอย่างกระวนกระวาย
และบนม้านั่งกลาง
มีคู่สามีภรรยาวัยกลางคน
ท่าทางสุขุมแต่สีหน้าเคร่งเครียด
พ่อแม่ของเถียนซวี่หนิง
เถียนหรงหัว และอู๋เยว่จวิน
ฝีเท้าของจื่ออวี๋หยุดลง
เถียนหรงหัวเงยหน้าขึ้น
สายตาชะงักเมื่อสบกับจื่ออวี๋
เขาจำใบหน้านี้ได้
เมื่อหลายปีก่อน
ตอนมาส่งเถียนซวี่หนิงเข้าเรียน
ไม่คิดว่าเวลาจะวนกลับมา
และคนที่ยืนข้างลูกชาย
จะยังเป็นเด็กคนนี้
จื่ออวี๋ฝืนกดความตื่นตระหนก
เดินเข้าไป โค้งอย่างแข็งทื่อ
“คุณลุง คุณป้าครับ…
ผมเป็นเพื่อนของเถียนซวี่หนิง
ได้ยินว่าเขาเกิดเรื่อง เลยมาเยี่ยม”
เถียนหรงหัวกับอู๋เยว่จวินสบตากัน
แววตาซับซ้อน
เพื่อนเหรอ? วุ่นวายกันมาตั้งนาน
สุดท้ายลูกชายยังจีบไม่ติดอีกงั้นเหรอ
ไม่นาน ไฟห้องผ่าตัดก็ดับ
หมอถอดหน้ากากเดินออกมา
ทุกคนรีบกรูเข้าไป
อู๋เยว่จวินถามเสียงสั่น
“หมอ ลูกชายฉันเป็นยังไงบ้าง?”
หมอพลิกแฟ้ม
“ไม่มีอะไรอันตราย
เย็บแผลที่ท้ายทอย มีสมองกระทบกระเทือนเล็กน้อย
แต่ก่อนหน้านี้สมองเขาน่าจะเคยถูกกระแทก
ทำให้ช่วงหลังมีอาการความจำสับสนและขาดหายบางส่วน
การบาดเจ็บครั้งนี้ดูน่ากลัว
แต่ถือว่าโชคดี
พอเลือดคั่งสลาย ความจำจะกลับมาเป็นปกติ”
พ่อแม่ชะงักพร้อมกัน
“ความจำเสื่อม? เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
ทำไมไม่บอกที่บ้าน?”
หมอหันไปมองข้ามทุกคน
สายตาตกที่จื่ออวี๋ซึ่งหน้าซีดเผือด
“คุณน่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอ?
ไม่กี่เดือนก่อนก็เป็นคุณที่พาเขามาฉุกเฉิน
ตอนนั้นเขาจำคนผิด
เกิดเรื่องชวนหัวเราะหลายอย่าง
คราวนี้พอฟื้น
เขาน่าจะจำทุกอย่างได้หมด”
อากาศรอบตัวจื่ออวี๋เหมือนถูกดูดออก
เขาก้มหน้า มือในแขนเสื้อกำแน่น
เล็บจิกเข้าฝ่ามือ
เขารู้ดี
รู้ดีกว่าใครทั้งหมด
“ความจำเสื่อม?
หมายความว่าช่วงนี้ซวี่หนิงเขา…”
อู๋เยว่จวินมองสามี
แล้วหันมามองจื่ออวี๋อย่างไม่อยากเชื่อ
เถียนหรงหัวกลับนิ่งกว่า
เขาจับคำสำคัญจากคำหมอได้ทันที
“จำคนผิด” “พาไปโรงพยาบาล”
เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจ
ภาพเด็กเวรหน้าประตูโรงเรียน
ที่ลูกชายเคยพูดถึงไม่หยุด
ซ้อนทับขึ้นมา
จื่ออวี๋รู้สึกถึงสายตานั้น
เขาก้มหน้าลง
เขารู้จริง ๆ
คืนที่เถียนซวี่หนิงชนต้นไม้
แล้วจับมือเขาบนเตียง
เรียกเขาว่า เมีย
จุดเริ่มต้นที่ทั้ง absurd และน่าขัน
เป็นสิ่งที่เขาเลือกยอมรับเอง
“ครับ… หมอบอกว่า
ห้ามกระตุ้นเขา”
เสียงจื่ออวี๋แหบ
“ถ้าไม่ตามใจ อาจเกิดความเสียหายถาวร”
เขาไม่กล้าพูดว่า
การตามใจนั้น
นานวันเข้าก็เปลี่ยนไป
เขาเสพติดสายตาที่มองเขาคนเดียว
การปกป้อง
ความอ่อนโยน
ที่เดิมทีไม่เคยเป็นของเขา
เถียนหรงหัวเงียบไปนาน
ก่อนถอนหายใจ
“ลำบากเธอแล้วนะ เด็กน้อย
ไอ้ลูกชายฉัน ชอบสร้างปัญหาให้คนอื่น
ไม่คิดว่าความจำเสื่อมยังจะก่อเรื่องแบบนี้ได้”
อู๋เยว่จวินเข้าใจขึ้น
เดินมาจับมือจื่ออวี๋ที่เย็นเฉียบ
พูดอย่างสงสาร
“หมอบอกว่าพอฟื้นก็จะจำได้
ดีจริง ๆ
ช่วงนี้ขอบคุณที่ดูแลเขานะ”
เธอหันไปมองผ่านกระจก
เถียนซวี่หนิงนอนนิ่ง
ศีรษะพันผ้าพันแผลหนา
พยาบาลเข็นเตียงออกมา
ฤทธิ์ยาสลบยังไม่หมด
ใบหน้าเขาซีดขาว หลับตาแน่น
จื่ออวี๋ก้าวไปข้างหน้า
แต่หยุดลงกลางคัน
ตอนนี้
เขาควรเข้าไปในฐานะอะไร?
“จื่ออวี๋ เข้าไปในห้องรอเขาฟื้นไหม?”
เหอเล่อเล่อถามเบา ๆ
จื่ออวี๋ส่ายหน้า
“ผมไม่เข้าไปดีกว่า
คุณลุงคุณป้าอยู่…
ผมขอตัวกลับก่อน”
ประตูลิฟต์เปิดช้า ๆ
เขากำลังก้าวเข้าไป
ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบด้านหลัง
“จื่ออวี๋ รอก่อน”
อู๋เยว่จวินตามออกมา
ยืนอยู่ใต้แสงไฟทางเดิน
แม้เธอไม่รู้ความซับซ้อนระหว่างเด็กสองคน
แต่ความเศร้าในสายตาจื่ออวี๋
หลอกใครไม่ได้
เธอพูดเบา ๆ
“พรุ่งนี้ซวี่หนิงตื่น
เธอ… จะมาเยี่ยมเขาไหม?
หมอบอกว่าพอฟื้นความจำ
อารมณ์อาจแปรปรวน
ฉันคิดว่าเขาน่าจะอยากเจอเธอ”
จื่ออวี๋หันหลังให้
มองเงาตัวเองในกระจกเงาลิฟต์
ใบหน้าซีดเผือด
อยู่นาน ก่อนจะหันกลับมา
“คุณป้าครับ
พรุ่งนี้ผมต้องเดินทางแล้ว
คงมาไม่ได้
อีกอย่าง…”
เขาหยุดเล็กน้อย
“พอเขาฟื้น
เขาก็คงไม่อยากเจอผมแล้ว”
อู๋เยว่จวินยืนนิ่ง
ยังไม่ทันถามต่อ
ประตูลิฟต์ก็ปิดลง
เมื่อออกจากโรงพยาบาล
ลมเย็นพัดกระแทกคอ
จื่ออวี๋ถึงรู้สึกตัวขึ้นมานิดหนึ่ง
เขาควรดีใจแทนเถียนซวี่หนิง
อีกฝ่ายไม่ต้องเป็นคนที่สมองขาดหาย
เรียกชื่อคนผิดอีกต่อไปแล้ว
การจากลาที่เขาลังเลไม่รู้จะพูดอย่างไร
ตอนนี้ก็ไม่ต้องคิดแล้ว
พอเถียนซวี่หนิงจำได้ว่า
คนที่ชอบจริง ๆ ตั้งแต่มัธยมคือใคร
จำได้ว่าทั้งคู่ไม่ถูกกันในมหาวิทยาลัย
ความเหลวไหลตลอดครึ่งเดือนนี้เขาคงจะมองว่ามันเป็นความอัปยศ
ไม่ต้องบอกลา
ดีสำหรับทุกคนแล้ว
ไฟในห้องคาราโอเกะสั่นไหว เสียงดนตรี KTV ดังสนั่นจนปวดหัว
เหอเล่อเล่อกำลังกอดเฉินซินหรู ร้องไห้เหมือนจะจากเป็นจากตาย
เฉินซินหรถูกตื้อจนไม่ไหว ได้แต่ตบหลังปลอบใจเขา
“พอแล้วนะ แค่ครึ่งปีเอง เดี๋ยวเก็บหน่วยกิตครบฉันก็กลับมาแล้ว”
เถียนซวี่หนิงนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวด้านข้าง มือถือโทรศัพท์ไว้ในมือ
หน้าจอเปิดค้างอยู่ที่แชตกับจื่ออวี๋
มุมปากของเขายังมีรอยยิ้มที่ยังจางไม่หมด
กำลังคิดอยู่ว่าเดี๋ยวไปรับอีกฝ่าย
จะอ้อมไปซื้อเค้กร้านขนมที่คนต่อแถวยาวร้านนั้นดีไหม
ก่อนจะส่งข้อความไปหาจื่ออวี๋:
【เล่อเล่อร้องไห้ซะเหมือนไปงานศพ บ้านสอนพิเศษของเธอเลิกกี่โมง เดี๋ยวไปรับ】
พอได้ยินคำพูดของเฉินซินหรู
เถียนซวี่หนิงก็พูดแซวทั้งที่ไม่เงยหน้า
“เล่อเล่อ ถ้าแกไม่อยากจากจริง ๆ ก็หอบผ้าห่มตามแฟนไปเลยสิ
ยังไงปีสี่ก็ไม่มีเรียนแล้ว พอดีไปฝึกวิชาคนคลั่งรักที่นั่นซะเลย”
เฉินซินหรูชะงักไป ก่อนจะหันมามองเขา
“พี่เถียน… พี่คิดจะไปกับจื่ออวี๋เหรอ?”
เถียนซวี่หนิงเงยหน้าขึ้นอย่างงง ๆ
“ไปไหน? เขาก็อยู่มหา’ลัยดี ๆ ไม่ใช่เหรอ”
เสียงพื้นหลังมีคนร้องเพลงเหมือนโหยหวน
เฉินซินหรุดันเหอเล่อเล่อที่ซบไหล่ออก
จ้องเถียนซวี่หนิงอยู่นาน ก่อนจะถามว่า
“พี่เถียน… พี่ยังไม่รู้เหรอ?”
“รู้อะไร?”
“พรุ่งนี้ออกเดินทาง อาจารย์เฉินเป็นหัวหน้าทีม
คนแรกที่รายชื่อถูกยืนยันคือจื่ออวี๋”
เฉินซินหรูเม้มริมฝีปาก
“พวกเราต้องไปแลกเปลี่ยนแบบปิดครึ่งปี”
รอยยิ้มที่ติดหน้าของเถียนซวี่หนิงหายไปทันที
ร่างกายเขาแข็งทื่ออยู่บนโซฟา มองเฉินซินหรูอย่างไม่เข้าใจ
เหอเล่อเล่อที่เดิมทีกำลังเมา
ก็สร่างขึ้นมาครึ่งหนึ่ง เห็นบรรยากาศไม่ดี
เลยเสริมเสียงสั่น ๆ
“พี่เถียน… จื่ออวี๋ไม่ได้บอกพี่เหรอ?
ไม่น่าใช่นะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้…”
เถียนซวี่หนิงไม่ได้ฟังต่อ
เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์
เสียงหัวเราะเฮฮาของเพื่อน ๆ
ในวินาทีนั้นเหมือนถูกกดปุ่มปิดเสียง
ในหัวเขาฉายภาพความอบอุ่นทั้งหมดในช่วงนี้รัวเร็ว
และก็จริง—จื่ออวี๋ไม่เคยพูดถึงเลย
เถียนซวี่หนิงคว้ากุญแจรถบนโต๊ะ
ไม่สนใจเหอเล่อเล่อ กำลังจะออกไป
แต่ในจังหวะที่เขาเปิดประตูห้อง
ประตูกลับถูกถีบเปิดจากด้านนอกอย่างแรง
“ปึง!”
เสียงดังสะเทือนจนโคมไฟคริสตัลบนเพดานสั่นไปสามที
ผู้ชายเจ็ดแปดคนที่ใส่ชุดทีมบาสของมหาวิทยาลัย C ข้าง ๆ
กรูเข้ามาในห้อง แต่ละคนถือขวดเหล้า
แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต
คนที่นำหน้าคือเผยวั่ง
คนที่ไม่กี่วันก่อนข้อเท้าพลิกจนเสียหน้า
จากการแข่งกระชับมิตรกับเถียนซวี่หนิง
“เถียนซวี่หนิง ชนะบอลแล้วมาหลบฉลองอยู่ที่นี่เหรอ?”
เผยวั่งยิ้มเหี้ยม ขวางอยู่หน้าประตู
ลูกน้องด้านหลังรีบกระจายตัว
ปิดทางออกจนสนิท
เซี่ยอันเห็นท่าไม่ดี ไฟโกรธพุ่งทันที
เขาวางแก้วแรง ๆ แล้วก้าวออกมาข้างหน้า
“เผยวั่ง แกไม่เลิกใช่ไหม?
เรื่องในสนามก็จบในสนามสิ
พาคนมาล้อมประตูแบบนี้เรียกว่ามีฝีมือเหรอ? ไสหัวไป!”
“ไสหัว?” เผยวั่งเหลือบตามอง
“วันนี้กูมาหาเรื่องโดยเฉพาะ”
เขาหันไปมองเถียนซวี่หนิงที่ก้มหน้า
ทั้งตัวแผ่รังสีอึดอัดกดดัน
“ไอ้แซ่เถียน วันนั้นไม่เห็นโชว์เก่งเหรอ
วันนี้ทำไมเงียบล่ะ?”
เถียนซวี่หนิงก้มหน้า ร่างกายแข็งทื่อ
“หลบไป”
“ว่าไงนะ? พูดดัง ๆ หน่อยสิ
พี่ชายฟังไม่ชัด”
เผยวั่งจงใจเอาหูเข้าไปใกล้
พรรคพวกด้านหลังหัวเราะกันครืน
“กูบอกว่า… หลบไปให้กู!”
เถียนซวี่หนิงเงยหน้า
ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด
ความโกรธหาเป้าระบายเจอแล้ว
เขาไม่เปิดโอกาสให้เผยวั่งทันตั้งตัว
คว้าคอเสื้ออีกฝ่าย กระแทกเข่าขึ้นอย่างแรง
“โอ๊ย!”
จางเปียวร้องลั่น ร่างกระแทกเข้ากับบานประตู
“พี่เถียน ใจเย็น!”
เหอเล่อเล่อสร่างเมาทันที พยายามเข้าไปห้าม
แต่คนฝั่งนั้นขว้างขวดเหล้ามาตกตรงหน้า
จนเขาสะดุ้งถอย
ความแค้นสะสมของทั้งสองฝ่าย
ปะทุขึ้นในห้องแคบและมืดนี้
กลายเป็นการต่อยตีแบบดิบเถื่อน
เซี่ยอันกับพี่น้องทีมบาส
เห็นเถียนซวี่หนิงลงมือ
ก็ไม่มีทางยืนดูเฉย
คว้าขวดเบียร์ จานผลไม้
พุ่งเข้าไปทันที
ในห้องวุ่นวายเป็นนรก
เสียงขวดแตก
เสียงกระดูกกระแทก
เสียงกรีดร้องของผู้หญิง
ปะปนกันมั่วไปหมด
เถียนซวี่หนิงเหมือนคนคลั่ง
เขาไม่สนหมัดเท้าที่ฟาดใส่ตัวเอง
เขาแค่อยากฝ่าทางออกไปหาจื่ออวี๋
เขากระชากคนที่ขวางหน้า
ชกฮุกจนอีกฝ่ายล้มคว่ำ
แล้วคว้าขวดขึ้นมา
ฟาดจนเลือดกระจายบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยตัณหา
“หลบไป… ใครขวางกู กูฆ่ามัน!”
ในจังหวะที่เขากำลังก้าวข้ามธรณีประตู
เผยวั่งที่ลุกขึ้นจากพื้น
หน้าเต็มไปด้วยเลือด
คว้าขวดเปล่าหนัก ๆ
แววตาโหดเหี้ยม
เหวี่ยงใส่ท้ายทอยของเถียนซวี่หนิง
“พี่เถียน ระวังข้างหลัง—!”
เสียงตะโกนของเซี่ยอันช้าไปครึ่งจังหวะ
“เพล้ง—!”
เสียงแก้วกระแทกกะโหลกดังทึบ
ขวดแตกกระจายเป็นเศษแวววาว
ร่างของเถียนซวี่หนิงหยุดนิ่งทันที
เขารู้สึกถึงของเหลวอุ่น ๆ
ไหลลงจากต้นคอเข้าเสื้อ
ภาพตรงหน้าสั่นไหวรุนแรง
แสงสีม่วงในห้อง
รอยยิ้มบิดเบี้ยวของเผยวั่ง
และดวงตาเย็นสงบของจื่ออวี๋
ทุกอย่างละลายกลายเป็นสีขาวโพลน
“จื่อ… อวี๋…”
เขาพึมพำชื่อนั้น
ร่างสูงโอนเอนสองครั้ง
ก่อนจะล้มลงเหมือนหุ่นเชิดขาดสาย
กลางเศษแก้วเกลื่อนพื้น
“มีคนตายแล้ว! หนีเร็ว!”
เผยวั่งเห็นเถียนซวี่หนิงนอนนิ่งในกองเลือด
ตกใจจนแทบขาดสติ
ลากพวกพ้องฝ่าเซี่ยอันหนีออกไป
เซี่ยอันกับเหอเล่อเล่อทรุดเข่าลงข้างร่างเขา
เลือดซึมชุ่มผมสีดำอย่างรวดเร็ว
เหอเล่อเล่อมือสั่นแตะลมหายใจ
ร้องไห้ตะโกน
“เรียกรถพยาบาล! เร็ว! พี่เถียน! ตื่นสิ!”
จื่ออวี๋เพิ่งออกจากบ้านเด็กที่สอนพิเศษ
ลมเย็นปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดเข้าเสื้อ
เขาลูบพวงกุญแจตาโตน่าเกลียดแต่น่ารักในกระเป๋า
กำลังคิดจะตอบข้อความเถียนซวี่หนิง
โทรศัพท์กลับสั่นไม่หยุด
เป็นเหอเล่อเล่อ
“จื่ออวี๋! พี่เถียนเกิดเรื่องแล้ว!
พวกเราอยู่โรงพยาบาลกลางเมือง
รีบมาเร็ว!”
หัวจื่ออวี๋ดังอื้อ
พอไปถึงหน้าห้องผ่าตัด
ทางเดินเต็มไปด้วยผู้คน
นักบาสหลายคนเหงื่อท่วม
นั่งยองพิงผนัง
เซี่ยอันเดินไปมาอย่างกระวนกระวาย
และบนม้านั่งกลาง
มีคู่สามีภรรยาวัยกลางคน
ท่าทางสุขุมแต่สีหน้าเคร่งเครียด
พ่อแม่ของเถียนซวี่หนิง
เถียนหรงหัว และอู๋เยว่จวิน
ฝีเท้าของจื่ออวี๋หยุดลง
เถียนหรงหัวเงยหน้าขึ้น
สายตาชะงักเมื่อสบกับจื่ออวี๋
เขาจำใบหน้านี้ได้
เมื่อหลายปีก่อน
ตอนมาส่งเถียนซวี่หนิงเข้าเรียน
ไม่คิดว่าเวลาจะวนกลับมา
และคนที่ยืนข้างลูกชาย
จะยังเป็นเด็กคนนี้
จื่ออวี๋ฝืนกดความตื่นตระหนก
เดินเข้าไป โค้งอย่างแข็งทื่อ
“คุณลุง คุณป้าครับ…
ผมเป็นเพื่อนของเถียนซวี่หนิง
ได้ยินว่าเขาเกิดเรื่อง เลยมาเยี่ยม”
เถียนหรงหัวกับอู๋เยว่จวินสบตากัน
แววตาซับซ้อน
เพื่อนเหรอ? วุ่นวายกันมาตั้งนาน
สุดท้ายลูกชายยังจีบไม่ติดอีกงั้นเหรอ
ไม่นาน ไฟห้องผ่าตัดก็ดับ
หมอถอดหน้ากากเดินออกมา
ทุกคนรีบกรูเข้าไป
อู๋เยว่จวินถามเสียงสั่น
“หมอ ลูกชายฉันเป็นยังไงบ้าง?”
หมอพลิกแฟ้ม
“ไม่มีอะไรอันตราย
เย็บแผลที่ท้ายทอย มีสมองกระทบกระเทือนเล็กน้อย
แต่ก่อนหน้านี้สมองเขาน่าจะเคยถูกกระแทก
ทำให้ช่วงหลังมีอาการความจำสับสนและขาดหายบางส่วน
การบาดเจ็บครั้งนี้ดูน่ากลัว
แต่ถือว่าโชคดี
พอเลือดคั่งสลาย ความจำจะกลับมาเป็นปกติ”
พ่อแม่ชะงักพร้อมกัน
“ความจำเสื่อม? เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
ทำไมไม่บอกที่บ้าน?”
หมอหันไปมองข้ามทุกคน
สายตาตกที่จื่ออวี๋ซึ่งหน้าซีดเผือด
“คุณน่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอ?
ไม่กี่เดือนก่อนก็เป็นคุณที่พาเขามาฉุกเฉิน
ตอนนั้นเขาจำคนผิด
เกิดเรื่องชวนหัวเราะหลายอย่าง
คราวนี้พอฟื้น
เขาน่าจะจำทุกอย่างได้หมด”
อากาศรอบตัวจื่ออวี๋เหมือนถูกดูดออก
เขาก้มหน้า มือในแขนเสื้อกำแน่น
เล็บจิกเข้าฝ่ามือ
เขารู้ดี
รู้ดีกว่าใครทั้งหมด
“ความจำเสื่อม?
หมายความว่าช่วงนี้ซวี่หนิงเขา…”
อู๋เยว่จวินมองสามี
แล้วหันมามองจื่ออวี๋อย่างไม่อยากเชื่อ
เถียนหรงหัวกลับนิ่งกว่า
เขาจับคำสำคัญจากคำหมอได้ทันที
“จำคนผิด” “พาไปโรงพยาบาล”
เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจ
ภาพเด็กเวรหน้าประตูโรงเรียน
ที่ลูกชายเคยพูดถึงไม่หยุด
ซ้อนทับขึ้นมา
จื่ออวี๋รู้สึกถึงสายตานั้น
เขาก้มหน้าลง
เขารู้จริง ๆ
คืนที่เถียนซวี่หนิงชนต้นไม้
แล้วจับมือเขาบนเตียง
เรียกเขาว่า เมีย
จุดเริ่มต้นที่ทั้ง absurd และน่าขัน
เป็นสิ่งที่เขาเลือกยอมรับเอง
“ครับ… หมอบอกว่า
ห้ามกระตุ้นเขา”
เสียงจื่ออวี๋แหบ
“ถ้าไม่ตามใจ อาจเกิดความเสียหายถาวร”
เขาไม่กล้าพูดว่า
การตามใจนั้น
นานวันเข้าก็เปลี่ยนไป
เขาเสพติดสายตาที่มองเขาคนเดียว
การปกป้อง
ความอ่อนโยน
ที่เดิมทีไม่เคยเป็นของเขา
เถียนหรงหัวเงียบไปนาน
ก่อนถอนหายใจ
“ลำบากเธอแล้วนะ เด็กน้อย
ไอ้ลูกชายฉัน ชอบสร้างปัญหาให้คนอื่น
ไม่คิดว่าความจำเสื่อมยังจะก่อเรื่องแบบนี้ได้”
อู๋เยว่จวินเข้าใจขึ้น
เดินมาจับมือจื่ออวี๋ที่เย็นเฉียบ
พูดอย่างสงสาร
“หมอบอกว่าพอฟื้นก็จะจำได้
ดีจริง ๆ
ช่วงนี้ขอบคุณที่ดูแลเขานะ”
เธอหันไปมองผ่านกระจก
เถียนซวี่หนิงนอนนิ่ง
ศีรษะพันผ้าพันแผลหนา
พยาบาลเข็นเตียงออกมา
ฤทธิ์ยาสลบยังไม่หมด
ใบหน้าเขาซีดขาว หลับตาแน่น
จื่ออวี๋ก้าวไปข้างหน้า
แต่หยุดลงกลางคัน
ตอนนี้
เขาควรเข้าไปในฐานะอะไร?
“จื่ออวี๋ เข้าไปในห้องรอเขาฟื้นไหม?”
เหอเล่อเล่อถามเบา ๆ
จื่ออวี๋ส่ายหน้า
“ผมไม่เข้าไปดีกว่า
คุณลุงคุณป้าอยู่…
ผมขอตัวกลับก่อน”
ประตูลิฟต์เปิดช้า ๆ
เขากำลังก้าวเข้าไป
ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบด้านหลัง
“จื่ออวี๋ รอก่อน”
อู๋เยว่จวินตามออกมา
ยืนอยู่ใต้แสงไฟทางเดิน
แม้เธอไม่รู้ความซับซ้อนระหว่างเด็กสองคน
แต่ความเศร้าในสายตาจื่ออวี๋
หลอกใครไม่ได้
เธอพูดเบา ๆ
“พรุ่งนี้ซวี่หนิงตื่น
เธอ… จะมาเยี่ยมเขาไหม?
หมอบอกว่าพอฟื้นความจำ
อารมณ์อาจแปรปรวน
ฉันคิดว่าเขาน่าจะอยากเจอเธอ”
จื่ออวี๋หันหลังให้
มองเงาตัวเองในกระจกเงาลิฟต์
ใบหน้าซีดเผือด
อยู่นาน ก่อนจะหันกลับมา
“คุณป้าครับ
พรุ่งนี้ผมต้องเดินทางแล้ว
คงมาไม่ได้
อีกอย่าง…”
เขาหยุดเล็กน้อย
“พอเขาฟื้น
เขาก็คงไม่อยากเจอผมแล้ว”
อู๋เยว่จวินยืนนิ่ง
ยังไม่ทันถามต่อ
ประตูลิฟต์ก็ปิดลง
เมื่อออกจากโรงพยาบาล
ลมเย็นพัดกระแทกคอ
จื่ออวี๋ถึงรู้สึกตัวขึ้นมานิดหนึ่ง
เขาควรดีใจแทนเถียนซวี่หนิง
อีกฝ่ายไม่ต้องเป็นคนที่สมองขาดหาย
เรียกชื่อคนผิดอีกต่อไปแล้ว
การจากลาที่เขาลังเลไม่รู้จะพูดอย่างไร
ตอนนี้ก็ไม่ต้องคิดแล้ว
พอเถียนซวี่หนิงจำได้ว่า
คนที่ชอบจริง ๆ ตั้งแต่มัธยมคือใคร
จำได้ว่าทั้งคู่ไม่ถูกกันในมหาวิทยาลัย
ความเหลวไหลตลอดครึ่งเดือนนี้เขาคงจะมองว่ามันเป็นความอัปยศ
ไม่ต้องบอกลา
ดีสำหรับทุกคนแล้ว
Chapter 42
สมัยเรียนมัธยม เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับเถียนซวี่หนิง มักจะพ่วงมากับคำว่า “เปล่งประกายอย่างฮึกเหิม” เสมอ
ในฐานะตัวเอซของทีมบาสโรงเรียน รอบตัวเขาไม่เคยขาดคนเข้าหา
หวังฉีมักแซวว่าเถียนซวี่หนิงเป็นก้อนหินที่ยังไม่รู้จักรัก
เพราะไม่ว่าจะเป็นจดหมายรักที่ยื่นมาตรงหน้า
หรือคำสารภาพรักจากเด็กผู้หญิงหน้าแดง
เขาก็จะตอบกลับด้วยท่าทีสุภาพแต่เว้นระยะห่าง
ดูเหมือนคนไม่แยแส
ไม่เคยมีใครได้ก้าวเข้าไปในหัวใจของเขาจริง ๆ
เวินอันหรานเฝ้ามองทุกอย่างนั้นมาโดยตลอด
เธอเป็นเพื่อนสนิทของหนิงอี๋นั่ว
เพราะความสัมพันธ์นี้
เธอจึงกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ผู้หญิง
ที่สามารถสนิทสนมกับกลุ่มผู้ชายของเถียนซวี่หนิงได้
ความรู้สึกหวั่นไหวในวัยรุ่น
มักไม่ต้องการเหตุผลซับซ้อนอะไร
การชอบผู้ชายที่ทั้งสูง หล่อ นิสัยสดใสอย่างเถียนซวี่หนิง
สำหรับเวินอันหรานแล้ว
เป็นเรื่องธรรมดามาก
เธอเคยนั่งเหม่อในคาบพัก
และถามตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนว่า
ผู้ชายแบบเถียนซวี่หนิง
จะชอบผู้หญิงแบบไหนกันแน่
สดใสร้อนแรง?
หรืออ่อนโยนชวนทะนุถนอม?
คำตอบของคำถามนี้
เธอได้เห็นด้วยตาตัวเอง
ในคืนคริสต์มาสอีฟปี 2018
วันนั้นหลังเลิกเรียน
เธอกลับไปที่ห้องเรียนเพื่อเอาผ้าพันคอที่ลืมไว้
แต่กลับบังเอิญเห็นเถียนซวี่หนิง
ตรงปลายทางเดินที่มืดสลัว
เด็กหนุ่มที่โดดเด่นสะดุดตาในสนามบาส
ตอนนี้กลับยืนชิดอยู่หน้าประตูหลังของห้อง ม.1
ในอ้อมแขนปกป้องแอปเปิลที่ห่ออย่างสวยงามแน่นเอาไว้
เวินอันหรานหลบอยู่ในเงามุมตึก
หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
เธอเห็นเถียนซวี่หนิงสูดหายใจลึก
เหมือนกำลังทำภารกิจลับอะไรบางอย่าง
แล้วรีบเดินเข้าไปในห้องเรียนที่ว่างเปล่า
ยัดแอปเปิลลูกนั้นใส่ไว้ในโต๊ะของ จื่ออวี๋
ตอนแรกเธอไม่เชื่อเลย
เถียนซวี่หนิงคือใคร?
เขาคือจุดศูนย์กลางของทั้งโรงเรียน
คือคนที่ถูกสารภาพรักอยู่ตลอด
เขาจะไปแอบชอบใครได้ยังไง?
แล้วยังเป็นการแอบชอบ
เด็กที่มักอยู่คนเดียว
เย็นชาและเงียบขรึมอย่างจื่ออวี๋อีก?
แต่ในฐานะคนที่แอบชอบใครสักคน
เวินอันหรานเข้าใจสายตาแบบนั้นดีเกินไป
ตั้งแต่วันนั้น
สายตาของเธอก็เผลอไล่ตามเถียนซวี่หนิงโดยไม่รู้ตัว
และเธอก็เริ่มสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ
ที่คนอื่นไม่เคยเห็น
เถียนซวี่หนิงจงใจเดินไปเดินมา
หน้าห้อง ม.1 ในคาบพัก
คาบพละ เขากลับไม่ไปสนามบาส
แต่มานั่งอยู่ตรงแปลงดอกไม้ใต้ตึกของห้อง ม.1
สายตามองไปที่ตำแหน่งริมหน้าต่างนั้นตลอด
แม้แต่ในโรงอาหารที่จอแจ
ขอแค่จื่ออวี๋ปรากฏตัว
ความเร็วในการกินข้าวของเถียนซวี่หนิง
ก็จะช้าลงทันที
สายตามองฝ่าฝูงชน
ไปหยุดอยู่ที่แผ่นหลังผอมบางนั้นอย่างดื้อดึง
ในตอนนั้นเอง
เวินอันหรานก็เข้าใจขึ้นมา
เด็กผู้ชายที่เธอชื่นชม
ที่แสนหยิ่งผยองในสายตาคนอื่น
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่เขาชอบ
ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเธอเลย
เขาก็ขี้ขลาด
ไม่กล้าเข้าไปทัก
ตื่นตระหนกเพียงเพราะอีกฝ่ายหันกลับมาโดยไม่ตั้งใจ
และเหมือนกับเด็กหนุ่มทุกคนที่ตกอยู่ในความหวั่นไหวของวัยเยาว์
เฝ้ารักษาความรู้สึกเงียบงัน
ที่อาจไม่มีวันได้เอ่ยออกมา
ในมุมที่ไม่มีใครเห็น
เวินอันหรานรู้สึกขมขื่น
แต่ก็มีความโล่งใจแปลก ๆ
เธอมองเถียนซวี่หนิงไล่ตามจื่ออวี๋
ก็เหมือนกับที่เธอไล่ตามเถียนซวี่หนิง
พวกเขาทั้งคู่
ต่างเป็นตัวเอกในละครใบ้ที่ไร้เสียงเรื่องนี้
ในวัยที่ดีที่สุด
นำแอปเปิลที่หวานที่สุด
ไปมอบให้คนที่อาจไม่มีวันหันกลับมา
เสียงจักจั่นในค่ำคืนฤดูร้อนดังจนน่ารำคาญ
ในห้องคาราโอเกะ
เพื่อนร่วมรุ่นหลังงานเลี้ยงแยกย้าย
กำลังอาศัยฤทธิ์เหล้า
ปลดปล่อยอารมณ์อย่างบ้าคลั่ง
มีคนร้องไห้โฮ
มีคนฉวยโอกาสสารภาพรักเสียงดัง
ด้วยแรงฮึกเหิมของการจบการศึกษา
เวินอันหรานนั่งอยู่ข้างเถียนซวี่หนิง
มองเขาดื่มเบียร์เย็นแก้วแล้วแก้วเล่า
เธอขยับเข้าไปใกล้
ถามออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า
“เถียนซวี่หนิง…
นายชอบจื่ออวี๋ ห้องหนึ่ง
มาตลอดใช่ไหม?”
มือที่กำลังรินเหล้าของเถียนซวี่หนิงชะงัก
ของเหลวสีทองล้นขอบแก้ว
ไหลเปียกหลังมือ
เขาหันมามองเธออย่างตกใจ
“เธอรู้ได้ยังไง…”
“พี่เถียนมีคนที่ชอบเหรอ?”
หนิงอี๋นั่วที่นั่งข้าง ๆ หูไว
โผล่มาแซว
“ใครกัน?
ถึงทำให้หนุ่มหล่อของเราคิดถึงได้นานขนาดนี้?”
เวินอันหรานก้มตาลง
ยิ้มบาง ๆ
“ใคร ๆ ก็ต้องมีแสงจันทร์ขาวในใจสักคนแหละ”
“เฮ้ย! นึกออกแล้ว!”
หวังฉีโผล่มาด้วย
ตบขาเสียงดัง
“ตอน ม.5 คืนคริสต์มาสอีฟ
ฉันถามว่านายเอาแอปเปิลไปให้ใคร
นายไม่ยอมพูด
ไม่ใช่สิ พวกเราจบแล้วนะเว้ย
นายยังจะเก็บงำอีกเหรอ?
ถ้าไม่บุกตอนนี้
เดี๋ยวเขาเข้ามหาลัย
ไปคบกับคนอื่น
นายจะไปร้องไห้ที่ไหน?”
คำยุของทุกคน
เหมือนไฟที่เผาผลาญเหตุผลสุดท้ายของเถียนซวี่หนิง
เขาลุกขึ้น
ผลักเก้าอี้ออก
ไม่แม้แต่จะหยิบเสื้อคลุม
แล้วพุ่งออกจากห้องไป
“ฉันจะไปหาเขา!”
ในขณะเดียวกัน
จื่ออวี๋กำลังเผชิญช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต
เสียงเจ้าหนี้ด่าทอ
เสียงข้าวของแตกกระจาย
แทบจะยกหลังคาบ้าน
เขาลากร่างที่มีไข้สูง 39.5 องศา
ตัวร้อนผ่าว
สติเริ่มเลือนลาง
เพื่อหลบหนีความวุ่นวายที่ไม่รู้จบ
เขาโซซัดโซเซออกจากบ้าน
ไปซื้อยาแก้ไข้
กลางดึก
ไฟร้านสะดวกซื้อริมถนน
ขาวซีดแสบตา
จื่ออวี๋ซื้อโอเด้ง
นั่งบนเก้าอี้พลาสติกหน้าร้าน
มือที่จับแก้วสั่นไม่หยุด
เขาฝืนกลืนไปสองคำ
แต่ไม่รับรู้รสชาติอะไรเลย
ลำคอแสบเหมือนถูกไฟเผา
หลังจากกินยา
ฤทธิ์ยาซ้อนกับไข้สูง
โลกตรงหน้าก็เริ่มหมุน
ไฟถนนซ้อนเป็นเงา
เขาพยุงโต๊ะลุกขึ้น
แค่อยากหาที่เงียบ ๆ ซ่อนตัว
ที่ไหนก็ได้
ขอแค่ไม่มีคำด่า
ไม่มีเจ้าหนี้
ไม่มีการรบกวนอีก
ในจังหวะที่เขาแทบยืนไม่ไหว
เงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
บังทัศนวิสัยที่เหลืออยู่ของเขา
เถียนซวี่หนิงวิ่งมาถึงแถวบ้านของจื่ออวี๋
เส้นทางนี้เขาคุ้นเคยดี
ในหัวเขาซ้อมคำพูดมานับครั้งไม่ถ้วน
ถ้าจื่ออวี๋ปฏิเสธ
เขาจะบอกว่าล้อเล่น
ถ้าไม่ปฏิเสธ…
แต่พอเห็นร่างนั้นจากไกล ๆ
ทุกการซ้อมก็หยุดลง
เถียนซวี่หนิงหอบเหงื่อท่วม
หน้าอกกระเพื่อมแรง
มองคนที่เขาคิดถึงทุกวัน
เขาไม่ทันสังเกต
ว่าจื่ออวี๋หน้าแดงผิดปกติ
เขารวบรวมความกล้าทั้งชีวิต
พูดเสียงสั่น
“จื่ออวี๋!
ฉันชอบนาย… มานานแล้ว
ถ้านายยังรับไม่ได้ตอนนี้
เราขอเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันก่อนได้ไหม?”
เขาไม่กล้ามองตาอีกฝ่าย
ได้แต่มองเงาบนพื้น
แต่สิ่งที่เขาได้รับ
ไม่ใช่คำตอบ
หากเป็นเสียงอาเจียนอย่างรังเกียจ
สมองของจื่ออวี๋ในตอนนั้น
ถูกไข้ 39 องศาเผาจนเละ
ฤทธิ์ยาและเสียงอื้อในหู
ทำให้เขารู้สึกว่า
เงาดำสูงใหญ่ตรงหน้า
กำลังคืบคลานเข้ามา
เหมือนเจ้าหนี้พวกนั้น
ความอึดอัดและคลื่นไส้ถาโถม
เหงื่อเย็นไหลจากขมับลงคอ
เย็นเยียบ
“ไปให้พ้น…”
จื่ออวี๋ฝืนลืมตา
ภาพซ้อนกัน
เขาไม่ได้ยินว่าคนตรงหน้าพูดอะไร
เขาแค่อยากหนีจากโลกที่วุ่นวายนี้
เถียนซวี่หนิงเหมือนถูกฟ้าผ่า
ร่างแข็งค้าง
เขาคิดว่าจะถูกปฏิเสธ
แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำที่เต็มไปด้วยความรังเกียจขนาดนี้
เขาไม่ยอม
ยื่นมือไปคว้าข้อมือจื่ออวี๋
“ทำไม?
ให้เหตุผลฉันหน่อย
ถึงไม่ชอบฉัน
เราก็ยังเป็นเพื่อนได้…”
มือเขาแตะโดนข้อมือจื่ออวี๋
ร้อนจนผิดปกติ
แต่เพราะตัวเขาเองก็ร้อน
จึงเข้าใจผิดว่า
นั่นคือความโกรธของอีกฝ่าย
“อย่ามาแตะฉัน!”
จื่ออวี๋สะบัดมือออกอย่างแรง
เหมือนถูกไฟลวก
ไข้สูงทำให้อารมณ์เขาเปราะบางถึงขีดสุด
ภาพชามแตกในบ้าน
เงาหลังของพ่อที่หนีไป
เสียงร้องไห้ของแม่
ทั้งหมดกลายเป็นการระบายใส่
คนที่เขามองว่าเป็นผู้รบกวน
ดวงตาเขาแดงก่ำ
เสียงแหบพร่า
“น่ารำคาญจริง ๆ …
พวกนายเนี่ย
จะมารบกวนฉันอีกนานแค่ไหนกัน?”
“ฉันบอกแล้วว่าฉันรำคาญ!
อย่ามาหาฉันอีก!”
พูดจบ
เขาฝืนพลังเฮือกสุดท้าย
เดินอ้อมร่างที่แข็งค้างของเถียนซวี่หนิง
หายไปในความมืดของราตรี
เถียนซวี่หนิงยืนอยู่ในท่าถูกสะบัดมือ
กลางลมร้อนของคืนฤดูร้อน
แต่ทั้งร่างกลับเย็นเฉียบ
เหมือนตกลงไปในน้ำแข็ง
เขามองฝ่ามือที่ว่างเปล่า
ความรักที่จริงใจและร้อนแรง
ในคืนนั้น
ถูกคนที่เขารักที่สุด
ตัดสินด้วยคำว่า
“น่ารำคาญ”
“เกลียด”
เขาไม่รู้ว่าเดินกลับบ้านมาได้ยังไง
ร่างกายที่ร้อนจากการวิ่ง
เมื่อได้ยินคำว่า “น่ารำคาญ”
ก็เหมือนถูกสาดน้ำเย็นจัด
กลางฤดูร้อน
เขาเดินเหมือนคนไร้วิญญาณ
เปิดประตูบ้าน
ไม่ได้ยินเสียงอู๋เยว่จวินเรียกให้มากินแตงโม
ล็อกตัวเองในห้องอย่างไร้ความรู้สึก
ทั้งคืน
เขาซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
ในความมืด
ภาพสายตารังเกียจของจื่ออวี๋
ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว
เขาคิดว่า
สองปีที่แอบมอง
ในสายตาของอีกฝ่าย
กลับกลายเป็นสิ่งน่าขยะแขยงขนาดนี้
เช้าวันต่อมา
อู๋เยว่จวินรู้สึกผิดปกติ
ปกติวันหยุด
เถียนซวี่หนิงไม่หลับก็ออกไปเล่นบาส
ไม่มีทางเงียบถึงเที่ยง
เธอเคาะประตูอยู่นาน
ข้างในเงียบสนิท
จนบ่าย
ความกังวลพุ่งสูง
เธอรีบโทรหาเถียนหรงหัว
ทั้งสองใช้กุญแจสำรองเปิดประตู
ก็สะดุ้งกับอากาศร้อนอบอ้าวในห้อง
เถียนซวี่หนิงขดตัวบนเตียง
หน้าแดงจัด
ริมฝีปากแตกเป็นขุยขาว
“ซวี่หนิง? อย่าทำแม่ตกใจสิ!”
อู๋เยว่จวินมือสั่น
แตะหน้าผากลูก
ร้อนจนใจหาย
หมอประจำครอบครัวถูกเรียกมาทันที
คืนนั้นบ้านเถียนวุ่นวายทั้งคืน
เถียนซวี่หนิงเพ้อ
อาเจียนหลายครั้ง
จนสุดท้ายเหลือแต่น้ำย่อย
ร่างกายอ่อนแรงราวกระดาษบาง
อู๋เยว่จวินเช็ดเหงื่อให้เขา
น้ำตาไหลไม่หยุด
เธอเห็นลูกชายที่เคยสดใสร่าเริง
ไม่เคยรู้จักความทุกข์
ในกึ่งหลับกึ่งตื่น
กลับมีน้ำตาไหลเงียบ ๆ จากหางตา
เขาไม่โวยวาย
ไม่ร้องเจ็บ
แค่นอนร้องไห้เงียบ ๆ
จนหัวใจคนดูแทบแตกสลาย
เช้าวันถัดมา
ไข้เริ่มลด
เถียนซวี่หนิงลืมตา
เห็นพ่อแม่ที่นั่งเฝ้า
ดวงตาแดงช้ำ
เขาอ้าปาก
เสียงแหบมาก
“พ่อ แม่…
ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง
ต่อไป… จะไม่เป็นแบบนี้แล้ว”
เถียนหรงหัวกับอู๋เยว่จวิน
ต่างรู้สึกได้ว่า
ลูกชายเปลี่ยนไป
ความคะนองอหังการของวัยรุ่น
ถูกไข้สูง
เผาเป็นเถ้าถ่านจนหมด
ตามปกติ
หลังจบสอบเข้ามหาวิทยาลัย
คือช่วงเวลาที่สบายที่สุด
หวังฉีกับเพื่อน ๆ
จองตั๋วไปทะเลไว้แล้ว
ถล่มแชตทุกวัน
เถียนซวี่หนิงเห็นทุกข้อความ
แต่ไม่เคยตอบ
อู๋เยว่จวินอยากให้เขาเปลี่ยนบรรยากาศ
จึงถามอ้อม ๆ
“ซวี่หนิง
ไปต่างประเทศสักไม่กี่ปีไหม?
ลูกเพื่อนแม่หลายคนก็อยู่ที่นั่น
สภาพแวดล้อมก็ดี”
ตอนแรก
เถียนซวี่หนิงตอบอย่างไร้ชีวิต
“ก็ได้ แล้วแต่พ่อแม่จะจัดการ”
แต่พอใบตอบรับเริ่มทยอยมา
คืนหนึ่ง
เขาไปเคาะประตูห้องพ่อแม่
“พ่อ แม่
ผมไม่ไปต่างประเทศแล้ว”
เขาพูด
“ผมจะเข้า A มหาลัย
ใกล้บ้าน”
มีแค่เขาเองที่รู้
เหตุผลนั้นต่ำต้อยถึงแก่น
แม้จะถูกอีกฝ่าย
ดูถูก
รังเกียจ
ต่อหน้า
เขาก็ยังไม่อาจบังคับตัวเอง
ให้หายไปจากโลกของคนนั้นได้
ในเมื่อจื่ออวี๋รำคาญเขา
คิดว่าเขาน่ารำคาญ
งั้นเขาก็จะไปเดินวนอยู่ต่อหน้าเขา
จื่ออวี๋อยากได้ความสงบ
เขาจะไม่ยอมให้สมหวัง
สมัยเรียนมัธยม เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับเถียนซวี่หนิง มักจะพ่วงมากับคำว่า “เปล่งประกายอย่างฮึกเหิม” เสมอ
ในฐานะตัวเอซของทีมบาสโรงเรียน รอบตัวเขาไม่เคยขาดคนเข้าหา
หวังฉีมักแซวว่าเถียนซวี่หนิงเป็นก้อนหินที่ยังไม่รู้จักรัก
เพราะไม่ว่าจะเป็นจดหมายรักที่ยื่นมาตรงหน้า
หรือคำสารภาพรักจากเด็กผู้หญิงหน้าแดง
เขาก็จะตอบกลับด้วยท่าทีสุภาพแต่เว้นระยะห่าง
ดูเหมือนคนไม่แยแส
ไม่เคยมีใครได้ก้าวเข้าไปในหัวใจของเขาจริง ๆ
เวินอันหรานเฝ้ามองทุกอย่างนั้นมาโดยตลอด
เธอเป็นเพื่อนสนิทของหนิงอี๋นั่ว
เพราะความสัมพันธ์นี้
เธอจึงกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ผู้หญิง
ที่สามารถสนิทสนมกับกลุ่มผู้ชายของเถียนซวี่หนิงได้
ความรู้สึกหวั่นไหวในวัยรุ่น
มักไม่ต้องการเหตุผลซับซ้อนอะไร
การชอบผู้ชายที่ทั้งสูง หล่อ นิสัยสดใสอย่างเถียนซวี่หนิง
สำหรับเวินอันหรานแล้ว
เป็นเรื่องธรรมดามาก
เธอเคยนั่งเหม่อในคาบพัก
และถามตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนว่า
ผู้ชายแบบเถียนซวี่หนิง
จะชอบผู้หญิงแบบไหนกันแน่
สดใสร้อนแรง?
หรืออ่อนโยนชวนทะนุถนอม?
คำตอบของคำถามนี้
เธอได้เห็นด้วยตาตัวเอง
ในคืนคริสต์มาสอีฟปี 2018
วันนั้นหลังเลิกเรียน
เธอกลับไปที่ห้องเรียนเพื่อเอาผ้าพันคอที่ลืมไว้
แต่กลับบังเอิญเห็นเถียนซวี่หนิง
ตรงปลายทางเดินที่มืดสลัว
เด็กหนุ่มที่โดดเด่นสะดุดตาในสนามบาส
ตอนนี้กลับยืนชิดอยู่หน้าประตูหลังของห้อง ม.1
ในอ้อมแขนปกป้องแอปเปิลที่ห่ออย่างสวยงามแน่นเอาไว้
เวินอันหรานหลบอยู่ในเงามุมตึก
หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
เธอเห็นเถียนซวี่หนิงสูดหายใจลึก
เหมือนกำลังทำภารกิจลับอะไรบางอย่าง
แล้วรีบเดินเข้าไปในห้องเรียนที่ว่างเปล่า
ยัดแอปเปิลลูกนั้นใส่ไว้ในโต๊ะของ จื่ออวี๋
ตอนแรกเธอไม่เชื่อเลย
เถียนซวี่หนิงคือใคร?
เขาคือจุดศูนย์กลางของทั้งโรงเรียน
คือคนที่ถูกสารภาพรักอยู่ตลอด
เขาจะไปแอบชอบใครได้ยังไง?
แล้วยังเป็นการแอบชอบ
เด็กที่มักอยู่คนเดียว
เย็นชาและเงียบขรึมอย่างจื่ออวี๋อีก?
แต่ในฐานะคนที่แอบชอบใครสักคน
เวินอันหรานเข้าใจสายตาแบบนั้นดีเกินไป
ตั้งแต่วันนั้น
สายตาของเธอก็เผลอไล่ตามเถียนซวี่หนิงโดยไม่รู้ตัว
และเธอก็เริ่มสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ
ที่คนอื่นไม่เคยเห็น
เถียนซวี่หนิงจงใจเดินไปเดินมา
หน้าห้อง ม.1 ในคาบพัก
คาบพละ เขากลับไม่ไปสนามบาส
แต่มานั่งอยู่ตรงแปลงดอกไม้ใต้ตึกของห้อง ม.1
สายตามองไปที่ตำแหน่งริมหน้าต่างนั้นตลอด
แม้แต่ในโรงอาหารที่จอแจ
ขอแค่จื่ออวี๋ปรากฏตัว
ความเร็วในการกินข้าวของเถียนซวี่หนิง
ก็จะช้าลงทันที
สายตามองฝ่าฝูงชน
ไปหยุดอยู่ที่แผ่นหลังผอมบางนั้นอย่างดื้อดึง
ในตอนนั้นเอง
เวินอันหรานก็เข้าใจขึ้นมา
เด็กผู้ชายที่เธอชื่นชม
ที่แสนหยิ่งผยองในสายตาคนอื่น
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่เขาชอบ
ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเธอเลย
เขาก็ขี้ขลาด
ไม่กล้าเข้าไปทัก
ตื่นตระหนกเพียงเพราะอีกฝ่ายหันกลับมาโดยไม่ตั้งใจ
และเหมือนกับเด็กหนุ่มทุกคนที่ตกอยู่ในความหวั่นไหวของวัยเยาว์
เฝ้ารักษาความรู้สึกเงียบงัน
ที่อาจไม่มีวันได้เอ่ยออกมา
ในมุมที่ไม่มีใครเห็น
เวินอันหรานรู้สึกขมขื่น
แต่ก็มีความโล่งใจแปลก ๆ
เธอมองเถียนซวี่หนิงไล่ตามจื่ออวี๋
ก็เหมือนกับที่เธอไล่ตามเถียนซวี่หนิง
พวกเขาทั้งคู่
ต่างเป็นตัวเอกในละครใบ้ที่ไร้เสียงเรื่องนี้
ในวัยที่ดีที่สุด
นำแอปเปิลที่หวานที่สุด
ไปมอบให้คนที่อาจไม่มีวันหันกลับมา
เสียงจักจั่นในค่ำคืนฤดูร้อนดังจนน่ารำคาญ
ในห้องคาราโอเกะ
เพื่อนร่วมรุ่นหลังงานเลี้ยงแยกย้าย
กำลังอาศัยฤทธิ์เหล้า
ปลดปล่อยอารมณ์อย่างบ้าคลั่ง
มีคนร้องไห้โฮ
มีคนฉวยโอกาสสารภาพรักเสียงดัง
ด้วยแรงฮึกเหิมของการจบการศึกษา
เวินอันหรานนั่งอยู่ข้างเถียนซวี่หนิง
มองเขาดื่มเบียร์เย็นแก้วแล้วแก้วเล่า
เธอขยับเข้าไปใกล้
ถามออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า
“เถียนซวี่หนิง…
นายชอบจื่ออวี๋ ห้องหนึ่ง
มาตลอดใช่ไหม?”
มือที่กำลังรินเหล้าของเถียนซวี่หนิงชะงัก
ของเหลวสีทองล้นขอบแก้ว
ไหลเปียกหลังมือ
เขาหันมามองเธออย่างตกใจ
“เธอรู้ได้ยังไง…”
“พี่เถียนมีคนที่ชอบเหรอ?”
หนิงอี๋นั่วที่นั่งข้าง ๆ หูไว
โผล่มาแซว
“ใครกัน?
ถึงทำให้หนุ่มหล่อของเราคิดถึงได้นานขนาดนี้?”
เวินอันหรานก้มตาลง
ยิ้มบาง ๆ
“ใคร ๆ ก็ต้องมีแสงจันทร์ขาวในใจสักคนแหละ”
“เฮ้ย! นึกออกแล้ว!”
หวังฉีโผล่มาด้วย
ตบขาเสียงดัง
“ตอน ม.5 คืนคริสต์มาสอีฟ
ฉันถามว่านายเอาแอปเปิลไปให้ใคร
นายไม่ยอมพูด
ไม่ใช่สิ พวกเราจบแล้วนะเว้ย
นายยังจะเก็บงำอีกเหรอ?
ถ้าไม่บุกตอนนี้
เดี๋ยวเขาเข้ามหาลัย
ไปคบกับคนอื่น
นายจะไปร้องไห้ที่ไหน?”
คำยุของทุกคน
เหมือนไฟที่เผาผลาญเหตุผลสุดท้ายของเถียนซวี่หนิง
เขาลุกขึ้น
ผลักเก้าอี้ออก
ไม่แม้แต่จะหยิบเสื้อคลุม
แล้วพุ่งออกจากห้องไป
“ฉันจะไปหาเขา!”
ในขณะเดียวกัน
จื่ออวี๋กำลังเผชิญช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต
เสียงเจ้าหนี้ด่าทอ
เสียงข้าวของแตกกระจาย
แทบจะยกหลังคาบ้าน
เขาลากร่างที่มีไข้สูง 39.5 องศา
ตัวร้อนผ่าว
สติเริ่มเลือนลาง
เพื่อหลบหนีความวุ่นวายที่ไม่รู้จบ
เขาโซซัดโซเซออกจากบ้าน
ไปซื้อยาแก้ไข้
กลางดึก
ไฟร้านสะดวกซื้อริมถนน
ขาวซีดแสบตา
จื่ออวี๋ซื้อโอเด้ง
นั่งบนเก้าอี้พลาสติกหน้าร้าน
มือที่จับแก้วสั่นไม่หยุด
เขาฝืนกลืนไปสองคำ
แต่ไม่รับรู้รสชาติอะไรเลย
ลำคอแสบเหมือนถูกไฟเผา
หลังจากกินยา
ฤทธิ์ยาซ้อนกับไข้สูง
โลกตรงหน้าก็เริ่มหมุน
ไฟถนนซ้อนเป็นเงา
เขาพยุงโต๊ะลุกขึ้น
แค่อยากหาที่เงียบ ๆ ซ่อนตัว
ที่ไหนก็ได้
ขอแค่ไม่มีคำด่า
ไม่มีเจ้าหนี้
ไม่มีการรบกวนอีก
ในจังหวะที่เขาแทบยืนไม่ไหว
เงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
บังทัศนวิสัยที่เหลืออยู่ของเขา
เถียนซวี่หนิงวิ่งมาถึงแถวบ้านของจื่ออวี๋
เส้นทางนี้เขาคุ้นเคยดี
ในหัวเขาซ้อมคำพูดมานับครั้งไม่ถ้วน
ถ้าจื่ออวี๋ปฏิเสธ
เขาจะบอกว่าล้อเล่น
ถ้าไม่ปฏิเสธ…
แต่พอเห็นร่างนั้นจากไกล ๆ
ทุกการซ้อมก็หยุดลง
เถียนซวี่หนิงหอบเหงื่อท่วม
หน้าอกกระเพื่อมแรง
มองคนที่เขาคิดถึงทุกวัน
เขาไม่ทันสังเกต
ว่าจื่ออวี๋หน้าแดงผิดปกติ
เขารวบรวมความกล้าทั้งชีวิต
พูดเสียงสั่น
“จื่ออวี๋!
ฉันชอบนาย… มานานแล้ว
ถ้านายยังรับไม่ได้ตอนนี้
เราขอเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันก่อนได้ไหม?”
เขาไม่กล้ามองตาอีกฝ่าย
ได้แต่มองเงาบนพื้น
แต่สิ่งที่เขาได้รับ
ไม่ใช่คำตอบ
หากเป็นเสียงอาเจียนอย่างรังเกียจ
สมองของจื่ออวี๋ในตอนนั้น
ถูกไข้ 39 องศาเผาจนเละ
ฤทธิ์ยาและเสียงอื้อในหู
ทำให้เขารู้สึกว่า
เงาดำสูงใหญ่ตรงหน้า
กำลังคืบคลานเข้ามา
เหมือนเจ้าหนี้พวกนั้น
ความอึดอัดและคลื่นไส้ถาโถม
เหงื่อเย็นไหลจากขมับลงคอ
เย็นเยียบ
“ไปให้พ้น…”
จื่ออวี๋ฝืนลืมตา
ภาพซ้อนกัน
เขาไม่ได้ยินว่าคนตรงหน้าพูดอะไร
เขาแค่อยากหนีจากโลกที่วุ่นวายนี้
เถียนซวี่หนิงเหมือนถูกฟ้าผ่า
ร่างแข็งค้าง
เขาคิดว่าจะถูกปฏิเสธ
แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำที่เต็มไปด้วยความรังเกียจขนาดนี้
เขาไม่ยอม
ยื่นมือไปคว้าข้อมือจื่ออวี๋
“ทำไม?
ให้เหตุผลฉันหน่อย
ถึงไม่ชอบฉัน
เราก็ยังเป็นเพื่อนได้…”
มือเขาแตะโดนข้อมือจื่ออวี๋
ร้อนจนผิดปกติ
แต่เพราะตัวเขาเองก็ร้อน
จึงเข้าใจผิดว่า
นั่นคือความโกรธของอีกฝ่าย
“อย่ามาแตะฉัน!”
จื่ออวี๋สะบัดมือออกอย่างแรง
เหมือนถูกไฟลวก
ไข้สูงทำให้อารมณ์เขาเปราะบางถึงขีดสุด
ภาพชามแตกในบ้าน
เงาหลังของพ่อที่หนีไป
เสียงร้องไห้ของแม่
ทั้งหมดกลายเป็นการระบายใส่
คนที่เขามองว่าเป็นผู้รบกวน
ดวงตาเขาแดงก่ำ
เสียงแหบพร่า
“น่ารำคาญจริง ๆ …
พวกนายเนี่ย
จะมารบกวนฉันอีกนานแค่ไหนกัน?”
“ฉันบอกแล้วว่าฉันรำคาญ!
อย่ามาหาฉันอีก!”
พูดจบ
เขาฝืนพลังเฮือกสุดท้าย
เดินอ้อมร่างที่แข็งค้างของเถียนซวี่หนิง
หายไปในความมืดของราตรี
เถียนซวี่หนิงยืนอยู่ในท่าถูกสะบัดมือ
กลางลมร้อนของคืนฤดูร้อน
แต่ทั้งร่างกลับเย็นเฉียบ
เหมือนตกลงไปในน้ำแข็ง
เขามองฝ่ามือที่ว่างเปล่า
ความรักที่จริงใจและร้อนแรง
ในคืนนั้น
ถูกคนที่เขารักที่สุด
ตัดสินด้วยคำว่า
“น่ารำคาญ”
“เกลียด”
เขาไม่รู้ว่าเดินกลับบ้านมาได้ยังไง
ร่างกายที่ร้อนจากการวิ่ง
เมื่อได้ยินคำว่า “น่ารำคาญ”
ก็เหมือนถูกสาดน้ำเย็นจัด
กลางฤดูร้อน
เขาเดินเหมือนคนไร้วิญญาณ
เปิดประตูบ้าน
ไม่ได้ยินเสียงอู๋เยว่จวินเรียกให้มากินแตงโม
ล็อกตัวเองในห้องอย่างไร้ความรู้สึก
ทั้งคืน
เขาซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
ในความมืด
ภาพสายตารังเกียจของจื่ออวี๋
ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว
เขาคิดว่า
สองปีที่แอบมอง
ในสายตาของอีกฝ่าย
กลับกลายเป็นสิ่งน่าขยะแขยงขนาดนี้
เช้าวันต่อมา
อู๋เยว่จวินรู้สึกผิดปกติ
ปกติวันหยุด
เถียนซวี่หนิงไม่หลับก็ออกไปเล่นบาส
ไม่มีทางเงียบถึงเที่ยง
เธอเคาะประตูอยู่นาน
ข้างในเงียบสนิท
จนบ่าย
ความกังวลพุ่งสูง
เธอรีบโทรหาเถียนหรงหัว
ทั้งสองใช้กุญแจสำรองเปิดประตู
ก็สะดุ้งกับอากาศร้อนอบอ้าวในห้อง
เถียนซวี่หนิงขดตัวบนเตียง
หน้าแดงจัด
ริมฝีปากแตกเป็นขุยขาว
“ซวี่หนิง? อย่าทำแม่ตกใจสิ!”
อู๋เยว่จวินมือสั่น
แตะหน้าผากลูก
ร้อนจนใจหาย
หมอประจำครอบครัวถูกเรียกมาทันที
คืนนั้นบ้านเถียนวุ่นวายทั้งคืน
เถียนซวี่หนิงเพ้อ
อาเจียนหลายครั้ง
จนสุดท้ายเหลือแต่น้ำย่อย
ร่างกายอ่อนแรงราวกระดาษบาง
อู๋เยว่จวินเช็ดเหงื่อให้เขา
น้ำตาไหลไม่หยุด
เธอเห็นลูกชายที่เคยสดใสร่าเริง
ไม่เคยรู้จักความทุกข์
ในกึ่งหลับกึ่งตื่น
กลับมีน้ำตาไหลเงียบ ๆ จากหางตา
เขาไม่โวยวาย
ไม่ร้องเจ็บ
แค่นอนร้องไห้เงียบ ๆ
จนหัวใจคนดูแทบแตกสลาย
เช้าวันถัดมา
ไข้เริ่มลด
เถียนซวี่หนิงลืมตา
เห็นพ่อแม่ที่นั่งเฝ้า
ดวงตาแดงช้ำ
เขาอ้าปาก
เสียงแหบมาก
“พ่อ แม่…
ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง
ต่อไป… จะไม่เป็นแบบนี้แล้ว”
เถียนหรงหัวกับอู๋เยว่จวิน
ต่างรู้สึกได้ว่า
ลูกชายเปลี่ยนไป
ความคะนองอหังการของวัยรุ่น
ถูกไข้สูง
เผาเป็นเถ้าถ่านจนหมด
ตามปกติ
หลังจบสอบเข้ามหาวิทยาลัย
คือช่วงเวลาที่สบายที่สุด
หวังฉีกับเพื่อน ๆ
จองตั๋วไปทะเลไว้แล้ว
ถล่มแชตทุกวัน
เถียนซวี่หนิงเห็นทุกข้อความ
แต่ไม่เคยตอบ
อู๋เยว่จวินอยากให้เขาเปลี่ยนบรรยากาศ
จึงถามอ้อม ๆ
“ซวี่หนิง
ไปต่างประเทศสักไม่กี่ปีไหม?
ลูกเพื่อนแม่หลายคนก็อยู่ที่นั่น
สภาพแวดล้อมก็ดี”
ตอนแรก
เถียนซวี่หนิงตอบอย่างไร้ชีวิต
“ก็ได้ แล้วแต่พ่อแม่จะจัดการ”
แต่พอใบตอบรับเริ่มทยอยมา
คืนหนึ่ง
เขาไปเคาะประตูห้องพ่อแม่
“พ่อ แม่
ผมไม่ไปต่างประเทศแล้ว”
เขาพูด
“ผมจะเข้า A มหาลัย
ใกล้บ้าน”
มีแค่เขาเองที่รู้
เหตุผลนั้นต่ำต้อยถึงแก่น
แม้จะถูกอีกฝ่าย
ดูถูก
รังเกียจ
ต่อหน้า
เขาก็ยังไม่อาจบังคับตัวเอง
ให้หายไปจากโลกของคนนั้นได้
ในเมื่อจื่ออวี๋รำคาญเขา
คิดว่าเขาน่ารำคาญ
งั้นเขาก็จะไปเดินวนอยู่ต่อหน้าเขา
จื่ออวี๋อยากได้ความสงบ
เขาจะไม่ยอมให้สมหวัง
Chapter 43
เถียนซวี่หนิงลืมตาขึ้นบนเตียงผู้ป่วย เหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งหมอน
แผลที่ท้ายทอยเต้นระบม ความเจ็บนั้นยังไม่สู้ความอึดอัดแน่นอกที่ปั่นป่วนราวกับคลื่นซัด
เขานึกออกแล้ว
เขาจำได้ทั้งหมดแล้ว
“พี่เถียน? พี่ฟื้นแล้วเหรอ!”
เหอเล่อเล่อกับเซี่ยอันที่เฝ้าอยู่ข้าง ๆ รีบเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง
เถียนซวี่หนิงไม่พูดอะไร เขานั่งขึ้นมาในท่าทางแข็งทื่อ สายตาเผลอมองไปที่ประตูห้องผู้ป่วยโดยอัตโนมัติ
ตรงนั้นว่างเปล่า มีเพียงเงาพยาบาลเดินผ่านไปมาที่โถงทางเดินเป็นครั้งคราว
เหอเล่อเล่อเป็นคนเก็บอาการไม่เก่ง มองแวบเดียวก็รู้ว่าเขากำลังรอใครอยู่ จึงหดคอ พูดเสียงเบา
“เอ่อ… จื่ออวี้ วันนี้ต้องเดินทางแล้วใช่ไหม”
“เล่อเล่อ!” เซี่ยอันดุเขา ก่อนจะหันมาปลอบเถียนซวี่หนิง
“เถียนซวี่หนิง อย่าคิดมาก หมอบอกแล้ว ก่อนหน้านี้นายกระแทกหัว ความจำเลยสับสน พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน… เอาเถอะ ไม่เป็นไร ตอนนี้ความจำกลับมาแล้ว ทุกอย่างก็ดีขึ้นแล้ว”
เหอเล่อเล่อก็รีบพยักหน้าเสริม
“ใช่ ๆ พี่เถียน ก่อนหน้านี้พี่ทำอะไรพวกนั้น… พวกที่ดูเกินไปหน่อย ก็เพราะป่วยทั้งนั้น จื่ออวี้ต้องเข้าใจแน่ ตอนนี้พี่หายแล้ว พอดีเลย พวกพี่ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ ไม่มีอะไรแล้ว”
เพื่อนร่วมห้องทั้งสองพูดกันไปคนละประโยค พยายามคลี่คลายบรรยากาศอึดอัด
ในมุมมองของพวกเขา เถียนซวี่หนิงควรจะโล่งใจสิ
พฤติกรรมติดหนึบ ออดอ้อน สมองมีแต่เรื่องความรักแบบนั้น ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เข้ากับภาพลักษณ์ “หนุ่มหล่อประจำมหา’ลัย” ของเขาเลย
แต่เถียนซวี่หนิงไม่ตอบสนองอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เขาก้มตาลง ขนตายาวบดบังอารมณ์ในแววตา
เขาหยิบโทรศัพท์ที่หัวเตียงขึ้นมา
ภาพหน้าจอล็อกคือรูปคู่ของทั้งสอง
มือเขาสั่นเล็กน้อยขณะปลดล็อก เปิดหน้าต่างแชต
ข้อความสุดท้ายยังเป็นประโยคที่เขาส่งไปเมื่อคืน
【ฉันจะไปรับเธอ】
ไม่มีการตอบกลับ
ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ
ไม่มีแม้แต่คำร่ำลา
เขาดึงมุมปากขึ้น อยากยิ้มเยาะตัวเองสักหน่อย
แต่ดวงตากลับร้อนผ่าวขึ้นมาก่อน
เขาเคยคิดว่าจื่ออวี้ใจแข็ง
แต่ไม่คิดว่าจะใจแข็งได้ถึงขนาดนี้
ทั้งที่รู้ว่าเขาบาดเจ็บ
ทั้งที่รู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้าย
กลับไม่ยอมทิ้งคำลาไว้ให้เขาแม้แต่คำเดียว
“พวกนายกลับไปก่อนเถอะ” เถียนซวี่หนิงวางโทรศัพท์ เสียงแหบพร่า
“ฉันอยากพักคนเดียว”
“พี่เถียน พวกเราอยู่เป็นเพื่อนก็ได้นะ เผื่อพี่อยากกินอะไร—”
“กลับไปเถอะ” เขาหลับตา “ขออยู่คนเดียวสักพัก”
“โอเค งั้นพี่พักผ่อนให้ดีนะ”
เซี่ยอันลากเหอเล่อเล่อออกไป ก่อนปิดประตูยังไม่ลืมหันมากำชับ
“พี่เถียน อย่าคิดมาก เรื่องตอนนั้นไม่ใช่ความผิดพี่ ใครความจำสับสนก็เป็นแบบนั้นได้ ไม่เป็นไรหรอก”
ประตูปิดลง
ห้องผู้ป่วยเงียบสนิท
เถียนซวี่หนิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง จ้องเพดาน
แผลที่ท้ายทอยยังเต้นตุบ ๆ
เขาคิดในใจ
ไปแม่งเถอะ คำว่าไม่เป็นไร
ล้มซ้ำที่คนเดิมถึงสองครั้ง
ก็ช่างเป็นเขาจริง ๆ
สามปีก่อน คืนนั้น เขาเอาหัวใจทั้งดวงไปสารภาพ
แล้วถูกคำว่า “น่ารำคาญ ไสหัวไป” แทงจนเละ
สามปีต่อมา กลับมาเจอกันอีก
เขานึกว่ากลายเป็นศัตรูกันแล้ว
ใครจะคิดว่าอุบัติเหตุความจำเสื่อม
จะทำให้เขากลายเป็นหมาที่ส่ายหางเข้าไปหา
ยอมให้คนคนนั้นแสดงละครกับเขาอยู่หลายเดือน
เถียนซวี่หนิงหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ
ดวงตาร้อนผ่าวอีกครั้ง
บ่ายวันถัดมา
จื่ออวี้กลับมาที่อพาร์ตเมนต์นั้นเป็นครั้งสุดท้าย
พอเปิดประตูเข้าไป
รองเท้าแตะที่วางเรียงคู่กัน
เสื้อแข่งที่โยนทิ้งไว้บนโซฟา
แก้วน้ำสองใบที่ยังไม่ได้ล้างบนโต๊ะอาหาร…
ทุกที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงเวลานั้น
จื่ออวี้ดึงกระเป๋าเดินทางออกมา เก็บข้าวของของตัวเองทีละชิ้นอย่างไร้อารมณ์
ตอนหยิบแปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ
เห็นของของเถียนซวี่หนิงวางอยู่คู่กัน
หัวใจก็เจ็บวาบขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้
เก็บของเสร็จ เขายืนมองไปรอบ ๆ ที่หน้าประตู
รู้สึกว่ามันเงียบเหงาเกินไป
เขาลงไปซื้อแอปเปิลสีแดงจัดมาถุงใหญ่
นึกถึงช่วงนี้ที่เถียนซวี่หนิงชอบเอนตัวอยู่บนโซฟา
หาเรื่องให้เขาปอกแอปเปิลให้
แล้วยังดื้อดึงให้ป้อนถึงปากถึงจะยอมกิน
ภาพนั้นทำให้ดวงตาเขาแสบร้อน
เขาล้างแอปเปิลทีละลูก เรียงใส่ตู้เย็นอย่างเป็นระเบียบ
ซื้อเผื่อไว้เยอะหน่อย
แบบนี้ ต่อให้เขาไม่อยู่แล้ว
คนคนนั้นก็ยังมีกินไปได้นาน
หวังว่าเถียนซวี่หนิงจะเห็นแก่แอปเปิลพวกนี้
ตอนตื่นขึ้นมาแล้วนึกถึงเรื่องบ้าบอพวกนี้ได้
จะโกรธเขาน้อยลงสักหน่อย
เก็บทุกอย่างเรียบร้อย
จื่ออวี้ไม่ได้ออกไปทันที
เขาลากกระเป๋าไปนั่งที่โซฟา
ไม่เปิดไฟ
ฟ้าค่อย ๆ มืดลง
แสงสนธยาราวกับคลื่นน้ำไหลเข้าท่วมทั้งห้อง
กลืนเขาจมหายไปในเงามืด
ตอนเช้า เซี่ยอันส่งข้อความมาบอกว่า
เถียนซวี่หนิงฟื้นแล้ว
อาการดีมาก
จื่ออวี้จ้องหน้าจออยู่นาน
ฟื้นแล้วก็ดี
ความจำกลับมาแล้วก็ดี
ถึงเวลาที่เขาต้องไปแล้ว
ไม่รู้ว่านั่งอยู่นานแค่ไหน
จู่ ๆ ก็มีเสียงกุญแจไขเข้าประตูจากด้านนอก
จื่ออวี้สะดุ้ง หลังตรงขึ้นทันที
เขาไม่คิดว่าเถียนซวี่หนิงจะกลับมาเวลานี้
ประตูปิดและล็อก
เถียนซวี่หนิงไม่เปิดไฟ
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าจื่ออวี้
“ทำไมไม่เปิดไฟ”
เถียนซวี่หนิงดึงมุมปากขึ้น
จื่ออวี้เงยหน้ามองเขา ในความมืดเห็นเพียงเงาร่างสูงลาง ๆ
เขาขยับริมฝีปากที่แห้งผาก
ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะเปล่งเสียงออกมาได้
“นาย… ความจำกลับมาแล้วใช่ไหม”
เงียบ
เงียบจนไร้เสียงตอบ
ความเงียบนั้นเหมือนตบหน้าฉาดหนึ่ง
หัวใจของจื่ออวี้เย็นวาบในทันที
เขาคิดว่าเถียนซวี่หนิงคงเสียใจแล้ว
พอนึกทุกอย่างออก
แม้แต่จะพูดกับเขาอีกคำเดียวก็คงรู้สึกรังเกียจ
จื่ออวี้ยืนขึ้นอย่างแข็งทื่อ
มือกำคันชักกระเป๋าแน่น
“ฉันเก็บของเรียบร้อยแล้ว กุญแจวางไว้บนโต๊ะ”
เขาก้มหน้า เสียงสั่น
“ฉันไปแล้ว”
เขาลากกระเป๋าเดินไป
ก้าวออกไปได้ก้าวเดียว
เสียงของเถียนซวี่หนิงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“จื่ออวี้… นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะ”
เถียนซวี่หนิงยืนอยู่ที่เดิม
มองไปในอากาศมืดสลัว
ดวงตาร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่ได้
เขากะพริบตาแรง ๆ กลั้นความชื้นนั้นกลับไป
“นายคนนี้ ใจมันโคตรโหดจริง ๆ”
ร่างของจื่ออวี้ชะงัก
เขาไม่เข้าใจ
ครั้งที่สองอะไร
เพราะเขาโกหก แล้วหนีไปตอนเขาฟื้น
เลยเป็นครั้งที่สองงั้นเหรอ
“เถียนซวี่หนิง ฉันต้องไปแล้ว”
จื่ออวี้หลับตา
“เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นช่วงนี้ นายจะคิดว่าไม่เคยเกิดก็ได้
ต่อไปฉัน… จะไม่ปรากฏตัวในชีวิตนายอีก”
“หึ…”
เถียนซวี่หนิงหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
เขาหันกลับมา จ้องแผ่นหลังของจื่ออวี้อย่างเอาเป็นเอาตาย
“งั้นในแผนอนาคตของนาย
มันไม่เคยมีฉันอยู่เลยสินะ จื่ออวี้”
เขาก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว
“ความอบอุ่น ความใกล้ชิด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นช่วงนี้
นายลืมมันได้ง่ายดายขนาดนั้น
ลบมันทิ้งได้
เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลย?”
“สำหรับนาย
ทั้งหมดนี่มันก็แค่… อุบัติเหตุที่จำใจต้องเจอ ใช่ไหม?!”
มือของจื่ออวี้ที่จับกระเป๋าสั่นไม่หยุด
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเถียนซวี่หนิงต้องพูดแบบนี้
จะมาคิดบัญชีเรื่องช่วงเวลานี้ก่อนจากกันงั้นเหรอ
“ขอโทษ”
นอกจากสามคำนี้
เขาไม่รู้จะพูดอะไรอีก
ในความมืด
ทั้งคู่มองไม่เห็นสีหน้าของกันและกัน
เถียนซวี่หนิงรู้สึกโชคดี
ดีที่ไม่ได้เปิดไฟ
ไม่อย่างนั้น
ภาพตัวเองที่อับจนจนดูไม่ได้แบบนี้
คงน่าอายเกินไป
ผ่านไปนานมาก
จื่ออวี้ถึงได้ยินเสียงของเถียนซวี่หนิง
“จื่ออวี้
การไม่ชอบใคร
ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าขอโทษ”
จื่ออวี้กัดฟัน
ลากกระเป๋าไปที่ประตู
ตอนที่มือจับลูกบิด
เสียงของเถียนซวี่หนิงก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากด้านหลัง
“ถ้าเรารู้จักกันให้เร็วกว่านี้ก็คงดีนะ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่ฉัน… รู้จักนายมาตั้งนานแล้ว”
ร่างของจื่ออวี้แข็งค้าง
เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไป
ในห้องนั่งเล่นที่ไม่เปิดไฟ
แสงนีออนจากเมืองด้านนอกส่องเข้ามาอย่างเลือนราง
เถียนซวี่หนิงยืนอยู่ในเงาที่สลัวนั้น
ครึ่งหนึ่งของใบหน้าถูกซ่อนในความมืด
หัวใจของจื่ออวี้สั่นสะท้าน
ทำไมเถียนซวี่หนิงถึงมีสีหน้าแบบนั้น?
จื่ออวี้ยืนงงอยู่ที่ประตู
เถียนซวี่หนิงไม่ใช่ฟื้นความจำแล้วเหรอ
จำได้ถึงความบาดหมาง
จำได้ว่าความใกล้ชิดทั้งหมดเป็นเพียงการหลอกลวง
เขาไม่ควรรังเกียจ โกรธ
หรือโล่งใจที่ได้หลุดพ้นจากตัวเองหรือ?
แต่เถียนซวี่หนิงตรงหน้า
ทำไมถึงดูเศร้าได้ขนาดนี้
ยังไม่ทันที่จื่ออวี้จะเข้าใจ
ประโยค “รู้จักนายมานานแล้ว” หมายความว่าอะไร
เถียนซวี่หนิงก็หันหลังกลับไปแล้ว
“ไปเถอะ”
“ปึง—”
ประตูปิดลงในที่สุด
เถียนซวี่หนิงเหมือนถูกดูดพลังออกไปทั้งตัว
เขาทรุดตัวนั่งลงกับพื้นเย็น ๆ พิงประตู
ซุกหน้าลงกับเข่า
น้ำตาหยดใหญ่ ๆ กระแทกลงบนหลังมือ
เขาไม่รู้เลยว่า
คนเราจะเศร้าได้ถึงขนาดนี้
สองครั้งแล้ว
ครั้งแรก
เขาเป็นแค่คนโง่ที่เอาหัวใจทั้งดวงไปให้
แล้วถูกคำว่า “น่ารำคาญ” ตัดสินประหาร
ครั้งที่สอง
เขาสูญเสียความทรงจำ
ได้รับความอบอุ่นมาแบบการถูกสงเคราะห์
สุดท้ายก็ถูกลาจากอย่างสะอาดหมดจด
ใน เจ้าชายน้อย บอกว่า
การผูกพันกับใคร
คือการต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะร้องไห้
แต่เถียนซวี่หนิงไม่คิดว่า
ตัวเองจะผูกพันกับคนคนเดิมถึงสองครั้ง
แล้วร้องไห้ถึงสองครั้ง
เรื่องโง่แบบนี้
ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว
เถียนซวี่หนิงลืมตาขึ้นบนเตียงผู้ป่วย เหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งหมอน
แผลที่ท้ายทอยเต้นระบม ความเจ็บนั้นยังไม่สู้ความอึดอัดแน่นอกที่ปั่นป่วนราวกับคลื่นซัด
เขานึกออกแล้ว
เขาจำได้ทั้งหมดแล้ว
“พี่เถียน? พี่ฟื้นแล้วเหรอ!”
เหอเล่อเล่อกับเซี่ยอันที่เฝ้าอยู่ข้าง ๆ รีบเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง
เถียนซวี่หนิงไม่พูดอะไร เขานั่งขึ้นมาในท่าทางแข็งทื่อ สายตาเผลอมองไปที่ประตูห้องผู้ป่วยโดยอัตโนมัติ
ตรงนั้นว่างเปล่า มีเพียงเงาพยาบาลเดินผ่านไปมาที่โถงทางเดินเป็นครั้งคราว
เหอเล่อเล่อเป็นคนเก็บอาการไม่เก่ง มองแวบเดียวก็รู้ว่าเขากำลังรอใครอยู่ จึงหดคอ พูดเสียงเบา
“เอ่อ… จื่ออวี้ วันนี้ต้องเดินทางแล้วใช่ไหม”
“เล่อเล่อ!” เซี่ยอันดุเขา ก่อนจะหันมาปลอบเถียนซวี่หนิง
“เถียนซวี่หนิง อย่าคิดมาก หมอบอกแล้ว ก่อนหน้านี้นายกระแทกหัว ความจำเลยสับสน พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน… เอาเถอะ ไม่เป็นไร ตอนนี้ความจำกลับมาแล้ว ทุกอย่างก็ดีขึ้นแล้ว”
เหอเล่อเล่อก็รีบพยักหน้าเสริม
“ใช่ ๆ พี่เถียน ก่อนหน้านี้พี่ทำอะไรพวกนั้น… พวกที่ดูเกินไปหน่อย ก็เพราะป่วยทั้งนั้น จื่ออวี้ต้องเข้าใจแน่ ตอนนี้พี่หายแล้ว พอดีเลย พวกพี่ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ ไม่มีอะไรแล้ว”
เพื่อนร่วมห้องทั้งสองพูดกันไปคนละประโยค พยายามคลี่คลายบรรยากาศอึดอัด
ในมุมมองของพวกเขา เถียนซวี่หนิงควรจะโล่งใจสิ
พฤติกรรมติดหนึบ ออดอ้อน สมองมีแต่เรื่องความรักแบบนั้น ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เข้ากับภาพลักษณ์ “หนุ่มหล่อประจำมหา’ลัย” ของเขาเลย
แต่เถียนซวี่หนิงไม่ตอบสนองอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เขาก้มตาลง ขนตายาวบดบังอารมณ์ในแววตา
เขาหยิบโทรศัพท์ที่หัวเตียงขึ้นมา
ภาพหน้าจอล็อกคือรูปคู่ของทั้งสอง
มือเขาสั่นเล็กน้อยขณะปลดล็อก เปิดหน้าต่างแชต
ข้อความสุดท้ายยังเป็นประโยคที่เขาส่งไปเมื่อคืน
【ฉันจะไปรับเธอ】
ไม่มีการตอบกลับ
ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ
ไม่มีแม้แต่คำร่ำลา
เขาดึงมุมปากขึ้น อยากยิ้มเยาะตัวเองสักหน่อย
แต่ดวงตากลับร้อนผ่าวขึ้นมาก่อน
เขาเคยคิดว่าจื่ออวี้ใจแข็ง
แต่ไม่คิดว่าจะใจแข็งได้ถึงขนาดนี้
ทั้งที่รู้ว่าเขาบาดเจ็บ
ทั้งที่รู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้าย
กลับไม่ยอมทิ้งคำลาไว้ให้เขาแม้แต่คำเดียว
“พวกนายกลับไปก่อนเถอะ” เถียนซวี่หนิงวางโทรศัพท์ เสียงแหบพร่า
“ฉันอยากพักคนเดียว”
“พี่เถียน พวกเราอยู่เป็นเพื่อนก็ได้นะ เผื่อพี่อยากกินอะไร—”
“กลับไปเถอะ” เขาหลับตา “ขออยู่คนเดียวสักพัก”
“โอเค งั้นพี่พักผ่อนให้ดีนะ”
เซี่ยอันลากเหอเล่อเล่อออกไป ก่อนปิดประตูยังไม่ลืมหันมากำชับ
“พี่เถียน อย่าคิดมาก เรื่องตอนนั้นไม่ใช่ความผิดพี่ ใครความจำสับสนก็เป็นแบบนั้นได้ ไม่เป็นไรหรอก”
ประตูปิดลง
ห้องผู้ป่วยเงียบสนิท
เถียนซวี่หนิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง จ้องเพดาน
แผลที่ท้ายทอยยังเต้นตุบ ๆ
เขาคิดในใจ
ไปแม่งเถอะ คำว่าไม่เป็นไร
ล้มซ้ำที่คนเดิมถึงสองครั้ง
ก็ช่างเป็นเขาจริง ๆ
สามปีก่อน คืนนั้น เขาเอาหัวใจทั้งดวงไปสารภาพ
แล้วถูกคำว่า “น่ารำคาญ ไสหัวไป” แทงจนเละ
สามปีต่อมา กลับมาเจอกันอีก
เขานึกว่ากลายเป็นศัตรูกันแล้ว
ใครจะคิดว่าอุบัติเหตุความจำเสื่อม
จะทำให้เขากลายเป็นหมาที่ส่ายหางเข้าไปหา
ยอมให้คนคนนั้นแสดงละครกับเขาอยู่หลายเดือน
เถียนซวี่หนิงหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ
ดวงตาร้อนผ่าวอีกครั้ง
บ่ายวันถัดมา
จื่ออวี้กลับมาที่อพาร์ตเมนต์นั้นเป็นครั้งสุดท้าย
พอเปิดประตูเข้าไป
รองเท้าแตะที่วางเรียงคู่กัน
เสื้อแข่งที่โยนทิ้งไว้บนโซฟา
แก้วน้ำสองใบที่ยังไม่ได้ล้างบนโต๊ะอาหาร…
ทุกที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงเวลานั้น
จื่ออวี้ดึงกระเป๋าเดินทางออกมา เก็บข้าวของของตัวเองทีละชิ้นอย่างไร้อารมณ์
ตอนหยิบแปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ
เห็นของของเถียนซวี่หนิงวางอยู่คู่กัน
หัวใจก็เจ็บวาบขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้
เก็บของเสร็จ เขายืนมองไปรอบ ๆ ที่หน้าประตู
รู้สึกว่ามันเงียบเหงาเกินไป
เขาลงไปซื้อแอปเปิลสีแดงจัดมาถุงใหญ่
นึกถึงช่วงนี้ที่เถียนซวี่หนิงชอบเอนตัวอยู่บนโซฟา
หาเรื่องให้เขาปอกแอปเปิลให้
แล้วยังดื้อดึงให้ป้อนถึงปากถึงจะยอมกิน
ภาพนั้นทำให้ดวงตาเขาแสบร้อน
เขาล้างแอปเปิลทีละลูก เรียงใส่ตู้เย็นอย่างเป็นระเบียบ
ซื้อเผื่อไว้เยอะหน่อย
แบบนี้ ต่อให้เขาไม่อยู่แล้ว
คนคนนั้นก็ยังมีกินไปได้นาน
หวังว่าเถียนซวี่หนิงจะเห็นแก่แอปเปิลพวกนี้
ตอนตื่นขึ้นมาแล้วนึกถึงเรื่องบ้าบอพวกนี้ได้
จะโกรธเขาน้อยลงสักหน่อย
เก็บทุกอย่างเรียบร้อย
จื่ออวี้ไม่ได้ออกไปทันที
เขาลากกระเป๋าไปนั่งที่โซฟา
ไม่เปิดไฟ
ฟ้าค่อย ๆ มืดลง
แสงสนธยาราวกับคลื่นน้ำไหลเข้าท่วมทั้งห้อง
กลืนเขาจมหายไปในเงามืด
ตอนเช้า เซี่ยอันส่งข้อความมาบอกว่า
เถียนซวี่หนิงฟื้นแล้ว
อาการดีมาก
จื่ออวี้จ้องหน้าจออยู่นาน
ฟื้นแล้วก็ดี
ความจำกลับมาแล้วก็ดี
ถึงเวลาที่เขาต้องไปแล้ว
ไม่รู้ว่านั่งอยู่นานแค่ไหน
จู่ ๆ ก็มีเสียงกุญแจไขเข้าประตูจากด้านนอก
จื่ออวี้สะดุ้ง หลังตรงขึ้นทันที
เขาไม่คิดว่าเถียนซวี่หนิงจะกลับมาเวลานี้
ประตูปิดและล็อก
เถียนซวี่หนิงไม่เปิดไฟ
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าจื่ออวี้
“ทำไมไม่เปิดไฟ”
เถียนซวี่หนิงดึงมุมปากขึ้น
จื่ออวี้เงยหน้ามองเขา ในความมืดเห็นเพียงเงาร่างสูงลาง ๆ
เขาขยับริมฝีปากที่แห้งผาก
ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะเปล่งเสียงออกมาได้
“นาย… ความจำกลับมาแล้วใช่ไหม”
เงียบ
เงียบจนไร้เสียงตอบ
ความเงียบนั้นเหมือนตบหน้าฉาดหนึ่ง
หัวใจของจื่ออวี้เย็นวาบในทันที
เขาคิดว่าเถียนซวี่หนิงคงเสียใจแล้ว
พอนึกทุกอย่างออก
แม้แต่จะพูดกับเขาอีกคำเดียวก็คงรู้สึกรังเกียจ
จื่ออวี้ยืนขึ้นอย่างแข็งทื่อ
มือกำคันชักกระเป๋าแน่น
“ฉันเก็บของเรียบร้อยแล้ว กุญแจวางไว้บนโต๊ะ”
เขาก้มหน้า เสียงสั่น
“ฉันไปแล้ว”
เขาลากกระเป๋าเดินไป
ก้าวออกไปได้ก้าวเดียว
เสียงของเถียนซวี่หนิงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“จื่ออวี้… นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะ”
เถียนซวี่หนิงยืนอยู่ที่เดิม
มองไปในอากาศมืดสลัว
ดวงตาร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่ได้
เขากะพริบตาแรง ๆ กลั้นความชื้นนั้นกลับไป
“นายคนนี้ ใจมันโคตรโหดจริง ๆ”
ร่างของจื่ออวี้ชะงัก
เขาไม่เข้าใจ
ครั้งที่สองอะไร
เพราะเขาโกหก แล้วหนีไปตอนเขาฟื้น
เลยเป็นครั้งที่สองงั้นเหรอ
“เถียนซวี่หนิง ฉันต้องไปแล้ว”
จื่ออวี้หลับตา
“เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นช่วงนี้ นายจะคิดว่าไม่เคยเกิดก็ได้
ต่อไปฉัน… จะไม่ปรากฏตัวในชีวิตนายอีก”
“หึ…”
เถียนซวี่หนิงหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
เขาหันกลับมา จ้องแผ่นหลังของจื่ออวี้อย่างเอาเป็นเอาตาย
“งั้นในแผนอนาคตของนาย
มันไม่เคยมีฉันอยู่เลยสินะ จื่ออวี้”
เขาก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว
“ความอบอุ่น ความใกล้ชิด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นช่วงนี้
นายลืมมันได้ง่ายดายขนาดนั้น
ลบมันทิ้งได้
เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลย?”
“สำหรับนาย
ทั้งหมดนี่มันก็แค่… อุบัติเหตุที่จำใจต้องเจอ ใช่ไหม?!”
มือของจื่ออวี้ที่จับกระเป๋าสั่นไม่หยุด
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเถียนซวี่หนิงต้องพูดแบบนี้
จะมาคิดบัญชีเรื่องช่วงเวลานี้ก่อนจากกันงั้นเหรอ
“ขอโทษ”
นอกจากสามคำนี้
เขาไม่รู้จะพูดอะไรอีก
ในความมืด
ทั้งคู่มองไม่เห็นสีหน้าของกันและกัน
เถียนซวี่หนิงรู้สึกโชคดี
ดีที่ไม่ได้เปิดไฟ
ไม่อย่างนั้น
ภาพตัวเองที่อับจนจนดูไม่ได้แบบนี้
คงน่าอายเกินไป
ผ่านไปนานมาก
จื่ออวี้ถึงได้ยินเสียงของเถียนซวี่หนิง
“จื่ออวี้
การไม่ชอบใคร
ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าขอโทษ”
จื่ออวี้กัดฟัน
ลากกระเป๋าไปที่ประตู
ตอนที่มือจับลูกบิด
เสียงของเถียนซวี่หนิงก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากด้านหลัง
“ถ้าเรารู้จักกันให้เร็วกว่านี้ก็คงดีนะ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่ฉัน… รู้จักนายมาตั้งนานแล้ว”
ร่างของจื่ออวี้แข็งค้าง
เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไป
ในห้องนั่งเล่นที่ไม่เปิดไฟ
แสงนีออนจากเมืองด้านนอกส่องเข้ามาอย่างเลือนราง
เถียนซวี่หนิงยืนอยู่ในเงาที่สลัวนั้น
ครึ่งหนึ่งของใบหน้าถูกซ่อนในความมืด
หัวใจของจื่ออวี้สั่นสะท้าน
ทำไมเถียนซวี่หนิงถึงมีสีหน้าแบบนั้น?
จื่ออวี้ยืนงงอยู่ที่ประตู
เถียนซวี่หนิงไม่ใช่ฟื้นความจำแล้วเหรอ
จำได้ถึงความบาดหมาง
จำได้ว่าความใกล้ชิดทั้งหมดเป็นเพียงการหลอกลวง
เขาไม่ควรรังเกียจ โกรธ
หรือโล่งใจที่ได้หลุดพ้นจากตัวเองหรือ?
แต่เถียนซวี่หนิงตรงหน้า
ทำไมถึงดูเศร้าได้ขนาดนี้
ยังไม่ทันที่จื่ออวี้จะเข้าใจ
ประโยค “รู้จักนายมานานแล้ว” หมายความว่าอะไร
เถียนซวี่หนิงก็หันหลังกลับไปแล้ว
“ไปเถอะ”
“ปึง—”
ประตูปิดลงในที่สุด
เถียนซวี่หนิงเหมือนถูกดูดพลังออกไปทั้งตัว
เขาทรุดตัวนั่งลงกับพื้นเย็น ๆ พิงประตู
ซุกหน้าลงกับเข่า
น้ำตาหยดใหญ่ ๆ กระแทกลงบนหลังมือ
เขาไม่รู้เลยว่า
คนเราจะเศร้าได้ถึงขนาดนี้
สองครั้งแล้ว
ครั้งแรก
เขาเป็นแค่คนโง่ที่เอาหัวใจทั้งดวงไปให้
แล้วถูกคำว่า “น่ารำคาญ” ตัดสินประหาร
ครั้งที่สอง
เขาสูญเสียความทรงจำ
ได้รับความอบอุ่นมาแบบการถูกสงเคราะห์
สุดท้ายก็ถูกลาจากอย่างสะอาดหมดจด
ใน เจ้าชายน้อย บอกว่า
การผูกพันกับใคร
คือการต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะร้องไห้
แต่เถียนซวี่หนิงไม่คิดว่า
ตัวเองจะผูกพันกับคนคนเดิมถึงสองครั้ง
แล้วร้องไห้ถึงสองครั้ง
เรื่องโง่แบบนี้
ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว
Chapter 44
จังหวะชีวิตในฮ่องกงตลอดหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมานั้นรวดเร็วมาก รวดเร็วเสียจนแสงนีออนของอ่าววิกตอเรียสามารถทำให้ผู้คนลืมเลือนความเจ็บปวดที่เคยสลักลึกเข้าถึงกระดูกไปได้มากมาย
จื่ออวี๋ในวันนี้ ดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโสในบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) ชั้นนำย่านเซ็นทรัล (Central) เขาเก่งกาจจริงๆ บุคลิกที่ดูเย็นชาของเขานั้น ในวงการการเงินที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลับกลายเป็นความรู้สึกที่เป็นมืออาชีพและดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
โครงการหลายโครงการที่ผ่านมือเขา ตั้งแต่รอบ Seed จนถึงรอบ Series A ผลตอบแทนตอนถอนตัว (Exit) แต่ละครั้งนั้นสวยงามจนน่าตกใจ เพื่อนร่วมอาชีพต่างพูดกันว่า เมื่อจื่ออวี๋ทำการวินิจฉัยคาดการณ์กระแสเงินสดและส่วนต่างความเสี่ยง เขาจะมีเหตุผลเหมือนกับเครื่องคิดเลขที่มีความแม่นยำสูง
หลังเลิกงาน จื่ออวี๋ซื้อบลูเบอร์รี่หนึ่งกล่องและแอปเปิ้ลสองสามลูกที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นล่าง
ลิฟต์ขึ้นตรงไปยังอะพาร์ตเมนต์ เมื่อผลักประตูเข้าไป เสียงทะเลาะวิวาทที่คาดไว้ก็ทะลุผ่านผนังที่เก็บเสียงไม่ค่อยดีออกมา
“ฉันพูดอีกครั้งนะ ฉันไม่ย้าย!” นั่นคือเสียงของเฉินเสว่ที่ยังคงสะกดอารมณ์โกรธไว้ “สวี่ชาง เราเพิ่งคบกันได้แค่เดือนเดียว คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ฉันย้ายไปอยู่กับคุณ? ตอนนี้ฉันอยู่ตรงนี้ก็ดีอยู่แล้ว หารค่าเช่ากับเสี่ยวอวี๋มาปีกว่า นิสัยการใช้ชีวิตก็เข้ากันได้ดีมาก”
“เข้ากันได้ดี? เฉินเสว่ ฟังนะว่าคุณพูดอะไรออกมา นั่นมันก็ผู้ชายคนหนึ่งนะโว้ย!”
“ผู้ชายแล้วไง? เขาไม่ได้ชอบผู้หญิงเลยสักนิด! แล้วเราก็เป็นแค่เพื่อนบริสุทธิ์ใจต่อกัน ตอนคุณจีบฉันทำไมไม่เห็นจะถือซา? ตอนนี้กลับเอาเรื่องนี้มาหาเรื่องทุกวัน คุณป่วยหรือเปล่า?”
“ก็ก่อนหน้านี้คุณบอกไม่ใช่เหรอว่าเขามีปัญหาทางจิต? ผมก็แค่เป็นห่วงความปลอดภัยของคุณ...”
“หุบปาก! สวี่ชาง คุณช่วยหยุดแพร่ข่าวโคมลอยได้ไหม?” เฉินเสว่ตะเบ็งเสียงขึ้น “นั่นฉันหมายถึงว่าเขามีช่วงหนึ่งที่สภาพจิตใจไม่ดี มันคนละเรื่องกัน คุณไปเถอะ เขาใกล้จะเลิกงานกลับมาแล้ว ฉันไม่อยากพล่ามกับคุณแล้ว ไสหัวไป!”
จื่ออวี๋ไม่ได้ส่งเสียง เดินถือผลไม้ตรงเข้าห้องครัวไปทันที
เสียงฝีเท้าในห้องนั่งเล่นเดินจากใกล้ไปไกล ตามมาด้วยเสียงปิดประตูดังปัง ครู่ต่อมา เฉินเสว่ก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า พิงอยู่ที่ประตูห้องครัว มองดูจื่ออวี๋กำลังจุดไฟต้มบะหมี่อย่างชำนาญ
“เสี่ยวอวี๋... ทำเผื่อฉันด้วยที่หนึ่งสิ ขอร้องละ ไม่มีแรงสั่งเดลิเวอรี่แล้วจริงๆ” เฉินเสว่พนมมือไหว้
สิบนาทีต่อมา บะหมี่น้ำใสร้อนๆ สองชามวางอยู่บนโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่น ในทีวีเปิดรายการวาไรตี้เกาหลีที่ส่งเสียงจ้อกแจ้ก
เฉินเสว่สูดเส้นบะหมี่เข้าปากคำหนึ่ง แล้วเหลือบมองจื่ออวี๋อย่างระมัดระวัง: “เสี่ยวอวี๋ เรื่องไร้สาระที่สวี่ชางพูดเมื่อกี้... นายอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ ต้องโทษฉันเองแหละ ตอนคบกันใหม่ๆ ปากเปราะไปหน่อย ดันไปพูดเรื่องส่วนตัวของนาย ฉันไม่ควรเล่าให้ไอ้คนเฮงซวยนั่นฟังเลย”
จื่ออวี๋จ้องมองหน้าจอทีวีโดยไม่หันมอง สีหน้าดูราบเรียบ นานทีเดียวถึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย: “ตั้งใจจะเลิกเมื่อไหร่?”
เฉินเสว่ถอนหายใจ พิงหลังไปกับโซฟาอย่างหมดแรง: “พรุ่งนี้แหละ พรุ่งนี้จะบล็อกมันให้หมด เสี่ยวอวี๋ นายว่าฉันดูโง่มากไหม? มักจะเสียเวลาไปกับผู้ชายห่วยๆ พวกนี้เสมอเลย”
“ก็ดีแล้วนี่” จื่ออวี๋กลืนบะหมี่คำสุดท้ายลงคอ “ขอแค่ไม่ไปแย่งแฟนชาวบ้านเหมือนเมื่อก่อนก็พอ”
เฉินเสว่ถูกประโยคสวนกลับตรงๆ นี้จนสำลัก พูดไม่ออกไปพักใหญ่ ใบหน้าเปลี่ยนสีไปมา สุดท้ายก็ได้แต่ก้มหน้าเขี่ยเส้นบะหมี่ในชามอย่างเขินๆ นั่นคือประวัติศาสตร์ด้านมืดของเธอเมื่อปีที่แล้ว และเป็นเรื่องบาดหมางที่เธออยากจะซ่อนไว้ที่สุด
“ตอนนี้ฉันคิดได้จริงๆ แล้วละ” เฉินเสว่หัวเราะเยาะตัวเองขื่นๆ “ผู้ชายไม่มีดีสักคน แย่งผู้ชายจะไปสนุกอะไร? แย่งงานผู้ชายทำสิถึงจะสนุก เสี่ยวอวี๋ ถ้านายชอบผู้หญิง ฉันอยากจะแต่งงานกับนายจริงๆ นายเป็นผู้ชายดีๆ คนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกนี้แล้ว”
จื่ออวี๋ไม่สนใจคำพูดเพ้อเจ้อของเธอ ลุกขึ้นเก็บชามว่างเปล่าสองใบอย่างว่องไว
ตอนที่เขาล้างจานอยู่ในครัว เฉินเสว่ก็เดินมาพิงประตูเหมือนหมากฝรั่งเหนียวหนึบอีกครั้ง เก็บอาการยิ้มแล้วเอ่ยว่า: “จริงด้วย พรุ่งนี้อย่าลืมไปหา Nicole นะ วันนี้เธอส่งข้อความมาหาฉัน บอกว่าอาทิตย์ที่แล้วนายไม่ได้ไป เธอเป็นห่วงนายมาก”
Nicole คือจิตแพทย์ที่เฉินเสว่แนะนำให้เขา
ความจริงแล้ว จนถึงทุกวันนี้เฉินเสว่นึกถึงคืนนั้นเมื่อครึ่งปีก่อน ก็ยังรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาเป็นพักๆ วันนั้นเธอเพิ่งเสร็จจากการไปดื่มจนเมาค้าง กลับถึงบ้านตอนตีสามด้วยท่าทางโซเซ
พอเข้าห้องนั่งเล่นมา เธอก็เห็นร่างบางๆ ของจื่ออวี๋ขดตัวอยู่ที่พื้นหน้าโต๊ะกาแฟ นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นจื่ออวี๋ดูเหม่อลอยขนาดนั้น แม้แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ทำโครงการยุ่งที่สุด เขาก็ยังรักษามาดให้ดูดีเสมอ
บนโต๊ะกาแฟมีแอปเปิ้ลที่ปอกเปลือกแล้ววางอยู่อย่างเป็นระเบียบหลายลูก เปลือกถูกปอกบางเฉียบ ม้วนวางเป็นวงๆ อยู่ข้างๆ ตอนนั้นเฉินเสว่ยังสติไม่ค่อยดี หยิบขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วกัดคำโต ถามแบบอู้อี้ว่า: “เสี่ยวอวี๋ ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมปอกแอปเปิ้ลเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ? นายไม่กินฉันจัดการให้เองนะ”
จื่ออวี๋ไม่ได้พูดอะไร เขาหันหน้ามามองเธออย่างเฉื่อยชา
และเพียงแค่สายตานั้น แอปเปิ้ลครึ่งลูกในมือเฉินเสว่ก็หล่นลงพื้นดังแปะ
ข้อมือซ้ายของจื่ออวี๋ที่วางซ้อนอยู่บนเข่า มีเลือดหยดลงมาตามปลายนิ้ว ของเหลวสีแดงเข้มรวมตัวกันเป็นแอ่งเล็กๆ บนพื้น
“จื่ออวี๋! นายบ้าไปแล้วเหรอ?!” เฉินเสว่อุทานลั่นแล้วพุ่งเข้าไป คว้าทิชชู่แถวข้างๆ มาอุดแผลเขาไว้แน่น เสียงเริ่มสั่นเครือ “นายทำอะไรน่ะ? เกิดอะไรขึ้น? นายอยากตายเหรอ!”
จื่ออวี๋เหมือนถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงกรีดร้องนั้น เขามองเฉินเสว่อย่างเหม่อลอย แล้วก้มมองข้อมือตัวเองที่เลือดซึมออกมาไม่หยุด ในแววตาไม่มีความเจ็บปวดเลยแม้แต่นิด มีเพียงความว่างเปล่าที่แสนอ้างว้าง
“ฉันไม่รู้ เมื่อกี้มองดูแอปเปิ้ลพวกนี้... จู่ๆ ก็รู้สึกว่าถ้าลองเฉือนดูสักนิดน่าจะสบายดี เฉินเสว่ ฉันไม่ได้อยากตาย”
หลังจากเฉินเสว่ตรวจแผลแล้วพบว่ามันไม่ได้ลึกจริงๆ เป็นเพียงรอยแดงๆ ถี่ๆ หลายรอย ซึ่งดูออกว่าจงใจหลบเส้นเลือดใหญ่ เขาไม่ได้กำลังฆ่าตัวตาย
เฉินเสว่เรียนจบด้านจิตวิทยามา ถึงแม้หลังเรียนจบจะเปลี่ยนสายงานมาทำด้านประชาสัมพันธ์ (PR) แต่สัญชาตญาณในวิชาชีพยังคงอยู่ คืนนั้นเธอรีบโทรศัพท์หา Nicole เพื่อนเก่าที่ยังเป็นจิตแพทย์คลินิกอยู่ทันที
Nicole บอกในสายว่า: “ในทางจิตวิทยา นี่คืออาการทำร้ายตัวเองแบบฉบับหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Non-suicidal self-injury (NSSI) เฉินเสว่ เขาไม่ได้อยากจะจบชีวิตหรอก เขาแค่กำลังใช้ความเจ็บปวดทางร่างกายที่รุนแรงมาทดแทนความด้านชาทางจิตใจ”
“เมื่อบาดแผลในใจของคนคนหนึ่งไม่สามารถระบายออกได้ จนถึงขั้นเริ่มรู้สึกไร้ตัวตน เขาจะใช้วิธีสุดโต่งแบบนี้เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า ‘ฉันยังคอยอยู่’ นี่คือสัญญาณขอความช่วยเหลือ และเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดหลังจากการถูกกดทับอย่างรุนแรง”
ตั้งแต่นั้นมา เฉินเสว่ก็คอยคุมจื่ออวี๋ไปรายงานตัวที่คลินิกของ Nicole อย่างไม่ย่อท้อต่อลมฟ้าอากาศ
จื่ออวี๋วางจานที่ล้างเสร็จลงบนตะแกรงสะเด็ดน้ำ หันกลับมาสบสายตาที่เป็นห่วงของเฉินเสว่
“พรุ่งนี้ฉันจะไป” จื่ออวี๋เอ่ยเรียบๆ
“ก็ดีแล้ว” เฉินเสว่ถอนหายใจยาว พยายามปรับบรรยากาศให้สดใส “Nicole บอกว่าช่วงนี้นายดีขึ้นมากแล้ว ไว้พี่จะแนะนำหนุ่มหล่อตัวจริงให้นะ คนระดับไฮเอนด์ย่านเซ็นทรัลมีเยอะแยะ...”
หลังจากเพิ่งช่วยทีมปิดโครงการเสร็จ จื่ออวี๋ในที่สุดก็ได้ปลีกตัวออกมาจากการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และการสร้างแบบจำลองมูลค่า (Valuation Modeling) ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียที เขาได้รับช่วงเวลาพักผ่อนที่หาได้ยาก
เขาเป็นคนที่มีความต้องการต่ำมาก ในศูนย์กลางการเงินที่เต็มไปด้วยกิเลสแห่งนี้ เหล่าคนเก่งในวัยเดียวกันส่วนใหญ่มักจะไปหาความสุขที่ลานไกวฟง (Lan Kwai Fong) หรือไปปาร์ตี้บนเรือยอร์ชที่ไซกง (Sai Kung) แต่จื่ออวี๋กลับสนุกกับการอยู่คนเดียวมากกว่า เขาชินกับการไล่เรียงแผนการในวันรุ่งขึ้นในหัวอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่วันเสาร์เช้าที่ไม่มีนาฬิกาปลุก ปล่อยให้ร่างกายจมอยู่ในผ้าห่มไหมจนตื่นเองตามธรรมชาติ ไปจนถึงตอนเที่ยงที่ลงไปกินบะหมี่ผัดเนื้อ (Dry-fried Beef Ho Fun) ที่ราดพริกเผาเข้มข้นที่ร้านอาหารเก่าแก่ชั้นล่าง จากนั้นตอนบ่ายก็นั่งรถราง (Ding Ding) ที่แล่นอย่างช้าๆ ข้ามเกาะฮ่องกงไปที่คลินิกของ Nicole และตบท้ายด้วยของหวานร้าน Moon Kee ที่นุ่มละมุนกับรายการวาไรตี้ที่ส่งเสียงดัง
ความรู้สึกที่มีแผนการแบบนี้ช่วยมอบความคาดหวังว่าชีวิตยังอยู่ในความควบคุมให้แก่เขา ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ ไม่ใช่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำของเวลาอย่างไม่มีจุดหมาย
บ่ายวันต่อมา ในห้องตรวจ
Nicole สวมเสื้อสเวตเตอร์แคชเมียร์สีเบจ รินน้ำอุ่นให้จื่ออวี๋หนึ่งแก้ว เธอสังเกตคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ เมื่อเทียบกับจื่ออวี๋เมื่อครึ่งปีก่อน ตอนนี้เขาดูเหมือนจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมากจริงๆ
“อาทิตย์ที่แล้วทำไมไม่มาคะ?” Nicole พิงเก้าอี้พักแขน
“ติดโอทีนิดหน่อยครับ” จื่ออวี๋ตอบเรียบๆ เขานั่งอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังตั้งตรง สองมือกุมแก้วน้ำไว้
จื่ออวี๋เป็นคนที่ฉลาดมากและเก่งในเรื่องการอนุมานตรรกะ ในวงการการเงิน เขาสามารถจับคลื่นความผันผวนเล็กๆ ในตลาดได้ และในห้องตรวจจิตเวช เขาก็สามารถสังเกตเห็นเจตนาเบื้องหลังทุกคำถามของ Nicole ได้อย่างเฉียบแคมเช่นกัน
เขารู้ว่า Nicole อยากจะได้ยินความก้าวหน้าแบบไหน รู้วิธีการแสดงสีหน้าเพียงเล็กน้อยแบบไหนที่สื่อถึงการปล่อยวาง และรู้วิธีการใช้โทนน้ำเสียงที่สงบนิ่งเพื่อย่อยสลายเรื่องราวหนักอึ้งในอดีตเหล่านั้น
เขากำลังใช้สติปัญญาที่เหนือกว่าคนอื่น สร้างภาพลวงตาที่เรียกว่า "การหายดี" ให้แก่ตัวเอง เขาหลอกเฉินเสว่ได้ และในระดับหนึ่ง เขาก็หลอกจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ได้ด้วย
Nicole เปิดดูบันทึก แล้วนำบทสนทนาเข้าสู่ส่วนลึก: “เรามาคุยเรื่องครอบครัวกันเถอะ เกี่ยวกับแม่ของคุณ ช่วงนี้มีความคิดใหม่ๆ บ้างไหมคะ?”
Nicole รู้ดีว่าจื่ออวี๋เติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยการทะเลาะวิวาทและความแตกแยก พ่อที่เล่นการพนันและชอบใช้ความรุนแรง กับแม่ที่เอาแต่ร้องไห้เสมอ
เป็นเวลานานมากที่จื่ออวี๋หลงคิดว่าแม่รักเขา เขาจำได้ว่าแม่จะกอดเขาไว้แน่นแล้วร้องไห้หลังจากถูกทุบตี นั่นเคยเป็นความปลอบโยนเพียงหนึ่งเดียวในวัยเด็กของเขา เป็นแรงผลักดันทั้งหมดที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้
แต่ต่อมา ความเป็นจริงก็ได้ฉีกกระชากความอ่อนโยนนั้นออกทีละชิ้น
จื่ออวี๋ถึงเพิ่งพบว่า แม่เขาก็ไม่ได้รักเขาเหมือนกัน การถูกปฏิเสธที่ส่งมาจากต้นกำเนิดเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าการมีอยู่ของตัวเองคือความผิดพลาด และนั่นคือสาเหตุที่แท้จริงของแนวโน้มการทำร้ายตัวเอง
เพราะแม้แต่คนที่ให้กำเนิดเขายังไม่รักเขา เขาจึงไม่รู้วิธีที่จะรักตัวเอง
แต่ต่อหน้า Nicole เขาทำเพียงหลุบตาลง: “ไม่ค่อยได้คิดแล้วครับ เมื่อก่อนเคยมองว่าเป็นความเจ็บปวด แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทุกคนต่างก็มีข้อจำกัดของตัวเอง ผมยอมรับได้แล้วว่านั่นไม่ใช่ความผิดของผม”
Nicole เขียนลงในสมุดบันทึกว่า “การปรับปรุงกระบวนการคิด (Cognitive Reconstructure) อยู่ในระดับสูง”
“ถ้าอย่างนั้น แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะคะ?” Nicole เปลี่ยนหัวข้อ “คุณเคยบอกว่า เขาคือคนเดียวที่มอบความสุขให้คุณ”
“เขา...” จื่ออวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง: “เขาไม่เหมือนแม่ของผมเลย เขาดีมาก แม้แต่เรื่องไม่สบายใจในช่วงสุดท้ายนั่น ก็เป็นสิ่งที่ผมหาเรื่องใส่ตัวสิครับ”
เขาบอก Nicole ว่า ผู้ชายคนนั้นคือ "ขนมหวาน" ที่บริสุทธิ์และไม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดเพียงอย่างเดียวในชีวิตของเขา นี่คือความจริง เพียงแต่เขาปกปิดประโยคหลังเอาไว้ว่า... เป็นเพราะนั่นคือขนมหวานเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อขนมหวานนั้นหายไป ความขมขื่นที่เหลืออยู่จึงกลายเป็นสิ่งที่ยากจะแบกรับถึงเพียงนี้
เขากลายเป็น "ผู้ถูกสัมภาษณ์" ที่สร้างภาพลักษณ์ของคนที่ "แม้จะยังมีเรื่องเสียใจแต่ก็ได้เดินเข้าสู่แสงสว่างแล้ว" โดยใช้คำพูดที่มีทั้งความจริงและความเท็จปะปนกันไป
จังหวะชีวิตในฮ่องกงตลอดหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมานั้นรวดเร็วมาก รวดเร็วเสียจนแสงนีออนของอ่าววิกตอเรียสามารถทำให้ผู้คนลืมเลือนความเจ็บปวดที่เคยสลักลึกเข้าถึงกระดูกไปได้มากมาย
จื่ออวี๋ในวันนี้ ดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโสในบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) ชั้นนำย่านเซ็นทรัล (Central) เขาเก่งกาจจริงๆ บุคลิกที่ดูเย็นชาของเขานั้น ในวงการการเงินที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลับกลายเป็นความรู้สึกที่เป็นมืออาชีพและดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
โครงการหลายโครงการที่ผ่านมือเขา ตั้งแต่รอบ Seed จนถึงรอบ Series A ผลตอบแทนตอนถอนตัว (Exit) แต่ละครั้งนั้นสวยงามจนน่าตกใจ เพื่อนร่วมอาชีพต่างพูดกันว่า เมื่อจื่ออวี๋ทำการวินิจฉัยคาดการณ์กระแสเงินสดและส่วนต่างความเสี่ยง เขาจะมีเหตุผลเหมือนกับเครื่องคิดเลขที่มีความแม่นยำสูง
หลังเลิกงาน จื่ออวี๋ซื้อบลูเบอร์รี่หนึ่งกล่องและแอปเปิ้ลสองสามลูกที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นล่าง
ลิฟต์ขึ้นตรงไปยังอะพาร์ตเมนต์ เมื่อผลักประตูเข้าไป เสียงทะเลาะวิวาทที่คาดไว้ก็ทะลุผ่านผนังที่เก็บเสียงไม่ค่อยดีออกมา
“ฉันพูดอีกครั้งนะ ฉันไม่ย้าย!” นั่นคือเสียงของเฉินเสว่ที่ยังคงสะกดอารมณ์โกรธไว้ “สวี่ชาง เราเพิ่งคบกันได้แค่เดือนเดียว คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ฉันย้ายไปอยู่กับคุณ? ตอนนี้ฉันอยู่ตรงนี้ก็ดีอยู่แล้ว หารค่าเช่ากับเสี่ยวอวี๋มาปีกว่า นิสัยการใช้ชีวิตก็เข้ากันได้ดีมาก”
“เข้ากันได้ดี? เฉินเสว่ ฟังนะว่าคุณพูดอะไรออกมา นั่นมันก็ผู้ชายคนหนึ่งนะโว้ย!”
“ผู้ชายแล้วไง? เขาไม่ได้ชอบผู้หญิงเลยสักนิด! แล้วเราก็เป็นแค่เพื่อนบริสุทธิ์ใจต่อกัน ตอนคุณจีบฉันทำไมไม่เห็นจะถือซา? ตอนนี้กลับเอาเรื่องนี้มาหาเรื่องทุกวัน คุณป่วยหรือเปล่า?”
“ก็ก่อนหน้านี้คุณบอกไม่ใช่เหรอว่าเขามีปัญหาทางจิต? ผมก็แค่เป็นห่วงความปลอดภัยของคุณ...”
“หุบปาก! สวี่ชาง คุณช่วยหยุดแพร่ข่าวโคมลอยได้ไหม?” เฉินเสว่ตะเบ็งเสียงขึ้น “นั่นฉันหมายถึงว่าเขามีช่วงหนึ่งที่สภาพจิตใจไม่ดี มันคนละเรื่องกัน คุณไปเถอะ เขาใกล้จะเลิกงานกลับมาแล้ว ฉันไม่อยากพล่ามกับคุณแล้ว ไสหัวไป!”
จื่ออวี๋ไม่ได้ส่งเสียง เดินถือผลไม้ตรงเข้าห้องครัวไปทันที
เสียงฝีเท้าในห้องนั่งเล่นเดินจากใกล้ไปไกล ตามมาด้วยเสียงปิดประตูดังปัง ครู่ต่อมา เฉินเสว่ก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า พิงอยู่ที่ประตูห้องครัว มองดูจื่ออวี๋กำลังจุดไฟต้มบะหมี่อย่างชำนาญ
“เสี่ยวอวี๋... ทำเผื่อฉันด้วยที่หนึ่งสิ ขอร้องละ ไม่มีแรงสั่งเดลิเวอรี่แล้วจริงๆ” เฉินเสว่พนมมือไหว้
สิบนาทีต่อมา บะหมี่น้ำใสร้อนๆ สองชามวางอยู่บนโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่น ในทีวีเปิดรายการวาไรตี้เกาหลีที่ส่งเสียงจ้อกแจ้ก
เฉินเสว่สูดเส้นบะหมี่เข้าปากคำหนึ่ง แล้วเหลือบมองจื่ออวี๋อย่างระมัดระวัง: “เสี่ยวอวี๋ เรื่องไร้สาระที่สวี่ชางพูดเมื่อกี้... นายอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ ต้องโทษฉันเองแหละ ตอนคบกันใหม่ๆ ปากเปราะไปหน่อย ดันไปพูดเรื่องส่วนตัวของนาย ฉันไม่ควรเล่าให้ไอ้คนเฮงซวยนั่นฟังเลย”
จื่ออวี๋จ้องมองหน้าจอทีวีโดยไม่หันมอง สีหน้าดูราบเรียบ นานทีเดียวถึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย: “ตั้งใจจะเลิกเมื่อไหร่?”
เฉินเสว่ถอนหายใจ พิงหลังไปกับโซฟาอย่างหมดแรง: “พรุ่งนี้แหละ พรุ่งนี้จะบล็อกมันให้หมด เสี่ยวอวี๋ นายว่าฉันดูโง่มากไหม? มักจะเสียเวลาไปกับผู้ชายห่วยๆ พวกนี้เสมอเลย”
“ก็ดีแล้วนี่” จื่ออวี๋กลืนบะหมี่คำสุดท้ายลงคอ “ขอแค่ไม่ไปแย่งแฟนชาวบ้านเหมือนเมื่อก่อนก็พอ”
เฉินเสว่ถูกประโยคสวนกลับตรงๆ นี้จนสำลัก พูดไม่ออกไปพักใหญ่ ใบหน้าเปลี่ยนสีไปมา สุดท้ายก็ได้แต่ก้มหน้าเขี่ยเส้นบะหมี่ในชามอย่างเขินๆ นั่นคือประวัติศาสตร์ด้านมืดของเธอเมื่อปีที่แล้ว และเป็นเรื่องบาดหมางที่เธออยากจะซ่อนไว้ที่สุด
“ตอนนี้ฉันคิดได้จริงๆ แล้วละ” เฉินเสว่หัวเราะเยาะตัวเองขื่นๆ “ผู้ชายไม่มีดีสักคน แย่งผู้ชายจะไปสนุกอะไร? แย่งงานผู้ชายทำสิถึงจะสนุก เสี่ยวอวี๋ ถ้านายชอบผู้หญิง ฉันอยากจะแต่งงานกับนายจริงๆ นายเป็นผู้ชายดีๆ คนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกนี้แล้ว”
จื่ออวี๋ไม่สนใจคำพูดเพ้อเจ้อของเธอ ลุกขึ้นเก็บชามว่างเปล่าสองใบอย่างว่องไว
ตอนที่เขาล้างจานอยู่ในครัว เฉินเสว่ก็เดินมาพิงประตูเหมือนหมากฝรั่งเหนียวหนึบอีกครั้ง เก็บอาการยิ้มแล้วเอ่ยว่า: “จริงด้วย พรุ่งนี้อย่าลืมไปหา Nicole นะ วันนี้เธอส่งข้อความมาหาฉัน บอกว่าอาทิตย์ที่แล้วนายไม่ได้ไป เธอเป็นห่วงนายมาก”
Nicole คือจิตแพทย์ที่เฉินเสว่แนะนำให้เขา
ความจริงแล้ว จนถึงทุกวันนี้เฉินเสว่นึกถึงคืนนั้นเมื่อครึ่งปีก่อน ก็ยังรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาเป็นพักๆ วันนั้นเธอเพิ่งเสร็จจากการไปดื่มจนเมาค้าง กลับถึงบ้านตอนตีสามด้วยท่าทางโซเซ
พอเข้าห้องนั่งเล่นมา เธอก็เห็นร่างบางๆ ของจื่ออวี๋ขดตัวอยู่ที่พื้นหน้าโต๊ะกาแฟ นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นจื่ออวี๋ดูเหม่อลอยขนาดนั้น แม้แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ทำโครงการยุ่งที่สุด เขาก็ยังรักษามาดให้ดูดีเสมอ
บนโต๊ะกาแฟมีแอปเปิ้ลที่ปอกเปลือกแล้ววางอยู่อย่างเป็นระเบียบหลายลูก เปลือกถูกปอกบางเฉียบ ม้วนวางเป็นวงๆ อยู่ข้างๆ ตอนนั้นเฉินเสว่ยังสติไม่ค่อยดี หยิบขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วกัดคำโต ถามแบบอู้อี้ว่า: “เสี่ยวอวี๋ ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมปอกแอปเปิ้ลเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ? นายไม่กินฉันจัดการให้เองนะ”
จื่ออวี๋ไม่ได้พูดอะไร เขาหันหน้ามามองเธออย่างเฉื่อยชา
และเพียงแค่สายตานั้น แอปเปิ้ลครึ่งลูกในมือเฉินเสว่ก็หล่นลงพื้นดังแปะ
ข้อมือซ้ายของจื่ออวี๋ที่วางซ้อนอยู่บนเข่า มีเลือดหยดลงมาตามปลายนิ้ว ของเหลวสีแดงเข้มรวมตัวกันเป็นแอ่งเล็กๆ บนพื้น
“จื่ออวี๋! นายบ้าไปแล้วเหรอ?!” เฉินเสว่อุทานลั่นแล้วพุ่งเข้าไป คว้าทิชชู่แถวข้างๆ มาอุดแผลเขาไว้แน่น เสียงเริ่มสั่นเครือ “นายทำอะไรน่ะ? เกิดอะไรขึ้น? นายอยากตายเหรอ!”
จื่ออวี๋เหมือนถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงกรีดร้องนั้น เขามองเฉินเสว่อย่างเหม่อลอย แล้วก้มมองข้อมือตัวเองที่เลือดซึมออกมาไม่หยุด ในแววตาไม่มีความเจ็บปวดเลยแม้แต่นิด มีเพียงความว่างเปล่าที่แสนอ้างว้าง
“ฉันไม่รู้ เมื่อกี้มองดูแอปเปิ้ลพวกนี้... จู่ๆ ก็รู้สึกว่าถ้าลองเฉือนดูสักนิดน่าจะสบายดี เฉินเสว่ ฉันไม่ได้อยากตาย”
หลังจากเฉินเสว่ตรวจแผลแล้วพบว่ามันไม่ได้ลึกจริงๆ เป็นเพียงรอยแดงๆ ถี่ๆ หลายรอย ซึ่งดูออกว่าจงใจหลบเส้นเลือดใหญ่ เขาไม่ได้กำลังฆ่าตัวตาย
เฉินเสว่เรียนจบด้านจิตวิทยามา ถึงแม้หลังเรียนจบจะเปลี่ยนสายงานมาทำด้านประชาสัมพันธ์ (PR) แต่สัญชาตญาณในวิชาชีพยังคงอยู่ คืนนั้นเธอรีบโทรศัพท์หา Nicole เพื่อนเก่าที่ยังเป็นจิตแพทย์คลินิกอยู่ทันที
Nicole บอกในสายว่า: “ในทางจิตวิทยา นี่คืออาการทำร้ายตัวเองแบบฉบับหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Non-suicidal self-injury (NSSI) เฉินเสว่ เขาไม่ได้อยากจะจบชีวิตหรอก เขาแค่กำลังใช้ความเจ็บปวดทางร่างกายที่รุนแรงมาทดแทนความด้านชาทางจิตใจ”
“เมื่อบาดแผลในใจของคนคนหนึ่งไม่สามารถระบายออกได้ จนถึงขั้นเริ่มรู้สึกไร้ตัวตน เขาจะใช้วิธีสุดโต่งแบบนี้เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า ‘ฉันยังคอยอยู่’ นี่คือสัญญาณขอความช่วยเหลือ และเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดหลังจากการถูกกดทับอย่างรุนแรง”
ตั้งแต่นั้นมา เฉินเสว่ก็คอยคุมจื่ออวี๋ไปรายงานตัวที่คลินิกของ Nicole อย่างไม่ย่อท้อต่อลมฟ้าอากาศ
จื่ออวี๋วางจานที่ล้างเสร็จลงบนตะแกรงสะเด็ดน้ำ หันกลับมาสบสายตาที่เป็นห่วงของเฉินเสว่
“พรุ่งนี้ฉันจะไป” จื่ออวี๋เอ่ยเรียบๆ
“ก็ดีแล้ว” เฉินเสว่ถอนหายใจยาว พยายามปรับบรรยากาศให้สดใส “Nicole บอกว่าช่วงนี้นายดีขึ้นมากแล้ว ไว้พี่จะแนะนำหนุ่มหล่อตัวจริงให้นะ คนระดับไฮเอนด์ย่านเซ็นทรัลมีเยอะแยะ...”
หลังจากเพิ่งช่วยทีมปิดโครงการเสร็จ จื่ออวี๋ในที่สุดก็ได้ปลีกตัวออกมาจากการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และการสร้างแบบจำลองมูลค่า (Valuation Modeling) ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียที เขาได้รับช่วงเวลาพักผ่อนที่หาได้ยาก
เขาเป็นคนที่มีความต้องการต่ำมาก ในศูนย์กลางการเงินที่เต็มไปด้วยกิเลสแห่งนี้ เหล่าคนเก่งในวัยเดียวกันส่วนใหญ่มักจะไปหาความสุขที่ลานไกวฟง (Lan Kwai Fong) หรือไปปาร์ตี้บนเรือยอร์ชที่ไซกง (Sai Kung) แต่จื่ออวี๋กลับสนุกกับการอยู่คนเดียวมากกว่า เขาชินกับการไล่เรียงแผนการในวันรุ่งขึ้นในหัวอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่วันเสาร์เช้าที่ไม่มีนาฬิกาปลุก ปล่อยให้ร่างกายจมอยู่ในผ้าห่มไหมจนตื่นเองตามธรรมชาติ ไปจนถึงตอนเที่ยงที่ลงไปกินบะหมี่ผัดเนื้อ (Dry-fried Beef Ho Fun) ที่ราดพริกเผาเข้มข้นที่ร้านอาหารเก่าแก่ชั้นล่าง จากนั้นตอนบ่ายก็นั่งรถราง (Ding Ding) ที่แล่นอย่างช้าๆ ข้ามเกาะฮ่องกงไปที่คลินิกของ Nicole และตบท้ายด้วยของหวานร้าน Moon Kee ที่นุ่มละมุนกับรายการวาไรตี้ที่ส่งเสียงดัง
ความรู้สึกที่มีแผนการแบบนี้ช่วยมอบความคาดหวังว่าชีวิตยังอยู่ในความควบคุมให้แก่เขา ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ ไม่ใช่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำของเวลาอย่างไม่มีจุดหมาย
บ่ายวันต่อมา ในห้องตรวจ
Nicole สวมเสื้อสเวตเตอร์แคชเมียร์สีเบจ รินน้ำอุ่นให้จื่ออวี๋หนึ่งแก้ว เธอสังเกตคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ เมื่อเทียบกับจื่ออวี๋เมื่อครึ่งปีก่อน ตอนนี้เขาดูเหมือนจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมากจริงๆ
“อาทิตย์ที่แล้วทำไมไม่มาคะ?” Nicole พิงเก้าอี้พักแขน
“ติดโอทีนิดหน่อยครับ” จื่ออวี๋ตอบเรียบๆ เขานั่งอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังตั้งตรง สองมือกุมแก้วน้ำไว้
จื่ออวี๋เป็นคนที่ฉลาดมากและเก่งในเรื่องการอนุมานตรรกะ ในวงการการเงิน เขาสามารถจับคลื่นความผันผวนเล็กๆ ในตลาดได้ และในห้องตรวจจิตเวช เขาก็สามารถสังเกตเห็นเจตนาเบื้องหลังทุกคำถามของ Nicole ได้อย่างเฉียบแคมเช่นกัน
เขารู้ว่า Nicole อยากจะได้ยินความก้าวหน้าแบบไหน รู้วิธีการแสดงสีหน้าเพียงเล็กน้อยแบบไหนที่สื่อถึงการปล่อยวาง และรู้วิธีการใช้โทนน้ำเสียงที่สงบนิ่งเพื่อย่อยสลายเรื่องราวหนักอึ้งในอดีตเหล่านั้น
เขากำลังใช้สติปัญญาที่เหนือกว่าคนอื่น สร้างภาพลวงตาที่เรียกว่า "การหายดี" ให้แก่ตัวเอง เขาหลอกเฉินเสว่ได้ และในระดับหนึ่ง เขาก็หลอกจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ได้ด้วย
Nicole เปิดดูบันทึก แล้วนำบทสนทนาเข้าสู่ส่วนลึก: “เรามาคุยเรื่องครอบครัวกันเถอะ เกี่ยวกับแม่ของคุณ ช่วงนี้มีความคิดใหม่ๆ บ้างไหมคะ?”
Nicole รู้ดีว่าจื่ออวี๋เติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยการทะเลาะวิวาทและความแตกแยก พ่อที่เล่นการพนันและชอบใช้ความรุนแรง กับแม่ที่เอาแต่ร้องไห้เสมอ
เป็นเวลานานมากที่จื่ออวี๋หลงคิดว่าแม่รักเขา เขาจำได้ว่าแม่จะกอดเขาไว้แน่นแล้วร้องไห้หลังจากถูกทุบตี นั่นเคยเป็นความปลอบโยนเพียงหนึ่งเดียวในวัยเด็กของเขา เป็นแรงผลักดันทั้งหมดที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้
แต่ต่อมา ความเป็นจริงก็ได้ฉีกกระชากความอ่อนโยนนั้นออกทีละชิ้น
จื่ออวี๋ถึงเพิ่งพบว่า แม่เขาก็ไม่ได้รักเขาเหมือนกัน การถูกปฏิเสธที่ส่งมาจากต้นกำเนิดเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าการมีอยู่ของตัวเองคือความผิดพลาด และนั่นคือสาเหตุที่แท้จริงของแนวโน้มการทำร้ายตัวเอง
เพราะแม้แต่คนที่ให้กำเนิดเขายังไม่รักเขา เขาจึงไม่รู้วิธีที่จะรักตัวเอง
แต่ต่อหน้า Nicole เขาทำเพียงหลุบตาลง: “ไม่ค่อยได้คิดแล้วครับ เมื่อก่อนเคยมองว่าเป็นความเจ็บปวด แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทุกคนต่างก็มีข้อจำกัดของตัวเอง ผมยอมรับได้แล้วว่านั่นไม่ใช่ความผิดของผม”
Nicole เขียนลงในสมุดบันทึกว่า “การปรับปรุงกระบวนการคิด (Cognitive Reconstructure) อยู่ในระดับสูง”
“ถ้าอย่างนั้น แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะคะ?” Nicole เปลี่ยนหัวข้อ “คุณเคยบอกว่า เขาคือคนเดียวที่มอบความสุขให้คุณ”
“เขา...” จื่ออวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง: “เขาไม่เหมือนแม่ของผมเลย เขาดีมาก แม้แต่เรื่องไม่สบายใจในช่วงสุดท้ายนั่น ก็เป็นสิ่งที่ผมหาเรื่องใส่ตัวสิครับ”
เขาบอก Nicole ว่า ผู้ชายคนนั้นคือ "ขนมหวาน" ที่บริสุทธิ์และไม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดเพียงอย่างเดียวในชีวิตของเขา นี่คือความจริง เพียงแต่เขาปกปิดประโยคหลังเอาไว้ว่า... เป็นเพราะนั่นคือขนมหวานเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อขนมหวานนั้นหายไป ความขมขื่นที่เหลืออยู่จึงกลายเป็นสิ่งที่ยากจะแบกรับถึงเพียงนี้
เขากลายเป็น "ผู้ถูกสัมภาษณ์" ที่สร้างภาพลักษณ์ของคนที่ "แม้จะยังมีเรื่องเสียใจแต่ก็ได้เดินเข้าสู่แสงสว่างแล้ว" โดยใช้คำพูดที่มีทั้งความจริงและความเท็จปะปนกันไป
Chapter 45
แผนการช่วงสุดสัปดาห์ที่วางไว้ดิบดี กลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยโทรศัพท์เพียงสายเดียวที่โทรเข้ามาอย่างกะทันหัน
อีกฝ่ายคือกองทุนอุตสาหกรรมในจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา พวกเขาต้องการมองหาสตาร์ทอัพด้านเซมิคอนดักเตอร์ในฮ่องกงสักสองสามแห่งเพื่อทำการลงทุนนอกประเทศ เจ้านายเป็นคนเอ่ยปากสั่งด้วยตัวเอง ให้ จื่ออวี๋ เตรียมรายงานที่สรุปไว้แล้วมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารจีนลับๆ แห่งหนึ่งในย่านจิมซาจุ่ย
งานเลี้ยงจัดขึ้นในห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ภายในเต็มไปด้วยการชนแก้วไปมา หัวข้อสนทนาไม่พ้นอัตราผลตอบแทนภายในและเส้นทางการถอนทุน
จื่ออวี่เหมือนเช่นเคย สุขุม เย็นชา และเป็นมืออาชีพ หลังจากวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของบริษัทเป้าหมายหลายแห่งอย่างแม่นยำ ทั้งในด้านโครงสร้างเงินทุนและกำแพงทางเทคโนโลยี
เจ้านายก็เป็นคนเริ่มปรบมือชม ก่อนจะยกแก้วให้เขาดื่มหนึ่งแก้ว
จื่ออวี่ปฏิเสธไม่พ้น
ความจริงเขาดื่มไม่เก่งอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้ยังรับประทานยาต้านซึมเศร้าที่นิโคลสั่งให้อยู่
แม้ว่าช่วงบ่ายวันนี้ นิโคลเพิ่งบอกว่าสามารถลองลดขนาดยาได้
แต่เมื่อแอลกอฮอล์ผสมกับฤทธิ์ยา ก็ยังทำให้เขารู้สึกปวดตุบ ๆ บริเวณขมับ
“เสี่ยวอวี๋ แก้วนี้แกจะปฏิเสธไม่ได้นะ ถ้าโปรเจกต์นี้สำเร็จ เธอคือขุนพลมือหนึ่งของบริษัทเราเลย”
ความกระตือรือร้นของเจ้านายร้อนแรงเหมือนไฟ
จื่ออวี่จึงทำได้เพียงกดความไม่สบายในท้องลง ฝืนดื่มเหล้าขาวลงไปสองแก้วรวด
ของเหลวเผ็ดร้อนไหลลงลำคอ ก่อให้เกิดอาการเวียนหัวแสบร้อน
ระหว่างนั้น จื่ออวี่อ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ จึงออกจากวงเหล้าไปชั่วคราว
เขาล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหนึ่งครั้ง ใช้มือยันเคาน์เตอร์หินอ่อน พักอยู่นานพอสมควร
ถึงจะพอฝืนกดอาการคลื่นไส้ที่ปั่นป่วนลงได้
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขาเดินผ่านโถงทางเดินยาวของร้านอาหาร ที่ปูด้วยพรมหนานุ่ม
ด้านหลังกลับมีเสียงอุทานลังเลดังขึ้น
“……จื่ออวี่?”
จื่ออวี่หยุดฝีเท้า ปฏิกิริยาช้าลงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไป
แอลกอฮอล์ทำให้สายตาเขาไหวเล็กน้อย
ปลายทางเดินยืนอยู่หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่แต่งตัวทันสมัย
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
จนกระทั่งอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้
ใบหน้าที่แต่งหน้าอย่างประณีตนั้นจึงซ้อนทับกับใครบางคนในความทรงจำลึก ๆ
“เป็นเธอจริง ๆ ด้วย!”
เวินอันหรันเดินเข้ามาด้วยความดีใจ
เธอเพิ่งมากับเพื่อนเที่ยวฮ่องกง และบังเอิญมากินข้าวที่ร้านนี้
เมื่อครู่เพื่อนของเธอยังแอบคุยกันเบา ๆ ว่าปลายทางเดินมีหนุ่มหล่อบรรยากาศดีขั้นสุดอยู่คนหนึ่ง
เธอแค่มองผ่าน ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง
“เธอมาทำงานแถวนี้เหรอ?”
เวินอันหรันมองเขา เห็นว่าเขาสวมสูทตัดเย็บอย่างดี แต่สีหน้าซีดขาวผิดปกติ
“อืม มาได้กว่าปีแล้ว”
จื่ออวี่ตอบอย่างสุภาพ เสียงแหบเล็กน้อย
เขาจำผู้หญิงคนนี้ได้ เป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมของเถียนซวี่หนิง
เวินอันหรันจ้องเขาอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะตบหน้าผากตัวเอง
ทำหน้าตาเหลือเชื่อแล้วอุทานว่า
“พระเจ้า เธอกับเถียนซวี่หนิงเลิกกันแล้วเหรอ? เป็นไปได้ยังไงกัน……
เขาคนที่รักเธอหัวปักหัวปำขนาดนั้น กล้าปล่อยเธอไปได้ยังไง?”
จื่ออวี่ชะงัก
หัวใจเหมือนขาดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
เขาทวนคำอย่างฝืดฝืน
“อะไรนะ?”
“ฉันคิดว่าเขาตามจีบเธอได้แล้ว ยังไงก็ไม่มีทางเลิกกัน”
เวินอันหรันไม่ทันสังเกตสีหน้าที่แข็งค้างของจื่ออวี่
ยังคงบ่นต่อเอง
“เขาชอบเธอมาตั้งแต่มัธยมแล้ว ฉันเป็นคนจับได้เอง”
จื่ออวี่เงยหน้าขึ้น จ้องเวินอันหรันเขม็ง
พูดช้า ๆ ทีละคำ
“ทำไมเธอถึงพูดว่า……
ตอนมัธยม คนที่เขาชอบคือฉัน?”
คราวนี้เวินอันหรันถึงกับอึ้งจริง ๆ
เธออ้าปาก
“เขาไม่ได้บอกเธอเหรอ?
เถียนซวี่หนิงกำลังเล่นตลกอะไรอยู่?”
“ตอนมัธยมเขาแอบชอบเธออยู่นานมากนะ
วันจบการศึกษา ฉันยังถามเขาเลย
หลังจากนั้นเขาบอกว่าจะไปหาเธอเพื่อสารภาพ
แต่พอกลับมา เขาก็เสียใจอยู่นานมาก
ทั้งคนซึมไปหมด ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง
เท่าที่ฉันรู้ คนที่เขาชอบก็คือเธอ
เพื่อนพวกนั้นของเขาโง่เกินไป
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย”
เวินอันหรันยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เธอสังเกตเห็นว่าร่างกายของจื่ออวี่โคลงเล็กน้อย
ใบหน้าซีดขาวยิ่งกว่าเดิม
“จื่ออวี่? เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เวินอันหรันตกใจกับสภาพของเขา รีบเข้าไปพยุง
เพื่อนของเธอก็เดินเข้ามา ถามด้วยความเป็นห่วง
“เมาเหล้าขึ้นหรือเปล่า? หน้าเธอขาวขนาดนี้เลย”
จื่ออวี่รู้สึกเพียงว่าในหูมีเสียงดังอื้ออึง
มัธยม……
แอบชอบ……
สารภาพวันจบการศึกษา……
เวินอันหรันถอนหายใจ มองเขาด้วยความกังวล
“เธอไปนั่งพักตรงนั้นสักหน่อยไหม?
ดูเธอไม่ค่อยดีจริง ๆ”
“ฉันไม่เป็นไร……”
จื่ออวี่ฝืนประคองสติ ส่งเวินอันหรันกับเพื่อนของเธอไปถึงหน้าร้านอาหาร
ท้องฟ้าด้านนอกไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร มืดครึ้มราวกับจะถล่มลงมา
อากาศชื้นปนหนัก
เป็นสัญญาณของฝนหนักที่กำลังจะมา
เขายืนอยู่ท่ามกลางลมเย็นอยู่นาน
จนร่างกายเริ่มชา
ถึงได้หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวอย่างเชื่องช้า
เมื่อเปิดประตูเข้าไป การชนแก้วยังคงดำเนินต่อ
เจ้านายเห็นใบหน้าซีดขาวโปร่งใสของจื่ออวี่ในทันที ก็สะดุ้งตกใจ
รีบโบกมือเรียกให้เขาไปนั่งพักที่โซฟาหนังแท้ด้านข้าง
จื่ออวี่ไม่พูดอะไร
นั่งลงอย่างเลื่อนลอย
ทั้งร่างจมเข้าไปในเงามืดอันนุ่มนวล
เขาเริ่มพยายามนึก
นึกถึงประโยคสุดท้ายที่เถียนซวี่หนิงพูดในความมืดของอพาร์ตเมนต์วันนั้น
“ผมรู้จักคุณมานานมากแล้ว ตั้งนานมากแล้ว”
ขอบตาร้อนผ่าวเป็นระลอก
ความเจ็บปวดแบบรู้ช้าเช่นนี้
ยิ่งทำให้เวียนหัวกว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์
จื่ออวี่ลุกขึ้น คว้าเสื้อโค้ตบนโซฟา
ตัดบทสนทนาที่กำลังหัวเราะพูดคุยกันอยู่
“ขอโทษนะครับ ผมมีธุระด่วน ขอไปก่อน”
เขาไม่รอให้เจ้านายตอบ
ผลักประตูออกไปทันที
นอกร้านอาหาร
ฝนกระหน่ำลงมาอย่างที่คาดไว้
หยดฝนหนาแน่นเชื่อมต่อกันเป็นสาย
จื่ออวี่ไม่ได้รีบไปเรียกรถ
เขายืนอยู่ใต้ชายคา
ยื่นมือออกไปรับน้ำฝนที่เย็นเฉียบ
หัวเขามึนมาก
แอลกอฮอล์
ยา
และความจริงที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ปรานี
ทำให้เขายืนแทบไม่ไหว
เขาค่อย ๆ ย่อตัวลง
ท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำ
มือที่สั่นเทาควานหาโทรศัพท์จากกระเป๋า
หลังมาถึงฮ่องกง
เขาเปลี่ยนข้อมูลติดต่อทั้งหมดไปแล้ว
แต่หมายเลขที่จำขึ้นใจ
ไม่ต้องเปิดดูสมุดรายชื่อ
ก็กดออกไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เขาไม่รู้ว่าเมื่อสายติดแล้วจะพูดอะไร
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง
คนปลายสายจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเองแล้วหรือยัง
เขาแค่รู้สึกว่าหนาวเหลือเกิน
หนาวจนต้องคว้าเอาความอบอุ่นเล็กน้อย
ที่เคยเป็นของเขาในอดีตอันเลือนรางนั้นไว้
เสียงเรียกเข้าดังอยู่นาน
จนจื่ออวี่คิดว่าสายจะถูกตัด
ปลายสายจึงรับ
“ฮัลโหล? ใครครับ?”
แม้แต่เสียงฝนที่เดิมทีอึกทึก
ก็เหมือนจะห่างออกไป
ปลายสายทั้งสองฝั่งตกอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงเสียงหายใจถี่
ยืนยันการมีอยู่ของกันและกัน
จื่ออวี่นั่งยอง ๆ อยู่ข้างบันได
น้ำฝนกระเด็นเปียกขากางเกง
เขากะพริบตาที่แสบจนถึงขีดสุด
น้ำตาผสมกับไอน้ำ
ทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือน
ผ่านไปนานมาก
นานจนจื่ออวี่คิดว่าปลายสายวางไปแล้ว
นานจนเสียงฝนข้างหูเริ่มบิดเบี้ยว
อีกฝ่ายยังคงเงียบ
ความเงียบงันราวกับความตาย
เหมือนการพิพากษาอย่างไร้เสียง
ต่อการหลบหนีหนึ่งปีครึ่งของเขา
จื่ออวี่ขดตัวอยู่มุมบันได
จู่ ๆ กระเพาะก็เกร็งขึ้นอย่างรุนแรง
เขารู้สึกว่าสายตาพร่ามากขึ้นเรื่อย ๆ
ถนนที่เต็มไปด้วยแสงนีออน
ในสายตาของเขากลายเป็นเพียงเศษสีแตกกระจาย
เขาเผลอใช้มือที่ว่างแตะใบหน้า
สิ่งที่สัมผัสได้
กลับเป็นความชื้นร้อนผ่าว
เขานิ่งไป
ทำไมถึงมีน้ำตามากขนาดนี้?
ความปวดท้องทำให้เขาแทบจับโทรศัพท์ไม่อยู่
เขาจึงเอ่ยปาก
เสียงสั่นปนสะอื้น
“เถียนซวี่หนิง……
ฝนที่ฮ่องกงตกหนักมาก
ฉันก็ยังไม่ได้พกร่มมาเลย……”
“……คุณมารับฉันได้ไหม?”
แผนการช่วงสุดสัปดาห์ที่วางไว้ดิบดี กลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยโทรศัพท์เพียงสายเดียวที่โทรเข้ามาอย่างกะทันหัน
อีกฝ่ายคือกองทุนอุตสาหกรรมในจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา พวกเขาต้องการมองหาสตาร์ทอัพด้านเซมิคอนดักเตอร์ในฮ่องกงสักสองสามแห่งเพื่อทำการลงทุนนอกประเทศ เจ้านายเป็นคนเอ่ยปากสั่งด้วยตัวเอง ให้ จื่ออวี๋ เตรียมรายงานที่สรุปไว้แล้วมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารจีนลับๆ แห่งหนึ่งในย่านจิมซาจุ่ย
งานเลี้ยงจัดขึ้นในห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ภายในเต็มไปด้วยการชนแก้วไปมา หัวข้อสนทนาไม่พ้นอัตราผลตอบแทนภายในและเส้นทางการถอนทุน
จื่ออวี่เหมือนเช่นเคย สุขุม เย็นชา และเป็นมืออาชีพ หลังจากวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของบริษัทเป้าหมายหลายแห่งอย่างแม่นยำ ทั้งในด้านโครงสร้างเงินทุนและกำแพงทางเทคโนโลยี
เจ้านายก็เป็นคนเริ่มปรบมือชม ก่อนจะยกแก้วให้เขาดื่มหนึ่งแก้ว
จื่ออวี่ปฏิเสธไม่พ้น
ความจริงเขาดื่มไม่เก่งอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้ยังรับประทานยาต้านซึมเศร้าที่นิโคลสั่งให้อยู่
แม้ว่าช่วงบ่ายวันนี้ นิโคลเพิ่งบอกว่าสามารถลองลดขนาดยาได้
แต่เมื่อแอลกอฮอล์ผสมกับฤทธิ์ยา ก็ยังทำให้เขารู้สึกปวดตุบ ๆ บริเวณขมับ
“เสี่ยวอวี๋ แก้วนี้แกจะปฏิเสธไม่ได้นะ ถ้าโปรเจกต์นี้สำเร็จ เธอคือขุนพลมือหนึ่งของบริษัทเราเลย”
ความกระตือรือร้นของเจ้านายร้อนแรงเหมือนไฟ
จื่ออวี่จึงทำได้เพียงกดความไม่สบายในท้องลง ฝืนดื่มเหล้าขาวลงไปสองแก้วรวด
ของเหลวเผ็ดร้อนไหลลงลำคอ ก่อให้เกิดอาการเวียนหัวแสบร้อน
ระหว่างนั้น จื่ออวี่อ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ จึงออกจากวงเหล้าไปชั่วคราว
เขาล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหนึ่งครั้ง ใช้มือยันเคาน์เตอร์หินอ่อน พักอยู่นานพอสมควร
ถึงจะพอฝืนกดอาการคลื่นไส้ที่ปั่นป่วนลงได้
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขาเดินผ่านโถงทางเดินยาวของร้านอาหาร ที่ปูด้วยพรมหนานุ่ม
ด้านหลังกลับมีเสียงอุทานลังเลดังขึ้น
“……จื่ออวี่?”
จื่ออวี่หยุดฝีเท้า ปฏิกิริยาช้าลงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไป
แอลกอฮอล์ทำให้สายตาเขาไหวเล็กน้อย
ปลายทางเดินยืนอยู่หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่แต่งตัวทันสมัย
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
จนกระทั่งอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้
ใบหน้าที่แต่งหน้าอย่างประณีตนั้นจึงซ้อนทับกับใครบางคนในความทรงจำลึก ๆ
“เป็นเธอจริง ๆ ด้วย!”
เวินอันหรันเดินเข้ามาด้วยความดีใจ
เธอเพิ่งมากับเพื่อนเที่ยวฮ่องกง และบังเอิญมากินข้าวที่ร้านนี้
เมื่อครู่เพื่อนของเธอยังแอบคุยกันเบา ๆ ว่าปลายทางเดินมีหนุ่มหล่อบรรยากาศดีขั้นสุดอยู่คนหนึ่ง
เธอแค่มองผ่าน ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง
“เธอมาทำงานแถวนี้เหรอ?”
เวินอันหรันมองเขา เห็นว่าเขาสวมสูทตัดเย็บอย่างดี แต่สีหน้าซีดขาวผิดปกติ
“อืม มาได้กว่าปีแล้ว”
จื่ออวี่ตอบอย่างสุภาพ เสียงแหบเล็กน้อย
เขาจำผู้หญิงคนนี้ได้ เป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมของเถียนซวี่หนิง
เวินอันหรันจ้องเขาอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะตบหน้าผากตัวเอง
ทำหน้าตาเหลือเชื่อแล้วอุทานว่า
“พระเจ้า เธอกับเถียนซวี่หนิงเลิกกันแล้วเหรอ? เป็นไปได้ยังไงกัน……
เขาคนที่รักเธอหัวปักหัวปำขนาดนั้น กล้าปล่อยเธอไปได้ยังไง?”
จื่ออวี่ชะงัก
หัวใจเหมือนขาดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
เขาทวนคำอย่างฝืดฝืน
“อะไรนะ?”
“ฉันคิดว่าเขาตามจีบเธอได้แล้ว ยังไงก็ไม่มีทางเลิกกัน”
เวินอันหรันไม่ทันสังเกตสีหน้าที่แข็งค้างของจื่ออวี่
ยังคงบ่นต่อเอง
“เขาชอบเธอมาตั้งแต่มัธยมแล้ว ฉันเป็นคนจับได้เอง”
จื่ออวี่เงยหน้าขึ้น จ้องเวินอันหรันเขม็ง
พูดช้า ๆ ทีละคำ
“ทำไมเธอถึงพูดว่า……
ตอนมัธยม คนที่เขาชอบคือฉัน?”
คราวนี้เวินอันหรันถึงกับอึ้งจริง ๆ
เธออ้าปาก
“เขาไม่ได้บอกเธอเหรอ?
เถียนซวี่หนิงกำลังเล่นตลกอะไรอยู่?”
“ตอนมัธยมเขาแอบชอบเธออยู่นานมากนะ
วันจบการศึกษา ฉันยังถามเขาเลย
หลังจากนั้นเขาบอกว่าจะไปหาเธอเพื่อสารภาพ
แต่พอกลับมา เขาก็เสียใจอยู่นานมาก
ทั้งคนซึมไปหมด ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง
เท่าที่ฉันรู้ คนที่เขาชอบก็คือเธอ
เพื่อนพวกนั้นของเขาโง่เกินไป
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย”
เวินอันหรันยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เธอสังเกตเห็นว่าร่างกายของจื่ออวี่โคลงเล็กน้อย
ใบหน้าซีดขาวยิ่งกว่าเดิม
“จื่ออวี่? เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เวินอันหรันตกใจกับสภาพของเขา รีบเข้าไปพยุง
เพื่อนของเธอก็เดินเข้ามา ถามด้วยความเป็นห่วง
“เมาเหล้าขึ้นหรือเปล่า? หน้าเธอขาวขนาดนี้เลย”
จื่ออวี่รู้สึกเพียงว่าในหูมีเสียงดังอื้ออึง
มัธยม……
แอบชอบ……
สารภาพวันจบการศึกษา……
เวินอันหรันถอนหายใจ มองเขาด้วยความกังวล
“เธอไปนั่งพักตรงนั้นสักหน่อยไหม?
ดูเธอไม่ค่อยดีจริง ๆ”
“ฉันไม่เป็นไร……”
จื่ออวี่ฝืนประคองสติ ส่งเวินอันหรันกับเพื่อนของเธอไปถึงหน้าร้านอาหาร
ท้องฟ้าด้านนอกไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร มืดครึ้มราวกับจะถล่มลงมา
อากาศชื้นปนหนัก
เป็นสัญญาณของฝนหนักที่กำลังจะมา
เขายืนอยู่ท่ามกลางลมเย็นอยู่นาน
จนร่างกายเริ่มชา
ถึงได้หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวอย่างเชื่องช้า
เมื่อเปิดประตูเข้าไป การชนแก้วยังคงดำเนินต่อ
เจ้านายเห็นใบหน้าซีดขาวโปร่งใสของจื่ออวี่ในทันที ก็สะดุ้งตกใจ
รีบโบกมือเรียกให้เขาไปนั่งพักที่โซฟาหนังแท้ด้านข้าง
จื่ออวี่ไม่พูดอะไร
นั่งลงอย่างเลื่อนลอย
ทั้งร่างจมเข้าไปในเงามืดอันนุ่มนวล
เขาเริ่มพยายามนึก
นึกถึงประโยคสุดท้ายที่เถียนซวี่หนิงพูดในความมืดของอพาร์ตเมนต์วันนั้น
“ผมรู้จักคุณมานานมากแล้ว ตั้งนานมากแล้ว”
ขอบตาร้อนผ่าวเป็นระลอก
ความเจ็บปวดแบบรู้ช้าเช่นนี้
ยิ่งทำให้เวียนหัวกว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์
จื่ออวี่ลุกขึ้น คว้าเสื้อโค้ตบนโซฟา
ตัดบทสนทนาที่กำลังหัวเราะพูดคุยกันอยู่
“ขอโทษนะครับ ผมมีธุระด่วน ขอไปก่อน”
เขาไม่รอให้เจ้านายตอบ
ผลักประตูออกไปทันที
นอกร้านอาหาร
ฝนกระหน่ำลงมาอย่างที่คาดไว้
หยดฝนหนาแน่นเชื่อมต่อกันเป็นสาย
จื่ออวี่ไม่ได้รีบไปเรียกรถ
เขายืนอยู่ใต้ชายคา
ยื่นมือออกไปรับน้ำฝนที่เย็นเฉียบ
หัวเขามึนมาก
แอลกอฮอล์
ยา
และความจริงที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ปรานี
ทำให้เขายืนแทบไม่ไหว
เขาค่อย ๆ ย่อตัวลง
ท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำ
มือที่สั่นเทาควานหาโทรศัพท์จากกระเป๋า
หลังมาถึงฮ่องกง
เขาเปลี่ยนข้อมูลติดต่อทั้งหมดไปแล้ว
แต่หมายเลขที่จำขึ้นใจ
ไม่ต้องเปิดดูสมุดรายชื่อ
ก็กดออกไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เขาไม่รู้ว่าเมื่อสายติดแล้วจะพูดอะไร
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง
คนปลายสายจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเองแล้วหรือยัง
เขาแค่รู้สึกว่าหนาวเหลือเกิน
หนาวจนต้องคว้าเอาความอบอุ่นเล็กน้อย
ที่เคยเป็นของเขาในอดีตอันเลือนรางนั้นไว้
เสียงเรียกเข้าดังอยู่นาน
จนจื่ออวี่คิดว่าสายจะถูกตัด
ปลายสายจึงรับ
“ฮัลโหล? ใครครับ?”
แม้แต่เสียงฝนที่เดิมทีอึกทึก
ก็เหมือนจะห่างออกไป
ปลายสายทั้งสองฝั่งตกอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงเสียงหายใจถี่
ยืนยันการมีอยู่ของกันและกัน
จื่ออวี่นั่งยอง ๆ อยู่ข้างบันได
น้ำฝนกระเด็นเปียกขากางเกง
เขากะพริบตาที่แสบจนถึงขีดสุด
น้ำตาผสมกับไอน้ำ
ทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือน
ผ่านไปนานมาก
นานจนจื่ออวี่คิดว่าปลายสายวางไปแล้ว
นานจนเสียงฝนข้างหูเริ่มบิดเบี้ยว
อีกฝ่ายยังคงเงียบ
ความเงียบงันราวกับความตาย
เหมือนการพิพากษาอย่างไร้เสียง
ต่อการหลบหนีหนึ่งปีครึ่งของเขา
จื่ออวี่ขดตัวอยู่มุมบันได
จู่ ๆ กระเพาะก็เกร็งขึ้นอย่างรุนแรง
เขารู้สึกว่าสายตาพร่ามากขึ้นเรื่อย ๆ
ถนนที่เต็มไปด้วยแสงนีออน
ในสายตาของเขากลายเป็นเพียงเศษสีแตกกระจาย
เขาเผลอใช้มือที่ว่างแตะใบหน้า
สิ่งที่สัมผัสได้
กลับเป็นความชื้นร้อนผ่าว
เขานิ่งไป
ทำไมถึงมีน้ำตามากขนาดนี้?
ความปวดท้องทำให้เขาแทบจับโทรศัพท์ไม่อยู่
เขาจึงเอ่ยปาก
เสียงสั่นปนสะอื้น
“เถียนซวี่หนิง……
ฝนที่ฮ่องกงตกหนักมาก
ฉันก็ยังไม่ได้พกร่มมาเลย……”
“……คุณมารับฉันได้ไหม?”
Chapter 46
ในเส้นทางชีวิตของ เถียนซวี่หนิง นั้น อู๋เยว่จวิน ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามองมาโดยตลอด
ในฐานะแม่ เธอรู้ดีถึงคลื่นทุกลูกในช่วงวัยรุ่นของลูกชาย ตอนนั้นเถียนซวี่หนิงเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่ บนโต๊ะอาหารมักจะเล่าอย่างกระตือรือร้นถึงผลงานของทีมบาสเกตบอลโรงเรียน หรือไม่ก็พูดถึงเด็กผู้ชายคนนั้นที่ทำให้เขาละสายตาไม่ได้
ความรักข้างเดียวที่จบลงโดยไม่มีจุดหมาย เหมือนเป็นเส้นแบ่งสำคัญ หลังจบมัธยมปลาย เมื่อเห็นลูกชายเงียบลงอย่างรวดเร็วในช่วงไข้สูงครั้งนั้น อู๋เยว่จวินก็พอจะเดาความจริงได้
เธอกับเถียนหรงหัวไม่เคยเข้าไปยุ่ง เพียงแค่เฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ
แม้พวกเขาจะมีอาณาจักรธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดจะใช้สิ่งนั้นมาผูกมัดลูกชาย
ในความคิดของพวกเขา หากเถียนซวี่หนิงอยากเป็นคุณชายผู้ใช้ชีวิตสบาย ๆ แต่งตัวงดงาม ขี่ม้าถือแส้ พวกเขาก็มีความสามารถมากพอจะทำให้เขามีความสุขไปทั้งชีวิต
แต่การเติบโตของเด็กผู้ชาย บ่อยครั้งต้องการเพียงชั่วพริบตาเดียว
ปีสี่ ขณะที่เพื่อนรอบข้างยังยุ่งกับการส่งเรซูเม่ไปทุกที่เพื่อแย่งชิงโควตาฝึกงานบริษัทใหญ่กันจนหัวหมุน
เถียนซวี่หนิงกลับเป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาก่อนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ว่าอยากจะตามเถียนหรงหัวเข้าไปทำงานในบริษัท
ตอนแรกเถียนหรงหัวคิดว่าลูกชายแค่อยากลองชีวิตการทำงาน แต่การแสดงออกของเถียนซวี่หนิงกลับทำให้สามีภรรยาคู่นี้ที่โลดแล่นในวงการธุรกิจมาหลายสิบปีถึงกับตกตะลึง
เขาไม่ได้ไปนั่งรับผลประโยชน์อยู่ที่สำนักงานใหญ่ แต่เลือกไปยังบริษัทย่อยด้านการแปรรูปอิเล็กทรอนิกส์ของเถียนซื่อ ที่ขาดทุนต่อเนื่องและกำลังจะถูกลดความสำคัญ
ที่นั่น เถียนซวี่หนิงแสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณทางธุรกิจและพลังการลงมือทำที่น่าทึ่ง
“สมกับเป็นลูกฉันจริง ๆ”
เถียนหรงหัวถอนหายใจในห้องทำงานมากกว่าหนึ่งครั้ง
หลายปีที่เถียนซวี่หนิงเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย A เขาแทบไม่ได้เอาใจใส่ตำราเรียนเลย
โดดเรียน เล่นบาส ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เขาเคยใช้ชีวิตเหมือนเด็กที่ไม่ยอมโตสักที
แต่ก็อย่างที่เถียนหรงหัวพูดไว้ เด็กตระกูลเถียน เลือดของพ่อค้าหล่อเลี้ยงอยู่ในกระดูก สัญชาตญาณแบบนั้นไม่มีในตำราเรียน
เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน ดังนั้นเขาจึงไม่ฝืนไปกัดฟันเรียนโค้ดพื้นฐานที่เข้าใจยาก
แต่ใช้เงินทุนอันแข็งแกร่งของตระกูลเถียน ดึงตัววิศวกรอัลกอริทึม AI และสถาปนิกระบบระดับแนวหน้าของประเทศเข้ามา
หลังรับช่วงดูแลบริษัทย่อย เขาไม่ได้รีบประชุมทันที แต่ไปอยู่ในโรงงานครึ่งเดือน
ตั้งแต่เด็กเขาซึมซับวิธีจัดการงานของเถียนหรงหัวมาโดยตลอด มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารและการจัดสรรทรัพยากร
ในสายตาของวิศวกรอาวุโสเหล่านั้น คุณเถียนน้อยคนนี้แม้ความรู้เฉพาะทางจะไม่ถึงขั้นสุดยอด แต่สายตาคมกริบ สามารถมองออกในทันทีว่าจุดไหนของการประสานงานดิจิทัลในห่วงโซ่อุตสาหกรรมคือคอขวดที่สำคัญที่สุด
ตอนที่อู๋เยว่จวินไปเยี่ยมเขาที่บริษัทย่อย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการปรับโครงสร้าง
ในออฟฟิศเต็มไปด้วยควันบุหรี่ เถียนซวี่หนิงสวมเสื้อเชิ้ตสีดำที่ยับเล็กน้อย แขนเสื้อพับถึงข้อศอก เผยให้เห็นแนวกล้ามแขนที่แข็งแรง
เขาพิงโต๊ะอยู่ แม้ตรรกะเชิงลึกของโครงข่ายประสาทเทียมจะยังต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับทำงาน
แต่เขาเรียนรู้ได้เร็วมาก หลังโทรถามเถียนหรงหัวไม่กี่ครั้งเกี่ยวกับหัวใจของการบริหาร
เขาก็สามารถทำงานร่วมกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่อายุมากกว่าเขารอบหนึ่ง
ปรับแผนการจัดสรรกำลังประมวลผลให้เข้ากับจังหวะการผลิตของโรงงานอัจฉริยะได้อย่างสมบูรณ์
“ไม่ขยันเรียน ที่แท้เพราะไม่ได้นำสมองมาใช้ตรงนี้”
เถียนหรงหัวมองรายงาน ทั้งปลื้มใจและปวดใจไปพร้อมกัน
ลูกชายเก่งขึ้น แน่นอนว่าเถียนหรงหัวกับอู๋เยว่จวินย่อมดีใจ
แต่ในฐานะแม่ อู๋เยว่จวินกลับรู้สึกเหมือนหัวใจขาดหายไปส่วนหนึ่ง
เถียนซวี่หนิงในอดีตมีชีวิตชีวาขนาดไหน
แม้จะเกเร แต่ถ้าเห็นรถสปอร์ตที่อยากได้ ก็จะโผไปกอดไหล่เถียนหรงหัว ออดอ้อนเหมือนเด็ก
แต่ตอนนี้ ความมีชีวิตชีวาแบบคนหนุ่มได้หายไปจากตัวเขาแล้ว
กลางดึก อู๋เยว่จวินนอนไม่หลับ พลิกไปมา แล้วเขย่าตัวเถียนหรงหัวที่นอนข้าง ๆ
“เฮ้ คุณว่า ลูกเราก็เก่งขนาดนี้ ทำไมเด็กคนนั้นอย่างจื่ออวี่… ถึงไม่ชอบเขาเลยนะ?”
เถียนหรงหัวหลับตาแล้วยิ้ม
“จื่ออวี่เขาก็เก่งเหมือนกันนี่ ทำไมต้องชอบลูกเราด้วยล่ะ?”
“ฉันก็แค่เห็นลูกอึดอัดจนทรมานไง”
อู๋เยว่จวินลดเสียงลง ตีเขาเบา ๆ อย่างตำหนิ
“ฉันจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเด็กคนนั้นดี? ฉันก็แค่สงสารลูก
ลูกเราน่ะ เพื่อคนคนเดียว เสียใจมาแล้วตั้งสองครั้ง แทบจะหมดวิญญาณ
นิสัยเขาภูมิใจในตัวเองขนาดนั้น เจ็บหนักขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะล้มซ้ำกับคนคนเดิมเป็นครั้งที่สาม”
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ในวินาทีนั้น
ลูกชายผู้หยิ่งผยองของเธอ กำลังอยู่บนทางด่วน และกำลังจะทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมด
ไปเป็นนักรบที่พุ่งชนเพื่อความรักอีกครั้ง
รถคัลลินันสีดำแล่นฉิวบนถนนที่ว่างเปล่า
ทันใดนั้น เสียงเบรกแหลมดังขึ้น รถหยุดกะทันหันที่ไหล่ทางฉุกเฉิน
เถียนซวี่หนิงกำพวงมาลัยแน่น ก้มศีรษะลงกับพวงมาลัย อกกระเพื่อมแรง
ครึ่งชั่วโมงก่อน เขาได้รับสายจากฮ่องกงในออฟฟิศ
ปลายสายไม่มีเสียง มีเพียงเสียงฝนที่ดังจนทำให้ใจเขาร้อนรน
จนกระทั่งเสียงสะอื้นปนร้องไห้ประโยคหนึ่งดังขึ้น
“คุณมารับฉันได้ไหม”
แล้วสายก็ถูกตัดไปอย่างไร้สัญญาณเตือน
เมื่อเขาโทรกลับ สิ่งที่ได้ยินมีเพียงเสียงกลไกเย็นชา
“หมายเลขที่ท่านเรียก ปิดเครื่องอยู่”
เขาไม่คิดอะไรเลย รีบพุ่งออกมา
ขับรถถึงทางขึ้นทางด่วนสนามบิน ลมเย็นพัดผ่าน
สมองที่ร้อนระอุของเขาถึงได้กลับมามีสติขึ้นเล็กน้อย
เขากำลังทำอะไรอยู่?
จื่ออวี่หมายความว่ายังไง?
หายไปปีครึ่ง โทรมาพูดคำประหลาดสองสามคำแล้วก็ปิดเครื่อง
มองเขาเถียนซวี่หนิงเป็นอะไรกัน?
เรียกมาก็มา ไล่ไปก็ไป
เขาเป็นหมาที่จื่ออวี่เลี้ยงไว้ข้างหลังหรือไง?
“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้น……”
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย……”
เถียนซวี่หนิงกัดฟันในรถที่มืดสนิท
“คุณจะไปก็ไป ไม่มีคำอธิบายสักคำ
ตอนนี้แค่หลั่งน้ำตาสองหยด ฉันก็ต้องรีบบินไปงั้นเหรอ?”
เขาทุบพวงมาลัยหนึ่งที บอกตัวเองว่าอย่าไป
ห้ามไปเด็ดขาด
เพราะการอนุมัติเที่ยวบินส่วนตัวไม่ทัน เที่ยวบินดึกก็ปิดหมดแล้ว
ไฟลต์ที่เร็วที่สุดต้องรอถึงแปดโมงเช้า
เขานั่งอยู่ในรถมืด ๆ ทั้งคืน
ไฟฉุกเฉินกะพริบ สะท้อนใบหน้าที่สลับสว่างมืด เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและการเยาะเย้ยตัวเอง
คืนหนึ่งคืน เขาทบทวนสายโทรศัพท์ไม่กี่วินาทีนั้นในหัวนับพันครั้ง
และข้อสรุปก็ยังเหมือนเดิม
— ล้อเล่นใช่ไหม เถียนซวี่หนิง
นายจะกลับไปเป็นหมาอีกแล้วจริง ๆ เหรอ
แปดโมงเช้า เขาเดินเข้าเกตด้วยใต้ตาที่คล้ำจาง ๆ
สามชั่วโมงต่อมา เครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง
ทันทีที่เหยียบผืนดินนี้ โทรศัพท์ก็สั่นไม่หยุด
เถียนซวี่หนิงรับสาย เสียงตะโกนเดือดดาลของเซี่ยอันดังขึ้น
“เถียนซวี่หนิง นายทำบ้าอะไรอยู่? บ่ายนี้มีประชุมเชื่อมต่อข้อมูลสำคัญ นายอยู่ไหน? เลขาบอกว่านายหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน!”
“ผมอยู่ฮ่องกง”
เถียนซวี่หนิงลดเสียง เดินฉับ ๆ ไปยังจุดรอรถ
ปลายสายเงียบงันไปทันที
เซี่ยอันเหมือนถูกบีบคอ ผ่านไปนานกว่าจะพูดได้
“…นายยังไปหาเขาจนได้สินะ?”
“ผมมาทำธุรกิจไม่ได้หรือไง?”
เถียนซวี่หนิงเถียงเสียงแข็ง
“ฮ่องกงใหญ่ขนาดนี้ ผมมาทีต้องเป็นเพราะเขาอย่างเดียวเลยเหรอ?
เถียนซื่ออุตสาหกรรมไม่มีสิทธิ์มาคุยงานที่นี่หรือไง?
ผมจะมาเพราะงานไม่ได้หรือ?”
“มาทำธุรกิจ? ฉันไม่เห็นรู้เลยว่านายมีงานกับบริษัทไหนในฮ่องกง
โปรเจกต์กำลังเข้าช่วงสำคัญ นายหนีออกไปทำธุรกิจ?
เถียนซวี่หนิง ก่อนโกหกช่วยร่างบทก่อนหน่อยได้ไหม!”
“ผมอยากทำ คุณยุ่งอะไรด้วย!”
เถียนซวี่หนิงโดนแทงใจดำ เหมือนแมวโดนเหยียบหาง กดตัดสายทันที
ออกจากสนามบิน เขายืนข้างถนน อยากจุดบุหรี่
เปิดโทรศัพท์ดูหนึ่งครั้ง มุมปากอดยกยิ้มเย็นชาไม่ได้
อีกฝ่ายไม่โทรกลับมาเลยสักสายเดียว
ปิดเครื่อง ตัดขาดการติดต่อ
“เถียนซวี่หนิง นายเก่งจริง ๆ”
เขาด่าตัวเองใส่หน้าจอที่มืดดับ
แค่กระดิกนิ้วเรียก ไม่มีพิกัด ไม่มีอะไรเลย
เขากลับซื้อตั๋วกลางดึก บินมาพันห้าร้อยกิโลเมตร
Chapter 47
Chapter Notes
See the end of the chapter for notes
กว่าจื่ออวี๋จะตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลาสิบโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น
ผ้าม่านทึบแสงผืนหนาปิดห้องนอนไว้จนสนิท อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวหลังจากแฮงค์เหล้าก็ยังคงทิ่มแทงเข้าที่ขมับ ความทรงจำเหมือนฟิล์มที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ฉายซ้ำอยู่ในหัว ทั้งเรื่องที่เวินอันหรานพูด ฝนริมทาง แล้วก็โทรศัพท์สายนั้นที่เขากดออกไป......
เขาหยัดกายลุกขึ้นนั่งควานหาโทรศัพท์ข้างหมอน เครื่องดับไปนานแล้วเพราะแบตเตอรี่หมด หน้าจอเป็นสีดำสนิท เขาจำไม่ได้ว่าหลังจากเถียนสวี่หนิงรับสายแล้วพูดว่าอะไรบ้าง แต่เขาจำได้แม่นว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
จื่ออวี๋ทิ้งตัวพิงหมอนอย่างหมดแรง ยกแขนขึ้นปิดตาตัวเอง เขาคงเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ พอเหล้าเข้าปากก็บ้าไปเลย
เขานอนพักบนเตียงอยู่นานกว่าจะลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน พอเปิดประตูออกมาที่ห้องนั่งเล่น ก็เห็น เฉินเสวี่ย นั่งยองๆ อยู่บนพื้น กำลังโวยวายใส่กล่องของเบ็ดเตล็ด ปากก็ก่นด่าไม่หยุด
จื่ออวี๋เดินตรงไปที่ห้องครัว ถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า: "ทำอะไรของเธอน่ะ?"
"เสี่ยวอวี๋ ตื่นแล้วเหรอ? มาๆๆ ช่วยฉันหน่อย ช่วยยกกล่องนี้ลงไปข้างล่างที ไอ้สารเลวนั่นมารออยู่ข้างล่างแล้ว"
จื่ออวี๋มองกล่องของพังๆ นั่นอย่างสงสัย: "ของที่ให้ไปแล้วยังจะเอาคืนอีกเหรอ? เธอเลิกกับเขาไปแล้วไม่ใช่หรือไง?"
"อย่าให้พูดเลย!" เฉินเสวี่ยกรอกตาด้วยความโมโห "ไม่รู้ไอ้หมอนี่มันเป็นโรคอะไร ขี้งกชะมัด เมื่อวานพอขอเลิก มันดันลิสต์รายการออกมา บอกว่าเลิกก็ได้ เสื้อผ้ากับรองเท้าช่างมัน แต่เลโก้รุ่นลิมิเต็ดที่มันซื้อให้ชุดหนึ่งกับลำโพงแบรนด์เนมอีกสองสามตัวต้องเอามาคืนมัน! ฉันล่ะสะอิดสะเอียนจริงๆ คบแฟนมาก็หลายคน เพิ่งเคยเจอไอ้ตัวประหลาดแบบนี้เป็นครั้งแรก......"
จื่ออวี๋ไม่ได้พูดอะไรมาก เขามองกล่องที่ดูหนักอึ้งนั่นแวบหนึ่ง: "ฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวกลับมาช่วยยก"
สิบกว่านาทีต่อมา จื่ออวี๋ช่วยเฉินเสวี่ยยกกล่องลงไปข้างล่าง ที่หน้าหมู่บ้าน ผู้ชายที่ชื่อ จางหมิง กำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดพิงรถอยู่
พอเห็นเฉินเสวี่ย จางหมิงก็พ่นคำถากถางออกมาทันที บอกว่าผู้หญิงอย่างเฉินเสวี่ยมีค่าแค่ให้เล่นด้วยขำๆ พอคุยเรื่องเงินก็เสียความรู้สึก เฉินเสวี่ยไม่ใช่คนที่จะยอมโดนกระทำฝ่ายเดียว เธอจึงด่าสวนกลับไปเดี๋ยวนั้น ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พอจางหมิงเถียงสู้ไม่ได้ ก็หันมาโจมตีจื่ออวี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ แทน
"เฉินเสวี่ย ที่รีบตัดขาดกับฉันขนาดนี้ คงหาที่ลงใหม่ได้แล้วล่ะสิ? ไอ้หน้าขาวนี่น่ะเหรอ? ดูท่าทางอ่อนแอขี้โรคแบบนี้ เธอหาแฟนหรือหาลูกชายกันแน่?"
จื่ออวี๋ไม่อยากยุ่งกับละครน้ำเน่าพวกนี้ เขาจึงยืนนิ่งเฉยทำเป็นไม่ได้ยิน แต่จางหมิงยิ่งพูดก็ยิ่งลามปาม ถึงขั้นลงไม้ลงมือผลักเฉินเสวี่ย เฉินเสวี่ยอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว เธอจึงเงื้อมือตบหน้าจางหมิงไปฉาดใหญ่
จางหมิงสติหลุด เงื้อมือจะตบคืน
แววตาจื่ออวี๋ขรึมลง เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าก่อนที่มืออีกฝ่ายจะตกลงมา แล้วคว้าข้อมือของจางหมิงไว้แน่น
"พอได้แล้ว" จื่ออวี๋พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
"ไอ้เหี้ย มึงกล้าลงมือเหรอ?" จางหมิงกำลังหาที่ระบายอารมณ์พอดี เขาสะบัดตัวหลุดแล้วเหวี่ยงหมัดใส่หน้าจื่ออวี๋ทันที
ถึงจื่ออวี๋จะเป็นคนนิ่งๆ แต่เขาก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมโดนต่อยฝ่ายเดียว ทั้งคู่ตะลุมบอนกัน เฉินเสวี่ยเห็นท่าไม่ดีก็กรีดร้องแล้วพุ่งเข้าไป ทั้งตะโกนว่า "อย่าตีเสี่ยวอวี๋นะ" ทั้งใช้เล็บจิกใบหน้าจางหมิงจนเป็นรอยเลือดหลายทาง
เหตุการณ์วุ่นวายจนคุมไม่อยู่ จนกระทั่งรปภ. ที่เดินตรวจตรามาถึง และพาคนทั้งสามที่สภาพดูไม่ได้และมีแผลเต็มหน้าไปยังสถานีตำรวจ
ที่โรงพัก เฉินเสวี่ยร้องไห้ฟูมฟายจนดูน่าสงสาร สวมบทบาททั้งหญิงใจกล้าและเหยื่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอชี้หน้าด่าจางหมิงไปพลาง มองรอยฟกช้ำสีม่วงที่มุมปากจื่ออวี๋ด้วยความสงสารไปพลาง พร้อมอธิบายกับตำรวจว่าจื่ออวี๋แค่เข้ามาช่วยด้วยความหวังดีและโดนลูกหลงไปด้วย
กว่าจะไกล่เกลี่ยเสร็จ เซ็นชื่อรับทราบ และเดินออกมาจากสถานีตำรวจ ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ท้องถนนถูกแสงไฟสีเหลืองนวลอาบไล้ ลมยามค่ำคืนหอบเอาความหนาวเย็นมาด้วย เฉินเสวี่ยคล้องแขนจื่ออวี๋ ปากก็ยังสะอึกสะอื้นขอโทษไม่หยุด: "ขอโทษนะเสี่ยวอวี๋ ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรไปพูดอะไรกับไอ้คนเฮงซวยนั่นเลย......"
จื่ออวี๋ไม่พูดอะไรเขารู้สึกเหนื่อยมาก และท้องก็เริ่มปวดหนึบๆ เพราะยังไม่ได้กินอะไรเลย
เฉินเสวี่ยเห็นรอยเขียวช้ำที่มุมปากของจื่ออวี๋แล้วรู้สึกผิดสุดๆ เธอจึงลากแขนเขาให้เดินไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ติดกัน
"ไปทายาหน่อย ไม่งั้นพรุ่งนี้บวมเป่งจะไปทำงานยังไง? ถ้า Nicole รู้ว่าฉันพานายไปกัดกับคนอื่น ยัยนั่นถลกหนังฉันแน่"
จริงๆ แล้วจื่ออวี๋ไม่มีแรงจะขัดขืน อาการปวดมวนในท้องที่บีบเป็นพักๆ ทำให้หน้าเขาดูแย่ยิ่งกว่าตอนโดนตำรวจอบรมเสียอีก แต่เขาขัดเฉินเสวี่ยไม่ได้ จึงยอมปล่อยให้เธอผลักเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
ระหว่างรอตรวจ เฉินเสวี่ยหยิบโทรศัพท์ของจื่ออวี๋ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้: "นี่ เมื่อกี้ตอนนายไปตรวจ โทรศัพท์ดังไม่หยุดเลย ฉันกลัวว่าจะมีธุระด่วนเลยรับแทน เป็นผู้ชายคนหนึ่ง...... ฉันเลยบอกเขาไปว่านายอยู่โรงพยาบาล ให้เขาค่อยโทรมาใหม่ ลองดูสิว่าจะโทรกลับไหม?"
จื่ออวี๋รับโทรศัพท์มา พอเห็นเบอร์นั้น หัวใจเขาก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
บันทึกการโทรแถวแรกไม่มีชื่อผู้ติดต่อ พอกวาดตาลงไปด้านล่าง ก็เห็นสายที่ไม่ได้รับจากอีกฝ่ายเมื่อคืน หลังจากที่เขาวางสายและเครื่องดับไป
มือของเขาเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เถียนสวี่หนิงรับสายเขา และยังโทรกลับมาหาเขาถึงสองสาย
"เสี่ยวอวี๋? นายเป็นอะไรไป? ทำไมหน้าซีดขนาดนั้น?" เฉินเสวี่ยเป็นห่วง
จื่ออวี๋ไม่พูดอะไร เขาเดินก้าวยาวๆ ออกไปนอกประตู แม้แต่เสื้อโค้ทที่พาดไหล่อยู่จะหลุดร่วงลงพื้นเขาก็ไม่ได้สนใจจะเก็บ
พอผลักประตูโรงพยาบาลออกมา อากาศยามค่ำคืนที่หนาวเย็นก็ปะทะเข้าหาทันที
จื่ออวี๋เหลือบไปเห็นคนที่ยืนพิงต้นไม้อยู่หน้าประตูเพียงแวบเดียว
เถียนสวี่หนิงสวมสูทสีเข้ม สงสัยจะรีบวิ่งมา ปกเสื้อเชิ้ตเลยดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยและไม่ได้ผูกเน็กไท เขาไม่ได้สูบบุหรี่ ในมือหมุนซองบุหรี่เปล่าเล่นไปมาโดยไม่รู้ตัว แสงไฟจากข้างบนส่องลงมา ทำให้เงาของเขาดูทอดยาว
เฉินเสวี่ยเดินตามหลังมา พอเห็นภาพตรงหน้าเธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบ: "งั้นฉันไปก่อนนะ"
บนถนนที่เงียบสงัด ทั้งสองคนสบตากันในระยะห่างไม่กี่ก้าว
จื่ออวี๋รู้สึกว่าเขามีคำพูดมากมายที่ควรจะพูด เช่น ถามเขาว่ามาจริงๆ เหรอ หรือขอโทษสำหรับคำพูดตอนเมาเมื่อคืน แต่พอได้เห็นหน้ากันจริงๆ ลำคอกลับตีบตันจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เขาทำได้เพียงก้าวเท้าเดินเข้าไปหา
เถียนสวี่หนิงไม่ขยับ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่บาดแผลตรงมุมปากของจื่ออวี๋ หัวคิ้วกระตุกวูบ นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ทั่วทั้งตัวแผ่ซ่านไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเคร่งเครียดหลังจากผ่านค่ำคืนที่ยาวนาน
ตอนที่ได้รับสายจากผู้หญิงแปลกหน้าคนเมื่อกี้ พอได้ยินคำว่า "โรงพยาบาล" เถียนสวี่หนิงรู้สึกเหมือนเลือดในตัวเย็นเฉียบ ความโกรธแค้นที่สะสมมาตลอดทั้งปี รวมถึงความโมโหที่โดนปั่นหัวและโดนดูถูก หายวับไปกับตาในวินาทีนั้น
ช่วงที่จื่ออวี๋เพิ่งจากไปใหม่ๆ เถียนสวี่หนิงกักขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วคิดอะไรหลายอย่าง เขาเฝ้าครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าทำไมจื่ออวี๋ถึงไม่ชอบเขาเลยแม้แต่นิดเดียว? เขาถึงขั้นเริ่มสงสัยในตัวเอง ว่าเป็นเพราะเขาทำอะไรไม่ดีพอหรือเปล่า แต่พอคิดถึงช่วงที่เขาความจำเสื่อม จื่ออวี๋ก็ดีกับเขามากจริงๆ ความรู้สึกพึ่งพิงแบบนั้นไม่มีทางที่ใครจะแสดงละครออกมาได้
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงใจดำได้ขนาดนี้ นึกจะไปก็ไป ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ภายหลังเขาเลยคิดว่าช่างมันเถอะ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ โลกนี้ไม่ได้มีเขาแค่คนเดียวเสียหน่อย อย่างมากวันหน้าก็ไปชอบคนอื่นแทน
แต่ความคิดพวกนี้เขาก็กล้าแค่คิดในตอนกลางวัน พอถึงช่วงดึก สิ่งที่เขาคิดกลับเป็นแค่ขอให้จื่ออวี๋แสดงท่าทีอ่อนลงสักนิด แม้เพียงนิดเดียวที่เหมือนจะเป็นการง้อ เขาก็พร้อมจะพุ่งไปหาทันที
สงสัยสวรรค์คงจะเห็นใจเขาในที่สุด เพราะเขาได้รับโทรศัพท์สายนั้นจริงๆ
พอเขามายืนอยู่ต่อหน้าจื่ออวี๋ได้สำเร็จ ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองคงเกลียดคนคนนี้ แต่พอมองแผลที่มุมปากจื่ออวี๋ มองร่างกายที่ดูบอบบางราวกับจะปลิวไปตามลม ความเกลียดนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความจุกขย้อน ทำไมพอทิ้งเขาไปแล้ว คนคนนี้ถึงใช้ชีวิตได้ไม่ดีเอาเสียเลย?
เถียนสวี่หนิงมองเขา น้ำเสียงแหบพร่าอย่างรุนแรง: "จื่ออวี๋ ที่คุณบอกให้ผมมารับ คือให้มาโรงพยาบาลเพื่อรับคุณงั้นเหรอ?"
เขาคิดว่าถ้าจื่ออวี๋ล้มป่วยอยู่ในเมืองที่แปลกหน้าเพียงลำพัง นั่งขดตัวให้สายน้ำเกลืออยู่บนม้านั่งในโรงพยาบาล ต่อให้จื่ออวี๋จะเกลียดเขาแค่ไหน เขาก็ต้องอยู่ข้างๆ อีกฝ่ายให้ได้ จะโดนเกลียดก็ช่าง จะโดนมองว่าเป็นหมาที่สั่งให้มาก็ยอม ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของเขาต่อหน้าจื่ออวี๋ไม่เคยสำคัญจริงๆ เลยสักครั้ง เขายอมรับแล้ว เขายอมรับว่าความรักนั้นสำคัญกว่าศักดิ์ศรี เขาต้องมาหาจื่ออวี๋ให้ได้
จื่ออวี๋ส่งเสียงไม่ออก เขาเงยหน้ามองเถียนสวี่หนิง ใบหน้านี้ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าในความทรงจำมาก จื่ออวี๋รู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวจนบวมช้ำ
ความรู้สึกจุกจิกที่กดทับมานานพุ่งขึ้นมาถึงจมูก จื่ออวี๋เป็นคนที่แทบจะไม่เสียน้ำตาเลย ไม่ว่าจะตอนที่ต้องเผชิญกับครอบครัวที่แตกสลายเพียงลำพัง หรือตอนที่ต้องพบจิตแพทย์ที่ฮ่องกงเพียงลำพัง เขาก็ไม่เคยร้องไห้
แต่ตอนนี้ เพียงแค่จื่ออวี๋เห็นเถียนสวี่หนิงยืนอยู่ตรงนั้น เขาก็รู้สึกน้อยใจจนแทบทนไม่ไหว
เขารีบเบือนหน้าไปทางอื่น กัดฟันแน่นไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าเถียนสวี่หนิง
แต่น้ำตามันไม่เชื่อฟังเลยสักนิด
ความขมขื่นที่พุ่งพล่านมาจากก้นบึ้งของหัวใจ หยดน้ำตาเม็ดโตไหลลงมาไม่ขาดสาย ยิ่งเขาพยายามจะหยุดมัน น้ำตาก็ยิ่งร่วงหล่นลงมามากขึ้น
เถียนสวี่หนิงมองเขา แล้วโทสะทั้งหมดก็หายวับไปทันที
"จื่ออวี๋ วันนี้ฮ่องกงฝนไม่ตกนะ" เถียนสวี่หนิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว หยุดลงในระยะที่ใกล้จนได้กลิ่นยาทาแผล น้ำเสียงเบาหวิว "คุณยังอยากให้ผมมารับอยู่อีกไหม?"
พอจื่ออวี๋ได้ยินประโยคนี้ กำแพงด่านสุดท้ายของเขาก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง น้ำตาร่วงเผาะลงมาหนักกว่าเดิม เขาพยายามยกมือขึ้นเช็ดอย่างทุลักทุเล แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเยอะ เช็ดยังไงก็ไม่หมด
เขาไม่รู้เลยว่าเถียนสวี่หนิงจะยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลพันห้าร้อยกิโลเมตรมาปรากฏตัวต่อหน้าเขา เพียงเพราะโทรศัพท์สายเดียวของเขาจริงๆ
จื่ออวี๋สะอึกสะอื้น ร่างกายสั่นเทาเพราะจังหวะหายใจที่ไม่คงที่ น้ำตาไหลซึมผ่านง่ามนิ้วออกมา เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับทำได้เพียงส่งเสียงลมขาดๆ หายๆ เขาคิดว่าสภาพตัวเองตอนนี้ต้องดูแย่มากแน่ๆ นอกจากจะไปต่อยตีจนเข้าโรงพักแล้ว ยังต้องมานั่งร้องไห้โฮต่อหน้าเถียนสวี่หนิงแบบนี้อีก
เถียนสวี่หนิงไม่เร่งรัด เขาเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ และรอคอยคำตอบอย่างอดทน
ผ่านไปเนิ่นนาน จื่ออวี๋ถึงค่อยๆ สงบใจลงได้ เขาไม่ได้ก้มหน้าหลบอีกต่อไป แต่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเถียนสวี่หนิง น้ำตายังคงไหลพรากไม่หยุด ปลายจมูกและขอบตาแดงก่ำไปหมด
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวสั้นๆ ลดระยะห่างสุดท้ายระหว่างกันลง ราวกับเด็กที่ได้รับความอัดอั้นตันใจมาถึงขีดสุด น้ำเสียงเต็มไปด้วยการอ้อนวอนและตัดพ้ออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน:
"เถียนสวี่หนิง ทำไมคุณเพิ่งจะมาเอาป่านนี้ล่ะ......"
เขาทั้งสะอื้น ทั้งใช้หลังมือเช็ดน้ำตาปอนๆ เขามองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า ในที่สุดความจริงใจก็ค่อยๆ เผยออกมาทีละนิ้ว น้ำเสียงสั่นพร่า:
"ผมคิดถึงคุณมากเลยนะ" เถียนสวี่หนิง
Chapter End Notes
ในที่สุดคุณก็ยอมพูดออกมาเสียที ว่าความรู้สึกที่คุณมีต่อผมมันก็หนักแน่นมากเหมือนกัน
Chapter 48
Chapter Notes
See the end of the chapter for notes
จื่ออวี๋เป็นคนเย็นชามาก นั่นคือคำนิยามที่ทุกคนที่เคยสัมผัสเขาต่างเห็นตรงกัน แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่คาดคิดว่า ในชั่วชีวิตนี้เขาจะสามารถพูดประโยคอ้อนวอนแบบนั้นออกมาได้
เถียนสวี่หนิงเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน เขาตะลึงไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจอย่างอ่อนใจ ยื่นมือที่เคยหดกลับไปหลายต่อหลายครั้งออกมา ปลายนิ้วค่อยๆ เกลี่ยน้ำตาที่ไหลพรากบนใบหน้าของจื่ออวี๋อย่างทะนุถนอม
ผ่านม่านน้ำตาที่พร่าเลือน จื่ออวี๋มองใบหน้าที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้ ความทรงจำที่เขาฝืนสะกดมันไว้ตลอดปีครึ่งพุ่งพล่านกลับมา
ช่วงครึ่งปีแรกที่มาถึงฮ่องกง เดิมทีเขาเป็นคนเข้าถึงยากและเก็บซ่อนอารมณ์อยู่แล้ว เพื่อที่จะตัดขาดจากชื่อชื่อนั้น เขาตั้งใจถมชีวิตให้เต็มจนไม่มีช่องว่าง กลางวันเรียนหนักหน่วง กลางคืนฝึกงานจนถึงเช้ามืด พอกลับถึงอพาร์ตเมนต์เขาก็อาบน้ำแล้วล้มตัวลงนอนสลบไสลไปทันที
เขาคิดว่าขอแค่ยุ่งให้พอ ขอแค่ร่างกายล้าให้พอ เขาก็จะลืมคนคนนั้นได้
ช่วงเวลานั้น มีเพียงเฉินเสวี่ยที่มีนิสัยร่าเริงเท่านั้นที่พอจะคุยกับเขาได้สองสามประโยค หลังจากเรียนจบ เขาก็เข้าทำงานในบริษัทการเงินที่เคยฝึกงานด้วยความสามารถที่โดดเด่น ชีวิตดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางแล้ว
ใครๆ ก็บอกว่าช่วงเวลาที่เลิกกันใหม่ๆ สามเดือนแรกนั้นทรมานที่สุด แต่สำหรับจื่ออวี๋แล้ว การพังทลายที่แท้จริงคือคืนหนึ่งหลังจากจากเถียนสวี่หนิงมาได้ครึ่งปี
ตอนนั้นเป็นงานเลี้ยงของบริษัท จื่ออวี๋นั่งอยู่ในมุมมืดของร้านคาราโอเกะ ก่อนหน้านี้บนโต๊ะอาหารเขาโดนคะยั้นคะยอให้ดื่มไปหลายแก้ว ตอนนี้ฤทธิ์เหล้าเริ่มมา ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เขาพยุงโซฟาลุกขึ้น ตั้งใจจะขอตัวกลับก่อน แต่ในจังหวะที่หยิบเสื้อโค้ท เขาก็เผลอไปกดทับพวงกุญแจในกระเป๋าเสื้อโดยบังเอิญ
นั่นคือตุ๊กตาตัวจ้อยที่หน้าตาอัปลักษณ์ผิดปกติที่เถียนสวี่หนิงเคยให้เขาไว้ ถ้ากดมันหนึ่งครั้ง มันจะส่งเสียงสังเคราะห์ตลกๆ ออกมาว่า: “I love you~”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ไม่รู้ว่าใครในห้องสั่งเพลง "Fraction" (几分之几) ของ Crowd Lu เสียงเพลงจากลำโพงดังขึ้นอย่างทุ้มต่ำและเหน็บหนาว:
“วันนั้นที่คุณเดินเข้ามาในชีวิตของฉัน......”
“ขอบคุณที่คุณเข้ามาเป็นเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของฉัน......”
เสียง “I love you” ที่ปนเสียงสัญญาณรบกวนของตุ๊กตาอัปลักษณ์นั่น ดังซ้อนทับกับเสียงเพลงในห้อง
จื่ออวี๋รู้สึกเหมือนหัวใจถูกใครบางคนบีบเค้น เขาจ้องมองมุมกำแพงที่มืดมิด ในหัวคิดเพียงว่า ให้ตายเถอะ หยุดร้องได้ไหม แล้วไอ้ตุ๊กตาอัปลักษณ์นี่ ทำไมผ่านมาตั้งนานแล้วยังไม่พัง ทำไมยังมีถ่านอยู่อีก? ใครสั่งให้มึงมาร้องตอนนี้?
เขาอยู่ต่อไม่ไหวอีกต่อไป เขารีบคว้าสูท เดินออกไปจากห้องโดยไม่ทันได้บอกลาใคร ในจังหวะที่ก้าวข้ามธรณีประตู เสียงร้องประโยคสุดท้ายก็ลอยตามหลังมา:
“ฉันเป็นอะไรสำหรับคุณนะ คุณถึงได้ยอมทำเพื่อฉันโดยไม่มีเงื่อนไขขนาดนี้......”
ไฟเซนเซอร์สีขาวนวลในทางเดินติดๆ ดับๆ เขายืนอยู่ที่หัวมุมที่ไร้ผู้คน ราวกับพวกชอบทรมานตัวเอง เขาบ้าคลั่งกดตุ๊กตาตัวนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“I love you~”
“I love you~”
“I love you~”
ก่อนหน้านั้น เขาคิดมาตลอดว่าเขาสามารถควบคุมตัวเองได้ แต่ในวินาทีนั้น ความคิดถึงที่โถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์มันแทรกซึมไปตามกระแสเลือดจนถึงทั่วร่าง กดทับจนเขาแทบหายใจไม่ออก
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักได้ว่า ของบางอย่างมันเลิกไม่ได้จริงๆ ที่แท้เขาชอบเถียนสวี่หนิงมากขนาดนี้ ชอบจนขนาดที่ว่าแค่เสียงของเล่นราคาถูก ก็ทำให้เขาพ่ายแพ้จนไม่เหลือชิ้นดี
กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เถียนสวี่หนิงกำลังช่วยเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างแผ่วเบา
“จื่ออวี๋ คุณช่วยมีเหตุผลหน่อย” เถียนสวี่หนิงยอมจำนน “ตอนนั้นคนที่เดินจากไปโดยไม่พูดสักคำคือคุณ คนที่ทอดทิ้งผมคือคุณ แต่ตอนนี้ยังจะมาตัดพ้อว่าผมมาสายอีก ทำไมคุณถึงใจร้ายแบบนี้ฮะ?”
เถียนสวี่หนิงพบว่ามือที่ใช้เช็ดน้ำตาของเขากำลังสั่น
อารมณ์ของจื่ออวี๋เริ่มสงบลง เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงถามออกไป: “คุณมาถึงเมื่อไหร่? รับโทรศัพท์แล้วก็มาเลยเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ” เถียนสวี่หนิงมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง “มีคนบางคนร้องไห้โทรมาให้ผมมารับ แต่ดันไม่ให้แม้กระทั่งที่อยู่”
“โทรศัพท์ผมแบตหมด พอขยับตัวได้ก็นอนหลับไปโดยไม่ทันระวัง ผม......” จื่ออวี๋รีบอธิบายด้วยความร้อนรน แต่พอเงยหน้าขึ้นไปสบกับสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งของเถียนสวี่หนิง คำพูดก็หยุดชะงักไปทันที
หัวใจเต้นโครมคราม ความกระอักกระอ่วนและทำตัวไม่ถูกที่ห่างหายไปนานพุ่งเข้าจู่โจมไปทั่วร่าง อย่างไรเสียก็ไม่ได้เจอกันมาปีเศษ อยู่ๆ ก็โทรไปหาอย่างประหลาด แล้วพอเจอหน้าก็ร้องไห้โฮขนาดนี้ จื่ออวี๋จึงเผยท่าทางลนลานออกมาซึ่งหาได้ยากยิ่ง
เถียนสวี่หนิงกลับไปพิงต้นไม้ตามเดิม ไม่เร่งรัดเขา เพียงแค่มองดูเงียบๆ แบบนั้น การได้ยินจื่ออวี๋บอกว่า “คิดถึง” สำหรับเขามันก็มีค่ามหาศาลเกินพอแล้ว
กลับเป็นจื่ออวี๋เองที่ทนความเงียบนี้ไม่ไหว เขาปรายตาลงต่ำ ถามเสียงค่อย: “ทำไมคุณไม่พูดอะไรเลยล่ะ......”
เถียนสวี่หนิงลูบต้นคอพลางยกยิ้มมุมปาก: “อ๋อ ผมก็นึกว่าคุณหายไปปีครึ่ง แล้วอยู่ๆ ก็เรียกผมมา อย่างน้อยก็น่าจะง้อผมหน่อยนะ”
จื่ออวี๋ถึงกับน้ำท่วมปาก จุกอยู่ในลำคออยู่นาน กว่าจะเค้นออกมาได้ประโยคหนึ่ง: “แล้วคุณ...... ยังชอบผมอยู่ไหม?”
เถียนสวี่หนิงจ้องมองเขาเขม็ง เขาคิดว่าจื่ออวี๋คงไม่รู้หรอกว่าตอนที่ตัวเองขอบตาแดงก่ำแล้วถามประโยคนี้ออกมาน่ะมันน่ารักขนาดไหน ใจเขาอ่อนยวบยาบไปหมด แม้แต่ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัว
ถึงเขาจะยังไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นจื่ออวี๋ถึงไปโดยไม่ลา ไม่รู้ว่าปีครึ่งที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง และไม่รู้ว่าทำไมคนคนนี้ถึงมาบอกว่าคิดถึงกะทันหัน
แต่เขาคิดว่ามันไม่สำคัญแล้ว
ดังนั้นเขาจึงพูดว่า: “จื่ออวี๋ เรากลับมาดีกันนะ”
น้ำตาที่เพิ่งหยุดไปร่วงเผาะลงมาอีกครั้ง จื่ออวี๋เช็ดตาไปพลางพยักหน้าอย่างแรงไปพลาง
“งั้นกลับมาดีกันแล้ว ต้องกอดหน่อยไหม?” เถียนสวี่หนิงหัวเราะพลางเช็ดน้ำตาให้เขา
จื่ออวี๋ไม่ลังเลเลย เขาโผเข้าซบในอ้อมกอดนั้น เถียนสวี่หนิงกระชับวงแขนแน่น จนถึงวินาทีนี้เถียนสวี่หนิงถึงรู้สึกว่า หัวใจที่ล่องลอยมาตลอดปีครึ่งของเขา ในที่สุดก็ตกลงสู่ที่ที่ควรอยู่ได้อย่างมั่นคงเสียที
ความรู้สึกที่ได้กลับมาดีกันท่ามกลางลมหนาวของฮ่องกงมันดูเลือนลางเหมือนฝัน
จื่ออวี๋ถูกเถียนสวี่หนิงกุมมือไว้ เดินแทรกไปตามฝูงชนที่กำลังหาร้านอาหาร แต่สายตาเขากลับเหม่อลอยไปอยู่ที่มือที่กุมกันไว้นั้น ฝ่ามือของเถียนสวี่หนิงทั้งแห้งและหนา เป็นสิ่งที่เขาพยายามจะคว้าเอาไว้ในความฝันนับครั้งไม่ถ้วนแต่คว้าไม่เคยอยู่
เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนเขาระแวงว่าตัวเองยังติดอยู่ในอาการแฮงค์ที่ยังไม่ตื่น
แสงสีจากป้ายนีออนริมทางสะท้อนลงบนผิวน้ำทะเลที่ไหวระริก ค่ำคืนในฮ่องกงมักจะแฝงไปด้วยความอ้างว้างหลังความศิวิไลซ์
เถียนสวี่หนิงมุ่งสมาธิไปที่ระบบนำทางในโทรศัพท์ พอเขาสังเกตเห็นแรงดึงจากข้างหลังที่ดูเชื่องช้าลง เขาก็หันกลับมา เส้นผมหน้าม้าถูกลมทะเลพัดจนดูยุ่งเล็กน้อย
“เป็นอะไรไป? เหนื่อยเหรอ?” เขาถาม
จื่ออวี๋ส่ายหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไร
ทั้งคู่เดินไปเจอร้านน้ำชาที่หัวมุมถนนร้านหนึ่ง ตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ในร้านเหลือลูกค้าเพียงไม่กี่คน พวกเขากินติ่มซำกันอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครเอ่ยถึงช่วงเวลาที่ว่างเปล่าปีครึ่งนั่น และไม่พูดถึงความทุลักทุเลที่หน้าประตูโรงพยาบาลเมื่อครู่
พอเดินออกมาอีกครั้ง อุณหภูมิแถวอ่าววิกตอเรียดูเหมือนจะลดลงอีกสองสามองศา ความชื้นแฉะหอบเอาความหนาวเย็นเกาะกินไปตามสันหลัง แสงไฟริมทางลากเงาของคนทั้งสองให้ทอดยาว จนในที่สุดก็ซ้อนทับกันบนถนนลาดยางที่เงียบสงบ
ถนนสายนี้แทบไม่มีคน มีเพียงเสียงหวูดเรือแว่วมาจากไกลๆ เถียนสวี่หนิงจูงมือเขา เดินไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรสักคำ
จังหวะหัวใจของจื่ออวี๋เริ่มเต้นผิดจังหวะ ความเงียบนี้ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นใจอย่างไม่มีสาเหตุ เถียนสวี่หนิงตรงหน้าดูแปลกไปเล็กน้อย ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่รุ่มร้อนที่มีเรื่องพูดไม่จบไม่สิ้นและอยากจะแบกเอาอารมณ์ทุกอย่างมาแผ่ตรงหน้าเขาเหมือนเมื่อก่อน
เถียนสวี่หนิงในตอนนี้ ดูสุขุมมั่นคงเกินไป
จื่ออวี๋หยุดเดิน
เถียนสวี่หนิงถูกแรงดึงที่มือรั้งไว้ เขาหันกลับมามองด้วยความสงสัย: “เดินไม่ไหวแล้วเหรอ?”
จื่ออวี๋เงยหน้าขึ้น แสงไฟถนนตกลงในนัยน์ตา เขาดูน้อยใจนิดๆ เม้มริมฝีปากที่แห้งผาก ตัดพ้อว่า: “คุณบอกว่า...... เรากลับมาดีกันแล้วไม่ใช่เหรอ?”
เถียนสวี่หนิงชะงักไป พยักหน้าตอบ: “ใช่ ทำไมเหรอ?”
“งั้นคุณ......” จื่ออวี๋มองท่าทางที่ดูสงบนิ่งของเขา คำพูดบางคำที่คิดว่ายากจะเอ่ยปาก กลับพุ่งออกมาด้วยแรงผลักดันของอารมณ์ “งั้นคุณก็ไม่มีท่าทีจะจูบผมเลย”
พอพูดจบ จื่ออวี๋ก็เสียใจทันที เขาคิดว่าคืนนี้เขาคงบ้าไปแล้วจริงๆ นอกจากบอกว่า “คิดถึง” แล้ว ยังกล้าเอ่ยปากขอจูบอีก เขาทำตัวไม่ถูกพยายามจะชักมือกลับด้วยความอาย หรือไม่ก็อยากจะหันหลังหนีไปเลย
แต่ในวินาทีต่อมา ท้ายทอยของเขาก็ถูกกุมไว้ด้วยมือหนาที่อบอุ่น
ลมหายใจของเถียนสวี่หนิงกดทับลงมา พร้อมแรงที่อัดอั้นมานาน ริมฝีปากที่เย็นชื่้อทาบลงมา สิ่งที่จื่ออวี๋สัมผัสได้ไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่เป็นการระบายอารมณ์
เถียนสวี่หนิงจูบดุมาก เขาขบเม้มริมฝีปากจื่ออวี๋อย่างแรงไปหลายครั้ง
“อือ......”
จื่ออวี๋เจ็บจนเผลอครางเบาๆ พยายามจะผลักเขาออก เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเถียนสวี่หนิงถึงเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน จูบนี้ไม่เหมือนความยินดีที่ได้พบกันใหม่เลย
แต่ก่อนที่มือที่ผลักจะทันได้ออกแรง ท่าทางของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไป
เถียนสวี่หนิงจูบลงมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีการคุกคาม เขาดูดดึงปลอบประโลมตรงจุดที่จื่ออวี๋เพิ่งจะเจ็บจากการโดนกัด ปลายลิ้นกวาดผ่านอย่างนุ่มนวลจนจื่ออวี๋ตัวอ่อนปวกเปียกไปหมด
จื่ออวี๋ปรือตามองเขาด้วยความมึนงง อยากจะเห็นหน้าเขาให้ชัด
ในตอนนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงหยดน้ำเย็นๆ ที่ร่วงหล่นลงบนแก้มทีละหยด
เขาคิดว่าฝนที่ฮ่องกงตกลงมาอีกแล้ว แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยน้ำตาของเถียนสวี่หนิง
เถียนสวี่หนิงกำลังร้องไห้
น้ำตาร่วงเผาะลงมาไม่ขาดสายจากขอบตาเขา ไหลผ่านแก้มของคนทั้งคู่ จื่ออวี๋ลนลานทำอะไรไม่ถูก เขารีบยกมือขึ้นช่วยเช็ดให้อีกฝ่ายอย่างลนลาน: “เป็นอะไรไป? ทำไมคุณร้องไห้ล่ะ......”
เมื่อกี้ยังเงียบอยู่แท้ๆ ทำไมจู่ๆ ถึงร้องไห้ขนาดนี้
เถียนสวี่หนิงผละออกมาเล็กน้อย ปล่อยให้จื่ออวี๋ใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าเขาไว้ เขามองจื่ออวี๋ด้วยแววตาที่เหมือนจะแตกสลาย: “ขอโทษนะ จื่ออวี๋...... ผมแค่รู้สึกไม่มั่นคงเอาเสียเลย”
เขาแสยะยิ้มสมเพชตัวเอง แต่น้ำตากลับไหลหนักกว่าเดิม: “ผมไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ คุณถึงเปลี่ยนท่าทีแล้วเรียกผมมา ผมกลัวว่าพรุ่งนี้เช้าตื่นมาคุณจะเสียใจ กลัวว่าคุณจะไปอีก ผมกลัวว่านี่จะเป็นแค่ฝัน พอตื่นจากฝัน คุณก็ยังเป็นคนใจดำที่นึกจะทิ้งผมก็ทิ้งเหมือนเดิม”
ใจของจื่ออวี๋เหมือนโดนกรีดซ้ำๆ เขาถึงเพิ่งจะเข้าใจว่า ตลอดปีครึ่งนี้ไม่ใช่แค่เขาที่ทนทุกข์ เถียนสวี่หนิงเองก็แทบจะบ้าเพราะโดนทรมานใจเหมือนกัน
“ผมไม่ไปแล้ว ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว” จื่ออวี๋ลนลานช่วยเช็ดน้ำตา พูดจาไม่เป็นภาษา “เมื่อวานผมเจอเวินอันหราน เธอเล่าให้ผมฟัง...... เธอบอกว่าคนที่คุณชอบตอนมัธยมคือผม เธอยังบอกอีกว่า คุณเคยสารภาพรักกับผมตอนมัธยมด้วย......”
จื่ออวี๋พูดถึงตรงนี้ เสียงก็สั่นเครือ: “ขอโทษนะ เถียนสวี่หนิง ผมจำไม่ได้จริงๆ ผมนึกมาตลอดว่าคุณจำคนผิดหลังจากความจำเสื่อม ผมไม่รู้เลยว่าคนคนนั้นคือผม......”
เถียนสวี่หนิงยืนนิ่งแข็งทื่อราวกับถูกสาป
น้ำตายังคงคลออยู่ที่หางตา แต่สีหน้ากลับว่างเปล่าไปชั่วขณะ
จื่ออวี๋นึกว่าเขาไม่เชื่อ จึงรีบผลักเขาเบาๆ ด้วยความร้อนใจ: “ตอนเรียนจบมัธยม คุณเคยสารภาพรักกับผมจริงๆ เหรอ? ที่ไหน? ผมไม่รู้จริงๆ......”
“ทำไมคุณไม่พูดล่ะ?”
ผ่านไปนานมาก เถียนสวี่หนิงถึงหาเสียงตัวเองเจอ
“วันที่ 20 มิถุนายน” เขามองจื่ออวี๋ “งานเลี้ยงรุ่นผมออกมาก่อน ที่หน้าห้างสะดวกซื้อ ผมไปหาคุณ ผมบอกว่าผมชอบคุณ ถ้าคุณไม่ชอบผม เราเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันก่อนได้ไหม ถามว่าคุณพอจะให้โอกาสผมได้ไหม แต่คุณบอกให้ผมไสหัวไป บอกว่าคุณเกลียดผมที่สุด”
วันที่วันนั้น ประโยคนั้น คือสิ่งที่เขาหยิบยกขึ้นมาตอกย้ำตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่เปล่าเปลี่ยวตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาความจำดีมาก ดีเสียจนจำได้ทุกตัวอักษรที่ทั้งคู่พูดในคืนนั้น
“วันที่ 20 มิถุนายน?”
จื่ออวี๋ชะงักงัน ความทรงจำในคืนที่เลือนลางเพราะอาการไข้สูงถูกเปิดออก
“วันนั้น...... วันนั้นผมไข้ขึ้นสูงมาก” น้ำตาจื่ออวี๋พรั่งพรูออกมาอีกครั้ง “ผมเพิ่งออกมาจากบ้าน สติผมหลุดลอยไปหมด ผมนึกว่าพวกทวงหนี้ตามมาอีกแล้ว...... ผมไม่รู้ว่าเป็นคุณ เถียนสวี่หนิง ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นคุณ......”
เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า เด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและรวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อไปสารภาพรักคนนั้น ในตอนที่ได้ยินคำว่า “เกลียด” เขาต้องเดินจากมาด้วยความรู้สึกแบบไหน
“ขอโทษนะ...... ขอโทษนะ......” จื่ออวี๋กำเสื้อเถียนสวี่หนิงไว้แน่น ร้องไห้จนแทบขาดใจ
เถียนสวี่หนิงมองเขา ความอัดอั้นตันใจที่สะสมอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจที่เคยคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันจางหายไป พังทลายลงจนหมดสิ้นในวินาทีนี้ ที่แท้ความเหินห่างและความคับแค้นใจทั้งหมดนั้น มีบ่อเกิดมาจากความเข้าใจผิดที่น่าขันและโหดร้ายเพียงครั้งเดียว
“ที่แท้มันเป็นแบบนี้นี่เอง......”
เถียนสวี่หนิงถอนหายใจยาวข้างหูจื่ออวี๋ ในน้ำเสียงนั้นมีความยินดีที่รอดพ้นจากความตาย และมีความเสียใจต่อตัวเองแฝงอยู่
เขากอด "เทพเจ้า" ของเขาไว้แน่นท่ามกลางสายลม ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงของจิตวิญญาณที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน (อย่างมั่นคง) เสียที
Chapter End Notes
ในที่สุดคุณก็ยอมพูดออกมาเสียที ว่าคุณเองก็รักผมมากเหมือนกัน
Chapter 49
จื่ออวี่ยังคงขอโทษไม่หยุด เสียงแตกพร่า ทุกคำว่า “ขอโทษ” เหมือนมีดกรีดลงกลางอกของเถียนซวี่หนิง
เถียนซวี่หนิงเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว เขาคลายอ้อมกอดออกเล็กน้อย ประคองใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของจื่ออวี่ขึ้นมา ปลายนิ้วลูบไล้อย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องพูดขอโทษนะ จื่ออวี่ เธอไม่ได้ผิดอะไร”
เถียนซวี่หนิงมองดวงตาที่แดงก่ำของเขา เสียงก็เริ่มสั่นเช่นกัน
“เป็นความผิดของฉันเอง ตอนนั้นเธอมีไข้ ฉันยืนอยู่ตรงหน้าเธอแท้ ๆ แต่กลับไม่สังเกตเลยว่าเธอไม่ปกติ ฉัน…มัวแต่เจ็บปวดที่ถูกเธอผลักไส จนมองไม่เห็นอะไรเลย”
เขาหลับตาลงด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะเอาหน้าผากแตะกับหน้าผากของจื่ออวี่อีกครั้ง
“คนที่ควรพูดขอโทษคือฉัน”
ยามค่ำคืนของฮ่องกงไหลบ่ามาเหมือนคลื่น เสียงแตรรถและผู้คนที่เคยอึกทึกเหมือนจะหายไปหมด บนถนนที่เย็นเล็กน้อยแห่งนี้ ดวงวิญญาณสองดวงที่ถูกความเข้าใจผิดทรมานมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ถูกเย็บประสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
น้ำตาที่หลั่งออกมาในคืนนี้มากเกินไป จื่ออวี่เหมือนถูกสูบแรงทั้งหมดออกไป จนกลายเป็นคนติดคนอย่างหนัก
ระหว่างทางกลับโรงแรม มือของเขากำมือเถียนซวี่หนิงไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่วินาทีเดียว
พอเข้าห้อง เถียนซวี่หนิงขยับตัวไม่ถนัด จำต้องใช้มือข้างหนึ่งจับมือเขา อีกข้างเอื้อมไปเกี่ยวรองเท้าแตะออกมาจากตู้ วางไว้ข้างเท้า
“เปลี่ยนรองเท้าก่อนนะ หืม?”
จื่ออวี่เชื่อฟังอย่างไม่น่าเชื่อ เปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็เดินตามเถียนซวี่หนิงไปถึงโซฟา
เถียนซวี่หนิงเพิ่งนั่งลง จื่ออวี่ก็อาศัยแรงนั้นขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักเขาอย่างอ่อนแรง แขนทั้งสองข้างโอบรอบคอ แล้วซุกหน้าเข้ากับซอกคอเขาแน่น
วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย ตั้งแต่ความวุ่นวายตอนกลางวัน การถูกพาเข้าตำรวจ จนถึงความผันผวนทางอารมณ์ในตอนกลางคืน ความเหนื่อยล้าที่มาช้าเกินไปถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่น
มีเพียงการแนบชิดกับชีพจรที่ร้อนผ่าวของเถียนซวี่หนิง รับรู้ถึงการเต้นของหัวใจที่มั่นคงเท่านั้น ที่ทำให้เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเขาคลายลงอย่างแท้จริง
เถียนซวี่หนิงกอดเขาเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง มือใหญ่ลูบหลังบางเบา แล้วถามเสียงต่ำ
“ไปอาบน้ำก่อนดีไหม?”
จื่ออวี่ส่ายหัวก่อน จากนั้นนึกขึ้นได้ว่าเถียนซวี่หนิงก็คงเหนื่อยจากการเดินทางทั้งวัน จึงลุกขึ้นอย่างอาลัย
“งั้น…คุณไปอาบก่อนเถอะ”
เถียนซวี่หนิงลุกขึ้น ก้มลงจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากแดงบวมของเขา
“โอเค”
เขาหันไปทางห้องน้ำ แต่กลับพบว่ามี “หางเล็ก ๆ” เดินตามมาติด ๆ
เถียนซวี่หนิงหยุดอยู่หน้าประตูห้องน้ำ มองจื่ออวี่ที่แทบจะชิดหลังเขา แล้วหลุดหัวเราะออกมา กดเสียงต่ำหยอก
“ยังไง จะอาบพร้อมฉันเหรอ?”
จื่ออวี่เพิ่งรู้ตัว ความเขินที่มาช้าทำให้เขาถอยหลังไปสองก้าว แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เถียนซวี่หนิง เปียกชื้นเหมือนลูกแมวที่กลัวจะถูกทิ้ง
หัวใจของเถียนซวี่หนิงอ่อนยวบ เขาดึงตัวคนเข้ามาในอ้อมกอด ทำท่าจะช่วยถอดเสื้อ
“มา เดี๋ยวฉันช่วยอาบให้”
จื่ออวี่สะดุ้ง รีบหดมือกลับ ปกป้องข้อมือซ้ายไว้แน่น ถอยหลังพลางพูดตะกุกตะกัก
“ผะ…ผมอาบเองก็ได้ เดี๋ยวค่อยอาบ……”
เถียนซวี่หนิงจับสังเกตท่าทางที่เขาปกป้องข้อมือได้ทันที ดวงตาหม่นลงเล็กน้อย แต่ไม่พูดออกมาตรง ๆ เพียงลูบหัวเขาเบา ๆ
“งั้นรอฉันข้างนอกนะ ไม่นาน”
พอเถียนซวี่หนิงเช็ดผมที่ยังหมาด ๆ ออกมา ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
จื่ออวี่ไม่ได้ไปไหน ยืนแข็งทื่ออยู่หน้าห้องน้ำ
พอเห็นเขาออกมา จื่ออวี่ก็รีบเข้ามา มือไปเกี่ยวปลายนิ้วของเขา
“ทำไมไม่ไปนั่งพักล่ะ?” เถียนซวี่หนิงถามอย่างปวดใจ
จื่ออวี่ไม่ตอบ เพียงก้มตาแล้วจะเดินตามเขาไป
เถียนซวี่หนิงจึงปล่อยให้เขาจูงมือไว้ มืออีกข้างค้นหาเสื้อยืดแขนยาวไซซ์ใหญ่ให้ แล้วพาเขาไปห้องน้ำ พร้อมถามซ้ำอีกครั้ง
“แน่ใจนะว่าไม่ต้องให้ฉันช่วย?”
ปฏิกิริยาของจื่ออวี่ช้าลงไปมาก ผ่านไปหลายวินาทีกว่าจะปล่อยมือ แล้วพูดเสียงเบา
“ไม่ต้อง……”
ก่อนจะดันเถียนซวี่หนิงออกไป
เถียนซวี่หนิงยืนอยู่หน้าประตู นึกถึงท่าทางติดคนของเขาเมื่อครู่ ขมวดคิ้วแน่น
เขาได้แต่เดาว่าคืนนี้คงกระตุ้นจื่ออวี่หนักเกินไปจริง ๆ
ในห้องน้ำ จื่ออวี่ถอดเสื้อผ้า สายตาตกไปที่รอยแผลเป็นหลายเส้นบนข้อมือซ้าย
ตรงนั้นเขามักใส่นาฬิกาปิดไว้เสมอ แม้ตอนอาบน้ำก็ยังเผลอปกปิด
เขายังไม่พร้อมจะบอกเถียนซวี่หนิงเรื่องนี้ อย่างน้อย…ก็ไม่ใช่ตอนนี้
อาบน้ำเสร็จ จื่ออวี่สวมเสื้อยืดตัวใหญ่ของเถียนซวี่หนิง คอเสื้อเอียงไปข้างหนึ่ง ผมเปียกแปะอยู่บนหน้าผาก
เถียนซวี่หนิงดึงเขามานั่งข้างเตียง ใช้ผ้าขนหนูซับอย่างเบามือ แล้วเสียบไดร์เป่าผมให้จนแห้ง
ตลอดทั้งกระบวนการ จื่ออวี่เชื่อฟังอย่างที่สุด
จนเมื่อทั้งสองล้มตัวลงบนเตียง เถียนซวี่หนิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง จื่ออวี่กลับทั้งตัวโถมเข้ามา แขนขาเกี่ยวรัดรอบตัวเขา แล้วถามขึ้นมาอย่างไร้ที่มา
“ทำไมคุณไม่ทำกับผมล่ะ?”
ลูกกระเดือกของเถียนซวี่หนิงกลิ้งขึ้นลง ลมหายใจรวนทันที
เขาอยากทำ…อยากจนแทบบ้า
แต่เขารับรู้ได้ว่าตอนนี้สภาพของจื่ออวี่ไม่ปกติ ความตื่นตัวปะปนกับความว่างเปล่าและอ่อนล้า หากปล่อยตามอารมณ์ ร่างกายของจื่ออวี่คงรับไม่ไหว
เถียนซวี่หนิงจับมือเขา กดลงบนความต้องการที่แข็งตึงของตัวเอง กัดฟันพูด
“คุณชาย อย่าทำแบบนี้สิ ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ ตั้งแต่เมื่อกี้ก็ขยับอยู่บนตัวฉันตลอด ตั้งใจยั่วใช่ไหม? ทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่ไหว ยังจงใจทำให้ฉันทรมานอีก”
ปากจื่ออวี่กล้าหยอก แต่เมื่อฝ่ามือสัมผัสถึงความร้อนผ่าวและแข็งกร้าวนั้น เขาก็แตกตื่นจริง ๆ
ร้องออกมาเบา ๆ แล้วรีบดึงมือกลับ หน้าแดงจัดจนแทบหยดเลือด
เถียนซวี่หนิงหัวเราะ ถูกท่าทางนั้นเอาอยู่ ก้มไปจูบปลายจมูกเขา
“ยังกล้าพูดอีกไหม?”
จื่ออวี่เม้มปาก เขินจนซุกเข้ามาในอ้อมกอด จมูกถูไถหน้าอกอุ่น ๆ ของเขา พึมพำเสียงอู้อี้
“งั้น…งั้นคุณกอดผมนอนก็พอ”
เถียนซวี่หนิงดึงผ้าห่มขึ้น คลุมร่างเขาไว้แน่น ปิดไฟหัวเตียง
“นอนเถอะ เด็กดี”
เขาจูบหน้าผากจื่ออวี่ในความมืด
“ฉันอยู่นี่”
ในความมืด เถียนซวี่หนิงลืมตาอยู่ตลอด
คนในอ้อมกอดคงเหนื่อยถึงขีดสุดจริง ๆ ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ
เถียนซวี่หนิงรอจนแน่ใจว่าเขาหลับสนิทแล้ว จึงค่อย ๆ ดึงแขนออก ลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา แล้วเดินไปที่ห้องนั่งเล่น
ไฟไม่ได้เปิด แสงนีออนของฮ่องกงที่ไม่เคยดับส่องเข้ามา ทอดเงาเย็นเยียบลงบนโซฟา
เถียนซวี่หนิงงอหลังนั่งอยู่ตรงนั้น ในที่สุดก็ไม่ฝืนอีกต่อไป
เขาเป็นคนอ่อนไหวมาแต่ไหนแต่ไร ตอนเด็กถูกพ่อแม่เรียกว่า “เด็กขี้แง” โตขึ้นถึงจะพยายามทำตัวสุขุม แต่ต่อหน้าจื่ออวี่ แนวป้องกันทั้งหมดก็เหมือนกระดาษ
เมื่อครู่เขายังต้องกลั้นไว้ กลัวจะทำให้จื่ออวี่ตกใจ
แต่ตอนนี้ เมื่ออยู่คนเดียว ความรู้สึกเหนือจริงและความเจ็บปวดที่มาช้าเกินไปก็แทบจะกลืนเขา
มันช่างน่าขัน
เขาแบกคำว่า “ฉันเกลียดคุณ” ดิ้นรนอยู่ระหว่างศักดิ์ศรีกับความต่ำต้อยมาตั้งนาน คิดว่าถูกปฏิเสธถึงสองครั้ง
แต่ที่แท้ ครั้งแรกที่เขาถูกสารภาพรัก คนฟังกลับไม่ได้ยินเลย
สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่าคือความเสียใจ
ตอนมัธยม เขารู้ลาง ๆ ว่าครอบครัวของจื่ออวี่เคยเกิดเรื่อง
ถ้าเขาใส่ใจมากกว่านั้น
หรือในคืนนั้น หลังถูกปฏิเสธ ไม่เดินจากไปเพราะอารมณ์
จื่ออวี่อาจไม่ต้องเผชิญกับไข้สูงและความสิ้นหวังเพียงลำพัง
หนึ่งปีครึ่งนี้ จื่ออวี่ผอมลงมาก
เขาไม่รู้เลยว่า ในเมืองนี้ จื่ออวี่ต้องผ่านช่วงเวลาที่ไร้ที่พึ่งมากแค่ไหน
เถียนซวี่หนิงซุกหน้าเข้าฝ่ามือ เสียงสะอื้นอัดอั้นเล็ดลอดออกมา
ไม่รู้ว่านั่งอยู่นานแค่ไหน ก็มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้น
เถียนซวี่หนิงยังไม่ทันเช็ดน้ำตา ก็รู้สึกถึงร่างอุ่นที่เข้ามาใกล้
ภายใต้แสงสลัวจากนอกหน้าต่าง จื่ออวี่ลืมตาง่วง ๆ เดินเข้ามาโดยไม่ลังเล แล้วนั่งคร่อมลงบนตักเขาอีกครั้ง
เถียนซวี่หนิงรีบยกมือประคองหลังเขา ซุกหน้าเข้ากับซอกคอ สูดหายใจแรง กลั้นเสียงที่ยังเปียกชื้น
“……ตื่นทำไม?”
จื่ออวี่ไม่ตอบ เอาหน้าผากพิงไหล่เขา หาวอย่างเด็ก ๆ เสียงนุ่มง่วง
“คุณไม่อยู่ ผมนอนไม่หลับ”
ประโยคพึ่งพานั้น ทำให้กลางอกของเถียนซวี่หนิงปวดหนึบอีกครั้ง
จื่ออวี่ซบอยู่นิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง เหมือนจะรับรู้อะไรบางอย่าง ลุกขึ้นเล็กน้อย แล้วแตะโดนรอยน้ำตาที่ยังไม่แห้งบนหน้าเขา
“คุณร้องไห้เหรอ?” เขาถามเบา ๆ
เถียนซวี่หนิงไม่ตอบ หันหน้าไปทางอื่นอย่างกระอักกระอ่วน หัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ
เขาไม่กล้าบอกว่า ผู้ชายโต ๆ คนหนึ่งแอบร้องไห้อยู่กลางดึกในห้องนั่งเล่น
จึงอุ้มร่างเขาขึ้นทันที
“ไม่” เขาพูดอู้อี้ อุ้มคนในอ้อมแขนกลับไปห้องนอน
“ฉันจะไปนอนกับเธอเดี๋ยวนี้”
กลับถึงเตียง จื่ออวี่ซุกเข้ามาอีกเล็กน้อย พึมพำ
“ผมบอกบริษัทแล้วว่าจะลาออก……แต่จัดการงานที่นี่ให้เรียบร้อย กลับไป A เมือง ยังต้องใช้เวลาอีกสองสามวัน”
เถียนซวี่หนิงกระชับอ้อมแขนด้วยความประหลาดใจ
“เธอ……เตรียมทุกอย่างไว้แล้วเหรอ?”
“อืม” จื่ออวี่หลับตา ถูไถลำคอเขาอย่างอาลัย เสียงเบาลงเรื่อย ๆ
“ผมบอกเจ้านายตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะงั้น……ถึงคุณไม่มา ผมก็จะจัดการเสร็จแล้วกลับไปหาคุณอยู่ดี”
ประโยคนั้นทำให้ขอบตาของเถียนซวี่หนิงร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
เขาคิดว่า—
พระเจ้าเอ๋ย
จื่ออวี่รักเขาจริง ๆ
ขณะที่เขายังลังเล ซ้ำรอยอดีต เจ็บปวดกับเรื่องเก่า ๆ
คนที่ดูเย็นชาและใจร้ายที่สุดคนนี้
กลับตัดขาดทางถอยทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ
และเตรียมวิ่งมาหาเขาแล้ว
เถียนซวี่หนิงช่างมีความสุขเหลือเกิน
ช่างโชคดีเหลือเกิน
Chapter 50
เช้าวันถัดมา เสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องลงทันที
เถียนสวี่หนิงเห็นได้ชัดว่ายังนอนไม่พอ เขาเหยียดแขนยาวออกไปทั้งที่ยังคงท่ากอดจากด้านหลัง รัดคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย
จื่ออวี่ถูกรบกวนด้วยแรงสั่นข้างหู จึงหดคอเล็กน้อย ก่อนจะยกมือกลับไปดันอกเขา เสียงแหบพร่าจากการเพิ่งตื่นดังขึ้นเบา ๆ
“เถียนสวี่หนิง……โทรศัพท์นายดัง”
เถียนสวี่หนิงหลับตา ใช้สัญชาตญาณคลำโทรศัพท์จากใต้หมอนแล้วกดรับสาย จากนั้นก็วางมือนั้นลงบนเอวของจื่ออวี่
เหมือนสลักล็อก เขาดึงร่างที่พยายามจะลุกขึ้นกลับเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้ง
“ฮัลโหล……”
“สองสามวันนี้แกไปอยู่ที่ไหนมา?” เสียงพ่อของเถียนดังมาจากปลายสาย แม้จะไม่ได้เปิดลำโพง แต่ในห้องนอนที่เงียบสนิทก็ยังได้ยินชัด
“โทรศัพท์จากสาขาบริษัทยังโทรไปถึงแม่แกเลย บอกว่าหาแกไม่เจอ แกเป็นคนรับผิดชอบนะ อยู่ ๆ จะหายไปเฉย ๆ ได้ยังไง?”
เถียนสวี่หนิงยังไม่หายงัวเงียจากความอุ่นนุ่มในอ้อมแขน ตอบไปอย่างเลื่อนลอย
“อยู่ฮ่องกง”
“ไปทำอะไรที่นั่น?” เสียงพ่อเถียนสูงขึ้นทันที
“รีบกลับมา! โปรเจกต์นี้แกเป็นคนดูแลมาตลอด ตอนนี้เป็นช่วงสำคัญ ไม่มีใครรับช่วงต่อ แกไม่รู้สึกตัวบ้างหรือไง?”
จื่ออวี่ฟังออกว่าเป็นเสียงพ่อของเถียน ใจเขากระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว และเผลอขยับจะมุดออกจากผ้าห่ม
เถียนสวี่หนิงรับรู้ถึงการดิ้นในอ้อมแขน ลืมตาขึ้น มือหนึ่งกดขาเจ้าตัวไม่ให้อยู่นิ่ง อีกมือยกโทรศัพท์ขึ้นถามตรง ๆ
“จะหนีไปไหน?”
ปลายสายเงียบลงทันที
พ่อเถียนอึ้งไปพักใหญ่ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นแปลกไปเล็กน้อย
“ข้าง ๆ แกมีคนอยู่?”
เถียนสวี่หนิงมองจื่ออวี่ที่หน้าแดงจัด สายตาลอกแลก มุมปากเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มกวนประสาท
เขาไม่เพียงไม่ปิดบัง แต่ยังจงใจตอบเสียงเอื่อยเฉื่อยใส่โทรศัพท์
“อืม……เพราะงั้นนะพ่อ คุณรบกวนผมอยู่……”
“ไอ้เด็กเวร!” พ่อเถียนด่าลั่นด้วยความโมโห
“รีบกลิ้งกลับมาซะ!”
สายโทรศัพท์ถูกตัดลงพร้อมเสียง “ป๊อก”
คราวนี้จื่ออวี่ตื่นเต็มตาแล้ว
เขากำผ้าห่มแน่น มองเถียนสวี่หนิงอย่างทำอะไรไม่ถูก
“นาย……นายพูดกับพ่อแบบนั้นได้ยังไง……”
เถียนสวี่หนิงโยนโทรศัพท์ไปข้าง ๆ แล้วซุกหน้าลงตรงซอกคอของจื่ออวี่อีกครั้ง
สูดลมหายใจลึก ๆ เอากลิ่นเย็นสะอาดที่คุ้นเคยนั้นเข้าไป ก่อนจะพูดอู้อี้
“กลัวอะไร ถ้าไม่พูดแบบนี้ เดี๋ยวเขาก็โทรมาเร่งอีกอยู่ดี
อย่างน้อยตอนนี้เขารู้แล้วว่าผมกำลังยุ่งกับเรื่องสำคัญ ช่วงนี้ก็ไม่กล้าโทรมากวนแล้ว”
เขาหยุดนิดหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองจื่ออวี่
“ตอนนี้ไม่มีใครกวนแล้ว นอนกับผมต่ออีกหน่อยนะ”
จื่ออวี่ถูกกอดไว้แน่นจนมิดชิด
ท่านี้ทำให้เขาไม่อาจเมินเฉยต่อความรู้สึกผิดปกติที่เอวด้านหลังได้เลย
บางสิ่งที่ร้อนจัดและแข็งตึงกำลังดันเขาผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ อย่างรุกราน
หัวใจเขาเต้นแรงผิดปกติ
แอบช้อนตามองเถียนสวี่หนิง
เถียนสวี่หนิงเหมือนจะหลับตาลงอีกครั้ง คิ้วคลาย ดูเหมือนใกล้จะหลับ
แต่แขนที่กอดเขาไว้กลับรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
จื่ออวี่เม้มปากอย่างกระอักกระอ่วน ลองขยับถอยหลังเพื่อเว้นระยะที่ทำให้หน้าแดงใจเต้นนี้ออกไปสักหน่อย
แต่เขาขยับได้ไม่ถึงนิ้ว
คนที่เหมือนกำลังพักผ่อนก็พลิกตัวเร็วราวกับสายฟ้า
เถียนสวี่หนิงกดเขาลงกับเตียง ดวงตาใสคู่นั้นไม่มีเค้าความง่วงหลงเหลือเลย
“จะหนีไปไหน?”
เสียงเขาต่ำ ท่ามกลางลมหายใจร้อนที่เป่ารดใบหูของจื่ออวี่
จื่ออวี่ถูกเขาจ้องจนขนตาสั่น มือเท้าไม่รู้จะวางตรงไหน
เขาแก้ตัวเสียงเบา
“ผม……ผมแค่จะไปล้างหน้า……”
“เดี๋ยวค่อยล้าง”
เถียนสวี่หนิงจับมือขาว นิ้วเรียวยาวนั้น แล้วค่อย ๆ พาลงไปตามหน้าท้องของตัวเอง
“เมื่อกี้คุณขยับไม่หยุด จุดไฟแล้วไม่รับผิดชอบดับเหรอ?”
จื่ออวี่รู้สึกถึงอุณหภูมิร้อนลวกในฝ่ามือ
แรงสั่นนั้นบอกชัดว่าเถียนสวี่หนิงกำลังอดทนแค่ไหน
เขาหน้าแดง หันหน้าหนี
ท่ามกลางเสียงถอนหายใจแหบต่ำ เขาหลับตาลงอย่างยอมจำนน
ปล่อยให้อีกฝ่ายพามือของเขาขยับไปตามจังหวะ……
เมื่อจื่ออวี่ยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำในที่สุด
สีแดงบนใบหน้าก็ยังไม่จาง
เขาเปิดก๊อกน้ำ ล้างมืออย่างเหม่อลอย
ในกระจก หางตายังมีสีชื้นวาวที่ยังไม่จางหาย
ข้อมือซ้ายมีอาการล้าเมื่อยเป็นระยะ คอยเตือนเขาตลอดเวลาว่าเมื่อครู่ในผ้าห่มเกิดอะไรขึ้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำเรื่องแบบนี้
แรงและจังหวะยังควบคุมไม่ดี
ระหว่างทางยังโดนเถียนสวี่หนิงหัวเราะแล้วช่วยแก้ให้หลายครั้ง
จนสุดท้ายคนนั้นควบคุมตัวเองไม่อยู่ กัดไหล่เขาแน่น ๆ ก่อนจะปลดปล่อยออกมา
เขาสะบัดมือที่เริ่มหมดแรง
เถียนสวี่หนิงพิงอยู่ตรงกรอบประตูห้องน้ำ ถือผ้าขนหนู มองเขาด้วยสีหน้าพอใจสุด ๆ
มุมปากแทบจะยกขึ้นไปถึงฟ้า
“มือยังเมื่อยอยู่ไหม? ให้ผมช่วยนวดไหม?”
จื่ออวี่มองเขา มือเปียก ๆ สะบัดน้ำใส่หน้าอีกฝ่าย
“ไอ้ลามก”
เถียนสวี่หนิงไม่โกรธเลย
กลับหัวเราะแล้วโน้มตัวไป จูบแก้มเปียก ๆ ของจื่ออวี่แรง ๆ หนึ่งที
จากนั้นกอดเอวเขาจากด้านหลัง วางคางลงบนไหล่
รอยแดงคลุมเครือบนผิวที่ถูกกัดยังเห็นชัด
เถียนสวี่หนิงมองไปมองมา สายตาก็คล้ำลงอีก
เขาเอียงหน้า จูบเบา ๆ ถี่ ๆ ลงที่ซอกคอ
ค่อย ๆ ไล่ลึกเข้าไปใต้ปกเสื้อ
“เถียนสวี่หนิง……อย่าซน มือผมเมื่อยจริง ๆ……”
จื่ออวี่หดคอพยายามหลบ
แต่ใบหน้าในกระจกกลับฉ่ำไปด้วยสีสันยั่วยวนเสียแล้ว
เถียนสวี่หนิงไม่สน
มือยาวสอดเข้าไปใต้เสื้อยืดตัวหลวมอย่างคล่องแคล่ว
แม้จื่ออวี่จะดูเย็นชา
แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์ต่อเถียนสวี่หนิงอย่างไม่น่าเชื่อ
เพียงถูกฝ่ามือที่มีด้านหยาบถูเบา ๆ ไม่กี่ครั้ง
ลมหายใจก็รวนหมดแล้ว
เถียนสวี่หนิงดึงเขาเข้ามาในอ้อมแขน
อุณหภูมิของทั้งสองพุ่งสูงขึ้นผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ อย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับแรงมือที่ยังเก้ ๆ กัง ๆ ของจื่ออวี่
เถียนสวี่หนิงรู้ดีว่าจะควบคุมอย่างไร
เขาจูบข้างหูจื่ออวี่ไม่หยุด
พาเขาขึ้นลงอย่างอดทน
บางครั้งก็จงใจออกแรงหนัก
จนจื่ออวี่เผลอครางเสียงเบาออกมาจากลำคอ
ไอร้อนในห้องน้ำลอยฟุ้ง
กระจกค่อย ๆ พร่ามัว
จื่ออวี่ยืนแทบไม่ไหว
หมดแรงพิงอยู่ในอ้อมแขนของเถียนสวี่หนิง
ปลายเท้างอเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวจากความตึงเครียดสุดขีด
จนถึงวินาทีสุดท้าย
เถียนสวี่หนิงกัดติ่งหูเขา แล้วกระซิบเสียงต่ำ
“เด็กดี……”
พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนรุนแรงนั้น
จื่ออวี่รู้สึกเหมือนร่างกายถูกดูดเอาเรี่ยวแรงออกไปหมด
ได้แต่ปล่อยให้เถียนสวี่หนิงใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ เช็ดทำความสะอาดให้เขาอย่างทะนุถนอม
เมื่อทั้งสองล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ
และนั่งกินอาหารเช้าที่โต๊ะ
จื่ออวี่ยังไม่ค่อยฟื้น
เขาก้มหน้ากัดขนมปัง
พยายามกลบความรู้สึกหน้าแดงใจเต้นที่ยังหลงเหลือ
ครู่หนึ่งจึงถามเสียงอู้อี้
“นาย……จะไปเมื่อไหร่?”
เถียนสวี่หนิงกำลังดื่มกาแฟ
ได้ยินคำถามก็นิ่งไป ยกคิ้วแล้ว “หืม?”
“ไล่ผมเหรอ?”
“ไม่ใช่……”
จื่ออวี่เห็นว่าเขาเข้าใจผิด รีบอธิบาย
“เมื่อกี้ได้ยินพ่อคุณบอกว่าบริษัทมีเรื่องด่วน
ทางผมเอกสารลาออกจัดการเสร็จแล้ว งานในมือก็ใกล้ส่งต่อหมด
น่าจะต้องใช้อีกประมาณหนึ่งอาทิตย์
ผมแค่คิดว่า ถ้าคุณยุ่ง ก็กลับไปก่อนได้”
เถียนสวี่หนิงฟังจบ ก็เอนหลังพิงเก้าอี้ทันที
คร่ำครวญเสียงยาว
“อ๊า——! ไม่อยากทำงาน!”
เขามองจื่ออวี่ที่ยังตั้งใจกินข้าว
หัวใจก็เริ่มคันอีก
จู่ ๆ ก็ลุกขึ้น ยกเก้าอี้พร้อมคนทั้งตัวมานั่งตรงหน้า
พุ่งเข้ากอด ซบหัวถูไถไปมาในอ้อมแขนของจื่ออวี่
“คัน……เถียนสวี่หนิง!”
จื่ออวี่ถูกผมเขาถูจนคอคัน หัวเราะออกมาโดยห้ามไม่อยู่
ยกมือไปดันหัวโต ๆ นั้น
เถียนสวี่หนิงกางแขนรวบตัวเขา
อุ้มกลับไปวางบนเตียง
ทั้งสองกลับไปนอนข้างกันใต้ผ้าห่มอีกครั้ง
ความรู้สึกที่เหมือนได้กลับมาหลังจากสูญเสีย
ทำให้เขารู้สึกฟุ่มเฟือยอย่างบอกไม่ถูก
เขาจ้องตาจื่ออวี่ แล้วถามขึ้นทันที
“หนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา เคยคิดถึงผมบ้างไหม?”
จื่ออวี่หนุนแขนเขา
ปลายนิ้วเล่นผมเขา ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“คิดสิ”
“คิดถึงผม แล้วยังทิ้งแอปเปิลเต็มตู้เย็นให้ผมมันหมายความว่าอย่างไร?”
เถียนสวี่หนิงพูดถึงตรงนี้ก็ทั้งอัดอั้นทั้งน้อยใจ
ระบายความคับข้องในตอนนั้นออกมาทีเดียว
“ตอนนั้นผมโกรธจนอยากบินไปฮ่องกงจับคุณกลับมา
แต่พอนึกว่าคุณไปอย่างเด็ดขาด ขนาดคำเดียวก็ไม่ทิ้งไว้
ผมก็ได้แต่บอกตัวเองว่า ช่างมันเถอะ”
พอพูดถึงแอปเปิล
จื่ออวี่ก็นึกถึงคำถามที่ค้างอยู่ในใจมานาน
เขาหันไปมองเถียนสวี่หนิง
“ทำไมนายถึงชอบพูดว่า
เวลานายเศร้า อยากให้ผมปอกแอปเปิลให้นาย?”
“คุณยังกล้าถามอีก!”
เถียนสวี่หนิงเหมือนแมวโดนเหยียบหาง
ยื่นมือไปหยิกแก้มจื่ออวี่ พูดเสียงเคือง
“คืนคริสต์มาสอีฟตอนมัธยม
ผมตั้งใจเอาแอปเปิลไปให้คุณ
แล้วผลล่ะ? คุณกลับเอาไปปอกให้เพื่อนร่วมโต๊ะกิน!
ผมเห็นเต็มตา เกือบโกรธจนเป็นลม คุณรู้ไหม!”
จื่ออวี่อึ้งไปเล็กน้อย
ก่อนจะยิ้ม แล้วดึงมือเขาลงมากุมไว้
ที่แท้ความยึดติดแปลก ๆ ของเถียนสวี่หนิง
ทั้งหมดมาจากความหึงหวงเก่า ๆ เหล่านี้เอง
“งั้นในเมื่อชอบผมตั้งแต่ตอนนั้น
ทำไมตอนมัธยมไม่แสดงออกเลย?”
จื่ออวี่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดเบา ๆ
“ตอนมหาลัย ผมนึกว่านายเกลียดผม
ทุกครั้งที่เห็นผมยังกลอกตาใส่……”
เถียนสวี่หนิงโดนขุดเรื่องเก่า หน้าแดงขึ้นมาทันที
เขาจะยอมรับได้ยังไง
ว่าตอนนั้นเป็นเพราะศักดิ์ศรี
ทั้งอยากให้สนใจ ทั้งกลัวถูกจับได้
เลยทำได้แค่ทำตัวเย็นชา กลอกตาบังหน้า
สุดท้ายเขาเลยเลือกแกล้งตาย
เขาซุกหน้าเข้ากับอกจื่ออวี่ พูดเสียงอู้อี้
“จำไม่ได้แล้ว ผมความจำเสื่อม
ยังไงก็เป็นคุณที่ไม่สนใจผมก่อน”
ยังไม่ทันได้ออดอ้อนกันนาน
โทรศัพท์บนหัวเตียงของเถียนสวี่หนิงก็ดังขึ้นอีกอย่างไม่เข้าท่า
จื่ออวี่ดันไหล่เขา บอกเป็นนัยให้ดูโทรศัพท์
เถียนสวี่หนิงเหลือบมองหน้าจอ
บริษัทโทรมาเร่งอีกแล้ว
“นายกลับไปก่อนเถอะ”
จื่ออวี่พูด พลางยกมือขึ้นปัดผมหน้าผากที่ยุ่งเล็กน้อยให้เขาเบา ๆ
เถียนสวี่หนิงไม่ขยับ
จับข้อมือซ้ายของจื่ออวี่ไว้ตามแรงนั้น
“ใส่นาฬิกาทำไม?”
สายตาเขาหยุดอยู่ที่สายโลหะสีเงิน
“เมื่อก่อนไม่เคยเห็นคุณใส่”
หัวใจจื่ออวี่จมวูบ
“ไม่มีอะไร……ดูเวลาสะดวกดี”
เขาพยายามดึงมือกลับ
เถียนสวี่หนิงไม่ปล่อย
จ้องตาเขาตรง ๆ
มองอยู่นานมาก
จริงจังมาก
จื่ออวี่ถูกมองจนไม่สบายตัว
เขาก้มหน้า เงียบไม่พูดอะไร
เถียนสวี่หนิงเม้มปาก
และไม่ซักต่อ
ในเส้นทางชีวิตของ เถียนซวี่หนิง นั้น อู๋เยว่จวิน ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามองมาโดยตลอด
ในฐานะแม่ เธอรู้ดีถึงคลื่นทุกลูกในช่วงวัยรุ่นของลูกชาย ตอนนั้นเถียนซวี่หนิงเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่ บนโต๊ะอาหารมักจะเล่าอย่างกระตือรือร้นถึงผลงานของทีมบาสเกตบอลโรงเรียน หรือไม่ก็พูดถึงเด็กผู้ชายคนนั้นที่ทำให้เขาละสายตาไม่ได้
ความรักข้างเดียวที่จบลงโดยไม่มีจุดหมาย เหมือนเป็นเส้นแบ่งสำคัญ หลังจบมัธยมปลาย เมื่อเห็นลูกชายเงียบลงอย่างรวดเร็วในช่วงไข้สูงครั้งนั้น อู๋เยว่จวินก็พอจะเดาความจริงได้
เธอกับเถียนหรงหัวไม่เคยเข้าไปยุ่ง เพียงแค่เฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ
แม้พวกเขาจะมีอาณาจักรธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดจะใช้สิ่งนั้นมาผูกมัดลูกชาย
ในความคิดของพวกเขา หากเถียนซวี่หนิงอยากเป็นคุณชายผู้ใช้ชีวิตสบาย ๆ แต่งตัวงดงาม ขี่ม้าถือแส้ พวกเขาก็มีความสามารถมากพอจะทำให้เขามีความสุขไปทั้งชีวิต
แต่การเติบโตของเด็กผู้ชาย บ่อยครั้งต้องการเพียงชั่วพริบตาเดียว
ปีสี่ ขณะที่เพื่อนรอบข้างยังยุ่งกับการส่งเรซูเม่ไปทุกที่เพื่อแย่งชิงโควตาฝึกงานบริษัทใหญ่กันจนหัวหมุน
เถียนซวี่หนิงกลับเป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาก่อนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ว่าอยากจะตามเถียนหรงหัวเข้าไปทำงานในบริษัท
ตอนแรกเถียนหรงหัวคิดว่าลูกชายแค่อยากลองชีวิตการทำงาน แต่การแสดงออกของเถียนซวี่หนิงกลับทำให้สามีภรรยาคู่นี้ที่โลดแล่นในวงการธุรกิจมาหลายสิบปีถึงกับตกตะลึง
เขาไม่ได้ไปนั่งรับผลประโยชน์อยู่ที่สำนักงานใหญ่ แต่เลือกไปยังบริษัทย่อยด้านการแปรรูปอิเล็กทรอนิกส์ของเถียนซื่อ ที่ขาดทุนต่อเนื่องและกำลังจะถูกลดความสำคัญ
ที่นั่น เถียนซวี่หนิงแสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณทางธุรกิจและพลังการลงมือทำที่น่าทึ่ง
“สมกับเป็นลูกฉันจริง ๆ”
เถียนหรงหัวถอนหายใจในห้องทำงานมากกว่าหนึ่งครั้ง
หลายปีที่เถียนซวี่หนิงเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย A เขาแทบไม่ได้เอาใจใส่ตำราเรียนเลย
โดดเรียน เล่นบาส ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เขาเคยใช้ชีวิตเหมือนเด็กที่ไม่ยอมโตสักที
แต่ก็อย่างที่เถียนหรงหัวพูดไว้ เด็กตระกูลเถียน เลือดของพ่อค้าหล่อเลี้ยงอยู่ในกระดูก สัญชาตญาณแบบนั้นไม่มีในตำราเรียน
เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน ดังนั้นเขาจึงไม่ฝืนไปกัดฟันเรียนโค้ดพื้นฐานที่เข้าใจยาก
แต่ใช้เงินทุนอันแข็งแกร่งของตระกูลเถียน ดึงตัววิศวกรอัลกอริทึม AI และสถาปนิกระบบระดับแนวหน้าของประเทศเข้ามา
หลังรับช่วงดูแลบริษัทย่อย เขาไม่ได้รีบประชุมทันที แต่ไปอยู่ในโรงงานครึ่งเดือน
ตั้งแต่เด็กเขาซึมซับวิธีจัดการงานของเถียนหรงหัวมาโดยตลอด มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารและการจัดสรรทรัพยากร
ในสายตาของวิศวกรอาวุโสเหล่านั้น คุณเถียนน้อยคนนี้แม้ความรู้เฉพาะทางจะไม่ถึงขั้นสุดยอด แต่สายตาคมกริบ สามารถมองออกในทันทีว่าจุดไหนของการประสานงานดิจิทัลในห่วงโซ่อุตสาหกรรมคือคอขวดที่สำคัญที่สุด
ตอนที่อู๋เยว่จวินไปเยี่ยมเขาที่บริษัทย่อย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการปรับโครงสร้าง
ในออฟฟิศเต็มไปด้วยควันบุหรี่ เถียนซวี่หนิงสวมเสื้อเชิ้ตสีดำที่ยับเล็กน้อย แขนเสื้อพับถึงข้อศอก เผยให้เห็นแนวกล้ามแขนที่แข็งแรง
เขาพิงโต๊ะอยู่ แม้ตรรกะเชิงลึกของโครงข่ายประสาทเทียมจะยังต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับทำงาน
แต่เขาเรียนรู้ได้เร็วมาก หลังโทรถามเถียนหรงหัวไม่กี่ครั้งเกี่ยวกับหัวใจของการบริหาร
เขาก็สามารถทำงานร่วมกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่อายุมากกว่าเขารอบหนึ่ง
ปรับแผนการจัดสรรกำลังประมวลผลให้เข้ากับจังหวะการผลิตของโรงงานอัจฉริยะได้อย่างสมบูรณ์
“ไม่ขยันเรียน ที่แท้เพราะไม่ได้นำสมองมาใช้ตรงนี้”
เถียนหรงหัวมองรายงาน ทั้งปลื้มใจและปวดใจไปพร้อมกัน
ลูกชายเก่งขึ้น แน่นอนว่าเถียนหรงหัวกับอู๋เยว่จวินย่อมดีใจ
แต่ในฐานะแม่ อู๋เยว่จวินกลับรู้สึกเหมือนหัวใจขาดหายไปส่วนหนึ่ง
เถียนซวี่หนิงในอดีตมีชีวิตชีวาขนาดไหน
แม้จะเกเร แต่ถ้าเห็นรถสปอร์ตที่อยากได้ ก็จะโผไปกอดไหล่เถียนหรงหัว ออดอ้อนเหมือนเด็ก
แต่ตอนนี้ ความมีชีวิตชีวาแบบคนหนุ่มได้หายไปจากตัวเขาแล้ว
กลางดึก อู๋เยว่จวินนอนไม่หลับ พลิกไปมา แล้วเขย่าตัวเถียนหรงหัวที่นอนข้าง ๆ
“เฮ้ คุณว่า ลูกเราก็เก่งขนาดนี้ ทำไมเด็กคนนั้นอย่างจื่ออวี่… ถึงไม่ชอบเขาเลยนะ?”
เถียนหรงหัวหลับตาแล้วยิ้ม
“จื่ออวี่เขาก็เก่งเหมือนกันนี่ ทำไมต้องชอบลูกเราด้วยล่ะ?”
“ฉันก็แค่เห็นลูกอึดอัดจนทรมานไง”
อู๋เยว่จวินลดเสียงลง ตีเขาเบา ๆ อย่างตำหนิ
“ฉันจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเด็กคนนั้นดี? ฉันก็แค่สงสารลูก
ลูกเราน่ะ เพื่อคนคนเดียว เสียใจมาแล้วตั้งสองครั้ง แทบจะหมดวิญญาณ
นิสัยเขาภูมิใจในตัวเองขนาดนั้น เจ็บหนักขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะล้มซ้ำกับคนคนเดิมเป็นครั้งที่สาม”
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ในวินาทีนั้น
ลูกชายผู้หยิ่งผยองของเธอ กำลังอยู่บนทางด่วน และกำลังจะทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมด
ไปเป็นนักรบที่พุ่งชนเพื่อความรักอีกครั้ง
รถคัลลินันสีดำแล่นฉิวบนถนนที่ว่างเปล่า
ทันใดนั้น เสียงเบรกแหลมดังขึ้น รถหยุดกะทันหันที่ไหล่ทางฉุกเฉิน
เถียนซวี่หนิงกำพวงมาลัยแน่น ก้มศีรษะลงกับพวงมาลัย อกกระเพื่อมแรง
ครึ่งชั่วโมงก่อน เขาได้รับสายจากฮ่องกงในออฟฟิศ
ปลายสายไม่มีเสียง มีเพียงเสียงฝนที่ดังจนทำให้ใจเขาร้อนรน
จนกระทั่งเสียงสะอื้นปนร้องไห้ประโยคหนึ่งดังขึ้น
“คุณมารับฉันได้ไหม”
แล้วสายก็ถูกตัดไปอย่างไร้สัญญาณเตือน
เมื่อเขาโทรกลับ สิ่งที่ได้ยินมีเพียงเสียงกลไกเย็นชา
“หมายเลขที่ท่านเรียก ปิดเครื่องอยู่”
เขาไม่คิดอะไรเลย รีบพุ่งออกมา
ขับรถถึงทางขึ้นทางด่วนสนามบิน ลมเย็นพัดผ่าน
สมองที่ร้อนระอุของเขาถึงได้กลับมามีสติขึ้นเล็กน้อย
เขากำลังทำอะไรอยู่?
จื่ออวี่หมายความว่ายังไง?
หายไปปีครึ่ง โทรมาพูดคำประหลาดสองสามคำแล้วก็ปิดเครื่อง
มองเขาเถียนซวี่หนิงเป็นอะไรกัน?
เรียกมาก็มา ไล่ไปก็ไป
เขาเป็นหมาที่จื่ออวี่เลี้ยงไว้ข้างหลังหรือไง?
“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้น……”
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย……”
เถียนซวี่หนิงกัดฟันในรถที่มืดสนิท
“คุณจะไปก็ไป ไม่มีคำอธิบายสักคำ
ตอนนี้แค่หลั่งน้ำตาสองหยด ฉันก็ต้องรีบบินไปงั้นเหรอ?”
เขาทุบพวงมาลัยหนึ่งที บอกตัวเองว่าอย่าไป
ห้ามไปเด็ดขาด
เพราะการอนุมัติเที่ยวบินส่วนตัวไม่ทัน เที่ยวบินดึกก็ปิดหมดแล้ว
ไฟลต์ที่เร็วที่สุดต้องรอถึงแปดโมงเช้า
เขานั่งอยู่ในรถมืด ๆ ทั้งคืน
ไฟฉุกเฉินกะพริบ สะท้อนใบหน้าที่สลับสว่างมืด เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและการเยาะเย้ยตัวเอง
คืนหนึ่งคืน เขาทบทวนสายโทรศัพท์ไม่กี่วินาทีนั้นในหัวนับพันครั้ง
และข้อสรุปก็ยังเหมือนเดิม
— ล้อเล่นใช่ไหม เถียนซวี่หนิง
นายจะกลับไปเป็นหมาอีกแล้วจริง ๆ เหรอ
แปดโมงเช้า เขาเดินเข้าเกตด้วยใต้ตาที่คล้ำจาง ๆ
สามชั่วโมงต่อมา เครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง
ทันทีที่เหยียบผืนดินนี้ โทรศัพท์ก็สั่นไม่หยุด
เถียนซวี่หนิงรับสาย เสียงตะโกนเดือดดาลของเซี่ยอันดังขึ้น
“เถียนซวี่หนิง นายทำบ้าอะไรอยู่? บ่ายนี้มีประชุมเชื่อมต่อข้อมูลสำคัญ นายอยู่ไหน? เลขาบอกว่านายหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน!”
“ผมอยู่ฮ่องกง”
เถียนซวี่หนิงลดเสียง เดินฉับ ๆ ไปยังจุดรอรถ
ปลายสายเงียบงันไปทันที
เซี่ยอันเหมือนถูกบีบคอ ผ่านไปนานกว่าจะพูดได้
“…นายยังไปหาเขาจนได้สินะ?”
“ผมมาทำธุรกิจไม่ได้หรือไง?”
เถียนซวี่หนิงเถียงเสียงแข็ง
“ฮ่องกงใหญ่ขนาดนี้ ผมมาทีต้องเป็นเพราะเขาอย่างเดียวเลยเหรอ?
เถียนซื่ออุตสาหกรรมไม่มีสิทธิ์มาคุยงานที่นี่หรือไง?
ผมจะมาเพราะงานไม่ได้หรือ?”
“มาทำธุรกิจ? ฉันไม่เห็นรู้เลยว่านายมีงานกับบริษัทไหนในฮ่องกง
โปรเจกต์กำลังเข้าช่วงสำคัญ นายหนีออกไปทำธุรกิจ?
เถียนซวี่หนิง ก่อนโกหกช่วยร่างบทก่อนหน่อยได้ไหม!”
“ผมอยากทำ คุณยุ่งอะไรด้วย!”
เถียนซวี่หนิงโดนแทงใจดำ เหมือนแมวโดนเหยียบหาง กดตัดสายทันที
ออกจากสนามบิน เขายืนข้างถนน อยากจุดบุหรี่
เปิดโทรศัพท์ดูหนึ่งครั้ง มุมปากอดยกยิ้มเย็นชาไม่ได้
อีกฝ่ายไม่โทรกลับมาเลยสักสายเดียว
ปิดเครื่อง ตัดขาดการติดต่อ
“เถียนซวี่หนิง นายเก่งจริง ๆ”
เขาด่าตัวเองใส่หน้าจอที่มืดดับ
แค่กระดิกนิ้วเรียก ไม่มีพิกัด ไม่มีอะไรเลย
เขากลับซื้อตั๋วกลางดึก บินมาพันห้าร้อยกิโลเมตร
Chapter Notes
See the end of the chapter for notes
กว่าจื่ออวี๋จะตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลาสิบโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น
ผ้าม่านทึบแสงผืนหนาปิดห้องนอนไว้จนสนิท อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวหลังจากแฮงค์เหล้าก็ยังคงทิ่มแทงเข้าที่ขมับ ความทรงจำเหมือนฟิล์มที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ฉายซ้ำอยู่ในหัว ทั้งเรื่องที่เวินอันหรานพูด ฝนริมทาง แล้วก็โทรศัพท์สายนั้นที่เขากดออกไป......
เขาหยัดกายลุกขึ้นนั่งควานหาโทรศัพท์ข้างหมอน เครื่องดับไปนานแล้วเพราะแบตเตอรี่หมด หน้าจอเป็นสีดำสนิท เขาจำไม่ได้ว่าหลังจากเถียนสวี่หนิงรับสายแล้วพูดว่าอะไรบ้าง แต่เขาจำได้แม่นว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
จื่ออวี๋ทิ้งตัวพิงหมอนอย่างหมดแรง ยกแขนขึ้นปิดตาตัวเอง เขาคงเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ พอเหล้าเข้าปากก็บ้าไปเลย
เขานอนพักบนเตียงอยู่นานกว่าจะลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน พอเปิดประตูออกมาที่ห้องนั่งเล่น ก็เห็น เฉินเสวี่ย นั่งยองๆ อยู่บนพื้น กำลังโวยวายใส่กล่องของเบ็ดเตล็ด ปากก็ก่นด่าไม่หยุด
จื่ออวี๋เดินตรงไปที่ห้องครัว ถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า: "ทำอะไรของเธอน่ะ?"
"เสี่ยวอวี๋ ตื่นแล้วเหรอ? มาๆๆ ช่วยฉันหน่อย ช่วยยกกล่องนี้ลงไปข้างล่างที ไอ้สารเลวนั่นมารออยู่ข้างล่างแล้ว"
จื่ออวี๋มองกล่องของพังๆ นั่นอย่างสงสัย: "ของที่ให้ไปแล้วยังจะเอาคืนอีกเหรอ? เธอเลิกกับเขาไปแล้วไม่ใช่หรือไง?"
"อย่าให้พูดเลย!" เฉินเสวี่ยกรอกตาด้วยความโมโห "ไม่รู้ไอ้หมอนี่มันเป็นโรคอะไร ขี้งกชะมัด เมื่อวานพอขอเลิก มันดันลิสต์รายการออกมา บอกว่าเลิกก็ได้ เสื้อผ้ากับรองเท้าช่างมัน แต่เลโก้รุ่นลิมิเต็ดที่มันซื้อให้ชุดหนึ่งกับลำโพงแบรนด์เนมอีกสองสามตัวต้องเอามาคืนมัน! ฉันล่ะสะอิดสะเอียนจริงๆ คบแฟนมาก็หลายคน เพิ่งเคยเจอไอ้ตัวประหลาดแบบนี้เป็นครั้งแรก......"
จื่ออวี๋ไม่ได้พูดอะไรมาก เขามองกล่องที่ดูหนักอึ้งนั่นแวบหนึ่ง: "ฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวกลับมาช่วยยก"
สิบกว่านาทีต่อมา จื่ออวี๋ช่วยเฉินเสวี่ยยกกล่องลงไปข้างล่าง ที่หน้าหมู่บ้าน ผู้ชายที่ชื่อ จางหมิง กำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดพิงรถอยู่
พอเห็นเฉินเสวี่ย จางหมิงก็พ่นคำถากถางออกมาทันที บอกว่าผู้หญิงอย่างเฉินเสวี่ยมีค่าแค่ให้เล่นด้วยขำๆ พอคุยเรื่องเงินก็เสียความรู้สึก เฉินเสวี่ยไม่ใช่คนที่จะยอมโดนกระทำฝ่ายเดียว เธอจึงด่าสวนกลับไปเดี๋ยวนั้น ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พอจางหมิงเถียงสู้ไม่ได้ ก็หันมาโจมตีจื่ออวี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ แทน
"เฉินเสวี่ย ที่รีบตัดขาดกับฉันขนาดนี้ คงหาที่ลงใหม่ได้แล้วล่ะสิ? ไอ้หน้าขาวนี่น่ะเหรอ? ดูท่าทางอ่อนแอขี้โรคแบบนี้ เธอหาแฟนหรือหาลูกชายกันแน่?"
จื่ออวี๋ไม่อยากยุ่งกับละครน้ำเน่าพวกนี้ เขาจึงยืนนิ่งเฉยทำเป็นไม่ได้ยิน แต่จางหมิงยิ่งพูดก็ยิ่งลามปาม ถึงขั้นลงไม้ลงมือผลักเฉินเสวี่ย เฉินเสวี่ยอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว เธอจึงเงื้อมือตบหน้าจางหมิงไปฉาดใหญ่
จางหมิงสติหลุด เงื้อมือจะตบคืน
แววตาจื่ออวี๋ขรึมลง เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าก่อนที่มืออีกฝ่ายจะตกลงมา แล้วคว้าข้อมือของจางหมิงไว้แน่น
"พอได้แล้ว" จื่ออวี๋พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
"ไอ้เหี้ย มึงกล้าลงมือเหรอ?" จางหมิงกำลังหาที่ระบายอารมณ์พอดี เขาสะบัดตัวหลุดแล้วเหวี่ยงหมัดใส่หน้าจื่ออวี๋ทันที
ถึงจื่ออวี๋จะเป็นคนนิ่งๆ แต่เขาก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมโดนต่อยฝ่ายเดียว ทั้งคู่ตะลุมบอนกัน เฉินเสวี่ยเห็นท่าไม่ดีก็กรีดร้องแล้วพุ่งเข้าไป ทั้งตะโกนว่า "อย่าตีเสี่ยวอวี๋นะ" ทั้งใช้เล็บจิกใบหน้าจางหมิงจนเป็นรอยเลือดหลายทาง
เหตุการณ์วุ่นวายจนคุมไม่อยู่ จนกระทั่งรปภ. ที่เดินตรวจตรามาถึง และพาคนทั้งสามที่สภาพดูไม่ได้และมีแผลเต็มหน้าไปยังสถานีตำรวจ
ที่โรงพัก เฉินเสวี่ยร้องไห้ฟูมฟายจนดูน่าสงสาร สวมบทบาททั้งหญิงใจกล้าและเหยื่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอชี้หน้าด่าจางหมิงไปพลาง มองรอยฟกช้ำสีม่วงที่มุมปากจื่ออวี๋ด้วยความสงสารไปพลาง พร้อมอธิบายกับตำรวจว่าจื่ออวี๋แค่เข้ามาช่วยด้วยความหวังดีและโดนลูกหลงไปด้วย
กว่าจะไกล่เกลี่ยเสร็จ เซ็นชื่อรับทราบ และเดินออกมาจากสถานีตำรวจ ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ท้องถนนถูกแสงไฟสีเหลืองนวลอาบไล้ ลมยามค่ำคืนหอบเอาความหนาวเย็นมาด้วย เฉินเสวี่ยคล้องแขนจื่ออวี๋ ปากก็ยังสะอึกสะอื้นขอโทษไม่หยุด: "ขอโทษนะเสี่ยวอวี๋ ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรไปพูดอะไรกับไอ้คนเฮงซวยนั่นเลย......"
จื่ออวี๋ไม่พูดอะไรเขารู้สึกเหนื่อยมาก และท้องก็เริ่มปวดหนึบๆ เพราะยังไม่ได้กินอะไรเลย
เฉินเสวี่ยเห็นรอยเขียวช้ำที่มุมปากของจื่ออวี๋แล้วรู้สึกผิดสุดๆ เธอจึงลากแขนเขาให้เดินไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ติดกัน
"ไปทายาหน่อย ไม่งั้นพรุ่งนี้บวมเป่งจะไปทำงานยังไง? ถ้า Nicole รู้ว่าฉันพานายไปกัดกับคนอื่น ยัยนั่นถลกหนังฉันแน่"
จริงๆ แล้วจื่ออวี๋ไม่มีแรงจะขัดขืน อาการปวดมวนในท้องที่บีบเป็นพักๆ ทำให้หน้าเขาดูแย่ยิ่งกว่าตอนโดนตำรวจอบรมเสียอีก แต่เขาขัดเฉินเสวี่ยไม่ได้ จึงยอมปล่อยให้เธอผลักเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
ระหว่างรอตรวจ เฉินเสวี่ยหยิบโทรศัพท์ของจื่ออวี๋ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้: "นี่ เมื่อกี้ตอนนายไปตรวจ โทรศัพท์ดังไม่หยุดเลย ฉันกลัวว่าจะมีธุระด่วนเลยรับแทน เป็นผู้ชายคนหนึ่ง...... ฉันเลยบอกเขาไปว่านายอยู่โรงพยาบาล ให้เขาค่อยโทรมาใหม่ ลองดูสิว่าจะโทรกลับไหม?"
จื่ออวี๋รับโทรศัพท์มา พอเห็นเบอร์นั้น หัวใจเขาก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
บันทึกการโทรแถวแรกไม่มีชื่อผู้ติดต่อ พอกวาดตาลงไปด้านล่าง ก็เห็นสายที่ไม่ได้รับจากอีกฝ่ายเมื่อคืน หลังจากที่เขาวางสายและเครื่องดับไป
มือของเขาเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เถียนสวี่หนิงรับสายเขา และยังโทรกลับมาหาเขาถึงสองสาย
"เสี่ยวอวี๋? นายเป็นอะไรไป? ทำไมหน้าซีดขนาดนั้น?" เฉินเสวี่ยเป็นห่วง
จื่ออวี๋ไม่พูดอะไร เขาเดินก้าวยาวๆ ออกไปนอกประตู แม้แต่เสื้อโค้ทที่พาดไหล่อยู่จะหลุดร่วงลงพื้นเขาก็ไม่ได้สนใจจะเก็บ
พอผลักประตูโรงพยาบาลออกมา อากาศยามค่ำคืนที่หนาวเย็นก็ปะทะเข้าหาทันที
จื่ออวี๋เหลือบไปเห็นคนที่ยืนพิงต้นไม้อยู่หน้าประตูเพียงแวบเดียว
เถียนสวี่หนิงสวมสูทสีเข้ม สงสัยจะรีบวิ่งมา ปกเสื้อเชิ้ตเลยดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยและไม่ได้ผูกเน็กไท เขาไม่ได้สูบบุหรี่ ในมือหมุนซองบุหรี่เปล่าเล่นไปมาโดยไม่รู้ตัว แสงไฟจากข้างบนส่องลงมา ทำให้เงาของเขาดูทอดยาว
เฉินเสวี่ยเดินตามหลังมา พอเห็นภาพตรงหน้าเธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบ: "งั้นฉันไปก่อนนะ"
บนถนนที่เงียบสงัด ทั้งสองคนสบตากันในระยะห่างไม่กี่ก้าว
จื่ออวี๋รู้สึกว่าเขามีคำพูดมากมายที่ควรจะพูด เช่น ถามเขาว่ามาจริงๆ เหรอ หรือขอโทษสำหรับคำพูดตอนเมาเมื่อคืน แต่พอได้เห็นหน้ากันจริงๆ ลำคอกลับตีบตันจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เขาทำได้เพียงก้าวเท้าเดินเข้าไปหา
เถียนสวี่หนิงไม่ขยับ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่บาดแผลตรงมุมปากของจื่ออวี๋ หัวคิ้วกระตุกวูบ นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ทั่วทั้งตัวแผ่ซ่านไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเคร่งเครียดหลังจากผ่านค่ำคืนที่ยาวนาน
ตอนที่ได้รับสายจากผู้หญิงแปลกหน้าคนเมื่อกี้ พอได้ยินคำว่า "โรงพยาบาล" เถียนสวี่หนิงรู้สึกเหมือนเลือดในตัวเย็นเฉียบ ความโกรธแค้นที่สะสมมาตลอดทั้งปี รวมถึงความโมโหที่โดนปั่นหัวและโดนดูถูก หายวับไปกับตาในวินาทีนั้น
ช่วงที่จื่ออวี๋เพิ่งจากไปใหม่ๆ เถียนสวี่หนิงกักขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วคิดอะไรหลายอย่าง เขาเฝ้าครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าทำไมจื่ออวี๋ถึงไม่ชอบเขาเลยแม้แต่นิดเดียว? เขาถึงขั้นเริ่มสงสัยในตัวเอง ว่าเป็นเพราะเขาทำอะไรไม่ดีพอหรือเปล่า แต่พอคิดถึงช่วงที่เขาความจำเสื่อม จื่ออวี๋ก็ดีกับเขามากจริงๆ ความรู้สึกพึ่งพิงแบบนั้นไม่มีทางที่ใครจะแสดงละครออกมาได้
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงใจดำได้ขนาดนี้ นึกจะไปก็ไป ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ภายหลังเขาเลยคิดว่าช่างมันเถอะ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ โลกนี้ไม่ได้มีเขาแค่คนเดียวเสียหน่อย อย่างมากวันหน้าก็ไปชอบคนอื่นแทน
แต่ความคิดพวกนี้เขาก็กล้าแค่คิดในตอนกลางวัน พอถึงช่วงดึก สิ่งที่เขาคิดกลับเป็นแค่ขอให้จื่ออวี๋แสดงท่าทีอ่อนลงสักนิด แม้เพียงนิดเดียวที่เหมือนจะเป็นการง้อ เขาก็พร้อมจะพุ่งไปหาทันที
สงสัยสวรรค์คงจะเห็นใจเขาในที่สุด เพราะเขาได้รับโทรศัพท์สายนั้นจริงๆ
พอเขามายืนอยู่ต่อหน้าจื่ออวี๋ได้สำเร็จ ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองคงเกลียดคนคนนี้ แต่พอมองแผลที่มุมปากจื่ออวี๋ มองร่างกายที่ดูบอบบางราวกับจะปลิวไปตามลม ความเกลียดนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความจุกขย้อน ทำไมพอทิ้งเขาไปแล้ว คนคนนี้ถึงใช้ชีวิตได้ไม่ดีเอาเสียเลย?
เถียนสวี่หนิงมองเขา น้ำเสียงแหบพร่าอย่างรุนแรง: "จื่ออวี๋ ที่คุณบอกให้ผมมารับ คือให้มาโรงพยาบาลเพื่อรับคุณงั้นเหรอ?"
เขาคิดว่าถ้าจื่ออวี๋ล้มป่วยอยู่ในเมืองที่แปลกหน้าเพียงลำพัง นั่งขดตัวให้สายน้ำเกลืออยู่บนม้านั่งในโรงพยาบาล ต่อให้จื่ออวี๋จะเกลียดเขาแค่ไหน เขาก็ต้องอยู่ข้างๆ อีกฝ่ายให้ได้ จะโดนเกลียดก็ช่าง จะโดนมองว่าเป็นหมาที่สั่งให้มาก็ยอม ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของเขาต่อหน้าจื่ออวี๋ไม่เคยสำคัญจริงๆ เลยสักครั้ง เขายอมรับแล้ว เขายอมรับว่าความรักนั้นสำคัญกว่าศักดิ์ศรี เขาต้องมาหาจื่ออวี๋ให้ได้
จื่ออวี๋ส่งเสียงไม่ออก เขาเงยหน้ามองเถียนสวี่หนิง ใบหน้านี้ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าในความทรงจำมาก จื่ออวี๋รู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวจนบวมช้ำ
ความรู้สึกจุกจิกที่กดทับมานานพุ่งขึ้นมาถึงจมูก จื่ออวี๋เป็นคนที่แทบจะไม่เสียน้ำตาเลย ไม่ว่าจะตอนที่ต้องเผชิญกับครอบครัวที่แตกสลายเพียงลำพัง หรือตอนที่ต้องพบจิตแพทย์ที่ฮ่องกงเพียงลำพัง เขาก็ไม่เคยร้องไห้
แต่ตอนนี้ เพียงแค่จื่ออวี๋เห็นเถียนสวี่หนิงยืนอยู่ตรงนั้น เขาก็รู้สึกน้อยใจจนแทบทนไม่ไหว
เขารีบเบือนหน้าไปทางอื่น กัดฟันแน่นไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าเถียนสวี่หนิง
แต่น้ำตามันไม่เชื่อฟังเลยสักนิด
ความขมขื่นที่พุ่งพล่านมาจากก้นบึ้งของหัวใจ หยดน้ำตาเม็ดโตไหลลงมาไม่ขาดสาย ยิ่งเขาพยายามจะหยุดมัน น้ำตาก็ยิ่งร่วงหล่นลงมามากขึ้น
เถียนสวี่หนิงมองเขา แล้วโทสะทั้งหมดก็หายวับไปทันที
"จื่ออวี๋ วันนี้ฮ่องกงฝนไม่ตกนะ" เถียนสวี่หนิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว หยุดลงในระยะที่ใกล้จนได้กลิ่นยาทาแผล น้ำเสียงเบาหวิว "คุณยังอยากให้ผมมารับอยู่อีกไหม?"
พอจื่ออวี๋ได้ยินประโยคนี้ กำแพงด่านสุดท้ายของเขาก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง น้ำตาร่วงเผาะลงมาหนักกว่าเดิม เขาพยายามยกมือขึ้นเช็ดอย่างทุลักทุเล แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเยอะ เช็ดยังไงก็ไม่หมด
เขาไม่รู้เลยว่าเถียนสวี่หนิงจะยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลพันห้าร้อยกิโลเมตรมาปรากฏตัวต่อหน้าเขา เพียงเพราะโทรศัพท์สายเดียวของเขาจริงๆ
จื่ออวี๋สะอึกสะอื้น ร่างกายสั่นเทาเพราะจังหวะหายใจที่ไม่คงที่ น้ำตาไหลซึมผ่านง่ามนิ้วออกมา เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับทำได้เพียงส่งเสียงลมขาดๆ หายๆ เขาคิดว่าสภาพตัวเองตอนนี้ต้องดูแย่มากแน่ๆ นอกจากจะไปต่อยตีจนเข้าโรงพักแล้ว ยังต้องมานั่งร้องไห้โฮต่อหน้าเถียนสวี่หนิงแบบนี้อีก
เถียนสวี่หนิงไม่เร่งรัด เขาเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ และรอคอยคำตอบอย่างอดทน
ผ่านไปเนิ่นนาน จื่ออวี๋ถึงค่อยๆ สงบใจลงได้ เขาไม่ได้ก้มหน้าหลบอีกต่อไป แต่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเถียนสวี่หนิง น้ำตายังคงไหลพรากไม่หยุด ปลายจมูกและขอบตาแดงก่ำไปหมด
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวสั้นๆ ลดระยะห่างสุดท้ายระหว่างกันลง ราวกับเด็กที่ได้รับความอัดอั้นตันใจมาถึงขีดสุด น้ำเสียงเต็มไปด้วยการอ้อนวอนและตัดพ้ออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน:
"เถียนสวี่หนิง ทำไมคุณเพิ่งจะมาเอาป่านนี้ล่ะ......"
เขาทั้งสะอื้น ทั้งใช้หลังมือเช็ดน้ำตาปอนๆ เขามองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า ในที่สุดความจริงใจก็ค่อยๆ เผยออกมาทีละนิ้ว น้ำเสียงสั่นพร่า:
"ผมคิดถึงคุณมากเลยนะ" เถียนสวี่หนิง
Chapter End Notes
ในที่สุดคุณก็ยอมพูดออกมาเสียที ว่าความรู้สึกที่คุณมีต่อผมมันก็หนักแน่นมากเหมือนกัน
Chapter Notes
See the end of the chapter for notes
จื่ออวี๋เป็นคนเย็นชามาก นั่นคือคำนิยามที่ทุกคนที่เคยสัมผัสเขาต่างเห็นตรงกัน แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่คาดคิดว่า ในชั่วชีวิตนี้เขาจะสามารถพูดประโยคอ้อนวอนแบบนั้นออกมาได้
เถียนสวี่หนิงเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน เขาตะลึงไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจอย่างอ่อนใจ ยื่นมือที่เคยหดกลับไปหลายต่อหลายครั้งออกมา ปลายนิ้วค่อยๆ เกลี่ยน้ำตาที่ไหลพรากบนใบหน้าของจื่ออวี๋อย่างทะนุถนอม
ผ่านม่านน้ำตาที่พร่าเลือน จื่ออวี๋มองใบหน้าที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้ ความทรงจำที่เขาฝืนสะกดมันไว้ตลอดปีครึ่งพุ่งพล่านกลับมา
ช่วงครึ่งปีแรกที่มาถึงฮ่องกง เดิมทีเขาเป็นคนเข้าถึงยากและเก็บซ่อนอารมณ์อยู่แล้ว เพื่อที่จะตัดขาดจากชื่อชื่อนั้น เขาตั้งใจถมชีวิตให้เต็มจนไม่มีช่องว่าง กลางวันเรียนหนักหน่วง กลางคืนฝึกงานจนถึงเช้ามืด พอกลับถึงอพาร์ตเมนต์เขาก็อาบน้ำแล้วล้มตัวลงนอนสลบไสลไปทันที
เขาคิดว่าขอแค่ยุ่งให้พอ ขอแค่ร่างกายล้าให้พอ เขาก็จะลืมคนคนนั้นได้
ช่วงเวลานั้น มีเพียงเฉินเสวี่ยที่มีนิสัยร่าเริงเท่านั้นที่พอจะคุยกับเขาได้สองสามประโยค หลังจากเรียนจบ เขาก็เข้าทำงานในบริษัทการเงินที่เคยฝึกงานด้วยความสามารถที่โดดเด่น ชีวิตดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางแล้ว
ใครๆ ก็บอกว่าช่วงเวลาที่เลิกกันใหม่ๆ สามเดือนแรกนั้นทรมานที่สุด แต่สำหรับจื่ออวี๋แล้ว การพังทลายที่แท้จริงคือคืนหนึ่งหลังจากจากเถียนสวี่หนิงมาได้ครึ่งปี
ตอนนั้นเป็นงานเลี้ยงของบริษัท จื่ออวี๋นั่งอยู่ในมุมมืดของร้านคาราโอเกะ ก่อนหน้านี้บนโต๊ะอาหารเขาโดนคะยั้นคะยอให้ดื่มไปหลายแก้ว ตอนนี้ฤทธิ์เหล้าเริ่มมา ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เขาพยุงโซฟาลุกขึ้น ตั้งใจจะขอตัวกลับก่อน แต่ในจังหวะที่หยิบเสื้อโค้ท เขาก็เผลอไปกดทับพวงกุญแจในกระเป๋าเสื้อโดยบังเอิญ
นั่นคือตุ๊กตาตัวจ้อยที่หน้าตาอัปลักษณ์ผิดปกติที่เถียนสวี่หนิงเคยให้เขาไว้ ถ้ากดมันหนึ่งครั้ง มันจะส่งเสียงสังเคราะห์ตลกๆ ออกมาว่า: “I love you~”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ไม่รู้ว่าใครในห้องสั่งเพลง "Fraction" (几分之几) ของ Crowd Lu เสียงเพลงจากลำโพงดังขึ้นอย่างทุ้มต่ำและเหน็บหนาว:
“วันนั้นที่คุณเดินเข้ามาในชีวิตของฉัน......”
“ขอบคุณที่คุณเข้ามาเป็นเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของฉัน......”
เสียง “I love you” ที่ปนเสียงสัญญาณรบกวนของตุ๊กตาอัปลักษณ์นั่น ดังซ้อนทับกับเสียงเพลงในห้อง
จื่ออวี๋รู้สึกเหมือนหัวใจถูกใครบางคนบีบเค้น เขาจ้องมองมุมกำแพงที่มืดมิด ในหัวคิดเพียงว่า ให้ตายเถอะ หยุดร้องได้ไหม แล้วไอ้ตุ๊กตาอัปลักษณ์นี่ ทำไมผ่านมาตั้งนานแล้วยังไม่พัง ทำไมยังมีถ่านอยู่อีก? ใครสั่งให้มึงมาร้องตอนนี้?
เขาอยู่ต่อไม่ไหวอีกต่อไป เขารีบคว้าสูท เดินออกไปจากห้องโดยไม่ทันได้บอกลาใคร ในจังหวะที่ก้าวข้ามธรณีประตู เสียงร้องประโยคสุดท้ายก็ลอยตามหลังมา:
“ฉันเป็นอะไรสำหรับคุณนะ คุณถึงได้ยอมทำเพื่อฉันโดยไม่มีเงื่อนไขขนาดนี้......”
ไฟเซนเซอร์สีขาวนวลในทางเดินติดๆ ดับๆ เขายืนอยู่ที่หัวมุมที่ไร้ผู้คน ราวกับพวกชอบทรมานตัวเอง เขาบ้าคลั่งกดตุ๊กตาตัวนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“I love you~”
“I love you~”
“I love you~”
ก่อนหน้านั้น เขาคิดมาตลอดว่าเขาสามารถควบคุมตัวเองได้ แต่ในวินาทีนั้น ความคิดถึงที่โถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์มันแทรกซึมไปตามกระแสเลือดจนถึงทั่วร่าง กดทับจนเขาแทบหายใจไม่ออก
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักได้ว่า ของบางอย่างมันเลิกไม่ได้จริงๆ ที่แท้เขาชอบเถียนสวี่หนิงมากขนาดนี้ ชอบจนขนาดที่ว่าแค่เสียงของเล่นราคาถูก ก็ทำให้เขาพ่ายแพ้จนไม่เหลือชิ้นดี
กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เถียนสวี่หนิงกำลังช่วยเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างแผ่วเบา
“จื่ออวี๋ คุณช่วยมีเหตุผลหน่อย” เถียนสวี่หนิงยอมจำนน “ตอนนั้นคนที่เดินจากไปโดยไม่พูดสักคำคือคุณ คนที่ทอดทิ้งผมคือคุณ แต่ตอนนี้ยังจะมาตัดพ้อว่าผมมาสายอีก ทำไมคุณถึงใจร้ายแบบนี้ฮะ?”
เถียนสวี่หนิงพบว่ามือที่ใช้เช็ดน้ำตาของเขากำลังสั่น
อารมณ์ของจื่ออวี๋เริ่มสงบลง เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงถามออกไป: “คุณมาถึงเมื่อไหร่? รับโทรศัพท์แล้วก็มาเลยเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ” เถียนสวี่หนิงมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง “มีคนบางคนร้องไห้โทรมาให้ผมมารับ แต่ดันไม่ให้แม้กระทั่งที่อยู่”
“โทรศัพท์ผมแบตหมด พอขยับตัวได้ก็นอนหลับไปโดยไม่ทันระวัง ผม......” จื่ออวี๋รีบอธิบายด้วยความร้อนรน แต่พอเงยหน้าขึ้นไปสบกับสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งของเถียนสวี่หนิง คำพูดก็หยุดชะงักไปทันที
หัวใจเต้นโครมคราม ความกระอักกระอ่วนและทำตัวไม่ถูกที่ห่างหายไปนานพุ่งเข้าจู่โจมไปทั่วร่าง อย่างไรเสียก็ไม่ได้เจอกันมาปีเศษ อยู่ๆ ก็โทรไปหาอย่างประหลาด แล้วพอเจอหน้าก็ร้องไห้โฮขนาดนี้ จื่ออวี๋จึงเผยท่าทางลนลานออกมาซึ่งหาได้ยากยิ่ง
เถียนสวี่หนิงกลับไปพิงต้นไม้ตามเดิม ไม่เร่งรัดเขา เพียงแค่มองดูเงียบๆ แบบนั้น การได้ยินจื่ออวี๋บอกว่า “คิดถึง” สำหรับเขามันก็มีค่ามหาศาลเกินพอแล้ว
กลับเป็นจื่ออวี๋เองที่ทนความเงียบนี้ไม่ไหว เขาปรายตาลงต่ำ ถามเสียงค่อย: “ทำไมคุณไม่พูดอะไรเลยล่ะ......”
เถียนสวี่หนิงลูบต้นคอพลางยกยิ้มมุมปาก: “อ๋อ ผมก็นึกว่าคุณหายไปปีครึ่ง แล้วอยู่ๆ ก็เรียกผมมา อย่างน้อยก็น่าจะง้อผมหน่อยนะ”
จื่ออวี๋ถึงกับน้ำท่วมปาก จุกอยู่ในลำคออยู่นาน กว่าจะเค้นออกมาได้ประโยคหนึ่ง: “แล้วคุณ...... ยังชอบผมอยู่ไหม?”
เถียนสวี่หนิงจ้องมองเขาเขม็ง เขาคิดว่าจื่ออวี๋คงไม่รู้หรอกว่าตอนที่ตัวเองขอบตาแดงก่ำแล้วถามประโยคนี้ออกมาน่ะมันน่ารักขนาดไหน ใจเขาอ่อนยวบยาบไปหมด แม้แต่ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัว
ถึงเขาจะยังไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นจื่ออวี๋ถึงไปโดยไม่ลา ไม่รู้ว่าปีครึ่งที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง และไม่รู้ว่าทำไมคนคนนี้ถึงมาบอกว่าคิดถึงกะทันหัน
แต่เขาคิดว่ามันไม่สำคัญแล้ว
ดังนั้นเขาจึงพูดว่า: “จื่ออวี๋ เรากลับมาดีกันนะ”
น้ำตาที่เพิ่งหยุดไปร่วงเผาะลงมาอีกครั้ง จื่ออวี๋เช็ดตาไปพลางพยักหน้าอย่างแรงไปพลาง
“งั้นกลับมาดีกันแล้ว ต้องกอดหน่อยไหม?” เถียนสวี่หนิงหัวเราะพลางเช็ดน้ำตาให้เขา
จื่ออวี๋ไม่ลังเลเลย เขาโผเข้าซบในอ้อมกอดนั้น เถียนสวี่หนิงกระชับวงแขนแน่น จนถึงวินาทีนี้เถียนสวี่หนิงถึงรู้สึกว่า หัวใจที่ล่องลอยมาตลอดปีครึ่งของเขา ในที่สุดก็ตกลงสู่ที่ที่ควรอยู่ได้อย่างมั่นคงเสียที
ความรู้สึกที่ได้กลับมาดีกันท่ามกลางลมหนาวของฮ่องกงมันดูเลือนลางเหมือนฝัน
จื่ออวี๋ถูกเถียนสวี่หนิงกุมมือไว้ เดินแทรกไปตามฝูงชนที่กำลังหาร้านอาหาร แต่สายตาเขากลับเหม่อลอยไปอยู่ที่มือที่กุมกันไว้นั้น ฝ่ามือของเถียนสวี่หนิงทั้งแห้งและหนา เป็นสิ่งที่เขาพยายามจะคว้าเอาไว้ในความฝันนับครั้งไม่ถ้วนแต่คว้าไม่เคยอยู่
เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนเขาระแวงว่าตัวเองยังติดอยู่ในอาการแฮงค์ที่ยังไม่ตื่น
แสงสีจากป้ายนีออนริมทางสะท้อนลงบนผิวน้ำทะเลที่ไหวระริก ค่ำคืนในฮ่องกงมักจะแฝงไปด้วยความอ้างว้างหลังความศิวิไลซ์
เถียนสวี่หนิงมุ่งสมาธิไปที่ระบบนำทางในโทรศัพท์ พอเขาสังเกตเห็นแรงดึงจากข้างหลังที่ดูเชื่องช้าลง เขาก็หันกลับมา เส้นผมหน้าม้าถูกลมทะเลพัดจนดูยุ่งเล็กน้อย
“เป็นอะไรไป? เหนื่อยเหรอ?” เขาถาม
จื่ออวี๋ส่ายหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไร
ทั้งคู่เดินไปเจอร้านน้ำชาที่หัวมุมถนนร้านหนึ่ง ตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ในร้านเหลือลูกค้าเพียงไม่กี่คน พวกเขากินติ่มซำกันอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครเอ่ยถึงช่วงเวลาที่ว่างเปล่าปีครึ่งนั่น และไม่พูดถึงความทุลักทุเลที่หน้าประตูโรงพยาบาลเมื่อครู่
พอเดินออกมาอีกครั้ง อุณหภูมิแถวอ่าววิกตอเรียดูเหมือนจะลดลงอีกสองสามองศา ความชื้นแฉะหอบเอาความหนาวเย็นเกาะกินไปตามสันหลัง แสงไฟริมทางลากเงาของคนทั้งสองให้ทอดยาว จนในที่สุดก็ซ้อนทับกันบนถนนลาดยางที่เงียบสงบ
ถนนสายนี้แทบไม่มีคน มีเพียงเสียงหวูดเรือแว่วมาจากไกลๆ เถียนสวี่หนิงจูงมือเขา เดินไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรสักคำ
จังหวะหัวใจของจื่ออวี๋เริ่มเต้นผิดจังหวะ ความเงียบนี้ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นใจอย่างไม่มีสาเหตุ เถียนสวี่หนิงตรงหน้าดูแปลกไปเล็กน้อย ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่รุ่มร้อนที่มีเรื่องพูดไม่จบไม่สิ้นและอยากจะแบกเอาอารมณ์ทุกอย่างมาแผ่ตรงหน้าเขาเหมือนเมื่อก่อน
เถียนสวี่หนิงในตอนนี้ ดูสุขุมมั่นคงเกินไป
จื่ออวี๋หยุดเดิน
เถียนสวี่หนิงถูกแรงดึงที่มือรั้งไว้ เขาหันกลับมามองด้วยความสงสัย: “เดินไม่ไหวแล้วเหรอ?”
จื่ออวี๋เงยหน้าขึ้น แสงไฟถนนตกลงในนัยน์ตา เขาดูน้อยใจนิดๆ เม้มริมฝีปากที่แห้งผาก ตัดพ้อว่า: “คุณบอกว่า...... เรากลับมาดีกันแล้วไม่ใช่เหรอ?”
เถียนสวี่หนิงชะงักไป พยักหน้าตอบ: “ใช่ ทำไมเหรอ?”
“งั้นคุณ......” จื่ออวี๋มองท่าทางที่ดูสงบนิ่งของเขา คำพูดบางคำที่คิดว่ายากจะเอ่ยปาก กลับพุ่งออกมาด้วยแรงผลักดันของอารมณ์ “งั้นคุณก็ไม่มีท่าทีจะจูบผมเลย”
พอพูดจบ จื่ออวี๋ก็เสียใจทันที เขาคิดว่าคืนนี้เขาคงบ้าไปแล้วจริงๆ นอกจากบอกว่า “คิดถึง” แล้ว ยังกล้าเอ่ยปากขอจูบอีก เขาทำตัวไม่ถูกพยายามจะชักมือกลับด้วยความอาย หรือไม่ก็อยากจะหันหลังหนีไปเลย
แต่ในวินาทีต่อมา ท้ายทอยของเขาก็ถูกกุมไว้ด้วยมือหนาที่อบอุ่น
ลมหายใจของเถียนสวี่หนิงกดทับลงมา พร้อมแรงที่อัดอั้นมานาน ริมฝีปากที่เย็นชื่้อทาบลงมา สิ่งที่จื่ออวี๋สัมผัสได้ไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่เป็นการระบายอารมณ์
เถียนสวี่หนิงจูบดุมาก เขาขบเม้มริมฝีปากจื่ออวี๋อย่างแรงไปหลายครั้ง
“อือ......”
จื่ออวี๋เจ็บจนเผลอครางเบาๆ พยายามจะผลักเขาออก เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเถียนสวี่หนิงถึงเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน จูบนี้ไม่เหมือนความยินดีที่ได้พบกันใหม่เลย
แต่ก่อนที่มือที่ผลักจะทันได้ออกแรง ท่าทางของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไป
เถียนสวี่หนิงจูบลงมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีการคุกคาม เขาดูดดึงปลอบประโลมตรงจุดที่จื่ออวี๋เพิ่งจะเจ็บจากการโดนกัด ปลายลิ้นกวาดผ่านอย่างนุ่มนวลจนจื่ออวี๋ตัวอ่อนปวกเปียกไปหมด
จื่ออวี๋ปรือตามองเขาด้วยความมึนงง อยากจะเห็นหน้าเขาให้ชัด
ในตอนนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงหยดน้ำเย็นๆ ที่ร่วงหล่นลงบนแก้มทีละหยด
เขาคิดว่าฝนที่ฮ่องกงตกลงมาอีกแล้ว แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยน้ำตาของเถียนสวี่หนิง
เถียนสวี่หนิงกำลังร้องไห้
น้ำตาร่วงเผาะลงมาไม่ขาดสายจากขอบตาเขา ไหลผ่านแก้มของคนทั้งคู่ จื่ออวี๋ลนลานทำอะไรไม่ถูก เขารีบยกมือขึ้นช่วยเช็ดให้อีกฝ่ายอย่างลนลาน: “เป็นอะไรไป? ทำไมคุณร้องไห้ล่ะ......”
เมื่อกี้ยังเงียบอยู่แท้ๆ ทำไมจู่ๆ ถึงร้องไห้ขนาดนี้
เถียนสวี่หนิงผละออกมาเล็กน้อย ปล่อยให้จื่ออวี๋ใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าเขาไว้ เขามองจื่ออวี๋ด้วยแววตาที่เหมือนจะแตกสลาย: “ขอโทษนะ จื่ออวี๋...... ผมแค่รู้สึกไม่มั่นคงเอาเสียเลย”
เขาแสยะยิ้มสมเพชตัวเอง แต่น้ำตากลับไหลหนักกว่าเดิม: “ผมไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ คุณถึงเปลี่ยนท่าทีแล้วเรียกผมมา ผมกลัวว่าพรุ่งนี้เช้าตื่นมาคุณจะเสียใจ กลัวว่าคุณจะไปอีก ผมกลัวว่านี่จะเป็นแค่ฝัน พอตื่นจากฝัน คุณก็ยังเป็นคนใจดำที่นึกจะทิ้งผมก็ทิ้งเหมือนเดิม”
ใจของจื่ออวี๋เหมือนโดนกรีดซ้ำๆ เขาถึงเพิ่งจะเข้าใจว่า ตลอดปีครึ่งนี้ไม่ใช่แค่เขาที่ทนทุกข์ เถียนสวี่หนิงเองก็แทบจะบ้าเพราะโดนทรมานใจเหมือนกัน
“ผมไม่ไปแล้ว ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว” จื่ออวี๋ลนลานช่วยเช็ดน้ำตา พูดจาไม่เป็นภาษา “เมื่อวานผมเจอเวินอันหราน เธอเล่าให้ผมฟัง...... เธอบอกว่าคนที่คุณชอบตอนมัธยมคือผม เธอยังบอกอีกว่า คุณเคยสารภาพรักกับผมตอนมัธยมด้วย......”
จื่ออวี๋พูดถึงตรงนี้ เสียงก็สั่นเครือ: “ขอโทษนะ เถียนสวี่หนิง ผมจำไม่ได้จริงๆ ผมนึกมาตลอดว่าคุณจำคนผิดหลังจากความจำเสื่อม ผมไม่รู้เลยว่าคนคนนั้นคือผม......”
เถียนสวี่หนิงยืนนิ่งแข็งทื่อราวกับถูกสาป
น้ำตายังคงคลออยู่ที่หางตา แต่สีหน้ากลับว่างเปล่าไปชั่วขณะ
จื่ออวี๋นึกว่าเขาไม่เชื่อ จึงรีบผลักเขาเบาๆ ด้วยความร้อนใจ: “ตอนเรียนจบมัธยม คุณเคยสารภาพรักกับผมจริงๆ เหรอ? ที่ไหน? ผมไม่รู้จริงๆ......”
“ทำไมคุณไม่พูดล่ะ?”
ผ่านไปนานมาก เถียนสวี่หนิงถึงหาเสียงตัวเองเจอ
“วันที่ 20 มิถุนายน” เขามองจื่ออวี๋ “งานเลี้ยงรุ่นผมออกมาก่อน ที่หน้าห้างสะดวกซื้อ ผมไปหาคุณ ผมบอกว่าผมชอบคุณ ถ้าคุณไม่ชอบผม เราเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันก่อนได้ไหม ถามว่าคุณพอจะให้โอกาสผมได้ไหม แต่คุณบอกให้ผมไสหัวไป บอกว่าคุณเกลียดผมที่สุด”
วันที่วันนั้น ประโยคนั้น คือสิ่งที่เขาหยิบยกขึ้นมาตอกย้ำตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่เปล่าเปลี่ยวตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาความจำดีมาก ดีเสียจนจำได้ทุกตัวอักษรที่ทั้งคู่พูดในคืนนั้น
“วันที่ 20 มิถุนายน?”
จื่ออวี๋ชะงักงัน ความทรงจำในคืนที่เลือนลางเพราะอาการไข้สูงถูกเปิดออก
“วันนั้น...... วันนั้นผมไข้ขึ้นสูงมาก” น้ำตาจื่ออวี๋พรั่งพรูออกมาอีกครั้ง “ผมเพิ่งออกมาจากบ้าน สติผมหลุดลอยไปหมด ผมนึกว่าพวกทวงหนี้ตามมาอีกแล้ว...... ผมไม่รู้ว่าเป็นคุณ เถียนสวี่หนิง ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นคุณ......”
เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า เด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและรวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อไปสารภาพรักคนนั้น ในตอนที่ได้ยินคำว่า “เกลียด” เขาต้องเดินจากมาด้วยความรู้สึกแบบไหน
“ขอโทษนะ...... ขอโทษนะ......” จื่ออวี๋กำเสื้อเถียนสวี่หนิงไว้แน่น ร้องไห้จนแทบขาดใจ
เถียนสวี่หนิงมองเขา ความอัดอั้นตันใจที่สะสมอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจที่เคยคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันจางหายไป พังทลายลงจนหมดสิ้นในวินาทีนี้ ที่แท้ความเหินห่างและความคับแค้นใจทั้งหมดนั้น มีบ่อเกิดมาจากความเข้าใจผิดที่น่าขันและโหดร้ายเพียงครั้งเดียว
“ที่แท้มันเป็นแบบนี้นี่เอง......”
เถียนสวี่หนิงถอนหายใจยาวข้างหูจื่ออวี๋ ในน้ำเสียงนั้นมีความยินดีที่รอดพ้นจากความตาย และมีความเสียใจต่อตัวเองแฝงอยู่
เขากอด "เทพเจ้า" ของเขาไว้แน่นท่ามกลางสายลม ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงของจิตวิญญาณที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน (อย่างมั่นคง) เสียที
Chapter End Notes
ในที่สุดคุณก็ยอมพูดออกมาเสียที ว่าคุณเองก็รักผมมากเหมือนกัน
จื่ออวี่ยังคงขอโทษไม่หยุด เสียงแตกพร่า ทุกคำว่า “ขอโทษ” เหมือนมีดกรีดลงกลางอกของเถียนซวี่หนิง
เถียนซวี่หนิงเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว เขาคลายอ้อมกอดออกเล็กน้อย ประคองใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของจื่ออวี่ขึ้นมา ปลายนิ้วลูบไล้อย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องพูดขอโทษนะ จื่ออวี่ เธอไม่ได้ผิดอะไร”
เถียนซวี่หนิงมองดวงตาที่แดงก่ำของเขา เสียงก็เริ่มสั่นเช่นกัน
“เป็นความผิดของฉันเอง ตอนนั้นเธอมีไข้ ฉันยืนอยู่ตรงหน้าเธอแท้ ๆ แต่กลับไม่สังเกตเลยว่าเธอไม่ปกติ ฉัน…มัวแต่เจ็บปวดที่ถูกเธอผลักไส จนมองไม่เห็นอะไรเลย”
เขาหลับตาลงด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะเอาหน้าผากแตะกับหน้าผากของจื่ออวี่อีกครั้ง
“คนที่ควรพูดขอโทษคือฉัน”
ยามค่ำคืนของฮ่องกงไหลบ่ามาเหมือนคลื่น เสียงแตรรถและผู้คนที่เคยอึกทึกเหมือนจะหายไปหมด บนถนนที่เย็นเล็กน้อยแห่งนี้ ดวงวิญญาณสองดวงที่ถูกความเข้าใจผิดทรมานมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ถูกเย็บประสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
น้ำตาที่หลั่งออกมาในคืนนี้มากเกินไป จื่ออวี่เหมือนถูกสูบแรงทั้งหมดออกไป จนกลายเป็นคนติดคนอย่างหนัก
ระหว่างทางกลับโรงแรม มือของเขากำมือเถียนซวี่หนิงไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่วินาทีเดียว
พอเข้าห้อง เถียนซวี่หนิงขยับตัวไม่ถนัด จำต้องใช้มือข้างหนึ่งจับมือเขา อีกข้างเอื้อมไปเกี่ยวรองเท้าแตะออกมาจากตู้ วางไว้ข้างเท้า
“เปลี่ยนรองเท้าก่อนนะ หืม?”
จื่ออวี่เชื่อฟังอย่างไม่น่าเชื่อ เปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็เดินตามเถียนซวี่หนิงไปถึงโซฟา
เถียนซวี่หนิงเพิ่งนั่งลง จื่ออวี่ก็อาศัยแรงนั้นขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักเขาอย่างอ่อนแรง แขนทั้งสองข้างโอบรอบคอ แล้วซุกหน้าเข้ากับซอกคอเขาแน่น
วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย ตั้งแต่ความวุ่นวายตอนกลางวัน การถูกพาเข้าตำรวจ จนถึงความผันผวนทางอารมณ์ในตอนกลางคืน ความเหนื่อยล้าที่มาช้าเกินไปถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่น
มีเพียงการแนบชิดกับชีพจรที่ร้อนผ่าวของเถียนซวี่หนิง รับรู้ถึงการเต้นของหัวใจที่มั่นคงเท่านั้น ที่ทำให้เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเขาคลายลงอย่างแท้จริง
เถียนซวี่หนิงกอดเขาเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง มือใหญ่ลูบหลังบางเบา แล้วถามเสียงต่ำ
“ไปอาบน้ำก่อนดีไหม?”
จื่ออวี่ส่ายหัวก่อน จากนั้นนึกขึ้นได้ว่าเถียนซวี่หนิงก็คงเหนื่อยจากการเดินทางทั้งวัน จึงลุกขึ้นอย่างอาลัย
“งั้น…คุณไปอาบก่อนเถอะ”
เถียนซวี่หนิงลุกขึ้น ก้มลงจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากแดงบวมของเขา
“โอเค”
เขาหันไปทางห้องน้ำ แต่กลับพบว่ามี “หางเล็ก ๆ” เดินตามมาติด ๆ
เถียนซวี่หนิงหยุดอยู่หน้าประตูห้องน้ำ มองจื่ออวี่ที่แทบจะชิดหลังเขา แล้วหลุดหัวเราะออกมา กดเสียงต่ำหยอก
“ยังไง จะอาบพร้อมฉันเหรอ?”
จื่ออวี่เพิ่งรู้ตัว ความเขินที่มาช้าทำให้เขาถอยหลังไปสองก้าว แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เถียนซวี่หนิง เปียกชื้นเหมือนลูกแมวที่กลัวจะถูกทิ้ง
หัวใจของเถียนซวี่หนิงอ่อนยวบ เขาดึงตัวคนเข้ามาในอ้อมกอด ทำท่าจะช่วยถอดเสื้อ
“มา เดี๋ยวฉันช่วยอาบให้”
จื่ออวี่สะดุ้ง รีบหดมือกลับ ปกป้องข้อมือซ้ายไว้แน่น ถอยหลังพลางพูดตะกุกตะกัก
“ผะ…ผมอาบเองก็ได้ เดี๋ยวค่อยอาบ……”
เถียนซวี่หนิงจับสังเกตท่าทางที่เขาปกป้องข้อมือได้ทันที ดวงตาหม่นลงเล็กน้อย แต่ไม่พูดออกมาตรง ๆ เพียงลูบหัวเขาเบา ๆ
“งั้นรอฉันข้างนอกนะ ไม่นาน”
พอเถียนซวี่หนิงเช็ดผมที่ยังหมาด ๆ ออกมา ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
จื่ออวี่ไม่ได้ไปไหน ยืนแข็งทื่ออยู่หน้าห้องน้ำ
พอเห็นเขาออกมา จื่ออวี่ก็รีบเข้ามา มือไปเกี่ยวปลายนิ้วของเขา
“ทำไมไม่ไปนั่งพักล่ะ?” เถียนซวี่หนิงถามอย่างปวดใจ
จื่ออวี่ไม่ตอบ เพียงก้มตาแล้วจะเดินตามเขาไป
เถียนซวี่หนิงจึงปล่อยให้เขาจูงมือไว้ มืออีกข้างค้นหาเสื้อยืดแขนยาวไซซ์ใหญ่ให้ แล้วพาเขาไปห้องน้ำ พร้อมถามซ้ำอีกครั้ง
“แน่ใจนะว่าไม่ต้องให้ฉันช่วย?”
ปฏิกิริยาของจื่ออวี่ช้าลงไปมาก ผ่านไปหลายวินาทีกว่าจะปล่อยมือ แล้วพูดเสียงเบา
“ไม่ต้อง……”
ก่อนจะดันเถียนซวี่หนิงออกไป
เถียนซวี่หนิงยืนอยู่หน้าประตู นึกถึงท่าทางติดคนของเขาเมื่อครู่ ขมวดคิ้วแน่น
เขาได้แต่เดาว่าคืนนี้คงกระตุ้นจื่ออวี่หนักเกินไปจริง ๆ
ในห้องน้ำ จื่ออวี่ถอดเสื้อผ้า สายตาตกไปที่รอยแผลเป็นหลายเส้นบนข้อมือซ้าย
ตรงนั้นเขามักใส่นาฬิกาปิดไว้เสมอ แม้ตอนอาบน้ำก็ยังเผลอปกปิด
เขายังไม่พร้อมจะบอกเถียนซวี่หนิงเรื่องนี้ อย่างน้อย…ก็ไม่ใช่ตอนนี้
อาบน้ำเสร็จ จื่ออวี่สวมเสื้อยืดตัวใหญ่ของเถียนซวี่หนิง คอเสื้อเอียงไปข้างหนึ่ง ผมเปียกแปะอยู่บนหน้าผาก
เถียนซวี่หนิงดึงเขามานั่งข้างเตียง ใช้ผ้าขนหนูซับอย่างเบามือ แล้วเสียบไดร์เป่าผมให้จนแห้ง
ตลอดทั้งกระบวนการ จื่ออวี่เชื่อฟังอย่างที่สุด
จนเมื่อทั้งสองล้มตัวลงบนเตียง เถียนซวี่หนิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง จื่ออวี่กลับทั้งตัวโถมเข้ามา แขนขาเกี่ยวรัดรอบตัวเขา แล้วถามขึ้นมาอย่างไร้ที่มา
“ทำไมคุณไม่ทำกับผมล่ะ?”
ลูกกระเดือกของเถียนซวี่หนิงกลิ้งขึ้นลง ลมหายใจรวนทันที
เขาอยากทำ…อยากจนแทบบ้า
แต่เขารับรู้ได้ว่าตอนนี้สภาพของจื่ออวี่ไม่ปกติ ความตื่นตัวปะปนกับความว่างเปล่าและอ่อนล้า หากปล่อยตามอารมณ์ ร่างกายของจื่ออวี่คงรับไม่ไหว
เถียนซวี่หนิงจับมือเขา กดลงบนความต้องการที่แข็งตึงของตัวเอง กัดฟันพูด
“คุณชาย อย่าทำแบบนี้สิ ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ ตั้งแต่เมื่อกี้ก็ขยับอยู่บนตัวฉันตลอด ตั้งใจยั่วใช่ไหม? ทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่ไหว ยังจงใจทำให้ฉันทรมานอีก”
ปากจื่ออวี่กล้าหยอก แต่เมื่อฝ่ามือสัมผัสถึงความร้อนผ่าวและแข็งกร้าวนั้น เขาก็แตกตื่นจริง ๆ
ร้องออกมาเบา ๆ แล้วรีบดึงมือกลับ หน้าแดงจัดจนแทบหยดเลือด
เถียนซวี่หนิงหัวเราะ ถูกท่าทางนั้นเอาอยู่ ก้มไปจูบปลายจมูกเขา
“ยังกล้าพูดอีกไหม?”
จื่ออวี่เม้มปาก เขินจนซุกเข้ามาในอ้อมกอด จมูกถูไถหน้าอกอุ่น ๆ ของเขา พึมพำเสียงอู้อี้
“งั้น…งั้นคุณกอดผมนอนก็พอ”
เถียนซวี่หนิงดึงผ้าห่มขึ้น คลุมร่างเขาไว้แน่น ปิดไฟหัวเตียง
“นอนเถอะ เด็กดี”
เขาจูบหน้าผากจื่ออวี่ในความมืด
“ฉันอยู่นี่”
ในความมืด เถียนซวี่หนิงลืมตาอยู่ตลอด
คนในอ้อมกอดคงเหนื่อยถึงขีดสุดจริง ๆ ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ
เถียนซวี่หนิงรอจนแน่ใจว่าเขาหลับสนิทแล้ว จึงค่อย ๆ ดึงแขนออก ลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา แล้วเดินไปที่ห้องนั่งเล่น
ไฟไม่ได้เปิด แสงนีออนของฮ่องกงที่ไม่เคยดับส่องเข้ามา ทอดเงาเย็นเยียบลงบนโซฟา
เถียนซวี่หนิงงอหลังนั่งอยู่ตรงนั้น ในที่สุดก็ไม่ฝืนอีกต่อไป
เขาเป็นคนอ่อนไหวมาแต่ไหนแต่ไร ตอนเด็กถูกพ่อแม่เรียกว่า “เด็กขี้แง” โตขึ้นถึงจะพยายามทำตัวสุขุม แต่ต่อหน้าจื่ออวี่ แนวป้องกันทั้งหมดก็เหมือนกระดาษ
เมื่อครู่เขายังต้องกลั้นไว้ กลัวจะทำให้จื่ออวี่ตกใจ
แต่ตอนนี้ เมื่ออยู่คนเดียว ความรู้สึกเหนือจริงและความเจ็บปวดที่มาช้าเกินไปก็แทบจะกลืนเขา
มันช่างน่าขัน
เขาแบกคำว่า “ฉันเกลียดคุณ” ดิ้นรนอยู่ระหว่างศักดิ์ศรีกับความต่ำต้อยมาตั้งนาน คิดว่าถูกปฏิเสธถึงสองครั้ง
แต่ที่แท้ ครั้งแรกที่เขาถูกสารภาพรัก คนฟังกลับไม่ได้ยินเลย
สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่าคือความเสียใจ
ตอนมัธยม เขารู้ลาง ๆ ว่าครอบครัวของจื่ออวี่เคยเกิดเรื่อง
ถ้าเขาใส่ใจมากกว่านั้น
หรือในคืนนั้น หลังถูกปฏิเสธ ไม่เดินจากไปเพราะอารมณ์
จื่ออวี่อาจไม่ต้องเผชิญกับไข้สูงและความสิ้นหวังเพียงลำพัง
หนึ่งปีครึ่งนี้ จื่ออวี่ผอมลงมาก
เขาไม่รู้เลยว่า ในเมืองนี้ จื่ออวี่ต้องผ่านช่วงเวลาที่ไร้ที่พึ่งมากแค่ไหน
เถียนซวี่หนิงซุกหน้าเข้าฝ่ามือ เสียงสะอื้นอัดอั้นเล็ดลอดออกมา
ไม่รู้ว่านั่งอยู่นานแค่ไหน ก็มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้น
เถียนซวี่หนิงยังไม่ทันเช็ดน้ำตา ก็รู้สึกถึงร่างอุ่นที่เข้ามาใกล้
ภายใต้แสงสลัวจากนอกหน้าต่าง จื่ออวี่ลืมตาง่วง ๆ เดินเข้ามาโดยไม่ลังเล แล้วนั่งคร่อมลงบนตักเขาอีกครั้ง
เถียนซวี่หนิงรีบยกมือประคองหลังเขา ซุกหน้าเข้ากับซอกคอ สูดหายใจแรง กลั้นเสียงที่ยังเปียกชื้น
“……ตื่นทำไม?”
จื่ออวี่ไม่ตอบ เอาหน้าผากพิงไหล่เขา หาวอย่างเด็ก ๆ เสียงนุ่มง่วง
“คุณไม่อยู่ ผมนอนไม่หลับ”
ประโยคพึ่งพานั้น ทำให้กลางอกของเถียนซวี่หนิงปวดหนึบอีกครั้ง
จื่ออวี่ซบอยู่นิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง เหมือนจะรับรู้อะไรบางอย่าง ลุกขึ้นเล็กน้อย แล้วแตะโดนรอยน้ำตาที่ยังไม่แห้งบนหน้าเขา
“คุณร้องไห้เหรอ?” เขาถามเบา ๆ
เถียนซวี่หนิงไม่ตอบ หันหน้าไปทางอื่นอย่างกระอักกระอ่วน หัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ
เขาไม่กล้าบอกว่า ผู้ชายโต ๆ คนหนึ่งแอบร้องไห้อยู่กลางดึกในห้องนั่งเล่น
จึงอุ้มร่างเขาขึ้นทันที
“ไม่” เขาพูดอู้อี้ อุ้มคนในอ้อมแขนกลับไปห้องนอน
“ฉันจะไปนอนกับเธอเดี๋ยวนี้”
กลับถึงเตียง จื่ออวี่ซุกเข้ามาอีกเล็กน้อย พึมพำ
“ผมบอกบริษัทแล้วว่าจะลาออก……แต่จัดการงานที่นี่ให้เรียบร้อย กลับไป A เมือง ยังต้องใช้เวลาอีกสองสามวัน”
เถียนซวี่หนิงกระชับอ้อมแขนด้วยความประหลาดใจ
“เธอ……เตรียมทุกอย่างไว้แล้วเหรอ?”
“อืม” จื่ออวี่หลับตา ถูไถลำคอเขาอย่างอาลัย เสียงเบาลงเรื่อย ๆ
“ผมบอกเจ้านายตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะงั้น……ถึงคุณไม่มา ผมก็จะจัดการเสร็จแล้วกลับไปหาคุณอยู่ดี”
ประโยคนั้นทำให้ขอบตาของเถียนซวี่หนิงร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
เขาคิดว่า—
พระเจ้าเอ๋ย
จื่ออวี่รักเขาจริง ๆ
ขณะที่เขายังลังเล ซ้ำรอยอดีต เจ็บปวดกับเรื่องเก่า ๆ
คนที่ดูเย็นชาและใจร้ายที่สุดคนนี้
กลับตัดขาดทางถอยทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ
และเตรียมวิ่งมาหาเขาแล้ว
เถียนซวี่หนิงช่างมีความสุขเหลือเกิน
ช่างโชคดีเหลือเกิน
เช้าวันถัดมา เสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องลงทันที
เถียนสวี่หนิงเห็นได้ชัดว่ายังนอนไม่พอ เขาเหยียดแขนยาวออกไปทั้งที่ยังคงท่ากอดจากด้านหลัง รัดคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย
จื่ออวี่ถูกรบกวนด้วยแรงสั่นข้างหู จึงหดคอเล็กน้อย ก่อนจะยกมือกลับไปดันอกเขา เสียงแหบพร่าจากการเพิ่งตื่นดังขึ้นเบา ๆ
“เถียนสวี่หนิง……โทรศัพท์นายดัง”
เถียนสวี่หนิงหลับตา ใช้สัญชาตญาณคลำโทรศัพท์จากใต้หมอนแล้วกดรับสาย จากนั้นก็วางมือนั้นลงบนเอวของจื่ออวี่
เหมือนสลักล็อก เขาดึงร่างที่พยายามจะลุกขึ้นกลับเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้ง
“ฮัลโหล……”
“สองสามวันนี้แกไปอยู่ที่ไหนมา?” เสียงพ่อของเถียนดังมาจากปลายสาย แม้จะไม่ได้เปิดลำโพง แต่ในห้องนอนที่เงียบสนิทก็ยังได้ยินชัด
“โทรศัพท์จากสาขาบริษัทยังโทรไปถึงแม่แกเลย บอกว่าหาแกไม่เจอ แกเป็นคนรับผิดชอบนะ อยู่ ๆ จะหายไปเฉย ๆ ได้ยังไง?”
เถียนสวี่หนิงยังไม่หายงัวเงียจากความอุ่นนุ่มในอ้อมแขน ตอบไปอย่างเลื่อนลอย
“อยู่ฮ่องกง”
“ไปทำอะไรที่นั่น?” เสียงพ่อเถียนสูงขึ้นทันที
“รีบกลับมา! โปรเจกต์นี้แกเป็นคนดูแลมาตลอด ตอนนี้เป็นช่วงสำคัญ ไม่มีใครรับช่วงต่อ แกไม่รู้สึกตัวบ้างหรือไง?”
จื่ออวี่ฟังออกว่าเป็นเสียงพ่อของเถียน ใจเขากระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว และเผลอขยับจะมุดออกจากผ้าห่ม
เถียนสวี่หนิงรับรู้ถึงการดิ้นในอ้อมแขน ลืมตาขึ้น มือหนึ่งกดขาเจ้าตัวไม่ให้อยู่นิ่ง อีกมือยกโทรศัพท์ขึ้นถามตรง ๆ
“จะหนีไปไหน?”
ปลายสายเงียบลงทันที
พ่อเถียนอึ้งไปพักใหญ่ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นแปลกไปเล็กน้อย
“ข้าง ๆ แกมีคนอยู่?”
เถียนสวี่หนิงมองจื่ออวี่ที่หน้าแดงจัด สายตาลอกแลก มุมปากเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มกวนประสาท
เขาไม่เพียงไม่ปิดบัง แต่ยังจงใจตอบเสียงเอื่อยเฉื่อยใส่โทรศัพท์
“อืม……เพราะงั้นนะพ่อ คุณรบกวนผมอยู่……”
“ไอ้เด็กเวร!” พ่อเถียนด่าลั่นด้วยความโมโห
“รีบกลิ้งกลับมาซะ!”
สายโทรศัพท์ถูกตัดลงพร้อมเสียง “ป๊อก”
คราวนี้จื่ออวี่ตื่นเต็มตาแล้ว
เขากำผ้าห่มแน่น มองเถียนสวี่หนิงอย่างทำอะไรไม่ถูก
“นาย……นายพูดกับพ่อแบบนั้นได้ยังไง……”
เถียนสวี่หนิงโยนโทรศัพท์ไปข้าง ๆ แล้วซุกหน้าลงตรงซอกคอของจื่ออวี่อีกครั้ง
สูดลมหายใจลึก ๆ เอากลิ่นเย็นสะอาดที่คุ้นเคยนั้นเข้าไป ก่อนจะพูดอู้อี้
“กลัวอะไร ถ้าไม่พูดแบบนี้ เดี๋ยวเขาก็โทรมาเร่งอีกอยู่ดี
อย่างน้อยตอนนี้เขารู้แล้วว่าผมกำลังยุ่งกับเรื่องสำคัญ ช่วงนี้ก็ไม่กล้าโทรมากวนแล้ว”
เขาหยุดนิดหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองจื่ออวี่
“ตอนนี้ไม่มีใครกวนแล้ว นอนกับผมต่ออีกหน่อยนะ”
จื่ออวี่ถูกกอดไว้แน่นจนมิดชิด
ท่านี้ทำให้เขาไม่อาจเมินเฉยต่อความรู้สึกผิดปกติที่เอวด้านหลังได้เลย
บางสิ่งที่ร้อนจัดและแข็งตึงกำลังดันเขาผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ อย่างรุกราน
หัวใจเขาเต้นแรงผิดปกติ
แอบช้อนตามองเถียนสวี่หนิง
เถียนสวี่หนิงเหมือนจะหลับตาลงอีกครั้ง คิ้วคลาย ดูเหมือนใกล้จะหลับ
แต่แขนที่กอดเขาไว้กลับรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
จื่ออวี่เม้มปากอย่างกระอักกระอ่วน ลองขยับถอยหลังเพื่อเว้นระยะที่ทำให้หน้าแดงใจเต้นนี้ออกไปสักหน่อย
แต่เขาขยับได้ไม่ถึงนิ้ว
คนที่เหมือนกำลังพักผ่อนก็พลิกตัวเร็วราวกับสายฟ้า
เถียนสวี่หนิงกดเขาลงกับเตียง ดวงตาใสคู่นั้นไม่มีเค้าความง่วงหลงเหลือเลย
“จะหนีไปไหน?”
เสียงเขาต่ำ ท่ามกลางลมหายใจร้อนที่เป่ารดใบหูของจื่ออวี่
จื่ออวี่ถูกเขาจ้องจนขนตาสั่น มือเท้าไม่รู้จะวางตรงไหน
เขาแก้ตัวเสียงเบา
“ผม……ผมแค่จะไปล้างหน้า……”
“เดี๋ยวค่อยล้าง”
เถียนสวี่หนิงจับมือขาว นิ้วเรียวยาวนั้น แล้วค่อย ๆ พาลงไปตามหน้าท้องของตัวเอง
“เมื่อกี้คุณขยับไม่หยุด จุดไฟแล้วไม่รับผิดชอบดับเหรอ?”
จื่ออวี่รู้สึกถึงอุณหภูมิร้อนลวกในฝ่ามือ
แรงสั่นนั้นบอกชัดว่าเถียนสวี่หนิงกำลังอดทนแค่ไหน
เขาหน้าแดง หันหน้าหนี
ท่ามกลางเสียงถอนหายใจแหบต่ำ เขาหลับตาลงอย่างยอมจำนน
ปล่อยให้อีกฝ่ายพามือของเขาขยับไปตามจังหวะ……
เมื่อจื่ออวี่ยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำในที่สุด
สีแดงบนใบหน้าก็ยังไม่จาง
เขาเปิดก๊อกน้ำ ล้างมืออย่างเหม่อลอย
ในกระจก หางตายังมีสีชื้นวาวที่ยังไม่จางหาย
ข้อมือซ้ายมีอาการล้าเมื่อยเป็นระยะ คอยเตือนเขาตลอดเวลาว่าเมื่อครู่ในผ้าห่มเกิดอะไรขึ้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำเรื่องแบบนี้
แรงและจังหวะยังควบคุมไม่ดี
ระหว่างทางยังโดนเถียนสวี่หนิงหัวเราะแล้วช่วยแก้ให้หลายครั้ง
จนสุดท้ายคนนั้นควบคุมตัวเองไม่อยู่ กัดไหล่เขาแน่น ๆ ก่อนจะปลดปล่อยออกมา
เขาสะบัดมือที่เริ่มหมดแรง
เถียนสวี่หนิงพิงอยู่ตรงกรอบประตูห้องน้ำ ถือผ้าขนหนู มองเขาด้วยสีหน้าพอใจสุด ๆ
มุมปากแทบจะยกขึ้นไปถึงฟ้า
“มือยังเมื่อยอยู่ไหม? ให้ผมช่วยนวดไหม?”
จื่ออวี่มองเขา มือเปียก ๆ สะบัดน้ำใส่หน้าอีกฝ่าย
“ไอ้ลามก”
เถียนสวี่หนิงไม่โกรธเลย
กลับหัวเราะแล้วโน้มตัวไป จูบแก้มเปียก ๆ ของจื่ออวี่แรง ๆ หนึ่งที
จากนั้นกอดเอวเขาจากด้านหลัง วางคางลงบนไหล่
รอยแดงคลุมเครือบนผิวที่ถูกกัดยังเห็นชัด
เถียนสวี่หนิงมองไปมองมา สายตาก็คล้ำลงอีก
เขาเอียงหน้า จูบเบา ๆ ถี่ ๆ ลงที่ซอกคอ
ค่อย ๆ ไล่ลึกเข้าไปใต้ปกเสื้อ
“เถียนสวี่หนิง……อย่าซน มือผมเมื่อยจริง ๆ……”
จื่ออวี่หดคอพยายามหลบ
แต่ใบหน้าในกระจกกลับฉ่ำไปด้วยสีสันยั่วยวนเสียแล้ว
เถียนสวี่หนิงไม่สน
มือยาวสอดเข้าไปใต้เสื้อยืดตัวหลวมอย่างคล่องแคล่ว
แม้จื่ออวี่จะดูเย็นชา
แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์ต่อเถียนสวี่หนิงอย่างไม่น่าเชื่อ
เพียงถูกฝ่ามือที่มีด้านหยาบถูเบา ๆ ไม่กี่ครั้ง
ลมหายใจก็รวนหมดแล้ว
เถียนสวี่หนิงดึงเขาเข้ามาในอ้อมแขน
อุณหภูมิของทั้งสองพุ่งสูงขึ้นผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ อย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับแรงมือที่ยังเก้ ๆ กัง ๆ ของจื่ออวี่
เถียนสวี่หนิงรู้ดีว่าจะควบคุมอย่างไร
เขาจูบข้างหูจื่ออวี่ไม่หยุด
พาเขาขึ้นลงอย่างอดทน
บางครั้งก็จงใจออกแรงหนัก
จนจื่ออวี่เผลอครางเสียงเบาออกมาจากลำคอ
ไอร้อนในห้องน้ำลอยฟุ้ง
กระจกค่อย ๆ พร่ามัว
จื่ออวี่ยืนแทบไม่ไหว
หมดแรงพิงอยู่ในอ้อมแขนของเถียนสวี่หนิง
ปลายเท้างอเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวจากความตึงเครียดสุดขีด
จนถึงวินาทีสุดท้าย
เถียนสวี่หนิงกัดติ่งหูเขา แล้วกระซิบเสียงต่ำ
“เด็กดี……”
พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนรุนแรงนั้น
จื่ออวี่รู้สึกเหมือนร่างกายถูกดูดเอาเรี่ยวแรงออกไปหมด
ได้แต่ปล่อยให้เถียนสวี่หนิงใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ เช็ดทำความสะอาดให้เขาอย่างทะนุถนอม
เมื่อทั้งสองล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ
และนั่งกินอาหารเช้าที่โต๊ะ
จื่ออวี่ยังไม่ค่อยฟื้น
เขาก้มหน้ากัดขนมปัง
พยายามกลบความรู้สึกหน้าแดงใจเต้นที่ยังหลงเหลือ
ครู่หนึ่งจึงถามเสียงอู้อี้
“นาย……จะไปเมื่อไหร่?”
เถียนสวี่หนิงกำลังดื่มกาแฟ
ได้ยินคำถามก็นิ่งไป ยกคิ้วแล้ว “หืม?”
“ไล่ผมเหรอ?”
“ไม่ใช่……”
จื่ออวี่เห็นว่าเขาเข้าใจผิด รีบอธิบาย
“เมื่อกี้ได้ยินพ่อคุณบอกว่าบริษัทมีเรื่องด่วน
ทางผมเอกสารลาออกจัดการเสร็จแล้ว งานในมือก็ใกล้ส่งต่อหมด
น่าจะต้องใช้อีกประมาณหนึ่งอาทิตย์
ผมแค่คิดว่า ถ้าคุณยุ่ง ก็กลับไปก่อนได้”
เถียนสวี่หนิงฟังจบ ก็เอนหลังพิงเก้าอี้ทันที
คร่ำครวญเสียงยาว
“อ๊า——! ไม่อยากทำงาน!”
เขามองจื่ออวี่ที่ยังตั้งใจกินข้าว
หัวใจก็เริ่มคันอีก
จู่ ๆ ก็ลุกขึ้น ยกเก้าอี้พร้อมคนทั้งตัวมานั่งตรงหน้า
พุ่งเข้ากอด ซบหัวถูไถไปมาในอ้อมแขนของจื่ออวี่
“คัน……เถียนสวี่หนิง!”
จื่ออวี่ถูกผมเขาถูจนคอคัน หัวเราะออกมาโดยห้ามไม่อยู่
ยกมือไปดันหัวโต ๆ นั้น
เถียนสวี่หนิงกางแขนรวบตัวเขา
อุ้มกลับไปวางบนเตียง
ทั้งสองกลับไปนอนข้างกันใต้ผ้าห่มอีกครั้ง
ความรู้สึกที่เหมือนได้กลับมาหลังจากสูญเสีย
ทำให้เขารู้สึกฟุ่มเฟือยอย่างบอกไม่ถูก
เขาจ้องตาจื่ออวี่ แล้วถามขึ้นทันที
“หนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา เคยคิดถึงผมบ้างไหม?”
จื่ออวี่หนุนแขนเขา
ปลายนิ้วเล่นผมเขา ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“คิดสิ”
“คิดถึงผม แล้วยังทิ้งแอปเปิลเต็มตู้เย็นให้ผมมันหมายความว่าอย่างไร?”
เถียนสวี่หนิงพูดถึงตรงนี้ก็ทั้งอัดอั้นทั้งน้อยใจ
ระบายความคับข้องในตอนนั้นออกมาทีเดียว
“ตอนนั้นผมโกรธจนอยากบินไปฮ่องกงจับคุณกลับมา
แต่พอนึกว่าคุณไปอย่างเด็ดขาด ขนาดคำเดียวก็ไม่ทิ้งไว้
ผมก็ได้แต่บอกตัวเองว่า ช่างมันเถอะ”
พอพูดถึงแอปเปิล
จื่ออวี่ก็นึกถึงคำถามที่ค้างอยู่ในใจมานาน
เขาหันไปมองเถียนสวี่หนิง
“ทำไมนายถึงชอบพูดว่า
เวลานายเศร้า อยากให้ผมปอกแอปเปิลให้นาย?”
“คุณยังกล้าถามอีก!”
เถียนสวี่หนิงเหมือนแมวโดนเหยียบหาง
ยื่นมือไปหยิกแก้มจื่ออวี่ พูดเสียงเคือง
“คืนคริสต์มาสอีฟตอนมัธยม
ผมตั้งใจเอาแอปเปิลไปให้คุณ
แล้วผลล่ะ? คุณกลับเอาไปปอกให้เพื่อนร่วมโต๊ะกิน!
ผมเห็นเต็มตา เกือบโกรธจนเป็นลม คุณรู้ไหม!”
จื่ออวี่อึ้งไปเล็กน้อย
ก่อนจะยิ้ม แล้วดึงมือเขาลงมากุมไว้
ที่แท้ความยึดติดแปลก ๆ ของเถียนสวี่หนิง
ทั้งหมดมาจากความหึงหวงเก่า ๆ เหล่านี้เอง
“งั้นในเมื่อชอบผมตั้งแต่ตอนนั้น
ทำไมตอนมัธยมไม่แสดงออกเลย?”
จื่ออวี่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดเบา ๆ
“ตอนมหาลัย ผมนึกว่านายเกลียดผม
ทุกครั้งที่เห็นผมยังกลอกตาใส่……”
เถียนสวี่หนิงโดนขุดเรื่องเก่า หน้าแดงขึ้นมาทันที
เขาจะยอมรับได้ยังไง
ว่าตอนนั้นเป็นเพราะศักดิ์ศรี
ทั้งอยากให้สนใจ ทั้งกลัวถูกจับได้
เลยทำได้แค่ทำตัวเย็นชา กลอกตาบังหน้า
สุดท้ายเขาเลยเลือกแกล้งตาย
เขาซุกหน้าเข้ากับอกจื่ออวี่ พูดเสียงอู้อี้
“จำไม่ได้แล้ว ผมความจำเสื่อม
ยังไงก็เป็นคุณที่ไม่สนใจผมก่อน”
ยังไม่ทันได้ออดอ้อนกันนาน
โทรศัพท์บนหัวเตียงของเถียนสวี่หนิงก็ดังขึ้นอีกอย่างไม่เข้าท่า
จื่ออวี่ดันไหล่เขา บอกเป็นนัยให้ดูโทรศัพท์
เถียนสวี่หนิงเหลือบมองหน้าจอ
บริษัทโทรมาเร่งอีกแล้ว
“นายกลับไปก่อนเถอะ”
จื่ออวี่พูด พลางยกมือขึ้นปัดผมหน้าผากที่ยุ่งเล็กน้อยให้เขาเบา ๆ
เถียนสวี่หนิงไม่ขยับ
จับข้อมือซ้ายของจื่ออวี่ไว้ตามแรงนั้น
“ใส่นาฬิกาทำไม?”
สายตาเขาหยุดอยู่ที่สายโลหะสีเงิน
“เมื่อก่อนไม่เคยเห็นคุณใส่”
หัวใจจื่ออวี่จมวูบ
“ไม่มีอะไร……ดูเวลาสะดวกดี”
เขาพยายามดึงมือกลับ
เถียนสวี่หนิงไม่ปล่อย
จ้องตาเขาตรง ๆ
มองอยู่นานมาก
จริงจังมาก
จื่ออวี่ถูกมองจนไม่สบายตัว
เขาก้มหน้า เงียบไม่พูดอะไร
เถียนสวี่หนิงเม้มปาก
และไม่ซักต่อ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น