พันธะหนี้ 11-16 จบ
Protected Page
บทที่ 11
เมื่อการแก้แค้นเริ่มต้น
กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งผสมกับกลิ่นอับของบ้านเก่า ราวกับตาข่ายเหนียวเหนอะที่ครอบคลุมร่างกายของ เจิ้งเผิง ไว้จนอึดอัด
เขานั่งอยู่บนโซฟาพังๆ ในบ้านที่สปริงแทบจะทิ่มทะลุผ้าออกมา เฝ้ามอง เจิ้งเฉียง "ผู้เป็นพ่อ" ใช้ฟันกัดเปิดฝาขวดเหล้าขาวราคาถูกอย่างชำนาญ ของเหลวขุ่นมัวกระเซ็นออกมาสองสามหยด ตกลงบนพื้นซีเมนต์ที่สะสมไปด้วยคราบน้ำมัน
"มา ลูกชาย" เจิ้งเฉียงยัดขวดเหล้าใส่มือเจิ้งเผิง ก่อนจะเงยหน้ากรอกลงคออึกใหญ่ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงพร้อมเสียงถอนหายใจอย่างพึงพอใจ "ดื่ม! เมาแล้วไอ้พวกตระกูลเถียนตระกูลหวัง หรือความรักเฮงซวยนั่น ลืมมันไปให้หมด!"
เจิ้งเผิงไม่พูดอะไร เขาเพียงก้มมองขวดแก้วหยาบๆ ในมือ ฉลากที่ขวดหลุดลุ่ย กลิ่นแอลกอฮอล์เกรดต่ำพุ่งเข้าจมูก เขาค่อยๆ ยกมือขึ้น ให้ปากขวดแตะริมฝีปาก แล้วกลั้นใจกระดกขึ้นทันที
"แค่ก! แค่กๆๆ—!"
ของเหลวนั้นราวกับมีดที่เผาจนแดงก่ำ กรีดลากจากลำคอลงไปถึงกระเพาะ จนเขาสำลักอย่างรุนแรง น้ำตาไหลออกมาตามสัญชาตญาณจนทัศนียภาพพร่ามัว เขาก้มตัวลง หัวไหล่สั่นไหว เสียงไอระงมไปทั่วบ้านที่ว่างเปล่าและซุดโซม ฟังดูเวทนาจับใจ
เจิ้งเฉียงมองดูด้วยสายตาเย็นชา มุมปากกระตุกเล็กน้อย ไร้ซึ่งความห่วงใยที่แท้จริง มีเพียงความละโมบที่กำลังประเมินมูลค่าสินค้า เมื่อเห็นเจิ้งเผิงเริ่มทรงตัวได้ เขาจึงขยับเข้าไปใกล้ พลางลดเสียงต่ำอย่างโน้มน้าว "ทรมานใช่ไหม? คับแค้นใจล่ะสิ? พ่อเข้าใจ ไอ้แซ่เถียนนั่นมันไม่ใช่คน! พอมันเล่นจนเบื่อก็คิดจะเขี่ยทิ้ง แถมยังทำเป็นไขสือ! ลูกเอ๊ย เราจะไม่ยอมก้มหัวให้มัน!"
เจิ้งเผิงใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าลวกๆ ขอบตาและปลายจมูกแดงก่ำ ดวงตาว่างเปล่ามองไปยังรอยร้าวบนผนัง บ้านหลังนี้เคยเป็นที่มาของฝันร้ายในวัยเด็ก กำปั้นของพ่อตอนเมามักจะตกลงบนตัวแม่และเขาเสมอ โดยมีแม่ที่คอยปกป้องเขาไว้ข้างหลังและยอมรับความเจ็บปวดไว้เอง รอยร้าวนั้นเปรียบเสมือนบาดแผลที่ไม่เคยเยียวยาได้ของครอบครัวที่แตกสลายนี้
"ไม่ยอมก้มหัวให้..." เขาพึมพำทวนคำ เสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความหม่นหมองและความตายด้าน "แล้วจะทำอะไรได้? เขามีทั้งเงินทั้งอำนาจ ผมมันตัวอะไร? ก็แค่ของเล่นที่เขาเล่นเสร็จแล้วก็โยนทิ้ง" เขาใช้คำพูดที่หยาบคายที่สุดทำร้ายตัวเองต่อหน้าเจิ้งเฉียง
"อย่าพูดแบบนั้น!" เจิ้งเฉียงตบขาตัวเองฉาด น้ำลายแทบกระเด็นใส่หน้าเจิ้งเผิง "ลูก ตอนนี้แกคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของนายน้อยตระกูลเถียน! ลืมไปแล้วเหรอ? ตอนที่แกไปคบกับมันน่ะ แกยังไม่ครบสิบแปดเลยนะ!"
ร่างกายของเจิ้งเผิงแข็งทื่อไปชั่วขณะก่อนจะสั่นสะท้านอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เขาคว้าขวดเหล้ามากรอกอีกอึก ครั้งนี้ลื่นไหลกว่าเดิม ทว่ายามกลืนลงไป เส้นลำคอที่เกร็งแน่นดูราวกับเขากำลังกลืนยาพิษ "ก่อนสิบแปดเขาไม่เคยแตะต้องผม... ตอนนี้ผมออกมาพูดเรื่องพวกนี้ ใครจะเชื่อ... ใครจะเชื่อลูกของคนที่ยอมขายทุกอย่างเพื่อเงินอย่างผม?" เขาหัวเราะเยาะตัวเอง เสียงหัวเราะนั้นฟังดูแย่ยิ่งกว่าเสียงร้องไห้
"คนเดียวไม่เชื่อ แล้วสิบคนล่ะ? ร้อยคนล่ะ? คนทั้งโลกจ้องมองอยู่เนี่ย!" ดวงตาของเจิ้งเฉียงเป็นประกายด้วยความโลภและตื่นเต้นภายใต้แสงไฟสลัว "ลูก พ่อบอกให้นะ เราไม่ได้สู้ลำพัง! มีคนจ้องจะโค่นตระกูลเถียนมานานแล้ว และเรานี่แหละคือมีดเล่มสำคัญที่สุด!"
เจิ้งเผิงหันไปมองเจิ้งเฉียงในที่สุด ดวงตาของเขาชุ่มโชกด้วยฤทธิ์สุราและน้ำตา เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่แตกสลาย และเปลวไฟแห่งความแค้นที่ถูกจุดขึ้นอย่างจงใจ "ใคร?" เสียงของเขาแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยกับดัก
เจิ้งเฉียงมองซ้ายมองขวา แม้ในบ้านโกโรโกโสนี่จะไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาสองพ่อลูก แต่เขาก็ยังแสดงท่าทีระแวดระวังตามความเคยชิน ขยับเข้าไปใกล้เจิ้งเผิงจนกลิ่นเหล้าเป่ารดหน้า "คนข้างกายตาเฒ่าตระกูลเถียนไงล่ะ บอสหวัง! แกต้องรู้จักแน่ ผู้หญิงที่พาลูกไปอาละวาดที่โรงแรมคราวก่อนนั่นน่ะ หลานสาวแท้ๆ ของเขาเอง!"
ปลายนิ้วของเจิ้งเผิงลูบไล้ขวดเหล้าเบาๆ สัมผัสเย็นเฉียบช่วยให้เขามีสติ บนใบหน้าของเขาแสดงความประหลาดใจและสงสัยออกมาได้อย่างถูกจังหวะ "บอสหวัง? เขาไม่ได้ถูกไล่ออกจากตระกูลเถียนไปแล้วเหรอ?"
"ใช่! เพราะถูกไล่ออกมาไงล่ะ ถึงยิ่งอยากจะขยี้พวกมันให้จมดิน!" เจิ้งเฉียงกระซิบราวกับกำลังแบ่งปันความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด "ตาหวังนี่เพื่อนเก่าที่โต๊ะพนันฉันเอง เคยให้เขายืมเงิน เขาตามก้นตาเฒ่าตระกูลเถียนมาครึ่งค่อนชีวิต พอจะเตะทิ้งก็เตะ เขาจะยอมเรอะ? เขาแอบไปขึ้นเรือลำใหญ่กว่าเดิมแล้ว เครือเฉียนซื่อ (Qian Group) ไงล่ะ! ไอ้ตระกูลเฉียนที่แย่งธุรกิจกับตระกูลเถียนจนเลือดสาดนั่นแหละ!"
เจิ้งเผิงจำชื่อนี้ได้ เถียนเล่ย มักจะยุ่งจนแทบไม่ได้พักผ่อน คำพูดไม่กี่คำที่หลุดออกมาทางโทรศัพท์ หรือคิ้วที่ขมวดมุ่นหน้าคอมพิวเตอร์ตอนดึกๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับคู่แข่งรายนี้ โครงการทางตอนใต้ของเมือง ศึกใหญ่ที่กำลังจะตามมา... ที่แท้มันไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่มันโสโครกถึงเพียงนี้
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นเมื่อเข้าใกล้เหยื่อ ในกระเป๋าเสื้อ โทรศัพท์มือถือที่เปิดระบบบันทึกเสียงไว้กำลังทำงานเงียบๆ ราวกับใบหูที่หมอบรอจังหวะ
"บอสหวัง... เขาคิดจะทำยังไง?" เจิ้งเผิงถาม พลางจิบเหล้าอีกอึกเพื่อให้เสียงฟังดูอ้อแอ้เหมือนคนหนุ่มที่ถูกโทสะและแอลกอฮอล์ครอบงำ
"ทำยังไงเหรอ?" เจิ้งเฉียงหัวเราะหึๆ อย่างดูถูกและอิจฉาในวิธีการของ "คนชั้นสูง" "มุกคราวก่อนมันไม่ได้ผลไง ที่จะเอาหลานสาวไปจับเถียนเล่ย ให้รวบหัวรวบหางแล้วมีลูกชายสักคน เพื่อค่อยๆ ฮุบสมบัติเถียนมา แต่ไอ้เด็กเถียนเล่ยข้างนอกดูเหลวแหลกแต่ระวังตัวแจ หรือไม่มันก็คงไม่สนใจผู้หญิงจริงๆ..."
เขามองเจิ้งเผิงด้วยสายตาหยาบโลน "สรุปคือไม่สำเร็จ ส่วนเด็กนั่นเหรอ? หึ ตาหวังไปเอามาจากพวกค้ามนุษย์ที่ไหนก็ไม่รู้ เห็นว่าพ่อลูกคู่นี้ไม่ถูกกันเลยกะจะยัดเยียดให้เถียนเล่ย แต่ใครจะคิดว่าไอ้หมอนั่นจะขอตรวจ DNA จริงๆ ต่อหน้าต่อตา จนหน้าแตกยับเยิน!"
พวกค้ามนุษย์... เด็ก... ความรู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรงพุ่งพล่านในกระเพาะของเจิ้งเผิงจนกลบฤทธิ์เหล้า พวกสวะพวกนี้ เพื่อเงินและอำนาจ กลับทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ได้ทุกอย่าง! เขาจิกต้นขาตัวเองแรงๆ เพื่อใช้ความเจ็บปวดข่มความแค้นในแววตา แล้วสวมบทบาท "ลูกชาย" ผู้สิ้นหวังและสุดโต่งต่อไป
"แล้วตอนนี้มีทางอื่นอีกเหรอ?" เขาซักไซ้ น้ำเสียงดูร้อนรน "เถียนเล่ยฉลาดเป็นกรด ตระกูลเถียนก็ไม่ใช่กระจอก"
"ทางเหรอ? ทางก็คือเราสองคนพ่อลูกนี่ไง!" เจิ้งเฉียงถูมืออย่างตื่นเต้น "ตาหวังดีลกับตระกูลเฉียนไว้แล้ว ในมือเขามีหลักฐานธุรกิจสีเทาของพวกมันไม่น้อย ครั้งนี้ตระกูลเฉียนทุ่มสุดตัวเพื่อฆ่าตระกูลเถียน ตาหวังรู้ไส้พุงข้างในตระกูลเถียนดีว่าตรงไหนอ่อนแอที่สุด และตระกูลเฉียนมีเส้นสาย สามารถทะลุทะลวงจุดสำคัญๆ ได้ โดยเฉพาะ... สื่อมวลชน"
เขาเน้นย้ำสองคำสุดท้ายพลางสังเกตปฏิกิริยาของเจิ้งเผิง
เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้นอย่างถูกเวลา เปลวไฟแห่งความแค้นในดวงตาดูจะลุกโชนยิ่งกว่าเดิม ผสมผสานกับความบ้าคลั่งของคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย "สื่อ... ใช่ ให้ทุกคนได้รับรู้! ให้พวกมันย่อยยับไม่มีชิ้นดี!" เขาขบกรามแน่น ทุกคำพูดเหมือนคั้นออกมาจากซอกฟัน
"นั่นแหละ!" เจิ้งเฉียงเห็นว่าได้ที่แล้วจึงเติมเชื้อไฟต่อ "ตาหวังติดต่อไว้หมดแล้ว สำนักข่าวใหญ่ๆ ที่มีอิทธิพล เงินถึงที่เมื่อไหร่ ก็รอแค่จังหวะระเบิด! ถึงตอนนั้น เราจะปรากฏตัวหน้ากล้องด้วยกัน"
"แก... ออกไปแฉว่าเถียนเล่ยหลอกลวงผู้เยาว์ยังไง เล่นสนุกกับความรู้สึกแล้วทิ้งขว้าง ส่วนฉัน... ก็ออกไปร้องไห้ว่าตระกูลเถียนบีบบังคับหนี้สิน รังแกคนซื่อสัตย์อย่างเรา แล้วผู้หญิงคนนั้นก็จะอุ้มลูกมาอาละวาดอีกรอบ บอกว่าเถียนเล่ยไม่รับผิดชอบ... บวกกับตาหวังในฐานะ 'อดีตผู้บริหาร' ออกมาแฉ 'ข้อมูลลับ' ภายใน... หึๆ สามแรงแข็งขัน น้ำลายคนก็ท่วมพวกมันตายแล้ว! หุ้นตระกูลเถียนจะไม่ดิ่งลงเหวเรอะ? แล้วนายน้อยเถียนจะเหลือที่ยืนในสังคมที่ไหน?"
เจิ้งเผิงฟังแผนการชั่วร้ายนี้ด้วยใจที่เย็นเยียบ แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำเพราะฤทธิ์เหล้าและความ "ตื่นเต้น" เขาบีบขวดเหล้าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "แค่ให้มันอับอายจะไปพออะไร? ผมอยากให้มันล้มละลาย! ให้มันไม่เหลืออะไรเลย!" สิ่งนี้ไม่ใช่การแสดงทั้งหมด สำหรับความเจ็บปวดที่เถียนเล่ยอาจได้รับ แม้จะเป็นเพียงแผนการ เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบ แต่เขาต้องเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นให้กลายเป็นความแค้นที่สมจริงยิ่งขึ้น
"ล้มละลายเหรอ?" ดวงตาของเจิ้งเฉียงเป็นประกายราวกับเห็นภูเขาทองคำ "ลูกเอ๊ย สบายใจได้! ตาหวังกับตระกูลเฉียนรับปากแล้ว ขอแค่เรื่องนี้สำเร็จ โค่นตระกูลเถียนได้ เงินที่เขาจะแบ่งให้เราน่ะ ใช้ไปกี่ชาติก็ไม่หมด! แถมพอตระกูลเถียนล้ม ธุรกิจที่ขาวๆ ของมัน เราอาจจะได้เซ้งต่อมาบางส่วนด้วย! ถึงตอนนั้น ใครจะกล้าดูถูกเราพ่อลูกอีก? ไอ้พวกที่เคยดูถูกแก จะต้องคลานมาประจบแกเอง!"
แผนการที่วาดไว้ช่างใหญ่โตและสวยหรู เต็มไปด้วยกลิ่นเงินและความเพ้อฝัน เจิ้งเผิงแสร้งทำเป็นหายใจแรงขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความโลภปะปนกัน เขายกขวดเหล้าขึ้นทันที "พ่อ! พ่อพูดถูก! เมื่อก่อนผมมันโง่เอง ที่ยังแอบหวังในตัวมัน! ตั้งแต่นี้ไป ผมกับเถียนเล่ยอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้! พ่อว่ายังไง ผมว่าตามกัน! ผมจะเอาความอัปยศที่ได้รับ คืนให้มันเป็นร้อยเท่าพันเท่า!"
"ดี! ลูกพ่อ! มีความมุ่งมั่น!" เจิ้งเฉียงดีใจจนเนื้อเต้น ยกขวดเหล้าขึ้นบ้าง "มา เพื่ออนาคตที่ดีของพวกเรา หมดขวด!"
"หมดขวด!"
ขวดเหล้าสองใบชนกันเกิดเสียงบาดหู เจิ้งเผิงหลับตา กรอกเหล้าที่เหลือเกือบครึ่งขวดลงไปในคราวเดียว ความรู้สึกร้อนรุ่มแผ่ซ่านจากช่องปากไปทั่วร่างกาย แต่สมองของเขากลับตื่นตัวอย่างยิ่งด้วยสมาธิและการวางแผนที่ดำเนินอยู่เงียบๆ เขารู้ดีว่า บทสนทนาที่เต็มไปด้วยแผนการอาชญากรรมเมื่อครู่ ได้กลายเป็นสัญญาณดิจิทัล ส่งผ่านซอฟต์แวร์ส่งข้อมูลเข้ารหัสที่เขาแอบติดตั้งไว้ ไปยังเครื่องรับที่ปลอดภัยของเถียนเล่ยเรียบร้อยแล้ว
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา เจิ้งเผิงทำตัว "สงบเสงี่ยม" อยู่ในบ้านเก่าที่แสนอึดอัด เขาแสดงท่าทีเซื่องซึมด้านชาในบางครั้ง นอนจ้องรอยเชื้อราบนเพดานนิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อน บางครั้งก็ฉุนเฉียวรุนแรง ขว้างปาสิ่งของพังๆ ในบ้าน ก่นด่าเถียนเล่ยและตระกูลเถียน และบางครั้งเขาก็จะเข้าไปหาเจิ้งเฉียง ถามถึงรายละเอียดของแผนการด้วยดวงตาแดงก่ำ ซักซ้อมว่าตอน "แฉ" ควรใช้โทนเสียงแบบไหน หรือพูดรายละเอียดอะไรถึงจะสะเทือนใจและเรียกคะแนนสงสารจากสังคมได้มากที่สุด
"พ่อ ตอนนั้นผมควรจะร้องไห้ไหม? ร้องไห้ให้ดูน่าสงสารหน่อยจะดีกว่าใช่ไหม?" เขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เขี่ยเส้นบะหมี่ที่ไร้น้ำมันในชาม พลางถามขึ้นลอยๆ
"ร้องสิ! ต้องร้องแน่นอน!" เจิ้งเฉียงเคี้ยวถั่วลิสง น้ำลายกระเซ็น "ไม่เพียงแต่ต้องร้องนะ แต่ต้องร้องให้หัวใจสลายเลย! แกก็แค่คิดถึงเรื่องระยำที่มันทำกับแก คิดถึงวิธีที่มันหลอกล่อแก แล้วสุดท้ายก็พลิกหน้าไม่ยอมรับสิ!"
เจิ้งเผิงหัวเราะเยาะในใจ ความรู้สึกที่เขามีต่อเถียนเล่ยนั้นซับซ้อนเกินบรรยาย จากตอนแรกที่ยอมจำนนอย่างด้านชา จนมาถึงความผูกพันและหวั่นไหวโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่แค่ความรักหรือความแค้นที่เรียบง่าย
แต่ในตอนนี้ เขาต้องสกัดเอา "ความโกรธแค้นของผู้ถูกกระทำ" ที่บริสุทธิ์ออกมา ซึ่งมันไม่ยากเลย แค่เขานึกถึงความทุกข์ที่เจิ้งเฉียงเคยมอบให้กับแม่และตัวเขา ความโศกเศร้าและความโกรธแค้นที่ฝังลึกก็เพียงพอที่จะสนับสนุนการแสดงของเขาได้แล้ว
"อ้อ แล้วก็" เจิ้งเฉียงลดเสียงลง แววตาเจ้าเล่ห์ "จังหวะที่เหมาะสม แกอาจจะบอกใบ้ไปหน่อยว่า... มันมีความ 'ชอบ' ส่วนตัวบางอย่างที่พิเศษ และแกต้อง 'ให้ความร่วมมือ' กับมันจนต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน พูดให้มันกำกวมเข้าไว้ ให้พวกนักข่าวไปมโนกันเอง ยิ่งคิดลึกยิ่งโสโครก!"
เจิ้งเผิงรู้สึกพะอืดพะอมในกระเพาะอีกครั้ง เขาฝืนทนไว้ พยักหน้า แววตาเย็นเยียบ เพื่อให้ได้ข้อมูลมากกว่านี้ เขาต้องตามน้ำต่อไป
"แล้วทางบอสหวัง... จะลงมือวันไหนแน่นอน? นัดแนะพวกเราให้ออกไปยังไง? ปลอดภัยไหม? ตระกูลเถียนจะสู้ยิบตาจนพวกเราแย่หรือเปล่า?" เขาพ่นชุดคำถามออกมา ดูร้อนรนและมีความ "ขลาดกลัว" แฝงอยู่ได้อย่างแนบเนียน
"วางใจเถอะลูก!" เจิ้งเฉียงตบอก แม้ในใจเขาเองก็ไม่มีความมั่นใจนัก แต่ต่อหน้าลูกชายต้องเก่งไว้ก่อน "ตาหวังจัดแจงไว้หมดแล้ว! สัปดาห์หน้า จะมีการจัดงานแถลงข่าวครั้งใหญ่ ในนามของ 'การเปิดโปงความโสมมในวงการธุรกิจ' แต่จริงๆ คือเป้าหมายพุ่งไปที่เถียนเล่ยและตระกูลเถียน! พวกเราไม่ใช่ตัวเอกนะ แต่เป็น 'พยาน'! ถึงตอนนั้นจะมีรถมารับ มีบอดี้การ์ด... เออ มีคนคุ้มกันพาพวกเราไป ในงานจะมีแต่สื่อที่พวกเรานัดไว้ คำถามจะเอนเอียงมาทางเราหมด! ตระกูลเถียนเหรอ? เหอะ ถึงตอนนั้นกระแสสังคมจะรุนแรงเหมือนคลื่นยักษ์ พวกมันก็เอาตัวไม่รอดแล้ว จะมาทำอะไรเราได้?"
เจิ้งเผิงก้มหน้าลง จดบันทึกข้อมูลสำคัญในใจ: "สัปดาห์หน้า", "งานแถลงข่าวใหญ่", "สื่อที่จัดเตรียมไว้" เขารู้ว่าเถียนเล่ยต้องการข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางแผนรับมืออย่างแม่นยำ
"แล้ว... หลังจากนั้นล่ะ?" เขาเงยหน้าขึ้น ถามคำถามสำคัญที่สุด "พอโค่นตระกูลเถียนได้ เราได้เงินมา แล้วยังไงต่อ? บอสหวังกับตระกูลเฉียนจะถีบหัวส่งเราไหม? พวกเรารู้เรื่องของพวกเขาเยอะขนาดนี้..." ใบหน้าของเขาแสดงความกังวลออกมาได้พอเหมาะพอเจาะ
เจิ้งเฉียงชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นชัดว่าเขาไม่เคยคิดไปไกลขนาดนั้น หรืออาจจะจงใจไม่คิด เขาสะบัดมือ แสร้งทำเป็นผ่อนคลาย: "ไม่หรอก! ตาหวังยังต้องใช้ 'ข้อมูล' ในมือเราไว้บีบตระกูลเฉียนต่อ! เรามันลงเรือลำเดียวกันแล้ว! อีกอย่างนะ พอได้เงินก้อนใหญ่มา เราก็บินหนีไปเสวยสุขเมืองนอก ใครจะมาตามหาฉัน... เออ... พวกเราเจอ?"
ความคิดแบบพวกขี้แพ้ที่ยอมแลกชีวิต เจิ้งเผิงไม่ถามต่อ รู้ดีว่าคงคั้นความลับระดับสูงจากเจิ้งเฉียงไม่ได้อีกแล้ว หลักฐานการสมคบคิดระหว่างบอสหวังและตระกูลเฉียน หรือรายละเอียดธุรกิจมืด เจิ้งเฉียงในระดับนี้คงเข้าไม่ถึง แต่ข้อมูลที่มีอยู่ก็เพียงพอให้พ่อลูกตระกูลเถียนเตรียมการโต้กลับได้แล้ว
การกลับมาครั้งนี้ นอกจากจะมาหลอกเอาข้อมูล เขายังต้องนำสิ่งสำคัญอีกอย่างกลับไปด้วย
นั่นคือรายงานผลการตรวจ DNA ที่สามารถตัดความสัมพันธ์ทางกฎหมายและจริยธรรมระหว่างเขากับเจิ้งเฉียงได้อย่างสิ้นเชิง ก่อนแม่จะสิ้นใจ มือที่สั่นเทาของท่านนอกจากจะยัดเครื่องช่วยฟังอันเก่าให้เขาแล้ว ยังมีกระดาษแผ่นนี้ที่ถูกห่อด้วยพลาสติกหลายชั้นซ่อนไว้ในที่ลับตา มันคือการต่อต้านครั้งสุดท้ายของแม่ และเป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่แม่ทิ้งไว้ให้เพื่อปกป้องเขา
อาศัยจังหวะที่เจิ้งเฉียงออกจากบ้านไปวางแผนชั่วหรือแค่ไปหาเหล้าดื่ม เจิ้งเผิงก็เริ่มลงมือทันที
เขาตรงไปที่อิฐก้อนหนึ่งที่หลวมอยู่ในห้องของตนเอง งัดมันออกอย่างชำนาญ แล้วหยิบถุงพลาสติกที่เก็บรักษาไว้อย่างดีออกมา กระดาษรายงานเริ่มเหลืองตามกาลเวลาแต่ตัวอักษรยังชัดเจน เขาจ้องมองข้อความที่ว่า "ไม่พบความสัมพันธ์ทางชีวภาพพ่อ-ลูก" ด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น แม่ทำผลตรวจนี้ด้วยความรู้สึกแบบไหนในตอนนั้น และต้องสิ้นหวังเพียงใดถึงต้องซ่อนมันไว้แบบนี้?
เขาถ่ายรูปรายงานเก็บไว้อย่างละเอียดในพื้นที่เก็บข้อมูลเข้ารหัสบนมือถือ จากนั้นจึงซ่อนใบจริงไว้ที่เดิมแต่เปลี่ยนตำแหน่งให้มิดชิดกว่าเดิมเล็กน้อย เมื่อเสร็จสิ้น เขาจึงส่งสัญญาณความปลอดภัยที่นัดแนะไว้ให้เถียนเล่ย: "ได้ผลตรวจแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามแผน"
วินาทีที่ส่งข้อมูลสำเร็จ เขาพิงกำแพงที่เย็นเฉียบพลางถอนหายใจช้าๆ ส่วนที่อันตรายที่สุดกำลังจะมาถึงแล้ว
อีกฟากหนึ่งของเมือง ณ ชั้นบนสุดของเครือบริษัทเถียนซื่อ
บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากที่ภายนอกคาดการณ์ไว้อย่างสิ้นเชิง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกหรือความวุ่นวาย มีเพียงความพร้อมที่กำลังจะปะทุขึ้น
เถียนเล่ยืนอยู่หน้าหน้าต่างกระจกบานยักษ์ แสงสีจากวิวมหานครยามค่ำคืนที่ระยิบระยับไม่อาจส่องเข้าไปถึงก้นบึ้งของดวงตาเขาได้
ในมือของเขาถือแท็บเล็ตที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ หน้าจอแสดงกราฟคลื่นที่ซับซ้อนและการแปลข้อความแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นไฟล์เสียงเข้ารหัสที่ส่งมาจากฝั่งเจิ้งเผิง ในหูฟัง เสียงที่น่าสะอิดสะเอียนของเจิ้งเฉียงและการแสดงอารมณ์ที่ข่มกลั้นความเจ็บปวดของเจิ้งเผิงไหลเข้าสู่โสตประสาทของเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
ยามได้ยินเจิ้งเผิงพูดคำถากถางด้วยความแค้นและถูกวางหมากราวกับสิ่งของ หมัดของเถียนเล่ยกำแน่นจนเสียงกระดูกลั่น กรามขบเม้ม แม้จะรู้ว่าเป็นการแสดง แต่เมื่อนึกถึงเจิ้งเผิงที่ต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมและคนแบบนั้นเพียงลำพัง หัวใจของเขาก็เหมือนถูกย่างบนกองไฟ
"ท่านประธานเถียนครับ" ผู้ช่วยเคาะประตูเบาๆ แล้วเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ข้อมูลล่าสุดจากคุณเจิ้งเผิงยืนยันว่าได้เอกสารสำคัญที่จะเอาผิดเจิ้งเฉียงได้แล้วครับ นอกจากนี้ ฝ่ายเทคนิคได้ล็อกช่องทางการสื่อสารลับและการเคลื่อนไหวทางการเงินทั้งหมดระหว่างบอสหวังกับสื่อที่รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนพวกหัวโจกฝั่งตระกูลเฉียนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ เราก็ได้ส่งคนไปเฝ้าประกบไว้แล้ว ทางท่านประธานใหญ่ก็ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตำรวจไว้แล้ว หลักฐานต่างๆ กำลังถูกรวบรวมครับ"
เถียนเล่ยหันกลับมา เมฆหมอกบนใบหน้าจางลงเล็กน้อยแต่แววตายังคงคมกริบดุจเหยี่ยว "เวลาและสถานที่แถลงข่าวล่ะ?"
"หวังเหว่ยเจ้าเล่ห์มากครับ มีการเปลี่ยนสถานที่มาแล้วสองครั้ง แต่จากข้อมูลที่คุณเจิ้งเผิงส่งมาและการติดตามของพวกเรา สถานที่สุดท้ายน่าจะเป็นที่นี่ครับ" ผู้ช่วยจิ้มแผนที่บนแท็บเล็ต
ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมห้าดาวชื่อดังที่มักใช้จัดงานใหญ่ "กำหนดการคือวันพุธหน้า เวลา 10 โมงเช้าครับ พวกเขาตั้งใจจะเล่นกับกระแสเวลา โดยใช้ช่วงเช้าสร้างกระแสสังคมให้ปะทุ แล้วพอตลาดหุ้นเปิดช่วงบ่ายก็จะสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดครับ"
"ฝันหวานเกินไปแล้ว" เถียนเล่ยเหยียดยิ้มเย็น "รายชื่อแขกกับรายชื่อสื่อล่ะ?"
"ส่วนใหญ่เป็นคนของพวกมันครับ แต่ก็มีสื่อหลักบางสำนักที่ได้รับเชิญแบบคลุมเครือ อาจจะเพื่อขยายผลหรือเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ คนของเราแฝงตัวเข้าไปได้สองคนแล้วครับ ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและคอยซัพพอร์ตเรื่องสัญญาณในพื้นที่ ท่านประธานใหญ่ถามมาว่า ทางเราจะลงมือเมื่อไหร่ดี? จะรอให้พวกมันออกมาให้หมดก่อน หรือว่า..."
"รอ" เถียนเล่ยตอบอย่างเด็ดขาด "ปล่อยให้พวกมันตั้งเวที ตีฆ้องร้องป่าว และกวักมือเรียกคนมาให้ครบ เมื่อพวกมันนึกว่าชนะขาดลอยและพ่นน้ำสกปรกออกมาจนหมดแล้ว ถึงตอนนั้นเราค่อยปรากฏตัว"
เขาสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่การตอบโต้แบบตั้งรับ แต่เป็นการฉีกหน้ากากพวกภูตผีปีศาจเหล่านี้ต่อหน้าสาธารณชน เปลี่ยนบทละครที่พวกมันเตรียมมาอย่างประณีตให้กลายเป็นหลุมฝังศพของพวกมันเอง
นี่ไม่ใช่แค่เพื่อตระกูลเถียน แต่เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงให้เจิ้งเผิง และบดขยี้ขุนเขาที่ชื่อว่า "พ่อ" ซึ่งกดทับชีวิตเจิ้งเผิงมานานหลายปีให้แหลกละเอียด
"แล้วคุณเจิ้งเผิง... เรื่องความปลอดภัยล่ะครับ?" ผู้ช่วยถามด้วยความเป็นกังวล เพราะในงานแถลงข่าว เจิ้งเผิงต้องปรากฏตัวด้วย นั่นคือช่วงที่เสี่ยงที่สุด
เถียนเล่ยเดินไปที่โต๊ะทำงาน เปิดหน้าจอระบุตำแหน่งเรียลไทม์ จุดแสงสองจุดกะพริบอยู่เคียงข้างกันในแผนที่ "มือถือของเขาเชื่อมกับของผม มีปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน คนที่เราจัดเตรียมไว้ในงานจะเฝ้าดูเขาและ 'พ่อ' ของเขาอย่างใกล้ชิด อีกอย่าง..." เขาหยุดไปครู่หนึ่ง เสียงทุ้มต่ำลง "...ผมจะอยู่ในที่ที่มองเห็นเขาได้ในทันที"
เขาไม่อาจเผชิญหน้ากับเจิ้งเฉียงแทนเจิ้งเผิงได้ แต่เขาต้องมั่นใจว่าเมื่อศัตรูชักกริชออกมา เขาจะสามารถขวางหน้าเจิ้งเผิงได้ทันท่วงที เด็กน้อย ของเขาช่างกล้านักที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่อันตรายขนาดนั้นโดยไม่บอกกล่าวสักคำ เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยคก็สั่งให้เขาร่วมมือเล่นละครแก้แค้นเสียแล้ว ไม่รู้ว่าต้องรวบรวมความกล้าแค่ไหน และต้องเชื่อใจในความเข้าขากันของพวกเขาเพียงใด
สิ่งที่เถียนเล่ยทำได้คือปกป้องความปลอดภัยของเจิ้งเผิงอย่างสุดความสามารถ
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา กระแสใต้น้ำในโลกออนไลน์เริ่มก่อตัว เว็บบอร์ดนิรนามและหนังสือพิมพ์ซุบซิบเริ่มมีข่าวลือเกี่ยวกับ "พฤติกรรมส่วนตัวที่เหลวแหลกของนายน้อยตระกูลเถียน" และ "ข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับผู้เยาว์" พวกอวตารเริ่มทำงานปลุกปั่นกระแสเพื่อโหมโรง
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของตระกูลเถียนปฏิบัติตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ไม่รีบร้อนออกมาชี้แจง เพียงแค่ออกแถลงการณ์ตามแบบแผนว่า "จะดำเนินการตามกฎหมายกับข้อมูลอันเป็นเท็จ" ซึ่งในสายตาคนภายนอกดูเหมือนเป็นการแก้ตัวที่ไร้น้ำหนัก
ทางบอสหวังและตระกูลเฉียนต่างคิดว่าปลาติดกับแล้ว ตระกูลเถียนถูกกระแสสังคมลักพาตัวไปเรียบร้อย พวกเขาจึงเร่งเตรียมการสำหรับ "การพิพากษาครั้งสุดท้าย" อย่างคึกคัก
เจิ้งเผิงอยู่ในบ้านหลังเก่า ร่วมมือกับเจิ้งเฉียงซ้อมบทพูดและปรับสีหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาขังตัวเองอยู่ในห้อง ฝึกซ้อมหน้ากระจกที่ฝ้าฟาง ฝึกหัดให้น้ำตาร่วงหล่นในจังหวะที่พอเหมาะ ฝึกให้น้ำเสียงสั่นเครือแต่ยังชัดเจน และทำให้ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังจากการถูกทรมาน เด็กหนุ่มในกระจกใบหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำจางๆ ทว่าในก้นบึ้งของดวงตานั้นกลับมีเปลวไฟแห่งความเยือกเย็นที่ไม่มีวันดับมอด
เขารู้ว่าเถียนเล่ยได้ยินเสียงของเขาผ่านสัญญาณที่มองไม่เห็น เขารู้ว่าทุกย่างก้าวอยู่ในแผนการ สิ่งนี้มอบความกล้าหาญให้เขา และก็มอบภาระอันหนักอึ้งให้ด้วย เขาจะพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ความผิดพลาดเพียงน้อยนิดอาจทำให้หมากทั้งกระดานพังทลาย และทำให้เถียนเล่ยกับตระกูลเถียนต้องตกที่นั่งลำบากจริงๆ
จนกระทั่งมาถึงคืนก่อนวันแถลงข่าว
เจิ้งเฉียงดูตื่นเต้นและกระวนกระวายผิดปกติ เดินไปเดินมาในบ้าน ตรวจเช็กชุดสูทเก่าๆ ที่ไปหาจากไหนมาไม่รู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปากก็พึมพำไม่หยุด ส่วนเจิ้งเผิงนั่งเงียบอยู่ในมุมห้อง จ้องมองความมืดสลัวนอกหน้าต่าง
"ลูก รีบนอนเถอะ พักผ่อนให้เต็มที่! พรุ่งนี้จะเป็นวันที่พวกเราพ่อลูกได้ยืดอกอย่างภาคภูมิใจเสียที!" เจิ้งเฉียงกระดกเหล้าอึกสุดท้ายแล้วพูดออกมาพร้อมเสียงเรอ
"ครับ" เจิ้งเผิงตอบสั้นๆ น้ำเสียงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
เขากลับไปยังห้องนอนเล็กๆ ที่เคยอยู่กับแม่ นอนลงบนเตียงไม้ที่แข็งกระด้างโดยไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย หน้าจอมือถือสว่างขึ้นท่ามกลางความมืด เป็นข้อความจากเถียนเล่ย มีเพียงคำสั้นๆ ไม่กี่คำ: "พรุ่งนี้ระวังตัวด้วย ฉันรออยู่นะ"
เจิ้งเผิงจ้องมองข้อความนั้นอยู่นาน ราวกับสามารถมองทะลุหน้าจอไปเห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดและแววตาที่ห่วงใยของเถียนเล่ยขณะพิมพ์ข้อความนี้ เขาค่อยๆ พิมพ์ตอบกลับไป: "วางใจเถอะ คุณเองก็ระวังด้วย หลังพรุ่งนี้ทุกอย่างจะจบลงแล้ว"
เขากดส่ง จากนั้นกอดโทรศัพท์ไว้แนบอกแล้วหลับตาลง
ราตรีกาลอันยาวนานผ่านพ้นไป รุ่งอรุณมาเยือน
เช้าวันพุธ อากาศค่อนข้างหม่นหมอง เมฆลอยต่ำ เจิ้งเผิงเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตเก่าๆ ที่ตัวใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ ทำให้เขาดูผอมบางและน่าสงสารยิ่งขึ้น ส่วนเจิ้งเฉียงสวมชุดสูทที่ไม่พอดีตัว ผมเผ้าที่เซตด้วยเจลราคาถูกยิ่งทำให้ดูมันเยิ้มและน่าตลก
เวลาเก้าโมงตรง รถยนต์สีดำที่ดูเรียบๆ คันหนึ่งจอดสนิทที่ปากซอย ชายร่างสูงสองคนในชุดสูทสีดำเดินลงมารับพ่อลูกตระกูลเจิ้ง
"คุณเจิ้งใช่ไหมครับ?"
"ใช่ๆๆ พวกเราเอง!" เจิ้งเฉียงพยักหน้าพลางดันหลังเจิ้งเผิง
เจิ้งเผิงก้มหน้าเดินตามขึ้นรถ ภายในรถมีกลิ่นจางๆ ของควันบุหรี่และเครื่องหนัง ฟิล์มกระจกมืดทึบตัดขาดจากสายตาภายนอก รถแล่นไปอย่างราบรื่นมุ่งสู่ใจกลางเมือง
เจิ้งเผิงรู้สึกได้ถึงความร้อนของโทรศัพท์ในกระเป๋า สัญญาณระบุตำแหน่งกำลังส่งออกไปอย่างเสถียร เขาเอียงหน้ามองทิวทัศน์ริมทางที่พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นปกติ ลมหายใจสม่ำเสมอ ความกลัวยังคงอยู่ แต่ที่มากกว่าคือความเด็ดเดี่ยว เพื่อแม่ เพื่อตัวเอง และเพื่อเถียนเล่ย... ชายผู้พยายามจะดีกับเขาอย่างเก้ๆ กังๆ ในห้องสวีทวันนั้น แม้จะใช้วิธีที่ผิดพลาดอยู่เสมอก็ตาม
รถเลี้ยวเข้าลานจอดรถใต้ดินของโรงแรม ขึ้นลิฟต์ส่วนตัวตรงไปยังชั้นที่ตั้งของห้องจัดเลี้ยง เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เสียงอื้ออึงของผู้คนและแสงจากแฟลชที่สว่างวาบก็พุ่งเข้าใส่ทันที
ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่แถลงข่าว บนฉากหลังเป็นโลโก้ของสมาคมอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ข้างล่างกลับมีตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ดึงดูดใจ: "ปกป้องจริยธรรมทางธุรกิจ เปิดโปงด้านมืดของวงการ"
ด้านล่างเวที กล้องและอุปกรณ์บันทึกภาพถูกติดตั้งไว้พร้อมสรรพ เหล่านักข่าวพูดคุยซุบซิบกันด้วยสีหน้าหลากหลาย เจิ้งเผิงกวาดสายตาเพียงแวบเดียวก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย เป็นนักข่าวจากสื่อที่เจิ้งเฉียงเคยบอกว่ารับเงินไป พวกเขาดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด และเขาก็เห็นโลโก้ของสื่อหลักจริงๆ บางสำนักด้วย ซึ่งนักข่าวเหล่านั้นกำลังขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะกังขาในความโปร่งใสของงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นกะทันหันนี้
บอสหวังยืนอยู่บริเวณข้างเวที กำลังคุยเสียงต่ำกับชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงท่าทางจองหอง ซึ่งน่าจะเป็นคนจากตระกูลเฉียน เมื่อเห็นพ่อลูกตระกูลเจิ้งมาถึง บอสหวังเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย แววตาเย็นชาเหมือนกำลังมองดู "เครื่องมือ" สองชิ้นที่กำลังจะถูกใช้งาน ส่วนผู้หญิงที่อุ้มเด็กคนนั้นก็นั่งอยู่ที่แถวหน้า กำลังโอ๋เด็กที่ส่งเสียงร้องไห้จ้อกแจ้ก แววตาของเธอคอยมองไปยังประตูทางเข้าเป็นระยะ เต็มไปด้วยความประหม่าและความโลภ
เจิ้งเฉียงถูกบรรยากาศในงานข่มขวัญไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยืดอกพยายามทำตัวให้ดูภูมิฐาน เจิ้งเผิงยังคงก้มหน้า หดไหล่ เดินตามหลังเจิ้งเฉียงติดๆ เขาถูกนำตัวไปยังห้องพักเล็กๆ หลังเวทีเพื่อรอเวลา
ภายในห้องอากาศไม่ถ่ายเทจนดูอึดอัด เจิ้งเฉียงนั่งไม่ติดที่ ถูมือไปมาไม่หยุด เจิ้งเผิงพิงกำแพงหลับตาพักผ่อน แต่หูคอยเงี่ยฟังความเคลื่อนไหวภายนอก
เขาได้ยินเสียงบอสหวังบนเวที เริ่มกล่าวเปิดงานในฐานะผู้จัดและ "ผู้รู้เห็นเหตุการณ์" น้ำเสียงทุ้มต่ำแสดงความเจ็บปวดขณะเล่าเรื่องว่า "บางบริษัท" ทิ้งจริยธรรมทางธุรกิจไปได้อย่างไร การปล่อยให้ผู้บริหารระดับสูงทำตามอำเภอใจและขจัดคู่แข่งอย่างไร เป็นการส่งสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังจะมาถึง ความโกลาหลข้างล่างเริ่มขยายวงกว้าง
เวลาผ่านไปนาทีต่อนาที
เก้าโมงห้าสิบนาที เสียงของบอสหวังดังชัดขึ้นจากข้างหน้า: "...ความจริงของเหตุการณ์ จำเป็นต้องมีพยาน ต่อไปนี้ ขอเชิญผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้ข้อมูลครับ!"
ประตูห้องพักถูกผลักเปิดออก ชายคนหนึ่งส่งสัญญาณให้พวกเขาออกไป
เจิ้งเฉียงสูดหายใจเข้าลึกๆ ฉุดแขนเจิ้งเผิงพลางกระซิบ: "ลูก ไป! จำที่ซ้อมไว้ให้ดี!"
เจิ้งเผิงลืมตาขึ้น ความลังเลและไออุ่นสุดท้ายในแววตาจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นเฉียบและความสงบเยือกเย็นที่เกือบจะดูอำมหิต
เขาพยักหน้า แล้วเดินตามเจิ้งเฉียงไป... ทีละก้าว... มุ่งสู่ใจกลางเวทีที่มีแสงไฟสว่างจ้าและเลนส์กล้องนับไม่ถ้วนจดจ้องมาที่พวกเขา
หมากถูกวางไว้ครบแล้ว ตัวละครเข้าประจำที่
ม่านกำลังจะถูกเลิกขึ้น และนายพรานที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่าน ก็ได้ง้างธนูเตรียมพร้อมไว้แล้วเช่นกัน
บทที่ 12
ฉันจะรับนายไว้เอง
สิบนาฬิกาตรง
เจิ้งเผิงรู้สึกได้ถึงเลนส์กล้องนับไม่ถ้วนที่กำลังจับจ้องมาทางนี้ เบื้องหลังเลนส์เหล่านั้นคือดวงตาละโมบที่หิวกระหายข่าวคาว
หวังเหว่ยเพิ่งจะกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดที่ผ่านการปรุงแต่งมาอย่างพอเหมาะพอดี: "ธุรกิจบางแห่งใช้ความได้เปรียบทางเงินทุน ไม่เพียงแต่บีบคั้นพื้นที่ทำกินของเพื่อนร่วมอาชีพ แต่ผู้บริหารระดับสูงยังมีพฤติกรรมเสื่อมทรามทางศีลธรรม ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา และถึงขั้นตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการล่วงละเมิดผู้เยาว์!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากข้างล่างเวที เสียงชัตเตอร์รัวกระหน่ำราวกับห่าฝน
แผ่นหลังของเจิ้งเฉียงถูกผลักเบาๆ
เขาเดินโซเซขึ้นไปบนเวที ชุดสูทที่ไม่พอดีตัวนั้นยิ่งดูตลกขบขันภายใต้แสงไฟสว่างจ้า แต่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด กลับพยายามกะพริบตาเพื่อเค้นหยาดน้ำตาออกมา: "ท่าน... ท่านนักข่าวทุกท่าน... ท่านผู้นำทุกท่าน... ผม... ผมเป็นพ่อของเจิ้งเผิง ผมชื่อเจิ้งเฉียง..."
เขาสั่นมือกดหยิบกระดาษยับย่นไม่กี่แผ่นออกมาจากอกเสื้อ นั่นคือ "คำฟ้องร้อง" ที่ถูกจ้างให้เขียนขึ้นอย่างเร่งด่วนเมื่อคืน เสียงของเขาเหมือนลมที่ลอดผ่านกล่องพัดลมพังๆ: "ลูกชายของผม ปีนี้เพิ่งจะอายุสิบแปด ถูกเถียนเหลยจากเถียนซื่อกรุ๊ปนั่น ใช้ชื่อว่าการอุปถัมภ์ ล่อลวง... ขืนใจมาเป็นเวลานาน—"
เขาสะอื้นจนพูดต่อไม่ได้ ก้มหน้าลงในจังหวะที่พอเหมาะ หัวไหล่สั่นไหว
นักข่าวสองสามคนที่รับเงินมาแล้วรีบชูไมโครโฟนขึ้นทันที: "คุณเจิ้งครับ ที่คุณพูดมามีหลักฐานไหม?"
"ลูกชายผมอยู่นี่ไง!" เจิ้งเฉียงหันกลับมาฉับพลัน เกือบจะเป็นการคำรามพลางชี้ไปที่เจิ้งเผิง "ให้เขาพูดเอง! ให้เขาพูดออกมาเองว่าไอ้คนแซ่เถียนนั่นทำอะไรกับเขาไว้บ้าง!"
สายตาทุกคู่หันขวับไปทางเจิ้งเผิง
เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันทีเหมือนที่ซ้อมไว้ แต่กลับก้มหน้าลง ปอยผมปรกใบหน้าไปกว่าครึ่ง ไหล่ห่อเข้าหากันเล็กน้อย คอเสื้อเชิ้ตตัวเก่าค่อนข้างกว้าง เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าที่ผอมบาง ทั้งร่างดูเหมือนสายธนูที่ขึงตึงจนจวนเจียนจะขาด
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังมาจากที่ไหนสักแห่งข้างล่างเวที
สัญญาณไลฟ์สดถูกส่งออกไปแล้ว เจิ้งเผิงรู้ดีว่านี่คือ "การแฉทั่วอินเทอร์เน็ต" ที่ประธานหวังออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน จุดประสงค์เพื่อทำลายชื่อเสียงของเถียนเหลยให้ย่อยยับ และทำให้หุ้นของเถียนซื่อดิ่งเหวทันทีที่เปิดตลาดในช่วงบ่ายวันนี้
ตัวเลขผู้ชมออนไลน์ตรงมุมขวาบนของหน้าจอกำลังพุ่งขึ้นทีละหลักหมื่น
เจิ้งเผิงยืนนิ่งหน้าไมโครโฟน เขารู้ดีว่าคนของเถียนเหลยประจำจุดในงานเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกปลอดภัยและโล่งใจผุดขึ้นในใจ เจิ้งเผิงใช้ดวงตาคู่ที่ควรจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังนั้น จ้องมองกล้องอย่างสงบนิ่งและชัดเจน
"ผมชื่อเจิ้งเผิง" เขาเอ่ย "เถียนเหลยดีกับผมมาก สิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เถียนเหลยทำอะไรกับผม"
รอยยิ้มของเจิ้งเฉียงแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
ประธานหวังหันขวับมาทันที
เสียงของเจิ้งเผิงแผ่วเบา แต่ทุกคำพูดกลับเหมือนใบมีดน้ำแข็งที่ชุบด้วยไฟ:
"แต่มันคือความจริงที่แม่แท้ๆ ของผมมอบให้ก่อนตาย"
เขาหยิบถุงพลาสติกใสที่ยังอุ่นด้วยอุณภูมิร่างกายออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตตัวเก่า ข้างในมีกระดาษสีเหลืองซีดแผ่นหนึ่ง
"นี่คือรายงานการตรวจดีเอ็นเอของผมกับเจิ้งเฉียง" เขาคลี่รายงานออก ชูไปทางกล้องที่ใกล้ที่สุด "ข้อสรุปคือ: ตัดความสัมพันธ์ทางชีวภาพระหว่างเจิ้งเฉียงกับเจิ้งเผิง"
ข้างล่างเวทีราวกับถูกโยนด้วยระเบิด
เสียงชัตเตอร์ดังกระหึ่มแทบจะพังหลังคา เจิ้งเฉียงหน้าถอดสีในพริบตา เขากระโจนเข้าไปหมายจะแย่งกระดาษแผ่นนั้น แต่กลับถูกชายสองคนที่โผล่มาจากไหนไม่รู้กดไหล่เอาไว้ ท่าทางไม่ได้ดูรุนแรงแต่ใช้มุมที่แยบยล ในกล้องจึงดูเหมือนเพียงแค่ "พ่อนักข่าวที่อารมณ์พลุ่งพล่านถูกเจ้าหน้าที่ขวางไว้"
เจิ้งเผิงไม่ได้มองเขา
เขายังคงพูดต่อ เสียงไม่ได้ดังขึ้นเลยสักนิด แต่ทุกคำถูกส่งเข้าไปในอุปกรณ์บันทึกเสียงอย่างชัดเจน:
"แม่ของผมถูกลักพาตัวมาตอนอายุสิบเก้า ภายใต้การบีบบังคับของเจิ้งเฉียง เธอถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน หลังจากตั้งครรภ์เธอก็ไม่สามารถทำแท้งได้เนื่องจากสภาพร่างกาย จึงได้คลอดผมออกมา"
เจิ้งเฉียงดิ้นรนอย่างรุนแรง ลำคอส่งเสียงขู่ฟ่อเหมือนสัตว์ป่า: "แกโกหก! ข้าเลี้ยงแกมาสิบแปดปี! ไอ้ลูกเนรคุณ! ไอ้ลูกกะหรี่—"
"เขาเลี้ยงผมมาสิบแปดปี" เจิ้งเผิงไม่หันกลับไปมองและไม่หยุดพูด "ในขณะเดียวกันเขาก็ทารุณแม่ของผมมาสิบแปดปี เจิ้งเฉียงติดการพนันอย่างหนัก ติดหนี้พนันมหาศาลหลายครั้ง เขาใช้ความปลอดภัยของผมข่มขู่แม่ บังคับให้แม่ต้องหลับนอนกับเจ้าหนี้เพื่อใช้หนี้ จนกระทั่งเธอป่วยหนักเกินเยียวยา หลังจากเธอตาย เจิ้งเฉียงก็เริ่มขายผม"
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าอีกข้าง แล้วกดเปิดคลิปเสียง
เสียงของเจิ้งเฉียงไหลออกมาจากลำโพง หยาบคาย ละโมบ และไร้ยางอาย:
"...แกไปอยู่กับไอ้คนแซ่เถียนนั่นน่ะต้องขอบใจข้านะ... นังปีศาจน้อยอย่างแกมารยาเยอะนักนี่ เหมือนนังแม่แพศยาของแกเปี๊ยบ... บอกให้มันโอนมาให้ข้าอีกสองล้าน ไม่อย่างนั้นข้าจะแฉเรื่องของแกให้หมด!"
บรรยากาศในงานแถลงข่าวเงียบสงัดราวกับถูกสูบอากาศออกไปชั่วอึดใจ
นักข่าวหญิงคนหนึ่งยืนขึ้น: "คลิปเสียงนี้บันทึกไว้เมื่อไหร่คะ?"
"หนึ่งสัปดาห์ก่อนครับ" เจิ้งเผิงตอบ "เขาเรียกรับเงินจากเถียนเหลยสองล้านบาท และใช้เรื่อง 'ผู้เยาว์' เป็นเครื่องมือในการกรรโชกทรัพย์ แต่ความจริงแล้ว" เจิ้งเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง "เถียนเหลยไม่ได้ยอมรับข้อตกลงนั้น เขาปกป้องผม จนกระทั่งผมอายุครบสิบแปดปี ผมถึงได้ตกลงคบหากับเถียนเหลย ก่อนหน้านั้น เขาไม่เคยทำอะไรที่ล่วงเกินผมเลยแม้แต่นิดเดียว"
เจิ้งเฉียงสติหลุดไปโดยสมบูรณ์ เขาหลุดจากการควบคุมของคนในชุดนอกเครื่องแบบ ราวกับหมาที่ถูกต้อนจนมุม ดวงตาแดงก่ำ: "มึงโกหก พวกมึงวางแผนทำลายข้า! พวกมึงวางแผน!!"
เขาพุ่งเข้าใส่เจิ้งเผิง
แต่พุ่งไปได้เพียงครึ่งทาง ก็ถูกคนจำนวนมากขึ้นกรูเข้าขวางไว้ ไม่ใช่แค่คนนอกเครื่องแบบ แต่รวมถึงพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เดิมทีควรจะเป็นคนของเฉียนซื่อกรุ๊ป ทว่าตอนนี้กลับถูกเปลี่ยนเป็นคนของตระกูลเถียนไปหมดแล้ว พวกเขาเพียงรักษาความเรียบร้อยและปล่อยให้เจิ้งเผิงพูดต่อไป
ใบหน้าของประธานหวังเขียวคล้ำไปหมดแล้ว เขาเดินกึ่งวิ่งไปทางหลังเวทีเพื่อหมายจะตัดสัญญาณ แต่กลับถูกตัวแทนจากเฉียนซื่อกรุ๊ปซึ่งเป็นเจ้านายของเขาคว้าคอเสื้อไว้: "ไหนมึงบอกว่าไม่มีทางพลาดไงวะ?!"
สิ้นเสียงนั้น ประตูข้างห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลักเปิดออก
เถียนเหลยเดินเข้ามา
เขาไม่ได้สวมสูท มีเพียงเสื้อนอกสีเทาเข้มธรรมดาๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย เขาเดินไม่เร็วนัก แต่ทุกย่างก้าวกลับเหมือนเหยียบลงบนจังหวะหัวใจของทุกคน
เขาไม่ได้เดินไปหาประธานหวัง ไม่ได้เดินไปหาคนของเฉียนซื่อ แต่ตรงไปหาเจิ้งเผิง
เจิ้งเผิงยังคงยืนอยู่หน้าไมโครโฟน ร่างกายเกร็งแน่น เถียนเหลยรู้ดีว่าเขากำลังฝืนทำเป็นเข้มแข็ง จึงเดินไปข้างกายโดยไม่พูดอะไร เพียงแต่กุมมือของเขาไว้
นิ้วมือประสานกัน
ท่าทางนี้ดูเป็นธรรมชาติเกินไป เป็นธรรมชาติเสียจนไม่เหมือนการแสดง นิ้วของเจิ้งเผิงสั่นเทาเบาๆ ในฝ่ามือของเขา ก่อนจะค่อยๆ กระชับมือกลับมา
"ฉันจะรับนายไว้เอง" เถียนเหลยเอียงหน้าเข้าใกล้หูซ้ายที่สวมเครื่องช่วยฟังของเจิ้งเผิง กระซิบด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
แสงแฟลชทำให้ช่วงเวลานี้แข็งค้างกลายเป็นภาพถ่ายนับไม่ถ้วน
เถียนเหลยหันไปทางกล้อง
"หวังเหว่ย" เขาเอ่ย "คุณตามพ่อผมมาตลอดยี่สิบสามปี ควรจะรู้ดีว่าสิ่งที่พ่อผมทนไม่ได้ที่สุดคืออะไร"
ริมฝีปากของประธานหวังสั่นพะเยิบ แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
"ไม่ใช่การทรยศ" เสียงของเถียนเหลยราบเรียบ ปราศจากความโกรธหรือการประชดประชัน "แต่คือความโง่"
"คุณสั่งให้หลานสาวแท้ๆ พาลูกที่ถูกลักพาตัวมาภายใต้เครือเฉียนซื่อกรุ๊ปมาโกหกว่าเป็นลูกของผม ปลอมแปลงผลตรวจดีเอ็นเอ พยายามทำลายความสัมพันธ์พ่อลูกระหว่างผมกับประธาน เพื่อที่จะฮุบสมบัติของตระกูลเถียน คนเรามันจะกล้าบ้าบิ่นได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ!"
เขาพยักหน้าไปทางทิศทางหนึ่งข้างล่างเวที
ภาพไลฟ์สดบนจอยักษ์ถูกสลับทันที กลายเป็นรายละเอียดบัญชี ข้อความแชท และหลักฐานการโอนเงิน เส้นทางการเงินที่ดำเนินมานานกว่าห้าปีระหว่างหวังเหว่ยกับเฉียนซื่อกรุ๊ป, แผนการโดยละเอียดที่ใช้หลานสาวสร้างเรื่อง "รับขวัญลูก", คำให้การจากสถาบันที่ปลอมแปลงผลตรวจดีเอ็นเอ, แม้กระทั่งหลักฐานครบวงจรในการจ้างไอโอปล่อยข่าวลือเพื่อปั่นหัวมวลชนและทุบหุ้นเถียนซื่อ
และหน้าสุดท้าย คือหลักฐานที่บริษัทเปลือกนอกในต่างประเทศของเฉียนซื่อกรุ๊ปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผิดกฎหมายและการโอนย้ายเงินข้ามพรมแดน
ตัวอักษรสีดำบนกระดาษขาว หลักฐานมัดตัวแน่นหนาราวกับภูเขา
ประธานหวังทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ตัวแทนจากเฉียนซื่อที่เคยหยิ่งยโสหน้าซีดเผือด หันหลังหมายจะหนีแต่กลับถูกตำรวจที่ดักรออยู่ที่ประตูขวางเอาไว้
"หลักฐานเหล่านี้" เถียนเหลยกล่าว "เราได้ยื่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการกำกับหลักฐานและตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงหน่วยงานยุติธรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อนนักข่าวทุกท่านจะได้รับไฟล์สำเนาฉับบสมบูรณ์คนละชุดครับ"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าด้านข้างภายใต้แสงไฟดูเย็นชาเยือกเย็นอย่างที่เจิ้งเผิงไม่เคยเห็นมาก่อน
"งานแถลงข่าวในวันนี้ เดิมทีพวกเขาก็จัดเวทีไว้ให้แล้ว ในเมื่อเวทีพร้อมขนาดนี้ ถ้าเราไม่ยืมใช้เสียหน่อยก็ดูจะเสียน้ำใจไปหน่อยนะครับ"
เจิ้งเผิงยืนอยู่ข้างกายเขา สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ส่งผ่านมาจากฝ่ามือ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกอยากจะหัวเราะขึ้นมา
เขารู้ดีว่าเจิ้งเฉียงที่ไม่มีอำนาจวาสนาสามารถล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขาได้อย่างไร และสรุปได้อย่างรวดเร็วว่าเจิ้งเฉียงต้องร่วมมือกับศัตรูของเถียนเหลย
เถียนเหลยที่เห็นคลิปเสียงเมื่อเช้ามืดและแผนการแก้แค้นที่ดูหยาบกระด้างและอันตรายของเจิ้งเผิง กลับไม่ได้ขัดขวางเขา แต่ยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของเจิ้งเผิงอย่างเต็มใจ และร่วมแสดงไปพร้อมกับเขา
ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตวิญญาณ เถียนเหลยกับเขามักจะเข้าขากันเสมอ แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งคบกันได้ไม่นาน
เจิ้งเผิงมักรู้สึกว่าตัวเองดวงกุดมาตลอด เกิดมาในครอบครัวแบบนี้หนีไม่พ้นพ่อที่เป็นปีศาจและช่วยแม่ที่ติดหล่มโคลนไม่ได้ ถูกขายไปขายมา พอหนีรอดก็ยังถูกศัตรูและเจ้าหนี้ตามจับตัวได้เสมอ แม้แต่ข้อสอบคณิตศาสตร์ที่มีตัวเลือกสี่ข้อ เขายังจิ้มเลือกข้อที่ผิดได้อย่างแม่นยำ ชีวิตของเขามักจะแยกไปทางที่ขวากหนามหนาทึบกว่าเสมอ ทิ่มแทงจนเขาเหลือเพียงความด้านชาที่ต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา
แต่ครั้งนี้ เขาเดิมพันทุกอย่างไว้ที่เถียนเหลย และเขากลับพนันถูก
เจิ้งเฉียงยังคงดิ้นพล่าน ถูกคนสองสามคนกดลงกับพื้น ปากก็พ่นคำด่าทอหยาบช้าไม่หยุด เจิ้งเผิงก้มลงมองเขาแวบหนึ่ง
สิบแปดปี
ไอ้เศษเดนคนนี้ครองตำแหน่งชื่อว่า "พ่อ" ของเขามาสิบแปดปี ตบตีขายเขา และใช้คำพูดที่โสโครกที่สุดดูหมิ่นแม่ของเขา
ตัวแทนจากเฉียนซื่อกรุ๊ปและหวังเหว่ยถูกตำรวจควบคุมตัว เตรียมส่งไปยังหน่วยงานยุติธรรมเพื่อดำเนินคดี เจิ้งเฉียงเองก็ถูกคนของตระกูลเถียนช่วยกดไว้กับพื้น
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในพริบตา
เจิ้งเฉียงชักมีดพับออกมาจากที่ไหนสักแห่ง มันคือของที่พวกเดนตายอย่างเจิ้งเฉียงมักพกติดตัวไว้ที่เอวด้านหลังเพื่อป้องกันตัว เขาเหวี่ยงมันฟันแขนที่กดทับเขาไว้อย่างแรง
เขาหลุดจากการควบคุมกะทันหัน ในมือกำมีดเปื้อนเลือดไว้แน่น พุ่งเข้ามาเหมือนหมาบ้าที่ถูกต้อนจนมุม ดวงตาแดงฉาน ปลายมีดพุ่งตรงไปยังตำแหน่งหัวใจของเจิ้งเผิง
"กูจะฆ่ามึง!!"
เจิ้งเผิงทันเห็นเพียงแสงเยือกเย็นสายหนึ่ง
เขาถูกแรงมหาศาลกระแทกออกไป แผ่นหลังชนกับขอบจอภาพยักษ์ ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่ว ในสายตาของเขา แผ่นหลังของเถียนเหลยขวางกั้นระหว่างเขากับปลายมีดนั้น
เขาเห็นร่างกายของเถียนเหลยชะงักไปเล็กน้อย
ด้านหลังเสื้อนอกสีเทาเข้มตรงช่วงล่างของสะบัก มีรอยเปียกชุ่มสีเข้มซึมออกมา รอยนั้นขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสีแดงดำที่ไหลริน
เถียนเหลยไม่ได้ล้มลง แม้แต่เสียงร้องก็ไม่มีสักนิด เขาเพียงแต่ค้ำขอบโพเดียมเพื่อทรงตัวให้มั่น ก่อนจะหันกลับมาถีบเข้าที่หน้าอกของเจิ้งเฉียงเต็มแรง
ลูกถีบนั้นใส่พลังทั้งหมดที่มี เจิ้งเฉียงกระเด็นลอยไปพร้อมกับมีด พลิกคว่ำเก้าอี้ไปทั้งแถว ท้ายทอยกระแทกเข้ากับขาตั้งกล้องจนเกิดเสียงทึบหนัก
มีดกระเด็นหลุดมือ หมุนคว้างกลางแสงไฟสองสามรอบก่อนจะตกลงข้างล่างเวที
"เถียนเหลย!!"
เสียงตะโกนของเจิ้งเผิงแหบพร่า เขาโผเข้าไป ใช้มือทั้งสองข้างกดบาดแผลที่หลังของเถียนเหลยไว้ ฝ่ามือถูกชโลมด้วยเลือดที่ไหลทะลักออกมาทันที
เลือดที่อุ่น เหนียวเหนอะ และมีกลิ่นคาวสนิม
"นายบ้าหรือเปล่าเถียนเหลย... ใครก็ได้มานี่เร็ว! ตามหมอ! ใครห้ามเลือดได้ ใครปฐมพยาบาลเป็นมานี่ที!" เขาสั่นเทาไปทั้งร่าง เสียงเหมือนถูกเค้นออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก พลางกดเบอร์ฉุกเฉินและร้องเรียกคนมาช่วยอย่างสุดเสียง หลังจากวางสายเขาก็โยนโทรศัพท์ทิ้ง ตบหน้าเถียนเหลยเบาๆ ไม่ยอมให้เขาหลับตา "นายกล้ารับแทนได้ยังไง! มันฆ่าฉันไม่ได้หรอก มุมนั้นมันแทงไม่โดนจุดสำคัญแน่ๆ!"
"ฉันรู้" เถียนเหลยเอ่ย
เสียงของเขายังคงมั่นคง ถึงขั้นแฝงแววขำขันเล็กน้อยในน้ำเสียงที่แผ่วเบา
"แต่ถ้าเผื่อมันโดนล่ะ"
น้ำตาของเจิ้งเผิงหยดลงบนไหล่ของเขา
ความวุ่นวายรอบข้างเหมือนจะไกลออกไป สัญญาณไลฟ์ถูกตัดฉับ นักข่าวถูกอพยพออกจากที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน ตำรวจควบคุมตัวเจิ้งเฉียงไว้ หน่วยกู้ชีพกำลังพุ่งตรงมา หวังเหว่ยถูกคุมตัวเดินผ่านพวกเขาไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชังและหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ไม่มีใครสนใจเขา
เจิ้งเผิงเหมือนจะหูดับไปในพริบตา เขารู้เพียงว่าเลือดของเถียนเหลยกำลังไหลรินผ่านง่ามนิ้วของเขาไป กดไว้เท่าไหร่ก็ไม่อยู่
"ไอ้โง่เอ๊ย" เขาด่าด้วยเสียงสั่นเครือจนไม่เป็นสำเนียง "นายบอกจะรับฉันไว้ไม่ใช่เหรอ ถ้านายเอาตัวเองมาแลกแบบนี้มันเรียกว่ารับไว้ที่ไหนกัน..."
เถียนเหลยพิงไหล่เขา ลมหายใจค่อนข้างสั้น แต่คำพูดก็ยังคงมีความยียวนชวนโดนเตะ: "นี่ก็รับไว้แล้วไง ยังไม่ตายสักหน่อย"
เจิ้งเผิงอยากจะตีเขา แต่พอเงยมือเห็นเลือดเต็มฝ่ามือ ก็วางมือลง
เจ้าหน้าที่กู้ชีพตัดเสื้อนอกและเสื้อเชิ้ตของเถียนเหลยออก เผยให้เห็นแผลมีดที่ดูน่าสยดสยอง ตำแหน่งค่อนไปทางด้านบน โชคดีที่ไม่โดนหัวใจ เลือดยังคงไหลออกมา แต่ดีที่เป็นเส้นเลือดฝอยไม่ใช่เส้นเลือดใหญ่
"ต้องผ่าตัดทันที!" เปลสนามถูกเข็นมา ในจังหวะที่เถียนเหลยถูกวางลงไป เขาคว้าข้อมือของเจิ้งเผิงไว้แน่น
"อย่าตามมา" เขากล่าว "ข้างนอกมีแต่นักข่าว หน้าของนายตอนนี้คนจำได้ทั้งอินเทอร์เน็ตแล้ว"
เจิ้งเผิงตาแดงก่ำจ้องมองเขา
เถียนเหลยยกมุมปากขึ้น รอยยิ้มนั้นดูอ่อนแรงเพราะเสียเลือดมาก แต่แววตายังคงเป็นประกาย:
"เรื่องบริษัทมีพ่อฉันอยู่ นายไปจัดการเรื่องที่เหลือ... เรื่องของนายเองเถอะ" เถียนเหลยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างมีความหมาย "อุตส่าห์แสดงมาตั้งนาน จะให้เสียของไม่ได้"
เขาละมือออก แล้วถูกเข็นเข้าลิฟต์ไป
เจิ้งเผิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองดูประตูลิฟต์ที่ปิดลงเขาก้มลงมองมือทั้งสองข้างที่เปื้อนเลือด
ข้างหลัง ผู้ช่วยค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีระมัดระวัง: "คุณเจิ้งครับ เราติดต่อโรงพยาบาลไว้แล้ว เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในเครือของเรา ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมฝีมือดีที่สุดจะทำการผ่าตัดทันที ไม่เป็นไรแน่นอนครับ"
เจิ้งเผิงไม่ได้พูดอะไร
เขาเดินไปที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำ ค่อยๆ ล้างเลือดออกทีละนิด น้ำอุณหภูมิเย็นเฉียบ สีแดงที่ถูกชะล้างไหลวนลงไปในท่อระบายน้ำ
เขามองใบหน้าของตัวเองในกระจก
ไม่มีความรู้สึกใดๆ แสดงออกมา
เจิ้งเผิงหันหลังเดินก้าวฉับๆ กลับไปยังสถานที่จัดงานแถลงข่าวที่ตอนนี้ถูกเคลียร์จนว่างเปล่า ตัวแทนจากเฉียนซื่อกรุ๊ปกำลังถูกตำรวจคุมตัวออกไป เมื่อเดินผ่านเขา อีกฝ่ายก็ถลึงตาใส่เขาอย่างอาฆาต
เจิ้งเผิงไม่ได้ใช้แม้แต่หางตามอง
เขาตรงไปหาเจิ้งเฉียง
เจิ้งเฉียงถูกตำรวจสองนายหิ้วปีกไว้ ใส่กุญแจมือไขว้หลัง สภาพอนาถเหมือนหมาตกน้ำ พอเห็นเจิ้งเผิงเดินเข้ามา เขาก็ดิ้นรน ลำคอเปล่งเสียงคำรามด่าทออย่างแหบพร่า: "แม่มึงมันนังร่าน มึงก็เหมือนกัน! ไอ้ตัวเนรคุณ กูเลี้ยงมึงมาสิบแปดปี รู้งี้กูน่าจะกดมึงให้จมส้วมตายไปตั้งแต่วันแรก!"
เจิ้งเผิงฟังอย่างสงบ รอจนเขาพูดจบถึงได้โน้มตัวลง สบสายตากับชายที่เคยใช้ชื่อว่าเป็น "พ่อ" ของเขามาสิบแปดปี สายตาที่เขามองอีกฝ่ายราวกับมองศพ
"คุณเลี้ยงผมมาสิบแปดปี เพื่อที่จะใช้ชีวิตผมข่มขู่แม่" เขาเอ่ยเสียงแผ่ว "ผมไม่ติดค้างอะไรคุณ"
เขายืดตัวตรง พยักหน้าให้เจ้าหน้าที่คุมตัว แล้วถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว
ตอนที่เดินถึงประตูโรงแรม เจิ้งเฉียงยังคงดิ้นรนสุดชีวิต ตะโกนใส่ท้องฟ้า: "กูถูกใส่ร้าย! ไอ้ลูกโสเภณีนั่นมันทำร้ายกู! อย่าไปเชื่อมัน!"
เจิ้งเฉียงถูกลากเข้าไปในรถตำรวจเพียงลำพัง ประตูรถปิดลง ตำรวจยังไม่ทันจะขึ้นรถเพื่อออกตัว รถยนต์ที่เสียหลักคันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากด้านข้าง
เสียงเบรกแสบแก้วหู เสียงโลหะบิดเบี้ยวสนั่นหวั่นไหว และสุดท้ายทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบเชียบ
เจิ้งเผิงยืนอยู่บนขั้นบันได มองดูรถตำรวจที่พังยับเยินและมีไฟลุกท่วม กับร่างที่ถูกชนกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร สภาพแหลกเหลวไม่มีวี่แหววของสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่
เขามองอยู่นาน
ท้องฟ้าที่มืดครึ้มไม่รู้ว่าเริ่มมีฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่
มีพนักงานนำเสื้อนอกมาสวมให้เขาอย่างระมัดระวัง มีคนพูดอะไรบางอย่าง คงจะเป็นคำพูดทำนองว่า "คุณเจิ้งไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ", "การผ่าตัดของท่านประธานเถียนเหลยต้องราบรื่นแน่นอน"
เจิ้งเผิงไม่ได้ยินแม้แต่คำเดียว
เขาเพียงแต่ยืนอยู่ตรงนั้น มองดูตำรวจจัดการความวุ่นวาย ศพถูกเคลื่อนย้าย เหลือเพียงกองเลือดที่ถูกน้ำฝนชะล้างจนจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ที่แท้คนที่เขาเกลียดมาสิบแปดปี ตอนตายก็เป็นเพียงเท่านี้เอง
ไม่มีฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ไม่มีวิญญาณแห่งการล้างแค้นที่หอมหวาน มีเพียงฝนห่าหนึ่ง เสียงเบรกหนึ่งครั้ง และตามมาด้วยความเงียบงันที่ว่างเปล่ายาวนาน
เขาก้มหน้าลงมองมือตัวเอง
ทั้งที่ล้างจนสะอาดแล้ว แต่เขากลับรู้สึกเหมือนยังมีไออุ่นของเลือดติดอยู่ที่ซอกเล็บ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาถึงได้ยินเสียงอีกครั้ง เป็นผู้ช่วยของเถียนเหลย "คุณเจิ้งครับ" เสียงของผู้ช่วยเบามาก "ทางโรงพยาบาลแจ้งข่าวมาแล้วครับ การผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว ราบรื่นดีมาก ตอนนี้ท่านประธานอยู่ในช่วงเฝ้าดูอาการ รถส่วนตัวของตระกูลเถียนมาจอดที่หน้าโรงพยาบาล เจิ้งเผิงผลักประตูชั้นที่เถียนเหลยพักอยู่ออก พ่อแม่ของเถียนเหลยมาถึงแล้ว
แม่ของเถียนเหลยนั่งอยู่บนโซฟาในพื้นที่รอญาติ ในมือนับลูกประคำ ริมฝีปากขยับพึมพำเบาๆ เมื่อเห็นเจิ้งเผิงในสภาพเปียกโชกยืนอยู่ที่ประตู เธอจึงลุกขึ้นเดินเข้ามา กุมมือที่เย็นเฉียบของเจิ้งเผิงไว้ในฝ่ามือ
"ลูก" เสียงของเธอแหบพร่าแต่ทว่ามั่นคง "เขาไม่เป็นไรมากหรอก หมอบอกว่าเขาขังยังหนุ่ม ร่างกายพื้นฐานดี พักฟื้นสักพักก็ฟื้นแล้ว เดี๋ยวเขาก็ฟื้น"
เจิ้งเผิงอ้าปากจะพูด แต่ไม่มีเสียงออกมา
แม่ของเถียนเหลยตบหลังมือเขาเบาๆ ไม่มีการคาดคั้นหรือตำหนิ เธอพูดอย่างอ่อนโยนว่า: "ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งๆ เถอะ ถ้าเขาฟื้นขึ้นมา เขาคงอยากเจอหนูเป็นคนแรก"
เจิ้งเผิงส่ายหน้า
เขานั่งลงบนม้านั่งยาวนอกห้อง ร่างกายยังคงมีหยดน้ำไหลหยด แต่ไม่มีทีท่าว่าจะจากไปไหน
พ่อของเถียนเหลยยืนอยู่ริมหน้าต่าง หันหลังให้ทั้งสองคน มองออกไปนอกม่านฝน นานทีเดียวกว่าเขาจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ:
"หลักฐานทางฝั่งหวังเหว่ย เพียงพอที่จะทำให้มันติดคุกหัวโต ส่วนทางด้านเฉียนซื่อ กลต. ตำรวจ และหน่วยงานยุติธรรมที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาแทรกแซงแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนว่าผู้บริหารระดับสูงหลายคนคงหนีไม่พ้น เรื่องหลังจากนี้ฉันจะจัดการเอง"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
"พวกเธอน่ะ... ทำได้ดีมากทั้งคู่เลย"
เจิ้งเผิงก้มหน้าลง ไม่ได้ขานรับ
แสงไฟในโถงทางเดินขาวโพลน ขาวจนเหมือนแสงไฟในห้องผ่าตัด เขาจ้องมองประตูที่ปิดสนิทบานนั้น ในภวังค์เหมือนจะยังรู้สึกถึงหยาดเลือดที่อุ่นร้อนและไหลซึมออกมาไม่หยุดภายใต้ฝ่ามือ
เขานึกถึงตอนที่เถียนเหลยล้มลงในอ้อมกอดของเขา แล้วยังยิ้มพูดว่า "ถ้าเผื่อมันโดนล่ะ"
ความคิดของเขาล่องลอยไปไกลแสนไหล ลอยไปถึงวันนั้นในเต็นท์บนภูเขา ตอนที่เขาบอกเถียนเหลยว่า "ฉันก็รักนายเหมือนกัน" เถียนเหลยที่ตาแดงก่ำกอดเขาไว้แน่น แล้วถามอย่างไม่เชื่อหูว่า "ที่นายพูดน่ะ เรื่องจริงเหรอ?"
เป็นเรื่องจริง ทุกอย่างคือเรื่องจริง เจิ้งเผิงซบหน้าลงกับฝ่ามือ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของแม่เถียนเหลยราวกับเด็กน้อยจริงๆ
เขาไม่ได้ส่งเสียงร้องไห้ออกมา แต่หัวไหล่กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ประตูแง้มออกเล็กน้อย พยาบาลเดินออกมาถือแฟ้มประวัติคนไข้ เธอหันมองผู้คนที่รออยู่ แล้วแจ้งข่าวด้วยเสียงแผ่วเบา: "คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ เขาบอกว่า—"
พยาบาลชะงักไปครู่หนึ่ง ก้มมองบันทึกในมือเหมือนกำลังยืนยันอะไรบางอย่าง
"'ข้างนอกมีเด็กคนหนึ่ง ตัวเปียกโชกยังจะมานั่งอยู่อีก ต้องทั้งหนาวทั้งกลัวแน่ๆ ให้เขาเข้ามาเถอะ อย่าให้เขาแข็งตายไปซะก่อนล่ะ'"
เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน
เขามองไปยังประตูที่เปิดแง้มอยู่นั้น
แสงสีขาวจากในห้องผู้ป่วยลอดผ่านรอยแยกของประตูออกมา ทั้งพร่าเลือนและชัดเจนในเวลาเดียวกัน
เหมือนเช้าที่แสนธรรมดาวันหนึ่ง ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของเถียนเหลย แล้วได้เห็นแสงอาทิตย์ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านในห้องสวีทของโรงแรม
บทที่ 13
วันนี้ พรุ่งนี้ และวันมะรืน
ตอนที่เจิ้งเผิงเดินเข้ามาในห้องพักฟื้น เถียนเหลยกำลังเอนหลังพิงหัวเตียงที่ถูกปรับยกสูงขึ้น ช่วงบนของเขาถูกพันด้วยผ้าก๊อซหนาเตอะ ใบหน้าซีดเซียวลงเล็กน้อยจากการเสียเลือด เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสภาพของเจิ้งเผิงที่ตัวเปียกโชกและขอบตาแดงก่ำ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น
“ฉันก็นึกไว้แล้วว่านายต้องไม่ยอมเปลี่ยนชุด ทำไมไม่เปลี่ยนล่ะ? ผู้ช่วยไม่ได้เอามาให้หรือไง—”
เจิ้งเผิงเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างเตียง ซบใบหน้าลงกับหัวไหล่ข้างที่ยังเคลื่อนไหวได้ของอีกฝ่าย ตัดบทการบ่นพึมพำที่แสร้งทำเป็นเรื่องเล่นๆ นั้นเสีย
คำพูดของเถียนเหลยค้างอยู่ในลำคอ เขาสัมผัสได้ถึงหยดน้ำอุ่นๆ ที่ซึมผ่านเนื้อผ้าบางของชุดคนไข้ หยดลงบนกระดูกไหปลาร้าทีละนิด
เจิ้งเผิงไม่ได้ส่งเสียงสะอื้น มีเพียงหัวไหล่ที่สั่นเทาอย่างรุนแรง เถียนเหลยหันไปสบตาพ่อกับแม่ด้วยความกระดากอายเล็กน้อย ผู้ใหญ่ทั้งสองเข้าใจความหมายจึงพากันเดินออกจากห้องไป เถียนเหลยเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะยกมือข้างที่ยังพอขยับได้สะดวกวางลงบนท้ายทอยของอีกฝ่ายเบาๆ
“ไม่เป็นไรแล้ว” เสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับกลัวจะทำให้เจิ้งเผิงตกใจ “ฉันอยู่นี่แล้ว ยังมีชีวิตอยู่”
เจิ้งเผิงไม่ยอมเงยหน้า ผ่านไปนานมากถึงจะมีเสียงอู้อี้ดังมาจากซอกไหล่ “ฉันล้างมือสะอาดแล้ว แต่ยังรู้สึกเหมือนมีเลือดติดอยู่เลย” น้ำเสียงของเขาเจือสะอื้น “ล้างยังไงก็ไม่ออก”
เถียนเหลยหลุบตามองกลุ่มผมที่เปียกชื้น หัวที่ดื้อรั้นนั้นยังคงซุกอยู่ที่บ่าเขา เขาประคองมือของเจิ้งเผิงขึ้นมาจากข้างเตียง พลิกสำรวจไปมาหลายรอบ มันสะอาดสะอ้าน เล็บถูกตัดแต่งเรียบร้อย นิ้วทั้งสิบเรียวยาวขาวผ่อง มีเพียงปลายนิ้วที่ยังแดงเพราะความเย็น
“อุบัติเหตุรถชนเป็นฝีมือของคนในเฉียนซื่อกรุ๊ป เราแค่รู้ล่วงหน้าเท่านั้น ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว คนที่ฆ่าเจิ้งฉย่างจริงๆ ไม่ใช่ฉันและไม่ใช่ไม่านายนะ เด็กดี”
เถียนเหลยก้มหน้าลง จุมพิตที่กลางฝ่ามือของอีกฝ่ายหนึ่งที
“ตอนนี้ล่ะ? ยังรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดอยู่อีกไหม?”
เจิ้งเผิงไม่ตอบ แต่ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นสบตาเถียนเหลย ดวงตายังคงแดงก่ำ ขนตาเปียกชื้นจนจับตัวเป็นแพ แต่แววตาไม่ได้ว่างเปล่าจนมองไม่เห็นสิ่งใดเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
เถียนเหลยยิ้มออกมาเบาๆ ใช้หัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งตรงหางตาออกให้ “ร้องไห้ซะหน้าเลอะเทอะหมดเลย”
เจิ้งเผิงสูดน้ำมูก เสียงยังคงแหบพร่าแต่เริ่มกลับมาเป็นน้ำเสียงปกติของเจ้าตัว “แล้วไงล่ะ เลอะก็เลอะสิ”
“ไม่กลัวขายหน้าหรือไง?”
“กลัวอะไรล่ะ” เจิ้งเผิงหลุบตาลง กุมมือที่วางอยู่บนใบหน้าของเขาไว้หลวมๆ ปลายนิ้วคลำวนไปตามรูปข้อนิ้วของอีกฝ่าย “ฉันไม่ได้ทำเรื่องผิดมโนธรรม ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่คนจะเห็นเสียหน่อย”
เถียนเหลยหัวเราะเบาๆ คล้ายจะพอใจกับคำตอบนั้นในที่สุด เขาโน้มหน้าผากไปชนกับหน้าผากของเจิ้งเผิง
ต่างคนต่างเงียบไป ฝนข้างนอกหน้าต่างหยุดตกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ หมู่เมฆแยกออกเป็นช่องให้แสงตะวันยามเย็นรอดผ่าน อาบไล้พื้นห้องผู้ป่วยจนกลายเป็นสีทองอ่อนๆ
เถียนเหลยนอนโรงพยาบาลอยู่ครึ่งเดือน เจิ้งเผิงก็อยู่เฝ้าตลอดครึ่งเดือนนั้น จะบอกว่ามาเฝ้าไข้ก็ไม่เชิง เพราะส่วนใหญ่ทั้งคู่มักจะลับฝีปากกันเสียมากกว่า
ช่วงสองวันแรกที่ยาชาหมดฤทธิ์ เถียนเหลยปวดจนนอนไม่หลับตอนกลางคืน แต่เขาก็ยังกัดฟันนิ่งเงียบไม่ปริปากสักคำ พอวันที่สองเจ้าเหวินกับเสี่ยวโจวมาเยี่ยม เขาก็ยังวางท่าอวดดีเหมือนกับว่า “ลูกผู้ชายโดนแค่แผลเดียวมันจะเท่าไหร่กันเชียว” รอจนคนกลับไปหมดแล้วนั่นแหละถึงค่อยๆ มุดตัวลงในผ้าห่มพร้อมเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
เจิ้งเผิงยืนอยู่ที่ประตู เห็นทุกอย่างชัดเจน “เจ็บก็ร้องออกมา” เขาเดินเข้าไป ยื่นยาแก้ปวดกับน้ำให้ถึงปากเถียนเหลย “ไม่มีใครอัดวิดีโอนายไปลงเน็ตหรอก”
“ใครเจ็บกัน?” เถียนเหลยปากแข็ง “แผลแค่นิดเดียว ไม่เท่าตอนที่ฉัน—”
“ตอนที่นายทำไม?”
เถียนเหลยชะงัก
เขาไม่มี “ตอนนั้น” เสียหน่อย ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาแผลที่ใหญ่ที่สุดคือตอนประถมที่เล่นซนกับเพื่อนจนแขนหลุด ร้องไห้จ้าจนได้ยินไปทั้งตึก เจิ้งเผิงเห็นท่าทางฝืนทนแบบนั้นก็ขี้เกียจจะแฉ ทำเพียงแค่ยื่นยาไปจ่อที่ริมฝีปากอีกครั้ง
“อ้าปาก”
เถียนเหลยยอมกินยาแต่โดยดี เขายังอยากจะปากแข็งต่ออีกสองสามประโยค แต่ยาแก้ปวดยังไม่ออกฤทธิ์เร็วขนาดนั้น แผลที่ตัวเริ่มปวดตุบๆ ขึ้นมาอีกระลอกจนเขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เจิ้งเผิงดึงมือข้างที่ไม่ได้ให้น้ำเกลือของเถียนเหลยมาวางบนเข่าตัวเอง ค่อยๆ บีบนวดนิ้วมือทีละนิ้ว ตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงโคนนิ้ว แล้วคลี่นิ้วออกนวดเบาๆ ตรงง่ามนิ้วโป้ง
เถียนเหลยจ้องเขานิ่ง เจิ้งเผิงหลุบตาลง ขนตาทอดเงาจางๆ บนเปลือกตา ใบหน้าดูเรียบเฉยแต่การกระทำกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
“นายทำอะไรน่ะ?” เสียงของเถียนเหลยแห้งผากเล็กน้อย
“เบี่ยงเบนความสนใจไง” เจิ้งเผิงตอบ “นวดนิ้วช่วยระงับปวดได้ ในเน็ตเขาว่ามา”
“เรื่องในเน็ตนายนึกยังไงถึงไปเชื่อ?”
เจิ้งเผิงเงยหน้าปรายตาตามอง “งั้นก็นั่งเจ็บไปคนเดียวเถอะ”
เขาทำท่าจะปล่อยมือ แต่เถียนเหลยรีบคว้ามือเขาไว้ทันที “เชื่อๆๆ ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ”
เจิ้งเผิงไม่ยอมดึงมือกลับ เถียนเหลยจึงเอ่ยออกมาอย่างเคอะเขิน “ความจริงมันก็เจ็บอยู่นิดหน่อย” เจิ้งเผิงเงยหน้ามองเขา เถียนเหลยแสร้งมองเพดานอย่างเลิ่กลั่ก “แต่นายนวดให้แบบนี้ มันก็ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่แล้ว”
เจิ้งเผิงกระชับมือเถียนเหลยให้แน่นขึ้นอีกนิด แอบขำจนไหล่สั่น
วันที่พ่อของเถียนเหลยว่างมาเยี่ยม เถียนเหลยกำลังพิงหัวเตียงเถียงกับเจิ้งเผิงเรื่องปลาเก๋านึ่งซีอิ๊วว่าต้องใส่ต้นหอมซอยหรือไม่
“ต้องใส่สิ! ไม่ใส่ก็ไม่มีรสน่ะสิ!”
“หมอบอกว่าของแสลงนายกินไม่ได้”
“ปลาเก๋าจะเป็นของแสลงได้ไง?”
“ฉันหมายถึงต้นหอม! นายอย่ามาเนียนเปลี่ยนประเด็น”
ตอนที่พ่อของเถียนเหลยผลักประตูเข้ามา สิ่งที่เห็นคือภาพลูกชายตัวเองกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ถลึงตาเถียงกับเด็กหนุ่มที่กำลังปอกแอปเปิลอยู่ข้างๆ น้ำเสียงเปี่ยมพลังเสียงดังฟังชัด ดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งโดนมีดแทงมาเลยสักนิด
เจิ้งเผิงเปลี่ยนสีหน้าไวมาก เขาทักทายผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม พ่อของเถียนเหลยวางกระเช้าผลไม้ลงบนโต๊ะข้างเตียง เถียนเหลยก็เงียบเสียงลงทันที
เขารู้ตัวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ที่ทำให้คนอื่นมีช่องโหว่เข้ามาเล่นงานได้ เป็นเพราะการสื่อสารที่ไม่ดีระหว่างพ่อลูก เขาจึงลดท่าทางกวนประสาทลง เปลี่ยนโหมดเป็นทายาทตระกูลเถียนผู้สุขุมและควบคุมทุกอย่างได้ในพริบตา “พ่อ ทำไมถึงมาล่ะครับ”
ผู้เป็นพ่อปรายตามองลูกชาย รู้ดีว่านี่คือการยอมอ่อนข้อของลูก และกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่เขาหวัง แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ชินจึงเอ่ยถามเสียงแข็ง “แผลเป็นยังไงบ้าง?”
“ก็ดีครับ หมอบอกว่ารอดูอาการอีกสองวันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
“ฉันถามว่าเจ็บไหม”
เถียนเหลยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาอ้าปาก คำว่า “ไม่เจ็บ” วนอยู่ในลำคอ แต่ไม่รู้ทำไมถึงพูดไม่ออก
“...ก็พอทนครับ”
“ทางบริษัทไม่ต้องห่วง” พ่อของเขาเอ่ย “หายดีแล้วค่อยกลับไป” เถียนเหลยพยักหน้า
ผู้เป็นพ่อมองเขาอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินจากไป เห็นคนรักคู่นี้ไม่มีใครรั้งไว้ พอถึงประตูก็หยุดกะทันหัน
“...เรื่องนี้ ทำได้ไม่เลว” พูดจบก็ผลักประตูเดินออกไป
เถียนเหลยพิงหัวเตียง ใบหน้าเรียบเฉยแต่เจิ้งเผิงกลับเห็นว่าใบหูของเขาแดงเถือกไปหมด
พอประตูห้องปิดลง เถียนเหลยยังคงค้างอยู่ในท่าทาง “สุขุม” เหมือนโดนสกัดจุด เจิ้งเผิงยื่นแอปเปิลที่ปอกเสร็จแล้วให้เขาก็ไม่รับ เจิ้งเผิงมองตามสายตาเขาไป เห็นเขากำลังจ้องที่จับประตูตาค้าง หลังจากเป็นผู้ใหญ่เขากับพ่อแทบไม่เคยคุยกันดีๆ นอกจากเรื่องงานเลย จนกระทั่งเขาพาเจิ้งเผิงเข้าบ้านนี่แหละ
เจิ้งเผิงนึกถึงตอนไถ Douyin เมื่อวันก่อน เจอคอมเมนต์หนึ่งที่โดนล้อไปหลายพันข้อความว่า “สิ่งที่ลูกชายแคร์ที่สุดในชีวิตคือคำชมจากพ่อ ชมคำเดียวจำไปยี่สิบปี” ตอนนั้นเขาคิดว่ามันตลกเกินจริงไปหน่อย แต่พอเห็นหน้าเถียนเหลยตอนนี้ที่กึ่งจะยิ้มกึ่งจะกลั้นจนหน้าตาบิดเบี้ยว เจิ้งเผิงก็ก้มหน้าลง กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ มันเป็นภาพที่ประหลาดและน่าขันจริงๆ
“อยากหัวเราะก็หัวเราะเถอะ” เจิ้งเผิงยัดแอปเปิลใส่มือเถียนเหลย “กลั้นไว้ไม่เหนื่อยหรือไง”
เถียนเหลยถึงได้สติ พอโดนจับได้เขาก็ทำท่าจะปั้นหน้าดุใส่เจิ้งเผิง แต่แววตาแห่งความดีใจมันล้นออกมาหมดแล้ว เขาไอออกมาทีหนึ่ง แสร้งทำเป็นเคร่งขรึม “มีอะไรน่าขำล่ะ นานๆ ทีตาแก่จะพูดจาภาษามนุษย์ ฉันแค่รู้สึกปลาบปลื้มใจ”
“อ้อ” เจิ้งเผิงพยักหน้า “ปลื้มจนหูแดงเชียวนะ”
เถียนเหลยยกมือลูบหู ปรากฏว่ามันร้อนฉ่าจริงๆ เขาถลึงตาใส่เจิ้งเผิง แต่เจิ้งเผิงไม่ได้มองเขาเลย มัวแต่ก้มหน้าปอกแอปเปิลลูกต่อไปพลางหัวเราะจนไหล่สั่น
“เจิ้งเผิง” เถียนเหลยหรี่ตาลง พยายามงัดท่าทางท่านประธานสายเปย์มาขู่ “นายหาเรื่องฉันเหรอ?”
“เปล่าเสียหน่อย” เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้น ไม่สนใจท่าทางประหลาดๆ ของเขา ก่อนจะส่งยิ้มหวานตาหยีให้ “ก็แค่ดีใจแทนนายน่ะ”
เถียนเหลยแสร้งทำเป็นโมโห กัดแอปเปิลคำโต เคี้ยวไปเคี้ยวมา สุดท้ายมุมปากก็โค้งยกขึ้นมาจนได้
แผลของเถียนเหลยสมานตัวช้ากว่าที่คิด หมอบอกว่าอาจเป็นเพราะเขาขยับตัวบ่อยเกินไปจนแผลปริ เจิ้งเผิงได้ยินดังนั้นก็ปั้นหน้ายักษ์กดตัวเขาลงกับเตียง สั่งห้ามลุกลงพื้นยกเว้นไปเข้าห้องน้ำ
เถียนเหลยโดนกักบริเวณอยู่สองวันจนอึดอัดไปทั้งตัว คืนวันที่สามหลังจากเจิ้งเผิงอาบน้ำเสร็จเดินออกมา เห็นเถียนเหลยพิงหัวเตียงส่งสายตาละห้อยมองมาทางเขา
“เป็นอะไรไป?”
“เปล่า” เถียนเหลยเบือนหน้าหนี ครู่หนึ่งก็หันกลับมา “นายมานี่สิ”
เจิ้งเผิงเช็ดผมพลางเดินเข้าไปนั่งลงข้างเตียง ทันใดนั้นก็โดนเถียนเหลยคว้าข้อมือไว้ มือนั้นมีเหงื่อซึมและร้อนผ่าว
“นายมีไข้เหรอ?” เจิ้งเผิงขยับจะไปแตะหน้าผาก
เถียนเหลยเบี่ยงหลบแต่ไม่ยอมปล่อยมือ “ไม่ได้มีไข้”
เจิ้งเผิงจ้องเขาอยู่สองวินาที จู่ๆ ก็เข้าใจอะไรบางอย่าง สายตาแบบนี้ของเถียนเหลยเขาคุ้นเคยดี มันคือสายตาที่จ้องตรงมาอย่างตัดพ้อและเปี่ยมไปด้วยความโหยหา ต่างกับท่าทางปากแข็งยามปกติราวกับคนละคน
“ไม่ได้” เจิ้งเผิงดึงมือกลับ “แผลนายยังไม่หายดี”
“หายแล้ว” เถียนเหลยแย้งทันควัน “หมอบอกว่าทำกิจกรรมเบาๆ ได้”
“นายเรียกไอ้นั่นว่ากิจกรรมเบาๆ เหรอ?”
เถียนเหลยเงียบไป ได้แต่จ้องมองเขา ไฟในห้องพักฟื้นถูกปรับให้สลัว แสงไฟทอดเงาบนหน้าเขาทำให้ดวงตานั้นดูสุกใสเป็นพิเศษ เจิ้งเผิงเห็นแล้วใจอ่อนวูบ
“นายรู้ไหมว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?” เจิ้งเผิงถอนหายใจ “ถ้าแผลฉีกขึ้นมาล่ะ...”
“งั้นนายนอนข้างบนสิ” เถียนเหลยขัดจังหวะ
เจิ้งเผิงชะงัก
เถียนเหลยขยับตัวเข้าหาเขาจนกระทบแผลเข้าให้เลยขมวดคิ้วนิ่วหน้า แต่เขาก็ยังดื้อจะเข้ามาเอาหน้าผากพิงไหล่เจิ้งเผิง
“นายนอนข้างบน” เสียงของเขาอู้อี้ “นายคุมจังหวะเอง แค่นี้ก็โอเคแล้ว”
เจิ้งเผิงนิ่งเงียบ
เถียนเหลยรออยู่สองวินาทีก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา “ฉันคิดถึงนาย” ในแววตาไม่มีความดื้อรั้นเหมือนเคย มีเพียงความคาดหวังที่ระมัดระวังและเบาบาง
เจิ้งเผิงลุกขึ้นเดินไปล็อกประตูห้องพักฟื้น เขาเดินกลับมาที่ข้างเตียง ยืนก้มมองเถียนเหลย เถียนเหลยกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง เพราะบาดแผลทำให้เขาทำได้เพียงท่านี้ แต่เขาดูไม่รีบร้อนเลยสักนิด ทำเพียงเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เจือรอยยิ้ม
เจิ้งเผิงยื่นมือออกไปปัดปอยผมข้างหน้าผากของเถียนเหลยอย่างจนใจ
“ถ้าเจ็บต้องบอกฉันนะ”
แววตาของเถียนเหลยไหววูบไปวูบหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นขรึมตอบ “อืม”
เจิ้งเผิงโน้มตัวลง จุมพิตริมฝีปากอีกฝ่ายเบาๆ เถียนเหลยยกมือจะโอบเอวแต่โดนกดข้อมือไว้ “อย่าขยับ”
เถียนเหลยฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมวางมือลงข้างตัวแต่โดยดี เจิ้งเผิงพรมจูบลงที่ลูกกระเดือก เถียนเหลยเงยหน้าขึ้น ควบคุมไม่ได้จนลูกกระเดือกขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่เริ่มติดขัด เขาพยายามจะพลิกตัวขึ้นไปกดเจิ้งเผิงไว้เพื่อกลับสู่จังหวะที่คุ้นเคย แต่เจิ้งเผิงกดบ่าเขาไว้ แรงไม่มากแต่กลับทำให้เขาขยับไม่ได้
“บอกว่าอย่าขยับไง” เจิ้งเผิงเงยหน้ามองเขา
เถียนเหลยกดเสียงต่ำ ขอบตาเริ่มแดง “นายทำช้าเกินไปแล้ว”
“ช้านั่นแหละดี” เจิ้งเผิงก้มลงขบกัดที่ไหปลาร้าเบาๆ “ช้าๆ จะได้ไม่โดนแผลนาย”
เจิ้งเผิงสูดลมหายใจเข้าลึก เอื้อมมือไปปลดกระดุมชุดคนไข้ของเถียนเหลย เม็ดแรก เม็ดที่สอง เม็ดที่สาม เสื้อแยกออกเผยให้เห็นผ้าก๊อซที่พันไว้อย่างเรียบร้อยตั้งแต่อกจนถึงเอว ดูสะดุดตาภายใต้แสงไฟ ปลายนิ้วของเจิ้งเผิงหยุดลงที่ขอบผ้าก๊อซ เขาโน้มตัวลงจุมพิตที่แผ่นผ้าเบาๆ ไล่ไปตามขอบผ้าทีละนิด ลมหายใจของเถียนเหลยเริ่มไม่คงที่
“เผิงเผิง...”
เจิ้งเผิงยืดตัวขึ้น เริ่มถอดเสื้อผ้าของตัวเองออก
ในโรงพยาบาลฮีตเตอร์ทำงานได้ดีมาก แต่ตอนที่ผิวหนังสัมผัสอากาศเขาก็ยังขนลุกซู่ เถียนเหลยไล่สายตามองตั้งแต่ไหปลาร้าลงไป ลูกกระเดือกขยับวูบ เจิ้งเผิงปีนขึ้นไปบนเตียง ระมัดระวังไม่ให้โดนแผลของอีกฝ่าย ก่อนจะคุกเข่าคร่อมร่างเขาไว้
ท่านี้ทำให้เขาดูสูงกว่าเถียนเหลยครึ่งหัว เขาก้มมองเถียนเหลย และเถียนเหลยก็มองเขา ต่างคนต่างเงียบ เจิ้งเผิงเอื้อมมือไปหรี่ไฟหัวเตียงให้มืดลงอีกนิด
ภายในห้องเริ่มเลือนราง ห้องพักฟื้นราวกับถูกห่อหุ้มด้วยชั้นผ้าบางๆ นานๆ ทีจะมีเสียงรถวิ่งผ่านจากข้างนอกไกลๆ เครื่องให้ยาปิดไปนานแล้ว เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืน
เจิ้งเผิงใช้มือสำรวจช่องทางเบื้องล่างของตัวเอง เตรียมความพร้อมลวกๆ สองสามที ก่อนจะจับส่วนแข็งขืนของเถียนเหลยแล้วค่อยๆ นั่งทับลงไปทีละนิ้ว เพียงแค่เข้าไปได้นิดเดียวร่างกายเขาก็เกร็งแน่น เพราะไม่ได้ทำมานานบวกกับความประหม่า ทำให้ทุกนิ้วที่สอดใส่เข้าไปเป็นไปอย่างยากลำบาก เขาเม้มริมฝีปากล่าง เหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผาก
มือของเถียนเหลยกุมเอวเขาไว้ กลับกลายเป็นฝ่ายกังวลแทนเสียเอง เขาเปลี่ยนคำพูดทันที “ไม่ต้องรีบ”
เจิ้งเผิงถลึงตาใส่ รำคาญท่าทางได้ทีขี่แพะไล่ของอีกฝ่าย “นายเงียบไปเลย”
เถียนเหลยหุบปากอย่างรู้ความ แต่ไม่ได้ปล่อยมือ เขาช่วยบีบนวดเบาๆ ที่เอวเพื่อช่วยให้อีกฝ่ายผ่อนคลาย
เจิ้งเผิงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วนั่งลงต่อ ความรู้สึกที่ได้เป็นคนคุมเกมกามารมณ์ครั้งแรกนั้นแปลกใหม่มาก ทั้งจุกทั้งเจ็บ ทุกครั้งที่กดลึกลงไปเขารู้สึกเหมือนจะถึงขีดจำกัดแล้ว แต่ก็ยังสามารถรองรับได้อีกนิด
จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำพูดที่เถียนเหลยเคยกระซิบข้างหูตอนที่กดทับเขาไว้ว่า “ข้างในนายนี่ร้อนชะมัด” ตอนนั้นเจิ้งเผิงคิดว่าหมอนี่พูดจาไร้ยางอายจริงๆ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน
มันทั้งร้อนและแน่นเกินไป เขาสัมผัสได้ถึงแรงกระตุกข้างในตัวเถียนเหลย เป็นจังหวะๆ เหมือนหัวใจของทั้งคู่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
ในที่สุดเขาก็ลงไปจนสุด เจิ้งเผิงยันมือไว้ข้างตัวเถียนเหลย ก้มหน้าหอบหายใจ หยดเหงื่อไหลผ่านจอนผมตกลงบนไหปลาร้าของเถียนเหลย
หน้าของเจิ้งเผิงแดงก่ำ ขนตาเปียกชื้นจับกันเป็นกระจุก เขาเม้มปาก ขมวดคิ้วทนรับความรู้สึกแปลกปลอมข้างใน
“เจ็บไหม?” เถียนเหลยถามอย่างกังวล
เจิ้งเผิงส่ายหน้า
เขาไม่ได้โกหก มันไม่ใช่ความเจ็บ แต่มันถูกเติมจนเต็มอิ่มจนแทบหายใจไม่ออก จุดลึกสุดในร่างกายถูกกดทับจนเกิดความรู้สึกซ่านชาแล่นจากกระดูกสันหลังพุ่งขึ้นถึงท้ายทอยจนปลายนิ้วสั่น เขาพยายามลองขยับดู
แค่เพียงยกตัวขึ้นนิดเดียวแล้วนั่งทับลงไป ทั้งคู่ก็สูดหายใจเข้าพร้อมกัน มือของเถียนเหลยขยำผ้าปูเตียงจนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“เชี่ย...” เขาหลุดสบถรอดไรฟัน
เจิ้งเผิงมองท่าทางที่พยายามข่มใจไม่ให้พลิกเขากดลงไปแล้วก็หลุดขำ เขาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเถียนเหลยด้วยเสียงหอบพร่า “ไม่ใช่อยากหรอกเหรอ? ทนเอาสิ”
เถียนเหลยอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เจิ้งเผิงไม่เปิดโอกาสให้ เขาเริ่มขยับแล้ว เริ่มจากช้าๆ ขึ้นและลง เขายันตัวอยู่บนร่างเถียนเหลย ก้มหน้าลง ตากึ่งปิดกึ่งเปิด ขนตาทอดเงาจางๆ ทุกครั้งที่กดนั่งลง คิ้วของเขาจะขมวดเข้าหากันเบาๆ แล้วคลายออก แล้วขมวดใหม่
มือของเถียนเหลยกุมเอวเขาไว้ตลอด ไม่กล้าออกแรง ทำเพียงประคองไว้หลวมๆ เขามองเจิ้งเผิงที่ขยับขึ้นลงบนตัวเขา มองใบหน้าที่มีทั้งความอดกลั้นและความเสียวซ่านสลับกันไป จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา เจิ้งเผิงกำลังทำสิ่งนี้เพื่อเขา
เจิ้งเผิงกลัวจะโดนแผลเขา จึงเป็นฝ่ายคุมจังหวะเอง เส้นสายหน้าท้องที่เกร็งแน่นและท่าทางเม้มปากอดทนดูยั่วยวนกว่าปกติเสียอีก ทั้งที่ดูเหมือนจะถึงขีดจำกัดแล้วแต่เขาก็ยังคงขยับต่อ ครั้งแล้วครั้งเล่า
เถียนเหลยเรียกชื่อเขา แต่เจิ้งเผิงไม่ขานรับ เขาเมามัวอยู่กับอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้น ร่างกายเริ่มอ่อนระทวยแต่จังหวะกลับเริ่มถี่กระชั้น เขาเอามือปิดปากตัวเองไว้ไม่อยากส่งเสียง แต่ในลำคอก็ยังคงมีเสียงหอบกระเส่าที่ขาดห้วงเล็ดลอดออกมา
เถียนเหลยคว้ามือที่ปิดปากนั้นลงมา ประสานนิ้วเข้าด้วยกัน “ไม่ต้องปิด ฉันอยากฟัง”
เจิ้งเผิงขอบตาแดงก่ำ มีหยาดน้ำตาคลอเบ้า แต่เขาไม่ปิดปากอีก ทำเพียงซบหน้าลงกับซอกคอเถียนเหลยโดยที่ช่วงล่างยังไม่หยุดขยับ
เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเถียนเหลย ทั้งร้อนและชื้น เจือด้วยอาการสั่นที่กักเก็บไม่อยู่ เถียนเหลยเอียงหน้าใช้ริมฝีปากพรมจูบไปทั่วกลุ่มผมเหมือนนกหัวขวาน
ส่วนแข็งขืนของเจิ้งเผิงขยับกระทบหน้าท้องเถียนเหลยตามจังหวะ จนเถียนเหลยเอื้อมมือไปกุมมันไว้และปรนเปรอให้ คนที่ขยับอยู่บนร่างเริ่มเปลี่ยนเสียงหอบหายใจเป็นโทนที่อ่อนนุ่มลง ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน จู่ๆ เจิ้งเผิงก็ชะงัก ร่างกายเกร็งกระตุก เถียนเหลยสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่พ่นใส่ผิวหนัง พร้อมเสียงครางที่เกือบจะเป็นเสียงสะอื้นแผ่วเบา สายธารอุ่นๆ พุ่งวาบใส่ส่วนกลางกายเขาจนรู้สึกเสียววาบ ช่องทางของเจิ้งเผิงขยิบตอดรัดอย่างแรงจนเขาระเบิดอารมณ์ออกมา และเจิ้งเผิงเองก็ปลดปล่อยออกมาเลอะเสื้อชุดคนไข้ของเขาเช่นกัน
เจิ้งเผิงตัวอ่อนปวกเปียก ซบลงบนอกเถียนเหลยนิ่งสนิท
ข้างนอกหน้าต่างเหลือเพียงเสียงลม เถียนเหลยโอบกอดเจิ้งเผิงที่เสร็จสมจนน้ำตาคลอ นึกว่าเจ้าตัวรู้สึกผิดหวังหรือเสียใจจึงปลอบประโลมเสียงเบา “วันหลังเราไม่ทำแบบนี้แล้วดีไหม?”
เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย ทั้งที่คราบน้ำตายังติดอยู่ที่หางตาและยังคงทิ้งร่องรอยแห่งกามารมณ์ไว้ ดูยั่วยวนเป็นบ้า “ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ? ฉันเป็นคนทำนายนี่มันฟินกว่าตอนนายทำฉันตั้งเยอะ”
เถียนเหลยได้ยินดังนั้นก็สำลักน้ำลายตัวเองจนเกือบทำแผลปริ เจิ้งเผิงตกใจจนรีบตะเกียกตะกายลงจากตัวเขาด้วยขาที่อ่อนเปลี้ยเกือบจะล้มพับไป ดีที่ตั้งหลักได้ทัน หลังจากนั้นเขาก็ไม่ยอมแตะต้องเถียนเหลยไปอีกนาน
วันที่ออกจากโรงพยาบาล เจิ้งเผิงและเถียนเหลยถูกแม่ของเถียนเหลยเรียกไปกินข้าวที่บ้าน
ห้องนั่งเล่นบ้านตระกูลเถียนยังคงเหมือนเดิม เฟอร์นิเจอร์ไม้แดง ภาพวาดพู่กันจีน กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์ แต่ครั้งนี้เจิ้งเผิงที่นั่งอยู่บนโซฟากลับรู้สึกต่างออกไป
แม่ของเถียนเหลยเดินออกมาจากห้องทำงาน ในมือถือซองเอกสารซองหนึ่ง “เผิงเผิง” เธอนั่งลงข้างเจิ้งเผิง วางซองเอกสารลงบนโต๊ะน้ำชาแล้วเลื่อนส่งให้เบาๆ “นี่ให้จ้ะ”
เจิ้งเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก้มมองดู บนซองเอกสารพิมพ์ข้อความไว้ว่า: ใบทะเบียนกรรมสิทธิ์บ้าน
นิ้วมือของเขาหยุดกะทันหัน
“คุณน้าครับ...”
“ไม่ใช่ให้เปล่าๆ หรอกนะ” แม่เถียนเหลยยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวล “หนูช่วยบ้านเราไว้มาก นี่คือสิ่งที่ควรได้รับ อีกอย่าง หนูคบกับเสี่ยวเหลยแบบนี้... จะพักโรงแรมตลอดก็ไม่ใช่ทางแก้ที่ยั่งยืน”
เธอเว้นช่วงนิดหนึ่ง มองตาเจิ้งเผิงแล้วลดเสียงลง “มีที่ทางที่เป็นของตัวเอง ใจจะได้มั่นคงนะจ๊ะ”
เจิ้งเผิงหลุบตาลง “ขอบคุณครับคุณน้า”
แม่เถียนเหลยตบบ้านมือเขาเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
บ้านหลังนั้นอยู่ที่เฉิงตง พื้นที่ไม่กว้างนัก เป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น แต่รับแสงดีมาก ห้องนั่งเล่นมีหน้าต่างบานใหญ่จรดพื้น ตอนบ่ายแสงแดดจะอาบไล้เต็มพื้นบ้าน
เถียนเหลยที่แผลยังไม่หายดีร้อยเปอร์เซ็นต์ยืนกรานจะมาคุมคนขนของจัดบ้านให้เจิ้งเผิงเอง “ขาตั้งวาดรูปวางตรงนี้ ตรงนี้แสงดี” เขาชี้สั่งคนงาน “ตุ๊กตากระต่ายนั่นวางบนหัวเตียงนะ อย่าให้มันโดนทับล่ะ”
เจิ้งเผิงยืนพิงขอบประตูมองเขาที่วุ่นวายไปทั่ว อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “บ้านหลังนี้ชื่อฉันคนเดียวนะ สรุปบ้านฉันหรือบ้านนาย?”
เถียนเหลยตอบหน้าตาย “บ้านเราไง”
เจิ้งเผิงอมยิ้ม ก้มหน้าแสร้งทำเป็นจัดกล่องของต่อ
แสงแดดข้างนอกช่างเป็นใจ หลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ วันเวลาก็ดูเหมือนจะเดินช้าลง บาดแผลของเถียนเหลยค่อยๆ สมานตัว แต่พอวันไหนฝนตกฟ้าครึ้มเขาก็ยังคงปวดแผล รอยแผลนั้นเหมือนเครื่องพยากรณ์อากาศที่ปวดเตือนล่วงหน้าครึ่งวันเสมอ
ตอนประชุมที่บริษัท ลูกน้องรายงานแผนงบประมาณเสร็จ เขาก็พยักหน้า “อืม” แล้วชี้จุดผิดพลาดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า พอพ่อโทรมาถามความคืบหน้า เขาก็พิงเก้าอี้ประธานบอกว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” พอวางสายเขาถึงค่อยๆ ขยับหลังออกจากพนักพิง เอาหน้าผากแตะกับลายไม้เย็นๆ บนโต๊ะเพื่อพักหายใจ
“คุณเถียนครับ ประชุมซัพพลายเออร์ตอนบ่ายคุณยืนยันจะเข้าไหมครับ? แผลของคุณ...” ผู้ช่วยเคาะประตูถาม
“แผลแค่นี้ อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่”
ผู้ช่วยอ้ำอึ้ง สุดท้ายก็ได้แต่ถอยออกไป พอประตูปิดลง เถียนเหลยก็พิงเก้าอี้พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
แผลเริ่มปวดตุบๆ ขึ้นมาอีก เหมือนมีคนมาตอกตะปูอยู่ข้างใน เขาเอื้อมมือไปจะหยิบยาแก้ปวดในลิ้นชัก แต่ก็หดมือกลับ ช่างเถอะ กลับไปกินที่บ้านแล้วกัน
เขามันเป็นพวกแมนเต็มร้อยที่คิดเอาเองว่าเรื่องทุกอย่างต้องแบกไว้คนเดียว เขาไม่อยากให้พ่อมองว่าร่างกายเขาไม่ไหว ไม่อยากให้พวกคนแก่ในบริษัทมองว่าเขาโดนมีดแทงครั้งเดียวก็กลายเป็นคนขี้โรคที่ต้องดูแล และที่สำคัญที่สุด เขาไม่อยากให้เจิ้งเผิงกังวล
เขายังจำได้ว่าเจิ้งเผิงเคยร้องไห้เพื่อเขามาแล้วครั้งหนึ่ง หยดน้ำตานั้นลวกตัวเขาร้อนยิ่งกว่าบาดแผลเสียอีก
เขาไม่อยากเห็นเจิ้งเผิงเป็นแบบนั้นอีก เขาเลยเลือกที่จะฝืนทน
แต่เขาลืมไปอย่างหนึ่ง เจิ้งเผิงคนนี้นี่แหละที่ถนัดที่สุดเรื่องการมองผ่านคำว่าฝืนทน
ตอนกินข้าวเย็น จู่ๆ เถียนเหลยก็ชะงักตอนคีบกับข้าว เจิ้งเผิงเงยหน้ามองทันที
“ปวดแผลเหรอ?”
“ไม่ปวด”
เจิ้งเผิงไม่พูดอะไร ก้มหน้ากินข้าวต่อ ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีเถียนเหลยเอื้อมมือจะไปหยิบชามซุปที่อยู่ไกลออกไป จังหวะขยับตัวไปโดนแผลหลังจนคิ้วกระตุก เจิ้งเผิงลุกขึ้น หยิบชามมาตักซุปให้แล้ววางคืนที่ข้างมือเขา
“ขอบใจ” เถียนเหลยก้มหน้าซดซุปอย่างรู้สึกผิด “ฉันไม่ปวดจริงๆ นะ”
เจิ้งเผิงส่งเสียง “อืม” ในลำคอ แอบบ่นในใจว่าหมอนี่จะเก๊กไปถึงไหน
ก่อนนอนทั้งคู่นั่งพิงโซฟาไถมือถือ เถียนเหลยนั่งตัวตรงแน่ว ไหล่และหลังเกร็งเป๊ะเหมือนเส้นสายธนู
จู่ๆ เจิ้งเผิงก็ขยับตัวเข้าไปซบไหล่ข้างที่ไม่ได้เจ็บของเขา
เถียนเหลยชะงัก ก้มมองเขา
เจิ้งเผิงไม่เงยหน้า มัวแต่ปัดหน้าจอมือถือไปมา “นายคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง? อยู่บริษัททำเป็นเท่พอกลับบ้านมาปวดจนไม่กล้าพลิกตัว นึกว่าฉันไม่ได้ยินเหรอ?” เจิ้งเผิงเงยหน้าจากไหล่ขึ้นมาสบตาเขา
“เถียนเหลย เจ็บก็บอกว่าเจ็บสิ”
“บอกแล้วจะมีประโยชน์อะไร” เถียนเหลยเบือนหน้าหนี “มีแต่จะทำให้นายกังวลเปล่าๆ”
เจิ้งเผิงเอื้อมมือไปกุมมือเถียนเหลยเบาๆ “ทำไมจะไม่มีประโยชน์ล่ะ ฉันรินน้ำ หยิบยาให้นายได้ นวดนิ้วให้นายได้ แล้วฉันก็เล่านิทานกล่อมให้นายอารมณ์ดีได้ด้วยนะ”
เถียนเหลยจ้องเขานิ่งอึ้ง
“นายไม่ได้ตัวคนเดียว” เจิ้งเผิงเอ่ย “จะฝืนไปทำไม”
เถียนเหลยก้มหัวลง เอาหน้าผากพิงไหล่เจิ้งเผิง เจิ้งเผิงสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาที่หัวไหล่ และลมหายใจร้อนๆ ที่พ่นออกมาข้างซอกคอ เขาเอื้อมมือไปลูบหลังเถียนเหลยเบาๆ เหมือนที่เถียนเหลยเคยทำกับเขา
ผ่านไปนานมาก เสียงของเถียนเหลยถึงดังออกมาจากซอกไหล่
“เจิ้งเผิง”
“อืม”
“นายนี่เหมือนแม่ฉันเลย”
มือของเจิ้งเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง “คนเขาอุตส่าห์ทำซึ้ง นายมาพูดเรื่องนี้เนี่ยนะ มีปัญหาอะไรเปล่า?”
“เปล่า” เสียงเถียนเหลยเจือรอยยิ้ม “ฉันหมายถึงนาย... ช่างเถอะ สรุปว่ามันทำให้ฉันรู้สึกดีมาก!”
เจิ้งเผิงผลักเขาออก เถียนเหลยยิ้มกว้างมองเขา แววตาโค้งหยี ขอบตาแดงนิดๆ เจิ้งเผิงถลึงตาใส่ จ้องไปจ้องมาสุดท้ายก็หลุดยิ้มตาม
คืนก่อนวันตรุษจีน เจิ้งเผิงกลับไปที่บ้านเก่าคนเดียว ตรอกยังคงเป็นตรอกเดิม ผนังลอกร่อนกว่าเก่า หญ้าหน้าบ้านไม่มีคนถางจนยาวถึงหัวเข่า เขายืนอยู่ที่ประตูไม่ได้เข้าไป ข้างในหน้าต่างที่ฝุ่นจับหนาเขามองเห็นความว่างเปล่า โซฟาสปริงที่ขาดจนเป็นรูก็โดนใครก็ไม่รู้ขนไปแล้ว เหลือเพียงกองลังกระดาษเก่าๆ ที่ไม่มีใครเอา ความหวาดกลัว ความหิวโหย ความโศกเศร้า และความเจ็บปวดที่เคยเติมเต็มวัยเด็กของเขา เหลือเพียงเท่านี้เอง
เจิ้งเผิงยืนอยู่พักใหญ่
เขานึกถึงแม่ นึกถึงมือที่ผอมแห้งยามเจ็บไข้ ตอนที่แม่ยัดเครื่องช่วยฟังกับผลตรวจความเป็นพ่อลูกใส่มือเขาก่อนสิ้นใจ แววตาของแม่ในตอนนั้นไม่ใช่การหลุดพ้น ไม่ใช่ความแค้นใจ มีเพียงความคาดหวังแผ่วเบาที่เกือบจะเป็นการขอร้อง
ใช้ชีวิตให้ดีนะ ให้ดูเป็นผู้เป็นคน
เจิ้งเผิงก้มหน้าลง ลมพัดเข้าทางปากตรอก อากาศหนาวสั่น เขาหันหลังเดินจากไป เดินไปได้ระยะหนึ่งเขาก็หยุดหันกลับไปมองประตูบ้านนั้นเป็นครั้งสุดท้าย
เขาหยิบมือถือขึ้นมา กดเบอร์โทรหาเถียนเหลย
“ฮัลโหล?” ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว มีเสียงหัวเราะของพ่อแม่เถียนเหลยและเสียงตะหลิวกระทบกระทะเป็นฉากหลัง “นายอยู่ไหนเนี่ย? แม่ถามว่าตอนเย็นอยากกินเกี๊ยวไส้อะไร” เจิ้งเผิงฟังเสียงอันครึกครื้นทางโน้นแล้วก็นิ่งเงียบไป
เถียนเหลยรออยู่สองวินาที “เผิงเผิง?”
“อยู่นี่” เจิ้งเผิงตอบ
เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง
“ไส้สามรสอร่อยดีนะ”
ตอนที่เจิ้งเผิงกลับมาถึงบ้านเก่าตระกูลเถียน ตรงโถงทางเข้ามีรองเท้าแตะที่เขาใส่ประจำวางรออยู่แล้ว พวกคนรับใช้ลากลับบ้านไปหมด แม่ของเถียนเหลยใส่ผ้ากันเปื้อนนวดแป้งเองอยู่ในครัว พ่อของเถียนเหลยสวมแว่นสายตานั่งอยู่บนโซฟา ตรงหน้ามีกระดานหมากรุกที่ค้างไว้
ทีวีเปิดทิ้งไว้ งานฉลองวันปีใหม่จะเริ่มนับถอยหลังในอีกสองชั่วโมง เถียนเหลยโผล่มาจากไหนไม่รู้ ยัดกระเป๋าน้ำร้อนใส่มือเขา
“ทำไมมือเย็นขนาดนี้” เจิ้งเผิงไม่ได้ตอบ ทำเพียงก้มหน้าบีบกระเป๋าน้ำร้อนในมือ
แสงไฟในห้องนั่งเล่นเป็นสีเหลืองอุ่น บนโต๊ะน้ำชามีผลไม้แห้งและส้ม กลิ่นหอมของไส้เกี๊ยวลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว เขาหยุดยืนท่ามกลางบรรยากาศความสุขของโลกมนุษย์ที่แสนธรรมดานี้อยู่พักหนึ่ง
เถียนเหลยจ้องมองเขา “บ้านที่แม่ฉันให้ล่ะ” เขากระซิบถามเหมือนเป็นความลับสุดยอด “นายเอาโฉนดไปเก็บไว้ไหน?”
เจิ้งเผิงเงยหน้ามอง “ทำไม?”
“เปล่าหรอก” เถียนเหลยเกาคาง “แค่จะเตือนนายไว้ว่า วันหลังทะเลาะกันนายห้ามไล่ฉันออกนะ ถึงโฉนดจะเป็นชื่อนายคนเดียว แต่นั่นน่ะสินสมรสของเรา!”
เจิ้งเผิงปากระเป๋าน้ำร้อนใส่ตัวเขา “เอาไปอบเองเถอะ ฟังนายพูดแล้วใจฉันหนาวเยือกเลย”
เถียนเหลยรับกระเป๋าน้ำร้อนแล้วส่งยิ้มกวนๆ ให้ “เชอะ ยัยคนขี้งก”
เจิ้งเผิงเห็นรอยยิ้มซื่อๆ ของหมอนั่นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้ เขานึกถึงช่วงเดือนที่ผ่านมาที่เถียนเหลยมักจะแอบมองเขาโดยคิดว่าเขาไม่รู้
เขานึกถึงยาแก้ปวดพวกนั้น ความฝืนทนในตอนกลางวัน และใบหูที่แดงอยู่นานเพียงเพราะคำชมประโยคเดียว
หิมะเริ่มโปรยปรายนอกหน้าต่าง ในทีวีพิธีกรเริ่มนับถอยหลัง เจิ้งเผิงหันหน้าไปมองสีขาวที่ค่อยๆ ร่วงหล่นลงมา
เถียนเหลยยืนอยู่ข้างกายเขา ดูรายการปีใหม่ที่แสนน่าเบื่อไปพร้อมกับเขา
เสียงระฆังปีใหม่ดังขึ้น วันเวลาในอดีตเขาจะไม่หันกลับไปมองมันอีกแล้ว เขารู้ดีว่ามีคนหนึ่งยืนอยู่เคียงข้างและพร้อมจะก้าวเดินต่อไปกับเขา เขาอาจจะยังไม่กล้าพูดคำว่าตลอดไปหรือนิรันดร์ แต่เขาแน่ใจว่าทั้งในวันนี้ พรุ่งนี้ และวันมะรืน จะมีคนคนนี้กุมมือเขาไว้แน่นไม่ปล่อยเลย
บทที่ 14
ตอนพิเศษ 1
เจิ้งเผิง รู้สึกว่าตัวเองได้รับความอยุติธรรมจนแทบจะไปออกรายการไกล่เกลี่ยปัญหาชีวิตได้ เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อสามวันก่อน
หลังจากพักการเรียนไปหนึ่งปี ในที่สุดเขาก็ได้กลับเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แม้ตารางเรียนวิชาเอกจะไม่แน่นนัก แต่กิจกรรมชมรมกลับคึกคักเป็นพิเศษ และปัญหาก็เกิดขึ้นจากตรงนี้นี่เอง
เจิ้งเผิงเป็นคนหน้าตาดี แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยรู้ซึ้งถึงข้อนี้เลย ตั้งแต่เด็กเขาต้องระหกระเหินหนีไปนู่นมานี่ตามพ่อแท้ๆ จนแทบไม่ได้เข้าเรียนอย่างเป็นปกติสุข เพื่อนฝูงในวัยประถมและมัธยมก็แทบไม่มี ถึงแม้เครื่องหน้าจะดูสะอาดสะอ้านหมดจด แต่ในตอนนั้นเขาผอมแห้งราวกับถั่วงอกแถมยังเป็นคนเงียบขรึม จึงไม่ได้เป็นที่ดึงดูดใจของใครนัก
แต่หลังจากหลุดพ้นจากครอบครัวเดิมและได้รับการเลี้ยงดูจาก เถียนเหลย มาเป็นเวลาหนึ่งปี เจิ้งเผิงก็ดูมีน้ำมีนวลและสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผิวพรรณเปล่งปลั่งจนดูน่าเอ็นดู ในกลุ่มแชทเด็กปีหนึ่งมีคนแชร์รูปเขาที่ถูกแอบถ่ายตอนนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่หลังห้องชมรม แสงแดดที่สาดส่องลงมาทางหน้าต่างกระทบโครงหน้าด้านข้างของเขาจนดูนุ่มนวลราวกับภาพวาด
หลังจากนั้น รูปของเขาก็กลายเป็นกระทู้ปักหมุดในเว็บบอร์ดของมหาลัย
รุ่นพี่ต่างเข้ามาถามว่าเขาสนใจเข้าสโมสรนักศึกษาไหม เพื่อนร่วมหอชายชวนไปเล่นบาส ส่วนสาวๆ นั้นเขินอายกว่า เริ่มจากการถามเรื่องวิชาเลือกไปจนถึงโรงอาหารไหนอร่อย จนสุดท้ายถึงได้รวบรวมความกล้าถามว่า: "เจิ้งเผิง นายมีแฟนหรือยัง?"
เจิ้งเผิงมองข้อความเหล่านั้นด้วยความงุนงง คิ้วขมวดมุ่นพลางนึกสงสัยว่าคนในมหาลัยใหม่นี่ช่างเป็นมิตรเสียจริง แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าพวกเขาต้องการอะไรกันแน่
เขาตอบกลับไปว่า: มีเจ้าของแล้ว
ฝ่ายหญิงยังไม่ลดละ: อยู่ในมหาลัยเราหรือเปล่า?
เจิ้งเผิง: ไม่ใช่
ฝ่ายหญิง: งั้น... พอบอกได้ไหมว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง?
เจิ้งเผิงไม่ได้ตอบกลับอีกเลย ผ่านไปวันหนึ่งเขาเพิ่งนึกได้ว่าเป็นช่วงเทศกาล จึงส่งข้อความกลับไปสั้นๆ ว่า: สุขสันต์วันชาติ
เขานึกในใจว่าเรื่องแค่นี้ต้องบอกด้วยเหรอ ช่างก้าวก่ายกันเกินไปแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่รู้ว่าไปเข้าหูเถียนเหลยได้อย่างไร
ช่วงนี้เถียนเหลยยุ่งอยู่ที่บริษัท จึงไม่ได้มารับเขาที่โรงเรียนติดต่อกันสองสัปดาห์ เจิ้งเผิงเองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เดิมทีเขาไม่ชินกับการมีคนรับส่งอยู่แล้ว การนั่งรถไฟใต้ดินทุกวันก็ถือว่าอิสระดี แต่เถียนเหลยไม่คิดแบบนั้น
พอเถียนเหลยเคลียร์โปรเจกต์เสร็จ สิ่งแรกที่ทำคือเปิดโทรศัพท์ดูว่าเจิ้งเผิงส่งข้อความหาบ้างไหม ผลปรากฏว่ามีข้อความเพียงไม่กี่ประโยค แต่ในเว็บบอร์ดมหาลัยที่เขาแอบส่องอยู่ กลับเจอหัวข้อร้อนแรง: "เด็กปีหนึ่งที่ชื่อเจิ้งเผิงน่ะ สรุปมีแฟนหรือยัง? ใครรู้บ้าง?"
คอมเมนต์ใต้กระทู้ยาวเหยียดกว่า 80 ความเห็น ครึ่งหนึ่งบอกว่า "มีชัวร์ หน้าตาดีขนาดนั้น" อีกครึ่งบอกว่า "ไม่เห็นเขาเดินกับใครเลยนะ" และยังมีบางความเห็นแทรกมาว่า "เขาขึ้นรถไฟใต้ดินทุกวัน เผื่อใครอยากไปดักรอทำความรู้จักนะ"
เถียนเหลยจ้องคำว่า "ดักรอ" จนแทบจะกัดฟันแตก เขากดออกจากบอร์ดแล้วส่งวีแชทหาเจิ้งเผิงทันที: วันนี้เลิกเรียนกี่โมง? พร้อมแนบสติ๊กเกอร์หน้าบึ้ง
เจิ้งเผิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว: สี่โมงยี่สิบ มีอะไรเหรอ?
เถียนเหลย: จะไปรับ
เจิ้งเผิงจ้องสติ๊กเกอร์นั้นครู่หนึ่ง พลางนึกว่าวันนี้ตาแก่คนนี้เป็นอะไรอีก? เมื่อคืนยังบอกว่ายุ่งจะให้คนขับรถมารับแทนอยู่เลย แต่เขาก็ไม่ได้คิดมาก ตอบกลับไปว่า "โอเค"
เวลาสี่โมงยี่สิบ เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น เจิ้งเผิงเก็บกระเป๋าเดินออกไปที่หน้าประตูโรงเรียน เห็นรถแลนด์โรเวอร์สีดำจอดเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางจักรยานแชร์ริ่งหลากสีสัน
กระจกรถเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าภายใต้แว่นกันแดดของเถียนเหลย
เจิ้งเผิง: "..."
เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วลดเสียงต่ำ: "ทำไมเอารถคันนี้มาล่ะ มันเด่นเกินไป แถวหน้าโรงเรียนจอดรถยากจะตาย"
เถียนเหลยถอดแว่นกันแดดออก มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสีหน้ากวนประสาท "ก็มารับเธอกลับบ้านช่วงวันหยุดยาวไง คันนี้มันเรียบที่สุดของฉันแล้วนะ"
วันนี้เจิ้งเผิงสวมเสื้อฮู้ดสีเทาอ่อน ผมยาวขึ้นกว่าตอนเปิดเทอมเล็กน้อย ข้างๆ เขามีเพื่อนสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง กำลังมองมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
"เจิ้งเผิง คนนี้คือ...?" เพื่อนผู้หญิงเอ่ยถาม
เจิ้งเผิงเหลือบมองเถียนเหลย สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว จะแนะนำว่ายังไง? แฟนเหรอ? เดี๋ยวต้องอธิบายยาวอีก ทำไมแฟนเป็นผู้ชาย? ทำไมขับรถแพงขนาดนี้? ต่อไปจะใช้ชีวิตเงียบๆ ในมหาลัยได้ยังไง?
เขาจึงตัดสินใจเลือกทางที่ง่ายที่สุด "พี่ชายผมน่ะครับ มารับกลับบ้าน"
มือของเถียนเหลยที่จับพวงมาลัยสั่นเล็กน้อย
ตาของเพื่อนสาวเป็นประกาย: "พี่ชายนายนี่หล่อจัง! มีแฟนหรือยังคะ?"
เจิ้งเผิง: "...มีแล้ว" เขาพูดจบก็รีบเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง เร่งเร้าว่า "ไปเถอะ เดี๋ยวรถติด"
รถแลนด์โรเวอร์ขับเคลื่อนออกสู่ถนนท่ามกลางกระแสรถที่คับคั่ง ทว่าในรถกลับเงียบเชียบอย่างน่าประหลาด
เจิ้งเผิงรัดเข็มขัดนิรภัย หันไปมองเถียนเหลย: "ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ?"
เถียนเหลยไม่สนใจ เขามองตรงไปข้างหน้า กรามขบกันแน่น เจิ้งเผิงรู้ทันทีว่าลางไม่ดีแล้ว หมอนี่ต้องหึงแน่ๆ
เขาคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะลองหยั่งเชิง: "สองคนนั้นเพื่อนในเซคเดียวกันน่ะ มีงานกลุ่มที่ต้องทำด้วยกันพอดี เพื่อนผู้หญิงเขาก็แค่ถามไปงั้นๆ อย่าเก็บมาใส่ใจเลย"
เถียนเหลยยังคงเงียบ
เจิ้งเผิงรออยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเปิดปาก เขาก็เอนหลังพิงเบาะแล้วควักโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น ปล่อยให้อีกฝ่ายอารมณ์เย็นลงเองเหมือนทุกครั้ง
เมื่อรถถึงคอนโด เจิ้งเผิงก้าวลงจากรถได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ถูกเถียนเหลยคว้าข้อมือจากด้านหลัง
"จะรีบไปไหน?"
"ใครรีบ? มโนอะไรอีกเนี่ย?"
เจิ้งเผิงหันกลับมาประชด แต่ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่มืดหม่นสนิท คราวนี้โกรธจริงแน่ๆ
ในลิฟต์ไม่มีใครพูดอะไร เจิ้งเผิงมองตัวเลขชั้นที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ความรู้สึกเหมือนกำลังรอรับคำตัดสิน เขาอยากจะอธิบายแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน คำว่า "พี่ชาย" เขาก็แค่พูดออกไปส่งๆ ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ
แต่เถียนเหลยไม่คิดแบบนั้น ตั้งแต่เจิ้งเผิงพูดคำนั้นออกมา ในหัวเขาก็มีแต่คำถามว่า ทำไม?
ทำไมฉันต้องเป็นแค่พี่ชาย? ทำไมต้องหลบๆ ซ่อนๆ? ทำไมคนพวกนั้นถึงถามหานายได้อย่างเปิดเผย แต่ฉันกลับไม่มีตัวตนในฐานะคนรักเลย?
ประตูลิฟต์เปิดออก ทันทีที่เจิ้งเผิงก้าวเท้าพ้นลิฟต์ เขาก็ถูกเถียนเหลยดันเข้าไปในห้อง ประตูถูกปิดเสียงดังปัง เขาไม่ทันได้ยืนให้มั่นคงก็ถูกกดเข้ากับผนังตรงทางเข้า
"เถียนเหลย—"
คำพูดที่เหลือถูกกลืนหายไปในลำคอ เถียนเหลยบดจูบลงมาอย่างรุนแรง ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้หายใจ ลิ้นร้อนแทรกซึมเข้าสู่โพรงปาก กวาดต้อนไปทั่ว เจิ้งเผิงถูกจูบจนขาอ่อนแรง มือที่ยันอกอีกฝ่ายไว้ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะผลักออกได้เลย
เมื่อถอนจูบออก ทั้งคู่ต่างหอบหายใจรุนแรง
เถียนเหลยจ่อหน้าผากชนกับเขา เสียงแหบพร่าอย่างน่ากลัว: "ฉันเป็นใคร?"
เจิ้งเผิงสมองเบลอไปหมด: "...เถียนเหลย"
"แล้วเมื่อกี้แนะนำว่ายังไง?"
เจิ้งเผิงเริ่มรู้ตัว อยากจะยิ้มแต่ไม่กล้า: "ก็แค่... พูดส่งๆ ไป"
"พูดส่งๆ?" เถียนเหลยหรี่ตาลง "เจิ้งเผิง เธอรู้ไหมว่าตอนฉันได้ยินว่ามีคนตามจีบเธอ ฉันรู้สึกยังไง?"
"คนตามจีบ?" เจิ้งเผิงทำหน้างง "ใครจีบผม?"
"ในมหาลัยลือกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว" เถียนเหลยกระซิบข้างหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหูของเขา "บอกว่าเธอน่ารัก อยากดักเจอ ไปรอที่รถไฟใต้ดินทุกวัน"
เจิ้งเผิงหูร้อนผ่าว: "คนพวกนั้นก็แค่ลือกันไปเอง ผมไม่ได้สนใจเสียหน่อย"
"ไม่สนใจงั้นเหรอ?" เถียนเหลยแค่นยิ้ม "ใช่สิ เธอไม่สนใจ เพราะงั้นเธอเลยบอกว่าฉันเป็นพี่ชายสินะ"
เจิ้งเผิงอึ้งไป เถียนเหลยนี่มันช่างแถจริงๆ!
"ผมหมายความว่าแบบนั้นที่ไหนเล่า!" เขาพยายามจะอธิบาย แต่เถียนเหลยอุ้มเขาขึ้นในท่าเจ้าสาวแล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องนอน
"เถียนเหลย!" เจิ้งเผิงตกใจ "จะทำอะไร?"
"ทำเธอไง" เถียนเหลยตอบสั้นๆ "ทำจนกว่าเธอจะจำได้ว่าฉันเป็นใคร"
เจิ้งเผิงถูกโยนลงบนเตียงหนานุ่ม ไม่ทันจะได้คลานหนี เถียนเหลยก็กดทับลงมา เขาถอดเสื้อฮู้ดและกางเกงยีนส์ของเจิ้งเผิงออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นผิวขาวเนียน
เจิ้งเผิงจะพูดแต่ก็ถูกจูบปิดปากไว้อีกครั้ง คราวนี้เป็นจูบที่ดุดันและแฝงไปด้วยการครอบครอง เจิ้งเผิงถูกมอมเมาจนสมองขาวโพลนไปหมด จนกระทั่งเถียนเหลยดึงกางเกงชั้นในตัวสุดท้ายออก เขาถึงได้สติ
"เดี๋ยวก่อน... หยุดก่อน!" เจิ้งเผิงคว้ามือนั้นไว้ "ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย!"
"ไม่เป็นไร ผัวไม่รังเกียจหรอก" เถียนเหลยโน้มตัวลงงับยอดอกที่แข็งเป็นไตเบาๆ "ทำเสร็จแล้วผัวจะพาไปอาบเอง"
มือของเถียนเหลยลูบไล้ไปทั่วร่างกาย จากหน้าอกลงไปด้านล่าง จนมาหยุดอยู่ที่ระหว่างขา ทางรักเริ่มเปียกชื้นและขยับตอดรัดเบาๆ เมื่อถูกสัมผัส
แต่เถียนเหลยไม่ได้สอดใส่ในทันที เขายกมือขึ้น และก่อนที่เจิ้งเผิงจะทันตั้งตัว เสียงฟาดที่ดังสนั่นก็ตกลงบนผิวเนื้ออ่อน
เพียะ!
เจิ้งเผิงสะดุ้งสุดตัว ความรู้สึกทั้งเจ็บทั้งชาแล่นปลาบจากกลางหว่างขาขึ้นสู่สมอง เขาก้มมองดู เถียนเหลยกำลังจ้องมองรอยแยกที่ถูกตีจนเริ่มแดงด้วยสายตาน่ากลัว
"คุณ... คุณตีผมทำไม!" เจิ้งเผิงทั้งอายทั้งโกรธ พยายามจะหุบขาเข้าหาหน้ากัน แต่ถูกเถียนเหลยล็อกหัวเข่าไว้จนขยับไม่ได้
"ทำไมเหรอ?" เถียนเหลยเงยหน้าขึ้น "บอกมาสิว่าฉันเป็นใคร?"
เจิ้งเผิงเม้มปากแน่นไม่ยอมพูด
เพียะ!
อีกหนึ่งที คราวนี้แรงกว่าเดิม ผิวเนื้อที่บอบบางเริ่มขึ้นสีแดงก่ำ เจิ้งเผิงเจ็บจนน้ำตาคลอ แต่ในความเจ็บนั้นกลับมีความรู้สึกซ่านเย้าแทรกซึมไปตามเส้นประสาทจนถึงท้องน้อย
"เถียนเหลย... คุณ... อย่าให้มันมากนักนะ!"
"เรียกผัวสิ" เถียนเหลยยังคงนิ่งเฉย
เจิ้งเผิงถลึงตาใส่ ตาแดงก่ำเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่ถูกแกล้งจนจนมุม
"จะเรียกไม่เรียก?" เถียนเหลยยกมือขึ้นฟาดลงที่ปากทางรักอีกหลายที
"ผัว!" เจิ้งเผิงโพล่งออกมาเสียงหลง "ผัวๆๆ! พอใจหรือยัง!"
มือของเถียนเหลยชะงักลง มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มในที่สุด
"ว่านอนสอนง่ายแต่แรกก็จบแล้ว"
เขาโน้มตัวลง ใช้นิ้วแยกกลีบเนื้อที่เริ่มบวมแดงจากการถูกตี เผยให้เห็นช่องทางที่สั่นระริกและเปียกเยิ้มจนสะท้อนแสงไฟ
"เชี่ย... บวมขนาดนี้แล้วยังมีน้ำไหลออกมาตั้งเยอะ" เถียนเหลยใช้นิ้วป้ายน้ำรักนั้นมาป้ายที่ริมฝีปากของเจิ้งเผิง "รูร่านๆ ของเธอเนี่ย ยิ่งโดนตียิ่งเสียวใช่ไหมล่ะ หืม?"
เจิ้งเผิงอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี: "คุณไม่ต้องพูดแล้ว!"
"ไม่ให้พูดอะไร?" เถียนเหลยโน้มลงไปอมติ่งเนื้อที่คัดตึง เขี่ยเบาๆ ด้วยปลายลิ้น "ไม่ให้บอกว่าเธอเป็นเด็กใจแตก? ไม่ให้บอกว่ารูข้างล่างนี่มันตะกละจะตาย โดนฟาดแล้วยังน้ำเดินอีก?"
"อ๊าง—" เอวของเจิ้งเผิงแอ่นขึ้น มือขยุ้มผ้าปูเตียงแน่น ลิ้นของเถียนเหลยช่ำชองเหลือเกิน ทั้งเลียและดูดสลับหนักเบา เจิ้งเผิงถูกปรนเปรอจนตัวอ่อนปวกเปียก ทางรักบีบรัดไม่หยุด ปล่อยน้ำหวานออกมาอึกใหญ่
"อย่า... อย่าเลีย..." เสียงของเจิ้งเผิงเริ่มปนเสียงสะอื้น ความสุขสมที่มากกว่าปกติโถมเข้าใส่ "เถียนเหลย... กระแทกเข้ามาเถอะ อย่าเลียผมเลย อ๊า..."
เถียนเหลยเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำใส: "ขอร้องใคร?"
เจิ้งเผิงมองเขาด้วยตาแดงก่ำ ผมหน้าม้าเปียกชุ่มเป็นหย่อมๆ: "ขอร้องผัว... ผัวขา... เอาผมเถอะ..."
แววตาของเถียนเหลยมืดลงทันที เขาจับแกนกายที่แข็งจนปวดหนึบจ่อเข้าที่ปากทางที่ชุ่มฉ่ำ แล้วกดสะโพกพรวดเดียวจนสุดความยาว
เจิ้งเผิงแหงนหน้าขึ้น แม้จะทำกันมาหลายครั้งแล้ว แต่ความรู้สึกถูกเติมเต็มจนล้นก็ทำให้เขาร่างกายเกร็งแน่น ความเจ็บปวดผสมผสานกับความพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก
มันใหญ่โตและคับแน่นเกินไป เถียนเหลยสอดใส่เข้าไปลึกจนเจิ้งเผิงรู้สึกว่าท้องน้อยของเขามีนูนเด่นขึ้นมาตามรูปทรงของสิ่งนั้น เขาหอบหายใจรัว มือจิกแผ่นหลังของเถียนเหลยจนเป็นรอยเล็บแดงๆ
"ตอดแน่นจัง" เถียนเหลยกัดฟันกรอด เหงื่อผุดพรายตามหน้าผาก "ช่วงนี้ยุ่งไม่ได้เอาเธอ รูร่านนี่ก็ยังตะกละเหมือนเดิมเลยนะ"
"คุณ... เบาหน่อย..." เสียงของเจิ้งเผิงสั่นพร่า
"เบาเหรอ?" เถียนเหลยหัวเราะในลำคอ ถอนออกมาเล็กน้อยแล้วกระแทกเข้าไปใหม่ "เบาแล้วมันจะไปอิ่มรูน้อยๆ ที่ตะกละของเธอได้ยังไง?"
มุมนี้มันลึกเกินไป ส่วนหัวกระแทกเข้ากับจุดกระสันเร้นลับ เจิ้งเผิงตัวสั่นเทิ้ม เสียงครางเปลี่ยนโทนไปทันที
เถียนเหลยสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้น จึงเน้นกระแทกซ้ำไปที่จุดเดิมอย่างโหดร้าย
"อ๊า... อย่า... ตรงนั้นไม่ได้..."
"ตรงนี้เหรอ?" เถียนเหลยยิ่งขยี้ซ้ำ "ตรงนี้เสียวที่สุดใช่ไหม? ทุกครั้งที่โดนตรงนี้เธอจะแรดเป็นพิเศษ ครางเสียงหลงเหมือนแมวตัวเมียแถวบ้านตอนติดสัดเลย"
เจิ้งเผิงอายจนพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหัวไปมา แต่จุดนั้นถูกบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเสียวซ่านพุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำหลากจนสติสตางค์กระเจิดกระเจิง
"ไม่เอา... ลึกเกินไปแล้ว... เถียนเหลย!"
"เรียกฉันว่าอะไร?"
"...ผัว! ผัวขา... เบาๆ หน่อย..."
เถียนเหลยกลับเร่งจังหวะเร็วขึ้น เขาบีบเอวบางของเจิ้งเผิงไว้แน่น ทุกการกระแทกทั้งลึกและหนักหน่วง ราวกับจะตอกย้ำตัวตนเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย เสียงเนื้อกระทบกันดัง ตับๆ ผสมกับเสียงเฉอะแฉะของน้ำรัก ฟังแล้วน่าอายจนเจิ้งเผิงหน้าแดงซ่าน
"คุณเบาหน่อย..." เจิ้งเผิงโดนกระแทกจนพูดไม่เป็นภาษาน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ "อย่าดันเข้าไปลึกขนาดนั้น... มันถึงมดลูกแล้ว... ตรงนั้นมันเข้าไม่ได้..."
เถียนเหลื่อยก้มมอง หน้าท้องบางๆ ของเจิ้งเผิงมีรอยนูนจางๆ ตามรูปทรงของเขา แววตาเขายิ่งมืดดำขึ้นไปอีก เขาส่งแรงไปที่เอว กระแทกเข้าหาจุดลึกที่สุดนั้นอย่างจัง
"อ๊ากกก—"
เจิ้งเผิงกรีดร้องออกมา เห็นแสงสีขาววาบไปทั่วหัว ความรู้สึกที่ปากมดลูกถูกส่วนหัวกระแทกจนขยายออกมันรุนแรงเกินไป ทั้งเจ็บทั้งเสียวจนแทบจะสลบ ผนังภายในบีบรัดสิ่งแปลกปลอมนั้นอย่างรุนแรง
เถียนเหลยถูกตอดรัดจนหนังศีรษะชาหนึบ เกือบจะทนไม่ไหวปล่อยออกมาเสียตรงนั้น
"ข้างในนุ่มจัง ดูดแน่นขนาดนี้ อยากให้ฉันกระแทกเข้าไปตั้งนานแล้วใช่ไหม? อยากให้ผัวฉีดเข้าไปในตัวขนาดนั้นเลย?" เขาโน้มลงมากัดหูเจิ้งเผิง "วางใจเถอะ วันนี้ถ้าไม่เติมให้เต็มรูน้อยๆ ของเธอ ฉันไม่ชื่อเถียน"
"ไม่... ไม่ได้อยาก..." เสียงของเจิ้งเผิงแตกพร่า
"ไม่อยากเหรอ?" เถียนเหลยหรี่ตา กระแทกเข้าไปอีกนิด "แล้วทำไมน้ำไหลเยอะขนาดนี้? ปากมดลูกสั่นไปหมด โดนแตะนิดเดียวก็หดเกร็ง ตะกละขนาดนี้ยังจะปากแข็ง"
ทุกครั้งที่เถียนเหลยกระแทก มันทั้งรุนแรงและลึกซึ้ง ส่วนหัวบดขยี้จุดเสียวซ้ำๆ จนความใคร่พุ่งทะลุขีดจำกัด เจิ้งเผิงถูกอีกฝ่ายประจานจนทั้งอายทั้งเขิน แต่ร่างกายกลับตอบสนองอย่างซื่อสัตย์ ช่องทางบีบเกร็ง ปล่อยน้ำเหนียวเหนอะหนะออกมาไหลไปตามรอยต่อของร่างกายจนผ้าปูเตียงเปียกเป็นวงกว้าง
"น้ำเยอะจริง ไหลออกมาหมดแล้ว" เถียนเหลยแกล้งถอนตัวออกมาเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่ เสียงถุงอัณฑะกระทบเนื้อดังปังๆ ผสมเสียงลามก ฟังแล้วปลุกอารมณ์ใคร่ที่สุด "มดลูกเต็มหรือยัง หืม? เต็มแล้วยังจะตะกละอีก เด็กดี ทำไมเธอถึงร่านขนาดนี้?"
เจิ้งเผิงอยากจะด่า แต่พออ้าปากก็มีแต่เสียงคราง ความรู้สึกที่ปากมดลูกถูกบดขยี้ซ้ำๆ มันเกินจะรับไหว ทั้งเจ็บทั้งเสียว ยิ่งส่วนหัวพยายามจะเจาะเข้าไปในปากมดลูกที่แสนบอบบาง ทุกการกระแทกเหมือนจะพรากวิญญาณเขาออกจากร่าง เขาไม่รู้ว่าตัวเองเสร็จไปกี่รอบแล้ว น้ำกามจางๆ กระเด็นเปื้อนหน้าท้องของทั้งคู่ ผสมกับเหงื่อที่ไหลริน
เถียนเหลยถูกการตอดรัดในช่วงที่เจิ้งเผิงถึงจุดสุดยอดบีบคั้นจนเร่งจังหวะให้เร็วและแรงขึ้น
"เดี๋ยว... หยุดก่อน..." เจิ้งเผิงรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงพูดออกมาด้วยความตระหนก "อย่าปล่อยข้างใน... มันลึกเกินไป... อ๊า—"
พูดไม่ทันขาดคำ เถียนเหลยก็กระแทกเข้าไปเน้นๆ น้ำรักข้นคลักถูกฉีดเข้าไปอึกแล้วอึกเล่าจนเจิ้งเผิงสั่นสะท้านไปทั้งตัว กรีดร้องจนเสียงแห้ง
แกนกายที่ยังไม่ยอมถอนออกแม้จะหลั่งเสร็จแล้ว ค้างคาอยู่ข้างใน ทั้งสองกอดกันกลมพยายามปรับลมหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ผ่านไปพักหนึ่งเจิ้งเผิงทนความอึดอัดไม่ไหว พยายามบิดเอวหนีเพื่อจะถอนตัวออก แต่กลับถูกเถียนเหลยกระชากกลับมาให้ลึกกว่าเดิม สิ่งที่เริ่มขยายตัวขึ้นมาอีกครั้งจากการเสียดสี กระแทกเข้าไปใหม่จนเรียกเสียงกรีดร้องแหบๆ ได้อีกคราว
"เมียจ๋า มีปัญญาครางให้ดังกว่านี้หน่อยสิ" เถียนเหลยหอบ "ให้เพื่อนบ้านได้ยินกันไปเลยว่าเธอเป็นของใคร ใครหน้าไหนก็ชอบเธอไม่ได้ มีใครเอาได้ถึงใจเท่าฉันไหม? ไอ้ที่อยู่ข้างหน้าเธอเนี่ยมันเอาผู้หญิงได้เหรอ?"
"คุณ... คุณบ้าไปแล้วเหรอ... พูดอะไรออกมา!"
"บ้าก็เพราะเธอนั่นแหละ" เถียนเหลยกระแทกเข้าไปอีกที "ฉันไปรอรับที่หน้ามหาลัย แต่เธอบอกว่าฉันเป็นพี่ชาย เถียนเหลยคนนี้มันน่าอายขนาดนั้นเลยเหรอ?"
เจิ้งเผิงถูกกระแทกจนสติหลุดลอย พูดไม่เป็นประโยค: "มัน... มันก็แค่... เพื่อความสะดวก..."
"สะดวกเหรอ?" เถียนเหลยหรี่ตา "สะดวกกับคนอื่น แต่ลำบากฉันเนี่ยนะ?"
ยิ่งพูดยิ่งโมโห จังหวะยิ่งรุนแรง เจิ้งเผิงถูกปรนเปรอจนแทบขาดใจ จะอธิบายก็พูดไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายระบายอารมณ์บ้าคลั่งใส่
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จังหวะของเถียนเหลยเริ่มช้าลง เจิ้งเผิงลืมตาขึ้นมาอย่างมึนงง เห็นอีกฝ่ายเอื้อมมือมาถอด เครื่องช่วยฟัง ออกจากหูข้างซ้ายของเขา
เจิ้งเผิงอึ้งไป จะพูดอะไรบางอย่างแต่เถียนเหลยกลับโน้มตัวลงมา ริมฝีปากแนบสนิทกับหูข้างที่พิการของเขา แล้วกระซิบคำสารภาพทีละคำอย่างแผ่วเบา: "เผิงเผิง เธอรู้ไหมว่าฉันชอบเธอมากแค่ไหน?"
เจิ้งเผิงสัมผัสได้เพียงลมอุ่นๆ ที่เป่ารดใบหู ซึ่งมันกลับกระตุ้นความรู้สึกซ่านเสียวให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
"...ทั้งสวยทั้งหล่อ อยู่ในมหาลัยก็มีแต่คนชอบ คนพวกนั้นจ้องเธอจนฉันอยากจะควักลูกตาพวกมันออกมาให้หมด"
เสียงของเถียนเหลยเบาลงเรื่อยๆ แฝงไปด้วยความสั่นเครือที่ยากจะสังเกต "แต่เธอบอกว่าฉันเป็นพี่ชาย ฉันเป็นผู้ชายของเธอ ใครมันจะเป็นพี่ชายเธอวะ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากยังแนบอยู่ที่หู เสียงนั้นเจือไปด้วยความหึงหวงอย่างที่สุด "เธอรู้ไหมว่าฉันกลัวแค่ไหน? กลัวว่าเธอจะอายที่มีฉัน กลัวว่าวันหนึ่งเธอจะหนีไปกับคนอื่น เธอเก่งขนาดนี้... เธอ... เธอเป็นของฉันคนเดียวไม่ได้เหรอ?"
"ทำไมไม่พูดล่ะเด็กดี..." เมื่อเห็นเขาเงียบไป หยดน้ำร้อนๆ หยดหนึ่งก็ตกลงบนไหล่ของเจิ้งเผิง
เจิ้งเผิงชะงักไปทั้งตัว
เขามองไม่เห็นหน้าของเถียนเหลย แต่สัมผัสจากอุณหภูมิของน้ำหยดนั้นมันชัดเจนเหลือเกิน ตามมาด้วยอีกหยดที่ตกลงบนไหปลาร้า แล้วไหลไปตามผิวหนัง
ผู้ชายที่มีความต้องการทางเพศสูงอย่างกับสุนัข และสามารถรังแกเขาบนเตียงจนแทบตาย... กลับกำลังร้องไห้
เจิ้งเผิงนิ่งไปสองวินาที ก่อนจะยกมือขึ้นตบหน้าเถียนเหลยเบาๆ หนึ่งที
เพียะ!
เถียนเหลยอึ้งไป เงยหน้าขึ้นมองเขา
เจิ้งเผิงเองก็น้ำตาคลอ แต่แววตากลับแจ่มชัด เขาชี้ไปที่หูซ้ายของตัวเอง แล้วชี้ไปที่เครื่องช่วยฟังที่เถียนเหลยโยนไว้ข้างๆ พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งฉุนกึ่งรีบร้อน: "คุณถอดเครื่องช่วยฟังของผมออกนะไอ้บ้า! ผมหูหนวก ผมไม่ได้ยินที่คุณพูดโว้ย!"
เถียนเหลยอึ้งกิมกี่
"ผมเนี่ยที่โดนเอาจนตัวระเบิดยังไม่ร้องไห้เลย เมื่อกี้คุณฟาดรูจิ๋มผม กระแทกมดลูกผม ผมยังไม่ร้องเลยนะ!" เจิ้งเผิงยิ่งพูดยิ่งโมโห ฟาดมือลงบนแขนอีกฝ่ายอีกที "แต่คุณดันมาร้องไห้เนี่ยนะ! ร้องทำไม?!"
เถียนเหลยอ้าปากจะอธิบาย แต่เจิ้งเผิงไม่เปิดโอกาสให้
"คุณคิดว่าผมไม่รู้เหรอว่าคุณหึง? แล้วคุณคิดว่าทำไมผมถึงไม่เคยอธิบายให้คนอื่นฟัง? ก็เพราะผมขี้เกียจไปเสียเวลาพูดกับคนพวกนั้นไง! พวกเขาจะคิดยังไงมันก็เรื่องของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับผม!"
เขาหอบหายใจ น้ำเสียงเริ่มนุ่มนวลลง ลูบไล้แผลเป็นบนตัวเถียนเหลยที่สมานดีแล้วเบาๆ: "เถียนเหลย ถ้าผมจะหนี ผมก็หนีไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้คุณมาตามจับหรอก"
เถียนเหลยจ้องมองเขา ขอบตายังแดงรื้น ริมฝีปากขยับแต่กลับพูดไม่ออก
เจิ้งเผิงถอนหายใจ เอื้อมมือไปคล้องคออีกฝ่ายแล้วดึงเข้ามาใกล้ "ใส่เครื่องช่วยฟังให้ผมเดี๋ยวนี้"
เถียนเหลยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมไปหยิบเครื่องช่วยฟังที่หัวเตียงมาใส่ให้เขาอย่างระมัดระวัง
เจิ้งเผิงรอจนใส่เสร็จถึงค่อยพูด: "คำพูดเมื่อกี้ พูดใหม่อีกรอบ"
เถียนเหลยกระพริบตา: "...อะไรนะ?"
"ก็ไอ้ตอนที่ชมว่าผมสวยผมหล่อนั่นแหละ"
เถียนเหลย: "..."
เจิ้งเผิงมองท่าทางเด๋อด๋าของอีกฝ่ายแล้วยกยิ้มมุมปาก: "แล้วก็ที่บอกว่าผมเป็นของคุณคนเดียวน่ะ พูดมา"
ลูกกระเดือกของเถียนเหลยขยับขึ้นลง
เขาโน้มหน้าลงไปกระซิบที่หูซ้ายของเจิ้งเผิงชัดๆ ทีละคำ: "เธอทั้งสวยทั้งหล่อ และเป็นของฉันคนเดียว"
เจิ้งเผิงส่งเสียง "อืม" ออกมาในลำคอ กระชับอ้อมกอดที่คอให้แน่นขึ้น "แล้วมีอะไรอีก?"
"แล้วก็..." เถียนเหลยชะงักไป "ฉันผิดไปแล้ว ไม่ควรฟาดรูน้อยๆ ของเธอเลย เจ็บมากไหม"
"ไม่เป็นไร" เจิ้งเผิงเบะปาก "โดนตีแล้วมันก็เสียวดี ครั้งหน้าเอาอีกก็ได้"
เถียนเหลย: "..."
เจิ้งเผิงเห็นสีหน้าไปไม่เป็นของอีกฝ่ายแล้วก็หัวเราะออกมา
เขาเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่บนหน้าเถียนเหลย น้ำเสียงอ่อนลง: "ผมไม่ไปไหนหรอก ชาตินี้ผมเกาะคุณแน่ รำคาญแค่ไหนคุณก็ต้องทน"
เถียนเหลยจ้องมองเขาอยู่สองวินาที ก่อนจะโน้มตัวลงบดจูบริมฝีปากที่ช่างพูดช่างจานั้นอย่างหนักหน่วง
เจิ้งเผิงถูกจูบจนแทบขาดใจ พยายามจะผลักออกแต่กลับถูกกอดแน่นขึ้น
"จะทำต่อไหม?" เจิ้งเผิงถามอย่างหอบพร่า
เถียนเหลยมองดูเขา แกนกายที่ยังค้างคาอยู่ข้างในกลับมาแข็งตัวขึ้นอีกครั้ง
"เธอคิดว่าไงล่ะ?"
เจิ้งเผิงกรอกตา: "งั้นก็อย่ามัวแต่พูดมาก เอาให้เสร็จแล้วจะได้นอน ผมเรียนมาทั้งวันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว"
เถียนเหลยกลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมอีกครั้ง เขาประคองเอวเจิ้งเผิงไว้แล้วเริ่มขยับเข้าออกช้าๆ คราวนี้ท่าทางอ่อนโยนขึ้นมาก เน้นการบริการและกระแทกเน้นๆ ไปที่จุดกระสันเพื่อบดขยี้
"สบายไหม?"
เจิ้งเผิงถูกนวดคลึงจนขาอ่อน เสียงสั่นระริก: "อืม..."
"เรียกผัวสิ"
"ผัวจ๋า..."
"บอกว่ารักฉัน"
เจิ้งเผิงลืมตาขึ้นมองเขา ตาของเถียนเหลยยังแดงอยู่ แต่ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกังวลที่ปิดไม่มิด
เจิ้งเผิงยิ้มออกมา
"รักครับ รักคุณคนเดียวนั่นแหละ"
ลมหายใจของเถียนเหลยสะดุดไปชั่วขณะ วินาทีต่อมาเขาเร่งจังหวะเร็วและแรงขึ้น กระแทกเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง เจิ้งเผิงถูกปรนเปรอจนพูดไม่ออก ได้แต่ครางกระเส่า
เจิ้งเผิงเกร็งไปทั้งตัว ปล่อยน้ำรักจางๆ ออกมาทางด้านหน้า ภายในบีบรัดอย่างรุนแรง เถียนเหลยครางต่ำในลำคอ ปลดปล่อยออกมาในจุดที่ลึกที่สุด
น้ำกามข้นและปริมาณมากเติมเต็มไปทั่วช่องทาง เจิ้งเผิงสั่นสะท้านและทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง แม้แต่นิ้วมือก็ขยับไม่ได้
เถียนเหลยไม่ได้ถอนตัวออก เขาพลิกตัวเจิ้งเผิงให้หันมาเผชิญหน้ากัน โดยที่แกนกายกึ่งอ่อนกึ่งแข็งยังคงอุดคาอยู่ข้างใน
เจิ้งเผิงมองเขาอย่างสลัวๆ: "...ทำอะไร?"
เถียนเหลยเม้มจูบหน้าผากเขาเบาๆ: "นอน"
"ทั้งอย่างงี้เนี่ยนะ?"
"ใช่ ทั้งอย่างงี้แหละ"
เจิ้งเผิงอยากจะด่า แต่เหนื่อยเกินไป หลังจากขัดขืนอยู่สองวินาที สุดท้ายเขาก็หลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทรา
กลางดึก เจิ้งเผิงตื่นขึ้นเพราะความรู้สึกอึดอัด เขาลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พบว่าตัวเองนอนซุกอยู่ในอ้อมกอดของเถียนเหลย สิ่งนั้นที่อยู่ด้านหลังยังคงอุดคาอยู่ และไม่รู้ทำไมมันถึงกลับมาแข็งและร้อนผ่าว จนทำให้ทางรักรู้สึกล้าไปหมด
เขาพยายามจะขยับตัว แต่ถูกเถียนเหลยกดเอวไว้ "อย่าขยับ" เสียงของเถียนเหลยแหบพร่ามาก
"นอนไปแบบนี้แหละ"
เจิ้งเผิง: "เถียนเหลย คุณบ้าป่ะเนี่ย?!"
เถียนเหลยลืมตาขึ้นมองเขา ท่ามกลางความมืดมองเห็นหน้าไม่ชัด แต่เจิ้งเผิงสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมา ราวกับกำลังน้อยอกน้อยใจถึงขีดสุด
"ตอนกลางวันใครบอกว่ารักฉันคนเดียว? แค่อมของฉันไว้แค่นี้ยังไม่อยากทำ..." เถียนเหลยถอนหายใจพูดออกมาเสียงเบาหวิว ฟังดูขาดความมั่นคงเหลือเกิน
เจิ้งเผิงถึงกับพูดไม่ออก เขาขบฟันอดทน แต่สิ่งนั้นมันใหญ่เกินไป ทั้งแข็งทั้งร้อนอุดอยู่ข้างใน จะให้เมินเฉยก็ทำยากเหลือเกิน
เขานอนอยู่พักหนึ่ง ความรู้สึกคันยุบยิบเริ่มก่อตัวขึ้นภายในส่วนลึกของร่างกาย ผนังนุ่มบีบรัดสิ่งนั้นแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ลมหายใจของเถียนเหลยหนักหน่วงขึ้นทันที
"อย่าขยับ" เขาพูดซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
"ผมไม่ได้ขยับ" เจิ้งเผิงกระพริบตาอย่างไร้เดียงสา "มันขยับของมันเอง"
เถียนเหลยพลิกตัวกดทับเจิ้งเผิงไว้ แล้วเริ่มขยับเข้าออกช้าๆ ทั้งที่ยังอยู่ในท่านั้น น้ำกามและน้ำหวานผสมปนเปกันจนเกิดเสียงเฉอะแฉะตามจังหวะการเคลื่อนไหว
"ไหนบอกว่าจะนอนไง?" เจิ้งเผิงถามอย่างหอบๆ
"ก็เธอทำฉันตื่น" เถียนเหลยโน้มลงจูบเขา "เธอต้องรับผิดชอบ"
เจิ้งเผิงไม่มีโอกาสได้เถียง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็โดนกระแทกจนพูดไม่เป็นคำ เจิ้งเผิงถูกปรนเปรอจนแทบสิ้นใจ ตอนที่ถึงจุดสุดยอดน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง และถูกเถียนเหลยค่อยๆ จูบซับออกไปทีละน้อย
กว่าจะยอมเสร็จสมและถอนตัวออกตามคำขอแกมบังคับของเจิ้งเผิง ท้องฟ้าข้างนอกก็เริ่มสว่างรำไรแล้ว
เจิ้งเผิงนอนแผ่หราบนเตียง รู้สึกเหมือนร่างกายถูกรื้อออกแล้วประกอบใหม่ เถียนเหลยโอบกอดเขาไว้ คางเกยอยู่ที่กลุ่มผม
"เด็กดี วันหลังถ้ามีใครถาม ฉันเป็นอะไรสำหรับเธอ?"
เจิ้งเผิงหลับตา ขี้เกียจจะมองหน้า: "คุณเป็นหมา"
เถียนเหลยบีบเอวที่ใช้งานหนักของเขาแรงๆ เจิ้งเผิงเจ็บจนต้องลืมตามาถลึงใส่: "ผัวผม! พอใจหรือยัง!"
เถียนเหลยยิ้มอย่างพอใจ จูบหน้าผากเขาเบาๆ
เจิ้งเผิงกรอกตา ซุกหน้าลงกับอกอีกฝ่าย แสงเงินแสงทองจากรอยแยกของผ้าม่านสาดส่องลงบนร่างของทั้งคู่
เจิ้งเผิงหลับตาลง แต่จู่ๆ ก็โพล่งถามขึ้นมา: "เถียนเหลย"
"หืม?"
"ตอนกลางวันคุณร้องไห้ทำไม?"
เถียนเหลยเงียบไปสองวินาที: "...ไม่ได้ร้อง"
"โกหก" เจิ้งเผิงเงยหน้ามองเขา "น้ำตามันหยดโดนตัวผมขนาดนั้น"
เถียนเหลยเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตา เจิ้งเผิงยิ้มแล้วเอื้อมมือไปหยิกแก้มอีกฝ่ายแรงๆ "ไอ้โง่เอ๊ย"
บทที่ 15
ตอนพิเศษ 2: วิดีโอลับและค่ำคืนที่เร่าร้อน
เวลาสี่ทุ่ม เจิ้งเผิง เพิ่งอาบน้ำและเป่าผมจนแห้งเสร็จเตรียมตัวจะเข้านอน โดยมี เถียนเหลย เข้าไปอาบน้ำต่อ เสียงน้ำไหลซ่าดังลอดออกมาพร้อมเสียงฮัมเพลงที่เพี้ยนจนเจิ้งเผิงรู้สึกปวดหู
เจิ้งเผิงนอนไถโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อยจนเริ่มเบื่อ จึงหยิบไอแพดของเถียนเหลยที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา ภาพพักหน้าจอเป็นรูปคู่ที่พวกเขาไปเที่ยวทะเลกันเมื่อเดือนก่อน เถียนเหลยโอบไหล่เขาไว้ แขนของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยทรายจนเลอะเทอะมาถึงเสื้อผ้าของเจิ้งเผิง เขามองใบหน้าของตัวเองในรูปที่ดูเหมือนจะรำคาญแต่กลับมีรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะปลดล็อกหน้าจอเพื่อหาหนังที่เคยโหลดเก็บไว้ดู
ที่ไอคอนอัลบั้มภาพมีจุดสีแดงแจ้งเตือน แถบสถานะแสดงข้อความว่า "สำรองข้อมูลรายการใหม่ 31 รายการ"
เจิ้งเผิงเลิกคิ้วด้วยความสงสัย หมอนี่ถ่ายอะไรไว้เยอะแยะ? เมื่อกดเข้าไปดู วิดีโอล่าสุดสองสามไฟล์มีรูปตัวอย่างเป็นสีดำมืดมิด ชื่อไฟล์เป็นเพียงชุดตัวเลขยาวๆ ยิ่งกระตุ้นความยากรู้อยากเห็นของเขามากขึ้นไปอีก
เขาสุ่มกดเปิดดูไฟล์หนึ่ง ทันทีที่ภาพสว่างขึ้น เจิ้งเผิงแทบจะโยนไอแพดทิ้ง
บนหน้าจอ ปรากฏเรียวขาขาวโพลนสองข้างพาดอยู่บนบ่าของชายคนหนึ่ง ตรงกลางระหว่างขาคือศีรษะที่ซุกไซ้ทั้งเลียและดูดดื่มอย่างหนักหน่วง เสียงครางจากคนที่อยู่ด้านล่างดังระงมผสมกับเสียงเฉอะแฉะที่ฟังแล้วชวนให้หน้าแดงซ่าน เจิ้งเผิงลนลานจะปิดวิดีโอ แต่ปลายนิ้วกลับพลาดไปโดนปุ่มขยายเต็มจอ
ภาพชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา มุมปากวาววับด้วยหยาดน้ำสะท้อนแสง เขาเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กล้อง
เจิ้งเผิงชะงักค้าง... ทำไมคนคนนี้หน้าตาเหมือนเถียนเหลยจัง?
เขาหรี่ตามองอย่างละเอียด ชายคนนั้นก้มหน้าลงไปอีกครั้ง ลิ้นที่แคล่วคล่องปัดผ่านกลีบเนื้อนุ่มจนเผยให้เห็นติ่งเสียวที่สั่นระริก ก่อนจะใช้ริมฝีปากครอบครองและดูดดึงอย่างแรง คนใต้ร่างกรีดร้องลั่น ขาสองข้างหนีบศีรษะเขาไว้แน่น นิ้วมือสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมของชายคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง
ใบหน้าของเจิ้งเผิงร้อนผ่าวราวกับไฟลุก นี่มันเถียนเหลยจริงๆ ด้วย!
เขาเพิ่งสังเกตว่ามุมกล้องนั้นนิ่งมาก แสดงว่าต้องมีใครบางคนกำลังถ่ายการร่วมเพศของทั้งคู่ไว้ หรือว่า... เถียนเหลยแอบไปมี 3P กับคนอื่นแล้วถ่ายเก็บไว้?
เจิ้งเผิงกดหยุดวิดีโอแล้วคว่ำไอแพดลง ทะเลาะกับตัวเองในใจนับหมื่นคำ ไอ้เถียนเหลยบ้า! สารเลว! หน้าไม่อาย! เขารู้ว่าเมื่อก่อนหมอนี่นัวเนียไปทั่ว แต่ไม่คิดว่าจะทำตัวไร้ยางอายขนาดนี้! แล้วนังจิ้งจอกข้างล่างนั่นก็ด้วย... เสียงครางนั่นมันอะไรกัน กล้าดีนังไงมาถ่ายวิดีโอตอนทำกันกลางวันแสกๆ แบบนี้!
เจิ้งเผิงโกรธจนใจสั่น ปลายนิ้วเย็นเฉียบ แต่เมื่อความใจเย็นเริ่มกลับมาครอบงำ เขาตัดสินใจดูต่อเพื่อจะให้เห็นชัดๆ ว่าใครกันที่นอนครางอยู่ใต้ร่างเถียนเหลย
เขาใช้นิ้วขยายหน้าจอ ใบหน้าของเถียนเหลยขยายจนเต็มครึ่งจอ ในวิดีโอเถียนเหลยเลียคราบน้ำที่มุมปากแล้วยิ้มใส่กล้อง: "ดูชัดๆ นะ ครั้งหน้าต้องทำแบบนี้ให้ฉันบ้าง"
เขาฉุดรั้งคนใต้ร่างด้วยน้ำเสียงหลอกล่อ: "ที่รัก ครางดังๆ หน่อย ให้กล้องมันบันทึกไว้... เอาไว้ให้นายดูเอง"
...เอาไว้ให้นายดูเอง…
ประโยคนี้ระเบิดในหัวของเจิ้งเผิง ทันใดนั้นมุมกล้องสั่นไหว เถียนเหลยหยิบอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายขึ้นมาถือไว้ แล้วเลื่อนกล้องลงด้านล่าง เผยให้เห็นใบหน้าที่มีสีแดงระเรื่อจากการมัวเมาในกามารมณ์
ใบหน้าของเจิ้งเผิงเอง
อากาศรอบตัวเหมือนจะแข็งตัว คนที่เขาด่าทออยู่ในใจเมื่อครู่กลับกลายเป็นตัวเขาเอง เขาจ้องมองหน้าตัวเองในจอที่ดูเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในสรวงสวรรค์สลับกับเสียงครางหวานหูที่พรั่งพรูออกมา สมองว่างเปล่าไปสามวินาที
นี่มันวิดีโอของพวกเขาสองคนเองงั้นเหรอ?!
เขาเลื่อนดูไฟล์อื่นๆ ชื่อไฟล์ระบุวันที่และท่าทางไว้อย่างชัดเจน: "20250919 นั่งทับหน้า", "20250919 ท่าจากด้านหลัง", "20250919 69"
เจิ้งเผิงหน้าแดงจัด หมอนี่แอบถ่ายไว้ตอนไหน? ทำไมเขาไม่รู้เรื่องเลย? วันนั้นเป็นวันเกิดของเถียนเหลย เขาจำได้ว่าถูกเค้นแรงจนแทบหมดสติ ทำกันตั้งแต่เที่ยงคืนจนเกือบเช้า พอตื่นมาก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกถอดออกเป็นชิ้นๆ ไม่มีกระจิตกระใจจะคิดเรื่องอื่น จากนั้นก็ต้องไปงานเลี้ยงของที่บ้าน ไปงานสังสรรค์ของบริษัท และไปเจอเพื่อนฝูงของหมอนั่นอีก... หลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะยุ่งอยู่หลายวันจนล้าไปหมด
วันเกิดรอบเดียวแต่ทำเหมือนฉลองแปดครั้ง มีแค่เถียนเหลยเท่านั้นที่ทำได้
ความคิดถูกขัดจังหวะด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเผลอกดเข้าไปดูไฟล์ที่ชื่อ "นั่งทับหน้า"
ในวิดีโอ เถียนเหลยนอนอยู่บนเตียง โบกมือให้กล้อง: "มานี่สิ" กล้องสั่นเล็กน้อยเหมือนถูกตั้งไว้ที่ไหนสักแห่ง ใบหน้าของเจิ้งเผิงปรากฏขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วประท้วง: "ถ่ายอะไรนักหนา ลบทิ้งเลยนะ"
"ไม่ลบ" เสียงเถียนเหลยเจือแววขำ "มานี่ มานั่งทับหน้าฉัน"
"บ้าหรือเปล่า!"
"เร็วเข้า ฉันอยากเลียนาย"
เจิ้งเผิงมองท่าทางขัดเขินของตัวเองในจอแล้วรู้สึกร้อนที่ใบหู เขาจำได้ทันทีว่าวันนั้นเถียนเหลยหลอกล่อและบีบบังคับเขาอย่างไร จนสุดท้ายเขาก็ยอมปีนขึ้นไปนั่งทับด้วยขาที่สั่นเทา
ในจอภาพ เจิ้งเผิงนั่งหันหลังให้กล้องคร่อมทับบนใบหน้าของเถียนเหลย มือสองข้างยันกำแพงไว้ ลิ้นของเถียนเหลยตวัดออกมาจากด้านหลัง เลียเบาๆ ที่ร่องระหว่างขา เจิ้งเผิงสะดุ้งสุดตัว มือเกือบจะหลุดจากกำแพง
"อย่า... อย่าเลียตรงนั้น..." เสียงของเจิ้งเผิงในวิดีโอสั่นเครือ
"ตรงนั้นคือตรงไหน?" เสียงเถียนเหลยอู้อี้ ลิ้นยังคงขยับไม่หยุด
"นายนั่นแหละ... อย่าพูด!"
เถียนเหลยหัวเราะในลำคอ ลิ้นของเขาสอดลึกเข้าไปข้างใน ปัดผ่านกลีบเนื้อจนเจอติ่งเสียวที่แข็งขึงแล้วดูดดึงอย่างแรง
"อ๊า—" เอวของเจิ้งเผิงทรุดลง หน้าผากพิงกำแพง "นายเบาหน่อย..."
เถียนเหลยไม่สนใจ ลิ้นของเขาขยับเข้าออกในช่องทางที่เปียกชุ่ม บางครั้งก็ถอยออกมาปรนเปรอติ่งเสียวจนเจิ้งเผิงแทบจะคุกเข่าไม่อยู่ น้ำหล่อลื่นไหลตามคางของเถียนเหลยลงมา ภาพที่เห็นช่างยั่วยวนจนแทบทนดูไม่ได้
เจิ้งเผิงจ้องหน้าจอ ลมหายใจเริ่มเปลี่ยนไป เขาเห็นตัวเองเปลี่ยนจากความขัดเขินเป็นผ่อนคลาย จากการเม้มปากเงียบเป็นส่งเสียงครางพร่า และสุดท้ายคือการจงใจบดสะโพกไปด้านหลังเพื่อให้ลิ้นของเถียนเหลยรุกล้ำได้ลึกขึ้น
เมื่อถึงจุดสุดยอด เขาหมอบสั่นอยู่กับกำแพง เถียนเหลยโผล่หน้าออกมาด้วยใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำ พร้อมรอยยิ้มขณะขยับเข้าไปจูบเขา
"รสชาติดีนะ"
เจิ้งเผิงในหน้าจอยกเท้าถีบเข้าที่หน้าอีกฝ่ายทันที
ขณะที่เขากำลังจะปิดวิดีโอ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง: "สนุกไหม?"
เจิ้งเผิงสะดุ้งจนไอแพดเกือบกระเด็น เขาหันขวับไปมอง เถียนเหลยยืนอยู่ข้างหลัง ผมยังเปียกชื้น สวมชุดคลุมอาบน้ำที่เปิดกว้างจนเห็นแผงอกเขากำลังยิ้มกริ่มมองมา
"เดินมาทำไมไม่มีเสียง!" เจิ้งเผิงทำเป็นนิ่งพลางซ่อนไอแพดไว้ข้างหลัง
เถียนเหลยเดินอ้อมมานั่งบนเตียงแล้วรวบตัวเขาเข้าไปกอด: "นายนั่นแหละดูเพลินเกินไป" เขาเอื้อมมือไปคว้าไอแพดมาดู "โอ้โห ดูถึงตรงนี้แล้วเหรอ ข้างหลังมีเด็ดกว่านี้อีกนะ อยากดูต่อไหม?"
เจิ้งเผิงหน้าแดงจัด: "นายถ่ายไว้ตอนไหน? ทำไมฉันไม่รู้?"
"ตอนนั้นนายน่ะลอยขึ้นสวรรค์ไปแล้วจะไปรู้เรื่องอะไร" เถียนเหลยขบใบหูเขา "วันนั้นนายเอาแต่เรียก 'ผัวขา เก่งที่สุดเลย' จำไม่ได้เหรอ?"
เจิ้งเผิงพยายามจะเถียง แต่มือของเถียนเหลยสอดเข้าไปในเสื้อ ลูบไล้ผิวเอวขึ้นมาด้านบน
"ดูตั้งนาน แข็งแล้วล่ะสิ?" มือของเถียนเหลยกำรอบส่วนอ่อนไหวที่กึ่งแข็งกึ่งอ่อนของเขาแล้วรูดรั้งเบาๆ "อ่อนไหวขนาดนี้เลยเหรอ แค่ดูวิดีโอก็มีอารมณ์แล้ว?"
"เพ้อเจ้อ!" เจิ้งเผิงปากแข็ง แต่ร่างกายกลับพิงเข้าหาอ้อมกอดและส่งส่วนกลางกายเข้าหามือของอีกฝ่าย
เถียนเหลยหัวเราะเบาๆ เร่งจังหวะมือขึ้น อีกข้างปลดกางเกงของเจิ้งเผิงออก เจิ้งเผิงถูกปรนเปรอจนขาอ่อนแรง หอบหายใจอยู่ในอกเขาแต่ก็ยังไม่วายปากดี: "นาย... นายเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดี๋ยวก็เลอะเทอะอีก..."
"เลอะก็อาบใหม่" เถียนเหลยดึงกางเกงเขาออก นิ้วมือสอดแทรกเข้าไปที่จุดกึ่งกลางขา สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่คุ้นเคย "เชี่ย... น้ำเยิ้มขนาดนี้เลย ดูวิดีโอตัวเองแล้วเงี่ยนขนาดนี้เลยเหรอ?"
เจิ้งเผิงอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แต่นิ้วของเถียนเหลยสอดเข้าไปในช่องทางแล้ว ทั้งคว้านและควานหาจุดกระสัน
"อา..." เจิ้งเผิงกัดริมฝีปาก มือขยำแขนของเถียนเหลยไว้แน่น
เถียนเหลยถอนนิ้วออกมาที่ชุ่มไปด้วยน้ำหยาดเยิ้ม แล้วจ่อที่ริมฝีปากของเจิ้งเผิง: "ชิมไหม?"
เจิ้งเผิงค้อนให้หนึ่งวง แต่กลับแลบลิ้นเลียน้ำนั้นอย่างท้าทาย
เถียนเหลยจับเจิ้งเผิงพลิกให้นอนลงบนเตียง เขาลุกขึ้นยืน กระชากสายคาดชุดคลุมอาบน้ำออก เผยให้เห็นส่วนแข็งขึงที่ตื่นตัวเต็มที่ จากนั้นเขาจึงขึ้นมาคร่อมเหนือใบหน้าของเจิ้งเผิง
"ที่ดูในวิดีโอเมื่อกี้... จำได้หรือยังว่าต้องทำยังไง?"
เจิ้งเผิงมองสิ่งที่ใหญ่โตตรงหน้า หน้าร้อนฉ่า: "นาย... นายจะให้ฉันทำแบบนั้นเหรอ?"
"ใช่" เถียนเหลยขยับเข้ามาใกล้จนส่วนหัวเกือบจะสัมผัสริมฝีปาก "เลียให้ฉัน"
เจิ้งเผิงกำลังจะอ้าปากด่า แต่พออ้าปาก ส่วนหัวก็ถูกดันเข้ามาทันที ความยิ่งใหญ่ยาวเหยียดของเถียนเหลยเติมเต็มช่องปากจนถึงโคนคอ
"อื้อ..." เจิ้งเผิงพยายามจะผลัก แต่ถูกกดมือไว้
"ใช้ลิ้นสิ" เสียงของเถียนเหลยพร่าสั่น "ในวิดีโอเลียยังไง ตอนนี้ก็ทำแบบนั้นกับฉัน"
เจิ้งเผิงตาแดงก่ำ แต่ก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย เขาใช้ลิ้นพันรอบลำกาย เลียผ่านเส้นเลือดที่ปูดนูนและตวัดที่ส่วนปลาย เถียนเหลยลมหายใจขาดช่วง สอดนิ้วเข้าไปในเส้นผมของเจิ้งเผิงแล้วกดเบาๆ
"อย่างนั้นแหละ... ที่รัก เก่งมาก..."
เจิ้งเผิงเริ่มได้ใจจากการถูกชม เขาพยายามอมให้ลึกขึ้น ให้ส่วนหัวชนที่ลำคอจนเถียนเหลยครางออกมาด้วยความเสียวซ่าน
"เชี่ย... ปากบนของนายนี่มัน..." เถียนเหลยหอบพลางขยับสะโพกเข้าออกเบาๆ "...เก่งกว่าปากล่างอีกนะ"
เจิ้งเผิงอยากจะกลอกตาใส่ แต่ปากเขาเต็มไปด้วยสิ่งนั้นทำได้เพียงตั้งใจเลียต่อไป มือก็ไม่ว่างเวียนไปบีบคลึงลูกระฆังด้านล่างของเถียนเหลยด้วย
เถียนเหลยเสียวจนแทบจะปลดปล่อยออกมาตรงนั้น แต่แทนที่จะเสร็จสมคนเดียวจนทำให้เจิ้งเผิงเจ็บคอ เขาอยากเห็น "ผลการเรียน" ของเจิ้งเผิงมากกว่า
เถียนเหลยค่อยๆ ถอนตัวออกมา ดึงเจิ้งเผิงขึ้นมาให้คร่อมทับบนตัวเขา
"เมื่อกี้ดูท่านั่งทับหน้ายังไง ตอนนี้ก็ทำแบบนั้น" เจิ้งเผิงมองเขา หน้าแดงจัดแต่แววตามีความคาดหวัง เขาขยับไปเหนือหน้าของเถียนเหลย ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงนั่ง
เสื้อผ้าถูกถอดออกจนหมด ลมหายใจของเถียนเหลยรดลงที่หว่างขาของเขา ทั้งร้อนและจั๊กจี้ เจิ้งเผิงหดตัวหนีตามสัญชาตญาณแต่ถูกเถียนเหลยล็อคขาไว้
"อย่าหนี" เสียงของเถียนเหลยดังอู้อี้ออกมาจากด้านล่าง "นั่งลงมา"
เจิ้งเผิงกัดฟันนั่งลงไปเล็กน้อย ริมฝีปากของเถียนเหลยแตะเข้าที่ร่องเนื้อนุ่มก่อนจะขบเม้มเบาๆ เจิ้งเผิงสะดุ้งจนแทบจะนั่งทับหน้าเขาจริงๆ
"อย่า... อย่ารีบ..." เสียงเขาสั่น
เถียนเหลยไม่พูดอะไร เขาแลบลิ้นเลียจากล่างขึ้นบนอย่างช้าๆ
"อ๊า..." เจิ้งเผิงขาอ่อนจนแทบคุกเข่าไม่อยู่ มือยันหัวเตียงไว้ เอวแอ่นลงส่งมอบจุดอ่อนไหวให้ถึงปากเถียนเหลยมากขึ้น
ลิ้นของเถียนเหลยแคล่วคล่องมาก ทั้งหนักและเบาสลับกันไป บางครั้งก็สอดลึกเข้าไปในช่องทางแล้วตวัดวนก่อนจะถอยออกมาปรนเปรอติ่งเสียวที่บวมแดง
"อึก... เถียนเหลย... เบาหน่อย..." เจิ้งเผิงเริ่มมีน้ำตาคลอ แต่ร่างกายกลับกดทับลงไปเพื่อเรียกร้องเพิ่ม
เถียนเหลยไม่ฟัง ลิ้นของเขาสอดเข้าไปลึกจนเกือบสุดในช่องทางที่เปียกชุ่ม น้ำกามไหลตามแนวกรามของเขาหยดลงบนที่นอนจนเป็นวงเข้ม
"อย่า... พอแล้ว... ไม่ไหวแล้ว..." เจิ้งเผิงส่ายหน้า นิ้วมือจิกเกร็งจนขาวซีด
เถียนเหลยเงยหน้าขึ้นในที่สุด ริมฝีปากชุ่มฉ่ำ เขาตบสะโพกเจิ้งเผิงเบาๆ: "หันกลับมา"
เจิ้งเผิงสูญเสียการควบคุมสติไปแล้ว เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเถียนเหลย ท่านี้ทำให้เขาเห็นใบหน้าและรอยยิ้มพึงพอใจของเถียนเหลย รวมถึงความปรารถนาในแววตานั้นด้วย
เถียนเหลยเข้าจู่โจมอีกครั้ง คราวนี้เขาครอบครองติ่งเสียวที่บวมแดงไว้ในปาก เจิ้งเผิงมองภาพที่เถียนเหลยซุกหน้าอยู่หว่างขาของตน ลิ้นที่ขยับเข้าออกสร้างแรงกระตุ้นทางสายตาจนความรู้สึกเสียวซ่านพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
"ไม่ไหว... จะออกแล้ว..." เจิ้งเผิงสั่นไปทั้งตัว ช่องทางขมิบถี่รัว ก่อนจะปลดปล่อยความอัดอั้นออกมาใส่ลิ้นของเถียนเหลย
เถียนเหลยไม่ยอมหยุด เขากลับเร่งจังหวะเลียจนความเสียวตอนจุดสุดยอดถูกลากยาวไปอีกหลายวินาที เจิ้งเผิงอ่อนระทวยทับลงบนหน้าเขาอย่างหมดสภาพ
เถียนเหลยจับเขานอนลงแล้วขึ้นกดทับไว้ ส่วนที่แข็งขึงถูไถไปกับปากทางที่ชุ่มโชกแต่จงใจไม่สอดใส่
"อยากให้ฉันเอาหรือยัง?" เขาถามข้างหู
เจิ้งเผิงตาแดงก่ำ ขู่กลับ: "จะเข้าไม่เข้า?"
เถียนเหลยรู้ว่าควรหยุดแกล้งแค่นี้ เขาจึงกระแทกส่วนกายเข้าไปจนมิดในคราวเดียว
"ไม่... อ๊า..." ช่องทางของเจิ้งเผิงที่เพิ่งเสร็จสมไปนั้นไวต่อสัมผัสมาก ถูกกระแทกแบบนี้แทบจะทำให้เขาร่วงไปอีกรอบ
เถียนเหลยเริ่มขยับ เขาทำอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทุกจังหวะทั้งลึกและหนัก เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่น เจิ้งเผิงถูกโยกคลอนไปตามแรงกระแทก มือจิกแผ่นหลังของเถียนเหลยไว้ เสียงครางไม่เป็นภาษาดังต่อเนื่อง
"เมื่อกี้ดูวิดีโอตัวเองแล้วเงี่ยนเลยใช่ไหม?" เถียนเหลยถามขณะที่ยังขยับกาย
เจิ้งเผิงพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้า
"ยังจะส่ายหน้าอีก?" เถียนเหลยเพิ่มแรง ส่วนหัวกระแทกเข้ากับจุดกระสันอย่างจัง "สายตาตอนนายดูตัวเองเมื่อกี้น่ะมันฟ้องนะ"
โดยไม่รอคำแก้ตัว เถียนเหลยโน้มลงมาจูบปิดปาก ลิ้นพันเกี่ยวแลกเปลี่ยนลมหายใจกันอย่างลึกซึ้ง
เมื่อจูบจบลง เถียนเหลยถอนตัวออกแล้วจับเจิ้งเผิงคว่ำลงกับเตียง เขาปาดน้ำหล่อลื่นมาช่วยขยายช่องทางข้างหลังครู่หนึ่งก่อนจะส่งแกนกายเข้าไปใหม่
ท่านี้ทำให้สอดใส่ได้ลึกขึ้นจนเกือบถึงลำไส้ เจิ้งเผิงถูกกระแทกจนต้องหมอบลงไป หน้าซุกหมอน เหลือเพียงสะโพกที่ยกสูงรองรับแรงปะทะจากด้านหลัง
"ลึกเกินไป... เถียนเหลย... อย่าดันเข้าไปลึกขนาดนั้น..." เสียงเขาขาดห้วง
"ลึกเหรอ?" เถียนเหลยจงใจกดลึกเข้าไปอีกพลางลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นตามแรงดัน "นี่ยังไม่ถึงข้างในสุดเลยนะ"
เจิ้งเผิงเถียงไม่ออก ความรู้สึกเสียวซ่านซัดเข้ามาเป็นระลอกจนเขาเข้าใกล้จุดสุดยอดอีกครั้ง
"เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งออก" เถียนเหลยชะลอจังหวะแล้วถอนตัวออกมา
เจิ้งเผิงหันกลับมามองอย่างงุนงง ดวงตาฉ่ำน้ำ เถียนเหลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องหลัง
"จะทำอะไรน่ะ?!" เจิ้งเผิงพยายามจะหลบ
"อัดวิดีโอไง" เถียนเหลยตอบหน้าตาเฉย "วิดีโอที่นายดูเมื่อกี้ เรามาอัดเพิ่มอีกอัน บันทึกพัฒนาการของเผิงเผิงของเรา..."
"ไอ้บ้าเถียนเหลย นายมันโรคจิต! ลบเลยนะ ลบทิ้งเดี๋ยวนี้!" เจิ้งเผิงเอื้อมมือไปปิดปากอีกฝ่าย แต่กลับถูกรวบข้อมือไปจูบเสียหลายที
"ไม่ลบ" เถียนเหลยจ่อกล้องไปที่จุดเชื่อมประสานของทั้งคู่ "มา ต่อกันเถอะ"
เจิ้งเผิงพยายามขัดขืนแต่เถียนเหลยกระแทกเข้าไปอีกครั้ง ในจอกล้องเห็นส่วนที่ใหญ่โตมุดเข้าออกในช่องทางที่บวมแดงพร้อมเสียงน้ำเฉอะแฉะ ภาพช่างดูลามกจนทนดูไม่ได้
"ครางออกมา" เถียนเหลยสั่งพลางกระแทกกระทั้น "ครางดังๆ เอาไว้ฟังคราวหน้า"
เจิ้งเผิงกัดริมฝีปากแน่นไม่ยอมส่งเสียง
เถียนเหลยจึงเน้นย้ำที่จุดเดิมอย่างรุนแรง
"อา... ลึกไปแล้ว..." เจิ้งเผิงกลั้นไม่ไหวจนต้องหลุดครางออกมา
เถียนเหลยพอใจและเริ่มกระแทกต่อ บางครั้งเขาก็ซูมกล้องเข้าไปใกล้จุดที่ร่างกายเชื่อมกัน เจิ้งเผิงเห็นตัวเองในกล้องที่ถูกกระทำจนน้ำหยาดเยิ้ม ความอับอายกลับยิ่งกระตุ้นให้ช่องทางตอดรัดรุนแรงขึ้น
"เชี่ย ตอดแน่นชะมัด" เถียนเหลยหอบ "ดูตัวเองโดนเอาแล้วเสียวขึ้นใช่ไหม?"
เจิ้งเผิงพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าสลับกับพยักหน้า เขาเองก็ไม่รู้ว่ารู้สึกยังไงกันแน่ รู้เพียงว่าความเสียวซ่านมันเอ่อล้นจนสติกระเจิงไปหมดแล้ว
"จะออกแล้ว... เถียนเหลย..." เสียงเขาเริ่มสะอึกสะอื้น "ออกเถอะ..."
เถียนเหลยเร่งความเร็ว "ออกมาให้ฉันดู"
เจิ้งเผิงเกร็งไปทั้งตัว ปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นออกมาเลอะผ้าปูที่นอน ช่องทางขมิบเกร็งอย่างรุนแรงจนเถียนเหลยครางต่ำและปลดปล่อยเข้าไปในส่วนลึกที่สุด
หลังเสร็จกิจ ทั้งคู่นอนหอบอย่างหมดแรง เถียนเหลยยังไม่ยอมถอนตัวออก เขากดทับอยู่บนตัวเจิ้งเผิง มือยังถือโทรศัพท์ถ่ายใบหน้าที่แดงก่ำของเจิ้งเผิงไว้ จนเจิ้งเผิงฮึดสู้แย่งโทรศัพท์มาถือไว้เอง
"นายก็พูดอะไรหน่อยสิ คราวนี้ฉันเป็นคนถ่ายนาย" เจิ้งเผิงสั่ง
"จะให้พูดอะไร..." เสียงเถียนเหลยพร่ามัว
"อยากพูดอะไรก็พูด"
"ผมชื่อเถียนเหลย นี่เป็นวิดีโอเซ็กส์ครั้งที่ 65 ของผมกับเจิ้งเผิงคนรักของผม เราจะทำกันไปเรื่อยๆ จนกว่าเราสองคนจะลุกไม่ไหว..."
"ไอ้บ้า นายมันโรคจิต!" เจิ้งเผิงรีบปิดปากเถียนเหลย ด้วยความลนลานเผลอฟาดไปทีหนึ่งแล้วพยายามกดลบวิดีโอ แต่ถูกเถียนเหลยแย่งโทรศัพท์ไปชูไว้สูงจนเจิ้งเผิงเอื้อมไม่ถึง
เถียนเหลยใช้นิ้วกดบันทึกต่อ มองดูเจิ้งเผิงที่พยายามคว้าโทรศัพท์อย่างขัดใจพลางยิ้มกว้าง เขาหันหน้าจอให้เห็นใบหน้าของทั้งคู่ แล้วพูดประโยคสุดท้ายที่ค้างไว้: "เราจะรักกันไปแบบนี้ จนกว่าชีวิตจะหาไม่"
"โธ่เอ๊ย พูดอะไรของนายน่ะ... ชีวิตจะหาไม่ใจคอไม่ดีเลย" ความโกรธของเจิ้งเผิงวูบหายไปทันที เขาไม่เคยกล้าพูดคำว่า 'ตลอดไป' หรือ 'นิรันดร์' แต่ตั้งแต่มาอยู่กับผู้ชายอวดดีคนนี้ อีกฝ่ายกลับกล้าพูดมันออกมาอย่างหน้าตาเฉย ช่างน่ารำคาญจริงๆ
เถียนเหลยพอใจแล้ว เขาจูบเจิ้งเผิงอีกครั้งอย่างมีความสุข ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงและถอนตัวออกมาโอบกอดเขาไว้
"เหนื่อยไหม?"
"ยังจะถามอีก?" เจิ้งเผิงซบไหล่เขา ตาแทบจะปิด เจิ้งเผิงเตะเขาไปหนึ่งทีแต่ไม่สะเทือน ทั้งคู่กอดกันอยู่ครู่หนึ่ง จนเจิ้งเผิงนึกขึ้นได้: "วิดีโอนั่นนายจะเก็บไว้จริงๆ เหรอ?"
"เก็บสิ" เถียนเหลยตอบอย่างเป็นเรื่องปกติ "เอาไว้ดูวันหลัง"
เจิ้งเผิงกะจะด่า แต่พอคิดดูแล้วเมื่อกี้เขาก็ดูอย่างตั้งใจเหมือนกัน เลยปิดปากเงียบ
ช่างเถอะ เก็บไว้ก็เก็บไป อย่างน้อยในวิดีโอเขาก็ไม่ได้ดูแย่เท่าไหร่
เขาเหลือบมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ แล้วหันไปมองหน้าของเถียนเหลยที่ยังคงดูน่าหมั่นไส้เหมือนเดิม
"คราวหน้าเปลี่ยนมุมถ่ายบ้างนะ เดี๋ยวฉันถือเอง... ถ่ายนายน่ะ" เขาพึมพำเสียงเบา
เถียนเหลยตาเป็นประกายทันที: "จริงเหรอ?"
เจิ้งเผิงขี้เกียจจะสนใจ ซุกหน้าเข้ากับอกเขา หูข้างซ้ายที่ใส่เครื่องช่วยฟังแนบชิดกับแผ่นอก ได้ยินเสียงหัวใจของเถียนเหลยเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นอยู่ข้างหู เขาไม่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อคอยเช็คว่าตัวเองฝันไปหรือเปล่าอีกต่อไปแล้ว
แสงจันทร์ลอดผ่านรอยแยกของม่านลงมาที่พื้นเป็นสีขาวนวล นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาเที่ยงคืน จบไปอีกหนึ่งวัน... วันที่ธรรมดาและแสนจะเรียบง่ายในชีวิตของพวกเขา
บทที่ 16
บทส่งท้าย 3
(ตอนจบตอนพิเศษ)
ช่วงนี้เถียนเหลยมีอาการแปลกๆ อีกแล้ว
อาการที่ว่าคือ ตอนกินข้าวเขามักจะจ้องหน้าเจิ้งเผิงด้วยสายตาลอกแลก ตอนดูทีวีมือไม้ที่โอบเอวเจิ้งเผิงอยู่ก็เริ่มไม่อยู่นิ่ง ลูบไล้จากสีข้างลงไปจนถึงโคนขา แม้จะถูกปัดออกก็ไม่โกรธ ทำเพียงหัวเราะแหะๆ หรือแม้แต่ตอนก่อนนอนก็นอนพลิกตัวไปมาอยู่นาน เหมือนมีคำพูดบางอย่างที่อยากจะพูดแต่ก็กลืนลงคอไปทุกที
"มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ ไม่มีอะไรที่ไม่สะดวกใจหรอก" คืนวันศุกร์ เจิ้งเผิงที่ทนพฤติกรรมแอบมองของคนที่ทำเป็นเล่นโทรศัพท์ไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น
เถียนเหลยรีบกดปิดหน้าจอทันที ท่าทางลุกลี้ลุกลนจนน่าสงสัย
"เปล่านี่ ฉันจะมีเรื่องอะไรที่ไม่สะดวกพูดกันล่ะ?"
"แล้วสองวันนี้แอบมองฉันทำไม?"
"นั่นเขาเรียกว่ามองอย่างเปิดเผยต่างหาก" เถียนเหลยตอบอย่างมีเหตุผล "มองแฟนตัวเองไม่ได้หรือไง?"
เจิ้งเผิงคร้านจะต่อความด้วย เขาเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมเข้าเรื่องจึงพลิกตัวเตรียมจะนอน ทว่าพอกับหลับตาลง เขาก็สัมผัสได้ถึงที่นอนข้างหลังที่ยุบตัวลง พร้อมกับร่างกายอบอุ่นที่แนบชิดเข้ามา วงแขนแกร่งโอบกอดรอบเอวเขาจากด้านหลัง
"โอ๊ย มันร้อนนะ... เถียนเหลย นายอย่าเบียดมาใกล้ขนาดยี้" เจิ้งเผิงขยับตัวไปทางขอบเตียงเพื่อหนีจากแหล่งกำเนิดความร้อนนั้น
"เผิงเผิง" เถียนเหลยไม่สนใจอาการดิ้นรนของคนในอ้อมกอด เขากลับซุกหน้าลงข้างใบหูแล้วกระซิบเสียงต่ำ "พรุ่งนี้วันหยุด เราออกไปเที่ยวกันเถอะ"
"ไปไหนล่ะ?"
"ชานเมืองไง โปรเจกต์รีสอร์ทก่อนหน้านี้ผลตอบแทนดีมาก เขาก็เลยเปิดโซนใหม่เพิ่ม สภาพแวดล้อมดีทีเดียว มีทั้งภูเขาและน้ำ เหมาะจะไปพักผ่อนคลายร้อนพอดี"
เจิ้งเผิงฟังไปฟังมาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ลมหายใจของเถียนเหลยเริ่มหนักหน่วงขึ้น มือไม้เริ่มซน ลูบไล้จากเอวลงไปข้างล่างอย่างช้าๆ
"นายแค่อยากออกไปเที่ยวจริงๆ เหรอ?" เจิ้งเผิงคว้ามือนั้นไว้
เถียนเหลยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเลิกเสแสร้ง เขาขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเจิ้งเผิงพร่ำบอกความต้องการของตัวเองออกมาเสียยาวเหยียด
พอเจิ้งเผิงฟังจบ ใบหน้าก็พลันแดงฉ่า
"นายบ้าไปแล้วเหรอ!" เขาผลักอ้อมกอดของเถียนเหลยออก แล้วม้วนตัวดึงผ้าห่มไปจนสุดขอบเตียง "กลางแจ้งเนี่ยนะ? นายเสียสติไปแล้วหรือไง! ถ้า... ถ้ามีคนเห็นจะทำยังไง!"
"ไม่มีคนเห็นหรอก!" เถียนเหลยขยับตามมา กอดทั้งคนทั้งผ้าห่มไว้แน่น "ฉันเคลียร์พื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งป่าจะมีแค่เราสองคน แม้แต่พนักงานก็จะไม่ขึ้นไป"
"ยังไงก็ไม่ได้!" เจิ้งเผิงซุกหน้าลงกับผ้าห่ม "ในป่า บนเขา มันดูไม่ดีเลย..."
"มันไม่ดีตรงไหนล่ะ?" เถียนเหลยพรมจูบที่ติ่งหูอย่างออดอ้อน "คนรักกันเล่นอะไรสนุกๆ กันบ้างจะเป็นไรไป ถือว่าไปเป็นเพื่อนฉันเถอะนะ"
"ไม่ได้! นายมันก็แค่พวกกามขึ้นสมอง"
"ก็ใช่ไง" เถียนเหลยยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน "ฉันกามขึ้นสมอง ฉันคิดถึงนายจนแทบทนไม่ไหว ทุกที่ที่ฉันคิดว่าดีฉันก็อยากพานายไปทั้งนั้น อีกอย่างคราวก่อน... ต้องโทษเหล้าขวดนั้นแท้ๆ ที่ทำให้ฉันรุนแรงกับนายขนาดนั้น ฉันก็แค่อยากมีโอกาสแก้ตัวถ้านายไม่เต็มใจก็ช่างเถอะ ฉันจะอดทนไว้แล้วกัน"
เขาพูดพลางคลายอ้อมกอด พลิกตัวนอนหันหลังให้เจิ้งเผิง แสร้งทำเป็นลูบแผลเป็นบนร่างกายตัวเองด้วยท่าทางน่าสงสาร
เจิ้งเผิงจ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายอยู่นาน ในใจทั้งนึกโมโหและนึกขำ เจ้าหมาโง่ตัวนี้แกล้งทำตัวน่าสงสารเก่งจริงๆ
"นี่" เขาเตะเข้าที่หน้าแข้งของเถียนเหลยเบาๆ
เถียนเหลยนิ่งสนิท
เจิ้งเผิงเตะอีกที
เถียนเหลยยังคงไม่ขยับ แต่ใบหูแอบกระดิกเล็กน้อย
เจิ้งเผิงกลั้นยิ้ม พลิกตัวเข้าไปหาแล้วซบลงบนไหล่พลางกระซิบง้อ "พี่... หันมาหน่อยสิ"
เถียนเหลยค่อยๆ หันกลับมา ใบหน้ายังคงแฝงแววน้อยอกน้อยใจไม่หาย
เจิ้งเผิงเห็นท่าทางแบบนั้น คำด่าที่เตรียมไว้ก็ถูกกลืนกลับลงไป ช่างเถอะ ยังไงเขาก็พลาดท่าให้เจ้าหมาตัวนี้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
"แต่ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาดนะ ถ้าพรุ่งนี้มีคนเห็น ฉันจะจัดการนายแน่"
ดวงตาของเถียนเหลยเป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบลุกขึ้นมาสวมกอดเจิ้งเผิงไว้แน่นแล้วจูบหนักๆ ไปหนึ่งที "ไม่แน่นอน! ฉันสัญญา!"
"ปล่อยเลย หายใจไม่ออกแล้ว!"
เช้าวันต่อมาอากาศดีมาก ท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดอบอุ่น เถียนเหลยขับรถพาเจิ้งเผิงมุ่งหน้าสู่ชานเมือง ระหว่างทางเขาอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ถึงขนาดเปิดเพลงแล้วฮัมตามไปด้วย
เจิ้งเผิงเอนกายอยู่ที่เบาะผู้โดยสาร มองดูทิวทัศน์ที่พุ่งผ่านไปนอกหน้าต่าง เขาถอดเครื่องช่วยฟังออกแล้วเปิดหน้าต่างรถเพื่อใช้หูข้างขวาฟังเสียงลม ปล่อยให้เสียงร้องเพลงของเถียนเหลยผ่านไป ในใจลึกๆ เขารู้สึกประหม่า แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังบางอย่างที่แปลกประหลาด
เขาแอบชำเลืองมองเถียนเหลย ใบหน้าด้านข้างนั้นดูสว่างไสวภายใต้แสงแดด มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา
"มองอะไร? คราวนี้เป็นนายที่แอบมองฉันนะ" เถียนเหลยหันมาทันควัน
เจิ้งเผิงที่ถูกจับได้รีบเบือนหน้าหนี "ไม่ได้มองอะไรทั้งนั้น"
เถียนเหลยหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือมาเกี่ยวกุมมือซ้ายของเขาไว้ "เป็นสามีภรรยากันมานานขนาดนี้แล้วยังตื่นเต้นอีกเหรอ?"
"ใครแก่กันฮะ?!" เจิ้งเผิงหันไปค้อน "อีกอย่าง... ฉันไม่ได้ตื่นเต้นเสียหน่อย"
"แต่ฉันตื่นเต้นนะ" เถียนเหลยบีบนิ้วเขาเล่น "กลัวว่าเดี๋ยวนายจะด่าว่าฉันโรคจิตอีก"
เจิ้งเผิงหลุดยิ้มออกมา "นายมันโรคจิตจริงๆ นั่นแหละ"
"ใช่ๆ ฉันมันโรคจิต นายเองก็รู้ตั้งนานแล้วนี่"
รีสอร์ทมีขนาดใหญ่กว่าที่เจิ้งเผิงคิดไว้มาก มันถูกสร้างอิงไปตามไหล่เขา ส่วนหลังเขานั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงทางเล็กๆ เส้นเดียวมุ่งสู่ยอดเขา เถียนเหลยจอดรถที่หน้าวิลล่าหลังเดี่ยวบริเวณเชิงเขา ก่อนจะหยิบเป้สะพายหลังออกมาจากท้ายรถ
"พกอุปกรณ์มาด้วยเหรอ?" เจิ้งเผิงเลิกคิ้ว
"มีไว้ดีกว่าขาดนะ" เถียนเหลยตบกระเป๋าพลางยิ้มอย่างมีความหมาย
เจิ้งเผิงคร้านจะซักไซ้ เพราะยังไงสิ่งของในนั้นก็คงถูกนำมาใช้กับร่างกายของเขาอยู่ดี
ทั้งสองเดินตามทางเดินขึ้นเขา ป่าไม้มีความงดงาม ช่วงปลายฤดูร้อนต่อต้นฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ อากาศในเมืองอาจจะยังร้อนอยู่บ้าง แต่พอเข้ามาในป่าก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงสีเหลืองสลับกัน บนพื้นปูลาดด้วยใบไม้แห้ง ยามเหยียบลงไปจะมีเสียงดังสวบสาบ อากาศสะอาดสดชื่น อวลไปด้วยกลิ่นอายของแมกไม้และดินโคลน ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
เมื่อเดินมาถึงกึ่งกลางเขา ก็พบกับลานหญ้ากว้างขวาง แสงแดดสาดส่องลงมาอย่างไร้สิ่งกีดขวาง บนผืนหญ้ามีก้อนหินขนาดใหญ่กระจายอยู่ประปราย ข้างๆ มีลำธารสายเล็กไหลผ่าน เสียงน้ำไหลดังแว่วมาเป็นระยะ
"ตรงนี้เป็นไงบ้าง?" เถียนเหลยหยุดเดินแล้วถามขึ้น
เจิ้งเผิงมองไปรอบๆ ทัศนียภาพเปิดโล่ง แต่รอบข้างถูกล้อมด้วยป่าทึบ ดูมีความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง แสงแดดกระทบร่างกายจนรู้สึกอุ่นวาบ เสียงลำธารกลบเสียงนกในป่าที่อยู่ไกลออกไป
"ก็ใช้ได้"
เถียนเหลยวางกระเป๋าลงข้างหินใหญ่ หยิบแผ่นรองนั่งออกมาปูบนพื้นหญ้า ตามด้วยน้ำและขนม และสุดท้ายคือถุงสีดำใบหนึ่ง
เถียนเหลยเปิดถุงนั้นออกแล้วหยิบของสองสามอย่างออกมา: เชือกสีดำม้วนหนึ่ง ผ้าปิดตา และของเล่นชิ้นเล็กๆ อีกสองชิ้นที่เจิ้งเผิงไม่รู้จัก
"นายเตรียมมาจริงๆ ด้วย..." เสียงของเจิ้งเผิงเริ่มแผ่วลง
เถียนเหลยเงยหน้ามองเขา แววตาเริ่มเข้มขึ้น "ก็นายตกลงแล้วนี่"
"ฉันก็แค่..."
ยังไม่ทันพูดจบ เถียนเหลยก็ลุกขึ้นเดินมาตรงหน้าเขา ก้มลงมองด้วยสายตาที่เจิ้งเผิงคุ้นเคย แววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการและการลองเชิงอย่างระมัดระวัง
"ถ้าไม่ชอบ เราก็กลับกัน" เถียนเหลยเอ่ย "ฉันไม่บังคับนายหรอก"
เจิ้งเผิงเงยหน้ามองอีกฝ่าย แสงแดดจากเบื้องหลังฉาบให้ร่างของเถียนเหลยดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
แต่ดวงตาคู่นั้นดูจริงจัง เขากำลังรอคำตอบจริงๆ
เจิ้งเผิงนึกถึงภาพเถียนเหลยที่นอนหันหลังให้พลางลูบแผลเป็นทำตัวน่าสงสารเมื่อคืน เขาก็พลันใจอ่อนขึ้นมา
"ฉันไม่ได้บอกว่าไม่ชอบ" เขาเบือนหน้าหนี พลางพึมพำเสียงเบา "แค่... มันรู้สึกแปลกๆ"
ดวงตาของเถียนเหลยเป็นประกายทันที "งั้นแปลว่าลองได้ใช่ไหม?"
เจิ้งเผิงถลึงตาใส่ แต่เขาก็รู้ดีว่าสายตาของเขาตอนนี้ไม่ได้มีความน่ากลัวเลยสักนิด
"ถ้านายกล้ามัดฉันท่าประหลาดๆ ล่ะก็ ฉันจะไม่ยอมให้นายแตะต้องอีกเลย"
"ไม่แน่นอน ไม่แน่นอน" เถียนเหลยรีบรับปาก "แค่พันไว้นิดหน่อย รับรองว่าไม่ทำให้นายลำบากหรอก"
เขาพูดพลางคุกเข่าลงแก้ปมเชือก เจิ้งเผิงเห็นท่าทางแก้มัดเชือกที่พันกันยุ่งเหยิงได้อย่างรวดเร็วและชำนาญของอีกฝ่ายก็นึกคำถามหนึ่งขึ้นมาได้
"ทำไมแก้มัดเชือกเร็วขนาดนี้ล่ะ ชำนาญจังเลยนะ" เจิ้งเผิงรู้ว่าในอดีตอีกฝ่ายค่อนข้างโชกโชน จึงแกล้งถามเพื่อหวังจะเห็นเถียนเหลยทำตัวลำบากใจ
ทว่าเถียนเหลยยังคงทำมือไม่หยุด เขาเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติที่สุด "เมื่อก่อนตอนเรียนฉันเคยไปฝึกงานเก็บข้อมูลที่ตลาดสดน่ะ ต้องช่วยพ่อค้ามัดปูขน เทคนิคการแก้มัดพวกนี้ก็ได้มาจากพ่อค้านั่นแหละ"
"หลอกใครน่ะเถียนเหลย" เจิ้งเผิงหัวเราะออกมาพลางหรี่ตามอง "เห็นฉันเป็นคนโง่หรือไง?"
"เปล่า เรื่องจริงนะ" เถียนเหลยรีบยืนยัน เจิ้งเผิงจ้องหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่
เถียนเหลยถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะขยับเข้ามาจูบเขาเบาๆ "ขำอะไรน่ะ ฉันไม่ได้หลอกนายจริงๆ นะ" มือเขายังคงจัดระเบียบเชือกต่อไป ปากก็ยังไม่หยุดพูด
"ตอนมัธยมโรงเรียนมักจะจัดกิจกรรมบ้าๆ บอๆ ฉันกับเจ้าจ้าวเหวินถูกแบ่งไปอยู่ตลาดสดที่ห่างไกลมาก แต่แถวนั้นมีร้านอาหารร้านหนึ่งอร่อยมากนะ อาหารจานใหญ่ราคาถูก พวกเราสองคนมักจะขี้เกียจทำงานแล้วแอบไปกินข้าวที่นั่น ยอมจ่ายเงินให้เจ้าของร้านช่วยแต่งข้อมูลตัวเลขให้ พอกินไม่หมดแต่อยากสั่งหลายอย่าง ก็เลยสั่งมาเต็มโต๊ะแล้วแบ่งให้เด็กๆ ที่ทำงานในร้านกิน ตอนนั้นพวกเรายังคิดว่าตัวเองใจบุญมากเลย... อะ เสร็จแล้ว แก้ออกหมดแล้ว"
"ตลาดสดนั่นอยู่ทางเหนือของเมืองใช่ไหม แถวๆ นั้นมีร้านขายนมสด เจ้าของร้านเป็นคุณป้าอ้วนๆ หน่อยใช่หรือเปล่า?" เถียนเหลยเงยหน้าขึ้นสบตาที่แสนอ่อนโยนของเจิ้งเผิงที่เท้าคางถามอยู่
"นายรู้ได้ยังไง?" เถียนเหลยตกใจเล็กน้อย
เจิ้งเผิงทำท่าครุ่นคิดพลางกลอกตาไปมา ภาพความทรงจำของอาหารมื้ออร่อยในวัยเด็กซ้อนทับกับร่างสูงใหญ่ของชายตรงหน้า เขาแสร้งทำเป็นขู่ "ฉันเป็นพวกมีญาณหยั่งรู้ รู้ไปหมดทุกเรื่องนั่นแหละ ถ้านายกล้าหลอกฉันล่ะก็โดนดีแน่"
"โอ๊ย ผู้น้อยมิกล้า" เถียนเหลยรีบร่วมบทบาททันที เขาหัวเราะร่วนพลางดึงเจิ้งเผิงให้นั่งลงบนแผ่นรอง แสงแดดกำลังดี ผ้านุ่มสบาย เจิ้งเผิงนั่งขัดสมาธิจ้องมองม้วนเชือกของเถียนเหลย
"ถอดเสื้อผ้าก่อนสิ" เถียนเหลยพูดโดยไม่เงยหน้า
เจิ้งเผิง: "...แล้วพิธีรีตองตอนที่นายสารภาพรักก่อนหน้านี้หายไปไหนหมด?"
เถียนเหลยเงยหน้ามองด้วยสีหน้าซื่อๆ "พิธีรีตองอะไรเหรอ?"
เจิ้งเผิงจนคำพูด แต่ก็คร้านจะถือสา เขาเริ่มปลดกระดุมเสื้อด้วยตัวเองเสื้อผ้าในช่วงรอยต่อฤดูนี้มีไม่กี่ชิ้น ไม่นานนักเขาก็เหลือเพียงเสื้อกล้ามแนบเนื้อกับกางเกงชั้นในเพียงตัวเดียว
แสงแดดที่อาบร่างให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่พอลมภูเขาพัดมาก็ยังแอบทำให้รู้สึกเย็นวาบจนผิวขึ้นขนลุกเล็กๆ
สายตาของเถียนเหลยจับจ้องมาที่ร่างเขา แววตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาจนเจิ้งเผิงเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูก เขาต้องยกแขนขึ้นมากอดอกตัวเองไว้
"มองอะไรนักหนา"
เถียนเหลยไม่ตอบ เขาละมือจากเชือกแล้วขยับเข้ามาสวมกอดเจิ้งเผิง ฝ่ามืออุ่นทาบลงบนแผ่นหลังที่เย็นชื้น ลูบไล้อย่างแผ่วเบา
"หนาวเหรอ?"
"นิดหน่อย"
"เดี๋ยวก็ไม่หนาวแล้ว" เถียนเหลยกระซิบชิดใบหูพร้อมเสียงหัวเราะ
ความอ่อนโยนในใจเจิ้งเผิงหายวับไปทันที เขาเตรียมจะอ้าปากด่า แต่กลับถูกประกบจูบเสียก่อน
มันเป็นจูบที่นุ่มนวล ไม่เร่งเร้าเหมือนปกติ ลิ้นของเถียนเหลยค่อยๆ เล็มเลียไปตามรูปปาก ก่อนจะสอดแทรกเข้าไปพัวพัน เจิ้งเผิงถูกจูบจนเคลิ้ม เอนกายพิงอกอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเถียนเหลยถอนจูบออก เขาก็เริ่มหอบหายใจด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
"หันหลังไปสิคนดี" เถียนเหลยกระซิบ
เจิ้งเผิงทำตามอย่างว่างง่าย ผ้าเสื้อกล้ามถูกเลิกขึ้น จูบอุ่นๆ ประทับลงบนสะบักหลังแล้วไล่ลงไปตามแนวกระดูกสันหลัง เจิ้งเผิงหลับตาลง สัมผัสถึงรอยจูบเหล่านั้น แสงแดดบนแผ่นหลังกับอุณหภูมิจากริมฝีปากผสมปนเปกันจนเขารู้สึกมึนงง
"ส่งมือมา"
เจิ้งเผิงไขว้มือไปข้างหลัง สัมผัสได้ถึงความเย็นของเชือกที่แตะลงบนข้อมือ เถียนเหลยทำอย่างช้าๆ ทุกรอบที่พันเขาจะถามว่า "แน่นไปไหม" เมื่อได้รับคำตอบจึงทำต่อ
ในที่สุดข้อมือก็ถูกตรึงไว้ เชือกไม่แน่นไม่หลวมจนเกินไป พอที่จะให้เขาขยับได้ในวงจำกัดแต่ไม่อาจหลุดออก
"เสร็จแล้ว" เถียนเหลยเอ่ย
เจิ้งเผิงลืมตาขึ้น ก้มมองข้อมือตัวเอง เชือกสีดำสะท้อนแสงแดดเล็กน้อย ขับเน้นให้ผิวของเขาดูขาวผ่องขึ้นไปอีก
เถียนเหลยจับเขาหันกลับมาเผชิญหน้า สายตาเลื่อนผ่านใบหน้าลงไปช้าๆ เชือกอีกเส้นเริ่มพันรอบร่างกาย สัมผัสหยาบกร้านของเชือกที่ลากผ่านผิวเนื้ออ่อนสร้างความรู้สึกซ่านเสียวไปทั่ว เขาจุดไฟไปตามไหปลาร้าและหน้าอก ก่อนจะไปจบที่ข้อมือที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยกัน
ลูกกระเดือกของเถียนเหลยขยับขึ้นลง
"สวยจัง" เถียนเหลยเอ่ยด้วยเสียงพร่า
เจิ้งเผิงหน้าร้อนผ่าวเพราะสายตานั้น "เร็วๆ เข้าเถอะ"
"รีบไปไหนล่ะ?" เถียนเหลยยิ้ม พลางเอื้อมมือไปถอดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายส่วนล่างออก "แดดดีขนาดนี้ เราค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปกันเถอะ"
เจิ้งเผิงถูกเปิดเปลือยต่อหน้าอากาศอย่างสมบูรณ์ ลมภูเขาที่พัดผ่านผิวทำให้เขาสั่นสะท้าน เขาอยากจะขดตัวหลบ แต่ข้อมือถูกมัดและร่างกายส่วนบนก็ถูกจำกัดไว้ จึงทำได้เพียงนั่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้สายตาของเถียนเหลยสำรวจไปทั่วร่าง
มือของเถียนเหลยทาบลงบนขา ลูบไล้จากหัวเข่าขึ้นมาอย่างช้าๆ ผ่านผิวอ่อนบางที่ต้นขาด้านใน จนมาหยุดอยู่ที่โคนขา
ปลายนิ้วคลึงวนที่ช่องทาง รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเริ่มมีความต้องการแล้ว
"ไวจังเลยนะ?" เถียนเหลยถามเสียงต่ำพลางหยอกล้อ
เจิ้งเผิงเบือนหน้าหนีไม่มองหน้า เถียนเหลยไม่บังคับ เขาทำหน้าที่ต่อไป นิ้วมือเริ่มสอดแทรกเข้าไปในช่องทางที่เริ่มมีความชื้นแฉะ เขาขยับนิ้วเข้าออกอย่างช้าๆ สัมผัสได้ถึงการบีบรัดจากภายใน
"อืม..." เจิ้งเผิงกลั้นไม่ไหวจนส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ
เถียนเหลยเงยหน้ามองสีหน้าของเขา แสงแดดทำให้เห็นใบหน้าของเจิ้งเผิงได้ชัดเจน หางตาเริ่มขึ้นสีระเรื่อ ขนตาสั่นระริก ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย
"สบายไหม?" เถียนเหลยเพิ่มนิ้วเข้าไปอีกหนึ่ง
เจิ้งเผิงไม่ตอบ แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์ ปล่อยของเหลวออกมามากขึ้นตามนิ้วมือของเถียนเหลย
เถียนเหลยถอนนิ้วออก จับเจิ้งเผิงพลิกตัวให้นอนคว่ำ ท่านี้ทำให้ใบหน้าของเจิ้งเผิงแนบลงกับผ้านุ่มๆ ของแผ่นรองนั่ง โดยที่สะโพกถูกยกสูงขึ้น เจิ้งเผิงสัมผัสได้ถึงสายตาของเถียนเหลยที่จับจ้องตรงนั้น รวมถึงความรู้สึกแปลกใหม่ที่นิ้วสอดแทรกเข้ามา กลิ่นหอมของแมกไม้ เสียงนกในป่า ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกถึงอิสระอย่างบอกไม่ถูก
คราวนี้สองนิ้วสอดเข้าไปพร้อมกันเพื่อขยายช่องทางที่คับแน่น เจิ้งเผิงซุกหน้าลงกับแผ่นรอง แต่ก็ยังหลุดเสียงครางกระเส่าออกมา
"เรียบร้อย" เถียนเหลยถอนนิ้วออก มือทั้งสองข้างกุมเอวเขาไว้ "ฉันจะเข้าไปแล้วนะคนดี"
เจิ้งเผิงยังไม่ทันตั้งตัว ก็รู้สึกถึงความคับแน่นที่เติมเต็มเข้ามา
"อา...!" เขาเงยหน้าขึ้น หอบหายใจอย่างรุนแรง
ท่านี้ทำให้เข้าไปได้ลึกมาก สิ่งนั้นของเถียนเหลยสอดแทรกเข้าไปจนถึงจุดลึกสุด เจิ้งเผิงจิกนิ้วลงบนผ้า แต่ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการของเชือกได้ ทำได้เพียงยอมรับมันอย่างจำยอม
เถียนเหลยยังไม่ขยับในทันที เขาหยุดค้างไว้เพื่อให้เจิ้งเผิงได้ปรับตัว เขาโน้มกายลงมาพรมจูบที่ใบหูแล้วปลอบโยนเบาๆ "ผ่อนคลายหน่อย แน่นเกินไปแล้ว"
เจิ้งเผิงอยากจะด่าว่า "เพราะใครกันล่ะ" แต่สิ่งที่เล็ดลอดออกมากลับเป็นเพียงเสียงหอบที่ขาดช่วง
เถียนเหลยเริ่มขยับ ตอนแรกเป็นไปอย่างช้าๆ ทว่าหนักแน่นและลึกซึ้ง เจิ้งเผิงสัมผัสได้ถึงทุกท่วงท่าที่สอดแทรกเข้ามา ความรู้สึกซ่านเสียวแผ่ซ่านจากกระดูกสันหลังไปทั่วร่างกายจนเขาอ่อนเปลี้ย ทำได้เพียงหมอบราบไปกับพื้น ขยับไหวไปตามจังหวะเบื้องหลัง
"เถียนเหลย..." เขาเผลอเรียกชื่ออีกฝ่ายออกมา
"หืม?"
"เร็วหน่อย..."
เถียนเหลยหัวเราะเบาๆ แต่กลับไม่เร่งจังหวะ เขายิ่งทำช้าลงกว่าเดิม เขาถอนตัวออกมาเกือบสุดแล้วค่อยๆ กดลึกเข้าไปบดคลึงทีละนิด ทุกครั้งมักจะเฉียดผ่านจุดที่อ่อนไหวที่สุด
"อ๊า... อย่า... อย่าทำแบบนี้..." เสียงของเจิ้งเผิงเริ่มมีความสะอื้น "นายทำแบบนี้มัน..."
"มันอะไร?" เถียนเหลยถามอย่างจงใจ แต่ท่วงท่ายังคงเดิม บดเบียดรุกรานอยู่อย่างนั้น
เจิ้งเผิงตอบไม่ได้ ทำได้เพียงครางเสียงหลง ความซ่านเสียวถูกดึงลากยาวจนแขวนค้างอยู่ที่จุดสูงสุด แต่ไม่ยอมไปถึงฝั่งฝันเสียที มันทรมานจนเขาตัวสั่นไปหมด
"เถียนเหลย... พี่..." เขาเริ่มอ้อนวอนด้วยเสียงสั่นเครือ "เร็วหน่อย... ขอร้องล่ะ..."
เถียนเหลยฟังเสียงอ้อนวอนนั้นแล้วรู้สึกพึงพอใจในความร้ายกาจของตัวเองยิ่งนัก ในที่สุดเขาก็เร่งจังหวะ ทุกครั้งล้วนหนักหน่วงและรุนแรง จนเกิดเสียงเนื้อกระทบกันดังชัดเจน
"อ๊า—!" เสียงกรีดร้องของเจิ้งเผิงหลุดออกมาในที่สุด
แสงแดดจ้ากระทบใบหน้า เหงื่อเม็ดเล็กไหลร่วงตามพวงแก้มสะท้อนแสงระยิบระยับ เขาหลับตาแน่น ขนตาเปียกชื้นเป็นแพ ริมฝีปากถูกกัดจนแดงช้ำ
เถียนเหลยจ้องมองภาพนั้น ลมหายใจยิ่งถี่กระชั้นขึ้น เขาเอื้อมมือจากด้านหลังไปโอบเอวเจิ้งเผิง กุมส่วนที่แข็งขืนของอีกฝ่ายไว้แล้วขยับตามจังหวะ
"อย่า... ไม่ไหวแล้ว..." เจิ้งเผิงส่ายหน้า "ฉันจะ..." ยังพูดไม่จบ ร่างกายก็เกร็งกระตุก ปลดปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นออกมาเปื้อนแผ่นรองนั่ง ช่องทางบีบรัดรุนแรงจนเถียนเหลยครางต่ำออกมา เขากระแทกเน้นๆ อีกไม่กี่ครั้งก่อนจะปลดปล่อยเข้าไปในตัวอีกฝ่าย
หลังผ่านพ้นพายุสวาท เจิ้งเผิงหมอบราบลงกับพื้นอย่างหมดแรง หอบหายใจคำโต เมื่อเถียนเหลยถอนตัวออกมา ของเหลวที่ผสมปนเปกันก็ไหลอาบตามเรียวขา สะท้อนประกายแดดวาววับ
เถียนเหลยจับเขาพลิกตัวกลับมา แก้มัดเชือกตามร่างกายออก ทิ้งรอยแดงจางๆ ไว้ตามผิวเนื้อ เขาใช้หัวแม่มือลูบไล้เบาๆ
"เจ็บไหม?"
เจิ้งเผิงค้อนให้วงใหญ่ "เพิ่งมาถามตอนนี้เหรอ?"
เถียนเหลยหัวเราะแหะๆ ขยับเข้าไปจูบ เจิ้งเผิงเบือนหน้าหนีแต่ก็ยังถูกจูบเข้าที่มุมปาก
"เอาอีกไหม?" เถียนเหลยถาม
เจิ้งเผิงชะงัก "อะไรนะ?"
เถียนเหลยแววตาเข้มขึ้น พลางบุ้ยปากให้มองลงไปข้างล่าง
เจิ้งเผิงก้มมองเห็นสิ่งที่เพิ่งปลดปล่อยไปเมื่อครู่กลับมาแข็งขืนอีกครั้ง ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น
"นาย... มีอาการทางจิตหรือเปล่าเนี่ย เราต้องไปหาหมอหน่อยไหม?" เจิ้งเผิงถามด้วยความสงสัยจริงๆ ต่อความอึดถึกทนของอีกฝ่าย
"สามีนายป่วยหรือเปล่า นายก็น่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ? คุณหมอเจิ้ง ช่วยใช้ 'ดวงตา' ข้างล่างนั่นตรวจดูให้ฉันหน่อยสิ?" เถียนเหลยพูดเรื่องลามกด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วเตรียมจะรุกต่อทันที
เจิ้งเผิงหน้าชาไปกับความไร้ยางอายของอีกฝ่ายจนพูดไม่ออก เถียนเหลยอาศัยจังหวะนั้นกดเขาลงกับแผ่นรองนั่ง
"เมื่อกี้คนดีเสร็จเร็วไปหน่อย" เถียนเหลยกระซิบข้างหู "คราวนี้เราอย่ารีบร้อนนักเลย มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ"
เจิ้งเผิงอยากจะแย้ง แต่เถียนเหลยกลับงับติ่งหูเขาเบาๆ นั่นเป็นจุดอ่อนไหวที่สุดจุดหนึ่ง พอถูกกระตุ้น ร่างกายที่เพิ่งพักฟื้นก็พลันอ่อนระทวยลงอีกครั้ง
"นาย... อือ..." คำพูดกลายเป็นเสียงหอบ
จูบของเถียนเหลยไล่จากติ่งหูลงมาเรื่อยๆ จนหยุดอยู่ที่หน้าอก เขาครอบครองยอดอกข้างหนึ่งไว้พลางใช้ลิ้นตวัดหยอกเย้า ส่วนอีกข้างใช้ปลายนิ้วคลึงวน
"อา..." เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้น นิ้วมือกำแผ่นรองไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
เถียนเหลยเล่นกับยอดอกเขาไปพลาง เอื้อมมือมาขยับส่วนกลางกายของเจิ้งเผิงไปพลาง ความเสียวซ่านจากสองทางทำให้เจิ้งเผิงตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
"ดูสิ" เถียนเหลยผละจากยอดอก "นายชอบมันมากใช่ไหมล่ะ แป๊บเดียวก็แข็งอีกแล้ว"
เจิ้งเผิงก้มมองเห็นว่าตัวเองแข็งขืนขึ้นมาจริงๆ ของเหลวใสที่ปลายยอดเปื้อนปลายนิ้วเถียนเหลยสะท้อนแดด เขาหน้าร้อนวูบจนต้องเบือนหน้าหนี
เถียนเหลยหัวเราะต่ำ อุ้มเขาขึ้นมาให้ประทับนั่งบนตัก ท่านี้ทำให้ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน เจิ้งเผิงมองเห็นภาพตัวเองที่กำลังรุ่มร้อนอยู่บนตักอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
"ทำเองสิ" เถียนเหลยจับส่วนที่แข็งขืนจ่อเข้ากับช่องทางที่ยังไม่ปิดสนิท
เจิ้งเผิงกัดริมฝีปาก ค่อยๆ นั่งทับลงไป ท่านี้สอดแทรกเข้าไปได้ลึกกว่าเมื่อครู่ มันขยายช่องทางจนถึงจุดลึกสุด
"อืม..." เขาครางออกมาเบาๆ เถียนเหลยโอบเอวเขาไว้ ไม่เร่งเร้า ปล่อยให้เขาปรับตัว แสงแดดส่องให้เห็นทุกอย่างชัดเจน เจิ้งเผิงก้มมองจุดที่เชื่อมต่อกัน เขาก็รู้สึกไม่อยากเชื่อว่าช่องทางแคบๆ ของเขาจะรองรับสิ่งที่ใหญ่โตขนาดนั้นได้
การกระตุ้นทางสายตาทำให้ความเสียวซ่านรุนแรงยิ่งขึ้น เขาเริ่มขยับไหว ทุกท่วงท่าทำให้สิ่งนั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่านี้เหนื่อยมาก แต่เขาไม่อาจหยุดตัวเองได้ ความว่างเปล่าลึกๆ ในร่างกายมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่เติมเต็มได้
เถียนเหลยจ้องมองภาพเจิ้งเผิงที่ขมวดคิ้วกัดปาก หางตาแดงก่ำขนตาเปียกชื้น แววตาเริ่มพร่ามัวเพราะความเสียวซ่านที่รุนแรงเกินไป
"เผิงเผิง" เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ "มองฉันสิ"
เจิ้งเผิงก้มลงสบตาเขา มองเห็นเงาตัวเองสะท้อนอยู่ในแววตาของเถียนเหลย
เถียนเหลยเงยหน้าจูบเขาอย่างอ่อนโยน มันต่างจากท่าทางปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าทริปภูเขาครั้งนี้มีไว้เพื่อชดเชยความรุนแรงในครั้งก่อนจริงๆ
เจิ้งเผิงถูกจูบจนรู้สึกอยากร้องไห้ เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงอยากร้องไห้ เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าตั้งแต่รักผู้ชายคนนี้เขากลายเป็นคนเจ้าน้ำตาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพียงแค่รู้สึกว่า การได้พบคนคนนี้... มันดีจริงๆ
"ฉันรักนายนะ" เถียนเหลยบอกชิดริมฝีปาก
เจิ้งเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโอบกอดอีกฝ่ายแน่นขึ้น "ฉันรู้แล้ว"
แสงแดดลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ โปรยปรายดั่งเศษทองลงบนร่างของพวกเขา ลมภูเขาพัดมาแผ่วเบา ลำธารยังคงไหลริน มีเสียงนกแว่วมาเป็นระยะ
ไม่มีใครเห็น และไม่จำเป็นต้องให้ใครเห็น
เมื่อทั้งสองปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง เจิ้งเผิงก็หมดแรงอย่างสิ้นเชิง หมอบซบอยู่บนตัวเถียนเหลยไม่ยอมขยับ เถียนเหลยเองก็คร้านจะขยับ เขาจึงกอดอีกฝ่ายไว้แบบนั้น ปล่อยให้แสงแดดอาบแผ่นหลังของทั้งคู่
"เถียนเหลย"
"หืม?"
"ผ้าปิดตาในกระเป๋านั่น มีไว้ทำอะไรเหรอ?"
เถียนเหลยนิ่งไปสองวินาที "เอ่อ... จริงๆ ก็กะจะให้นายลองใส่ดูน่ะ"
"แล้วทำไมไม่ใช้ล่ะ?"
"กลัวนายด่าน่ะสิ"
เจิ้งเผิงหลุดขำออกมาจนตัวโยน
เถียนเหลยทำหน้าน้อยใจ "ขำอะไรน่ะ?"
"เจ้าคนขี้ขลาด" เจิ้งเผิงยันตัวขึ้นจากร่างอีกฝ่าย มองลงมาที่เขา "ผ้าปิดตาอยู่ไหน? เอามานี่"
เถียนเหลยงงไปวูบหนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกาย เขาเอื้อมมือไปหยิบผ้าปิดตาสีดำออกมาจากกระเป๋า
เจิ้งเผิงรับผ้าปิดตามาสำรวจในมือ ผ้านุ่มมาก และน่าจะกันแสงได้ดี
"ใส่ซะ" เขาส่งผ้าปิดตาให้เถียนเหลย
เถียนเหลย: "...เดี๋ยวสิ ฉันเป็นคนใส่เหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ" เจิ้งเผิงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "นายเล่นงานฉันไปแล้ว คราวนี้ถึงตาฉันเล่นงานนายบ้างล่ะ"
เถียนเหลยมองใบหน้าที่ยิ้มจนตาหยีนั้น แล้วก็รู้สึกว่าชาติคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือคนคนนี้แน่ๆ
เขารับผ้าปิดตามาสวมไว้อย่างว่างง่าย
"แล้วจะทำอะไรต่อล่ะ?" เขาถาม
เจิ้งเผิงขยับเข้าไปใกล้ใบหู กระซิบถ้อยคำบางคำออกมา เถียนเหลยฟังจบก็ตัวแข็งทื่อ
"นายไปเรียนเรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน?!"
"ไม่บอกหรอก..." เจิ้งเผิงกระซิบยั่วเย้าทีละคำ ก่อนจะประกบจูบลงบนริมฝีปากที่ได้รูปของเถียนเหลย
แสงแดดทำให้ผ้าปิดตาสีดำอุ่นขึ้นเล็กน้อย โลกของเถียนเหลยเหลือเพียงความมืดมิดที่แฝงด้วยความอบอุ่น ประสาทสัมผัสอื่นๆ ถูกขยายให้ชัดเจนขึ้น สัมผัสของแผ่นรองนั่งที่หลัง ลมภูเขาที่ลัดเลาะผ่านผิว และลมหายใจของเจิ้งเผิงที่อยู่ข้างหู อบอุ่นและแฝงไปด้วยรอยยิ้ม
"เผิงเผิง..." เขาเอื้อมมือจะไปดึงผ้าปิดตาออก แต่ปลายนิ้วเพิ่งแตะขอบผ้าก็ถูกคว้าข้อมือไว้
"ห้ามถอดนะ" เสียงของเจิ้งเผิงอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่กลับดูเหมือนมาจากที่ไกลแสนไกล แฝงไปด้วยความเกียจคร้านที่จงใจกดให้ต่ำลง "เมื่อกี้ยังเก่งอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ตอนมัดฉันดูมีความสุขดีนี่นา?"
เจิ้งเผิงกำลังเลียนแบบคำพูดของเขา
เถียนเหลยนึกสนุก ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง "ฉันผิดไปแล้ว"
"ผิดตรงไหนล่ะ?"
"ผิดตรงที่..." เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา "ผิดตรงที่มัดหลวมไปหน่อย ถ้าน่าจะมัดให้แน่นกว่านี้ นายจะได้แก้แค้นคืนไม่ได้แบบนี้ไง"
เจิ้งเผิงใบ้กินไปวูบหนึ่ง ก่อนจะหยิกเขาเข้าให้ "ให้ท้ายหน่อยทำเป็นได้ใจนะ"
เถียนเหลยฉีกยิ้มแต่ไม่ได้หลบ ในความมืดเขาได้ยินเสียงขยับตัว เป็นเจิ้งเผิงที่กำลังเคลื่อนไหว ตามด้วยเสียงเสียดสีของผ้าเบาๆ หลังจากนั้นความรู้สึกอบอุ่นก็ประทับลงบนไหปลาร้าของเขา
ลมหายใจเขาสะดุดลง
จูบของเจิ้งเผิงเหมือนใบไม้ร่วงที่ปลิวลงมา ประทับอยู่ที่รอยบุ๋มตรงไหปลาร้าอยู่ครู่หนึ่ง เส้นผมของเจิ้งเผิงระที่หน้าอก มันคันยิบๆ จนเขาอยากจะขำและอยากจะหลบ แต่เขาก็อดทนไว้ ทำเพียงจิกมือลงบนแผ่นรองนั่ง
"เผิงเผิง" เขาเรียกชื่ออีกฝ่าย เสียงเริ่มพร่า
"หืม?" เจิ้งเผิงขานรับ แต่ริมฝีปากยังไม่หยุดนิ่ง ไล่เลี่ยลงไปตามหน้าอกและหน้าท้อง
"นาย..." คำพูดถูกกลืนลงคอไป ช่างเถอะ ปล่อยไปตามที่เจิ้งเผิงต้องการ เขาแค่มีความสุขก็พอแล้ว
จูบของเจิ้งเผิงวนเวียนอยู่แถวสะดือ ก่อนจะแลบลิ้นออกมาเลียเบาๆ หน้าท้องของเถียนเหลยเกร็งเขม็งจนเผลอครางต่ำออกมา
"อย่าขยับสิ" เจิ้งเผิงสั่ง
เถียนเหลยไม่กล้าขยับทันที
ท่ามกลางความมืด เขาได้ยินเสียงเจิ้งเผิงหัวเราะเบาๆ ในน้ำเสียงมีความภาคภูมิใจ สัมผัสอุ่นๆ ยังคงเลื่อนลงไปข้างล่าง ตกลงบนหน้าท้องส่วนล่าง และต่ำลงไปอีก—
"เดี๋ยวก่อน... เดี๋ยวก่อน" ในที่สุดเถียนเหลยก็ทนไม่ไหว เอื้อมมือจะไปห้าม แต่พอเอื้อมไปได้ครึ่งทางก็หยุดลง "คนดี นาย..."
"ฉันทำไม?" เสียงของเจิ้งเผิงดังมาจากเบื้องล่าง แฝงรอยยิ้ม "นายไม่อยากเหรอ?"
เถียนเหลยอ้าปากค้าง อยากจะบอกว่าแน่นอนว่าเขาอยาก แต่มันไม่ใช่แบบนี้ เขาไม่อยากให้เจิ้งเผิงต้องฝืนตัวเอง เพราะวันนี้เขาตั้งใจจะพามาที่นี่เพื่อให้เจิ้งเผิงมีความสุข แต่พอคำพูดจะหลุดออกจากปากก็รู้สึกว่ามันดูเยิ่นเย้อไป ถ้าเจิ้งเผิงไม่เต็มใจจริงๆ เขาคงไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน
ในขณะที่เขากำลังลังเล สัมผัสอุ่นๆ ก็ครอบครองส่วนที่แข็งขืนของเขาไว้แล้ว
"เชี่ย—" เถียนเหลยสบถออกมาอย่างอดไม่อยู่ ร่างกายแทบจะกระเด้งขึ้นจากพื้น
ลิ้นของเจิ้งเผิงนุ่มมาก ตอนแรกเพียงแค่เล็มเลียเบาๆ ก็ทำให้เขารู้สึกเสียวซ่านไปถึงหนังหัว เขาพยายามจินตนาการภาพเจิ้งเผิงในตอนนี้ ว่าจะมีสีหน้าอย่างไร จะขมวดคิ้ว หรือหรี่ตา จะทำท่ารังเกียจหรือตั้งใจจริง จะยิ้มอยู่ หรือจะกำลังใช้สายตาที่จดจ่อจนดูมีเสน่ห์โดยไม่รู้ตัวแบบที่เขาเคยเห็น
"เผิงเผิง..." เขาเรียกอีกครั้ง เสียงแหบพร่าไปหมดแล้ว
เจิ้งเผิงไม่ได้สนใจ เขาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ท่วงท่าค่อยเป็นค่อยไปซึ่งเป็นเทคนิคที่เถียนเหลยเป็นคนสอนมากับมือ ยิ่งตอกย้ำให้เถียนเหลยแทบจะทนไม่ไหว เขากำแผ่นรองไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน กัดฟันแน่นไม่ให้ส่งเสียงที่น่าอายออกมา แต่เสียงครางเครือก็ยังเล็ดลอดออกมาจากไรฟัน
ในความมืด เขาได้ยินเสียงเจิ้งเผิงพูดอะไรบางอย่างอู้อี้ในขณะที่ยังครอบครองสิ่งนั้นอยู่
"อะไรนะ?"
เจิ้งเผิงหยุดมือ ขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเน้นทีละคำ "ฉันบอกว่า... เสียงนายคราง... เพราะดีนะ"
เส้นด้ายที่ตึงเครียดในสมองของเถียนเหลยขาดผึงทันที
เขากระชากผ้าปิดตาออก แสงแดดจ้าทำให้เขาต้องหยีตา เมื่อสายตากลับมาคมชัด ภาพที่เห็นคือเจิ้งเผิงที่หมอบอยู่หว่างขาเงยหน้าขึ้นมองเขา ริมฝีปากแดงฉ่ำ หางตาแฝงรอยยิ้ม แสงแดดฉาบให้ขนตาของเขาดูเหมือนเศษทอง
"ไม่ใช่บอกว่าห้ามถอดเหรอ?" เจิ้งเผิงเลิกคิ้ว
เถียนเหลยไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาคว้าตัวเจิ้งเผิงเข้ามาโอบกอดแล้วพลิกตัวกดอีกฝ่ายลงใต้ร่าง
"เอ๊ะ นาย—" เจิ้งเผิงพยายามจะพูด แต่กลับถูกปิดปากด้วยจูบ
คราวนี้เถียนเหลยจูบอย่างเร่งร้อน ลิ้นสอดแทรกกวาดต้อนไปทั่ว เจิ้งเผิงถูกจูบจนหายใจไม่ทัน พยายามผลักไหล่แต่ก็สู้แรงไม่ได้ จึงต้องปล่อยเลยตามเลย
เมื่อเถียนเหลยยอมถอนจูบ ทั้งคู่ต่างก็หอบหายใจอย่างหนัก
"นายเป็นอะไรไปน่ะ?" เจิ้งเผิงถาม เสียงยังไม่มั่นคงนัก
เถียนเหลยก้มมองใบหน้าของเขา แสงแดดส่องสว่างไปทั่วหน้า คิ้วตาที่ผ่อนคลาย มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม และริมฝีปากที่บวมแดงจากการจูบเผยอออกเล็กน้อย
"ไม่มีอะไร" เถียนเหลยก้มลงจูบอีกที "แค่รู้สึกว่า การได้อยู่กับนายนี่... ฉันกำไรมหาศาลเลยล่ะ"
เจิ้งเผิงชะงักไปก่อนจะเบือนหน้าหนี ใบหูขึ้นสีแดงจางๆ
"...คนประสาท"
เถียนเหลยหัวเราะแล้วโอบกอดเขาไว้ พลิกตัวให้เจิ้งเผิงนอนทับอยู่บนร่าง แสงแดดอุ่นอาบแผ่นหลังของทั้งคู่ ลมภูเขาพัดพาความหอมของดินและป่ามาเป็นระยะ
"เผิงเผิง"
"หืม?"
"คราวหน้ามาอีกไหม?"
เจิ้งเผิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะซุกหน้าลงกับซอกคออีกฝ่ายแล้วตอบเสียงอู้อี้ "...ก็ดูพฤติกรรมของนายคราวนี้ก่อนแล้วกัน"
พวกเขากอดจูบกันเพื่อเริ่มต้นความอ่อนโยนรอบใหม่ ขุนเขาที่อยู่ไกลออกไปสลับซับซ้อน ท้องฟ้าสีครามใสกระจ่าง ชีวิตใหม่เพิ่งจะเริ่มต้น และพวกเขายังมี 'อนาคต' ที่ยาวไกลเหลือเกินรออยู่ข้างหน้า
จบตอนพิเศษ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น