ศัตรูตัวฉกาจ 31-40 | 57 ตอน

Protected Page




Chapter 31


ตอนแทรกพิเศษ · ไดอารี่สมัยมัธยมของเถียนซวี่หนิง

BGM แนะนำ: 浮生 — 刘莱斯

6 กรกฎาคม 2018

วันนี้หนีเรียนไปเล่นเน็ตกับหวังฉีอีกแล้ว เกือบโดนอาจารย์เฉินจับได้ โชคดีที่หลังร้านเน็ตทะลุร้านหนังสือ พวกเราวิ่งเร็ว

ที่ร้านหนังสือเห็นคนคนหนึ่ง หนิงอี๋นั่วบอกว่าเป็นนักเรียน ม.5 ห้อง 1 ชื่อ จื่ออวี๋

แปลกนะ ก่อนหน้านี้ทำไมฉันไม่เคยเห็นเขาเลย

หัวใจเต้นเร็วหน่อย ๆ คงเพราะวิ่งมาแหละ

9 กรกฎาคม 2018

วันนี้เห็นเขาที่โรงอาหาร มากับเพื่อน ๆ ต่อแถวอีกช่องหนึ่ง

ฉันตั้งใจลากหวังฉีไปต่อหลังเขา

เขาตักผัดกะหล่ำปลี กับหมูเปรี้ยวหวาน

ดูเหมือนเขาจะชอบหมูเปรี้ยวหวาน ตักข้าวนิดเดียว

กินน้อยกว่าที่แมวบ้านฉันกินอีก

ฉันแอบมองตั้งหลายครั้ง

เขาไม่รู้ตัวเลย

12 กรกฎาคม 2018

ฝนตก ตอนเลิกเรียนเห็นเขาไม่ได้เอาร่มมา

ยืนอยู่หน้าตึกเรียนคนเดียว รอฝนหยุด

ฉันอยากเดินไปให้ร่ม หรือถามว่าไปด้วยกันไหม

แต่ไม่กล้า

หวังฉีเรียกให้รีบไป

สุดท้ายเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่งแบ่งร่มให้เขาครึ่งหนึ่ง แล้วเดินไปด้วยกัน

ผู้หญิงคนนั้นคือใครนะ

20 กรกฎาคม 2018

วันนี้เล่นบาส เหมือนจะเห็นเขาเดินผ่านขอบสนาม

ฉันรีบยิงสามแต้มทันที — เข้า

แต่เขาเหมือนไม่ได้มองมาทางนี้เลย ก้มหน้าเดินผ่านไป

อวดเท่ฟรี

หวังฉีบอกว่าวันนี้ฉันเหมือนฉีดยาเร่งมา

29 กรกฎาคม 2018

หวังฉีบอกว่าคาบพละของห้องเราซ้อมพร้อมกับ ม.5/1

แต่วันนี้ฉันไปสนาม กลับไม่เห็นเขา

หวังฉีชวนเล่นบาส ฉันไม่มีใจ

พอดีแม่โทรมา บอกว่าตอนเย็นให้ไปรับน้องลูกพี่ลูกน้อง เถียนเถียน มากินข้าวที่บ้าน

ให้ฉันแวะไปเรียกที่ห้องหนึ่ง

ฉันก็เลยไป

ที่แท้เขาไม่ได้ไปเรียนพละ อยู่ในห้องทำการบ้าน

เขาขยันขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง

ฉันหาเหตุผลไปนั่งข้างเถียนเถียนอยู่สักพัก

แต่จริง ๆ มองแต่แผ่นหลังเขา

เหมือนเขาจะไม่รู้ตัวเลย

หัวใจเต้นดังมาก หวังว่าเขาจะไม่ได้ยิน

1 สิงหาคม 2018

หวังฉีไอ้หมาบ้า ดันมีแฟนแล้ว

วิ่งไปห้องหนึ่งทุกวัน น่ารำคาญ

ฉันถามเขาว่า “ชอบใครสักคน” มันเป็นยังไง

เขาบอกว่า คือเห็นแล้วหัวใจเต้นแรง

ไม่เห็นก็อยากเห็น

รู้สึกว่าเขาทำอะไรก็น่ารัก

แค่มองคุณครั้งเดียว ก็มีความสุขได้ครึ่งวัน

ฉันฟังไป สมองดันเต็มไปด้วยหน้าของอีกคนหนึ่ง

อ๋อ

ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้

ที่แท้ฉันชอบเขา

เป็นผู้ชาย

จื่ออวี๋

ซวยแล้ว

15 สิงหาคม 2018

รู้แล้ว

แต่ก็เหมือนไม่รู้อะไรเลย

ไม่กล้าบอกใคร

ถ้าหวังฉีรู้ คงช็อกตายแน่

22 สิงหาคม 2018

ฝนตกอีกแล้ว

เขาไม่ได้เอาร่มมาอีก

ครั้งนี้ฉันรวบรวมความกล้า

ถ่วงเวลาอยู่จนคนอื่นเกือบหมด

คิดว่าค่อยเข้าไปถาม

แต่สุดท้ายผู้ชายในห้องเขาคนหนึ่งเอาร่มให้เขา

…ช่างมันเถอะ

10 กันยายน 2018

วันครู

เห็นมีผู้หญิงเอาการ์ดกับของขวัญไปให้เขา วางบนโต๊ะ

เขาดูอึดอัดนิดหน่อย แต่ก็รับไว้ด้วยมารยาท

ใจมันเปรี้ยว ๆ

แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์จะเปรี้ยว

ให้ตายเถอะ!

เขาก็ไม่ใช่ครู ทำไมต้องให้ของขวัญเขาด้วย

28 กันยายน 2018

ได้ยินมาว่าบ้านเขามีเรื่องอะไรบางอย่าง

ช่วงนี้ดูผอมลง หน้าไม่ค่อยดี

อยากถาม

แต่จะถามในฐานะอะไรล่ะ

19 ตุลาคม 2018

วันนี้เลิกเรียน เห็นเขาเดินอยู่ข้างหน้า

แผ่นหลังดูเหนื่อยมาก

ฉันเข็นจักรยาน ตามอยู่ห่าง ๆ

จนเขาเลี้ยวเข้าซอยของแฟลตเก่า

ฉันยืนอยู่ตรงปากซอยนานมาก

5 พฤศจิกายน 2018

วันนี้เขาดูอารมณ์ไม่ดีมาก

ตอนบ่ายออกจากห้องพักครู ก้มหน้าเดินเร็ว

ฉันกำลังขึ้นบันได เกือบชนกัน

เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน

ตาแดง บวมด้วย

เวรเอ๊ย! ครูคนไหนกล้าดุเขา

โคตรหงุดหงิด

เห็นเขาเป็นแบบนั้น อยากถามว่าเป็นอะไร

แต่ไม่กล้า

ตามเขาไปนิดหน่อย

เห็นเขาเข้าห้อง แล้วฟุบลงบนโต๊ะ

แม่ง…ยิ่งเจ็บใจ

12 พฤศจิกายน 2018

สัปดาห์นี้เขาเป็นเวร

ตรวจเครื่องแบบกับสายที่ประตูโรงเรียน

เพื่อจะได้มองเขานาน ๆ

ฉันให้พ่อไปส่ง

หกโมงเช้าก็มาถึงหน้าโรงเรียนแล้ว

ไปซ่อนอยู่ร้านอาหารเช้าฝั่งตรงข้าม

มองเขาใส่ชุดนักเรียน ติดปลอกแขนแดง

ยืนเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น

มีคนไม่ใส่ชุดนักเรียนพยายามแอบเข้า

ฉันรีบพุ่งไปลากคนนั้นออกมา

ผลักไปที่กลุ่มของเขา

“เพื่อน ชุดนักเรียนล่ะ?

คนนี้เป็นเวร ช่วยให้ความร่วมมือหน่อย”

เขามองฉันแบบตกใจนิด ๆ

คุ้มแล้ว

เช้า ๆ ได้มองเขานาน ๆ

แค่หนาวไปหน่อย

20 ธันวาคม 2018

อยากฉลองคริสต์มาสกับเขา

อยากข้ามปีไปพร้อมเขา

แต่ยิ่งอยาก…อยู่กับเขา

24 ธันวาคม 2018

ในห้องเสียงดังมาก แจกแอปเปิลกันวุ่นวาย

บอกว่ากินแล้วจะปลอดภัย

เด็กชะมัด

แต่ฉันก็อยากให้เขา

แอบซื้อแอปเปิลลูกใหญ่ที่สุด สีแดงที่สุด

ห่อด้วยกระดาษสวย ๆ

พอห้องเขาไปเรียนพละ ไม่มีคน

ฉันแอบเข้าไป หัวใจจะกระเด็นออกมา

เหมือนขโมย

รีบยัดแอปเปิลใส่ลิ้นชักโต๊ะเขาลึกที่สุด

บ่ายเลิกเรียน

ฉันแกล้งเดินผ่านหลังห้องเขา

เห็นเขากำลังปอกแอปเปิล

เป็นแอปเปิลธรรมดา ไม่ใช่ของฉัน

นิ้วเขายาว เรียว

ถือมีดนิ่งมาก

เปลือกแอปเปิลบางเป็นเส้น ไม่ขาดเลย

โคตรสวย

มือเขาสวยขนาดนี้ได้ยังไง

ปอกแอปเปิลยังเหมือนงานศิลปะ

ฉันดูจนตาค้าง

แล้วเขาก็เอาแอปเปิลที่ปอกเสร็จ

ยื่นให้ผู้หญิงคนนั้นที่ชอบคุยกับเขา

แล้วยังยิ้มให้เธออีก!

ฉัน!!!!

โกรธจนจะบ้า!!!!

แอปเปิลที่ฉันให้ล่ะ?!

เขาเห็นหรือไม่เห็น?!

หรือเห็นแล้วโยนทิ้ง?!

ให้ผู้หญิงคนนั้นกินหมายความว่ายังไง?!

โกรธไม่มีที่ลง

กลับห้องไปกินแอปเปิลที่แฟนหวังฉีให้เขา

หวังฉีกลับมาเกือบต่อยฉัน

คืนคริสต์มาส

ไม่ปลอดภัยสักนิด!

หงุดหงิด!

31 ธันวาคม 2018

พรุ่งนี้ปีใหม่ ได้หยุด

ตอนเลิกเรียน เห็นเขาเดินกลับบ้านคนเดียว

ไฟถนนเปิดเร็ว เงาเขายาวอยู่ข้างหลัง

วันสุดท้ายของปี

ก็ยังไม่ได้คุยกับเขาสักคำ

แม้แต่ “สวัสดีปีใหม่” ก็ไม่ได้พูด

หวังว่า

ปีใหม่ของเขาจะมีความสุขขึ้น

อย่าเหนื่อยขนาดนี้อีก

และก็หวังว่า

ฉันจะได้ใกล้เขาขึ้นอีกนิด

แค่นิดเดียวก็พอ

ความปรารถนาปีใหม่

พูดออกมาจะไม่สมหวังใช่ไหม

ช่างมัน

1 มีนาคม 2019

เปิดเทอมใหม่

ได้ยินว่าการสอบจำลองรอบนี้ เขาได้ที่หนึ่งอีกแล้ว

คณิตเกือบเต็ม

เถียนเถียนบอกว่าเขาเก่งคณิตมาก

ฉันจ้องกระดาษสอบปลายภาคของตัวเอง

คะแนนคณิต 45

จ้องจนแทบทะลุ

ตัวเลขพวกนั้นก็ยังเหมือนอักษรสวรรค์

ถ้า…

ถ้าเขาชอบคนเรียนเก่งล่ะ

ไม่ใช่ว่าคนเก่งจะชอบคนเก่งเหมือนกันเหรอ

ช่างแม่ง ลุย

เริ่มจากคณิตก่อน

พรุ่งนี้ไปซื้อหนังสือ

หวังฉีรู้เข้า ต้องหัวเราะฉันตายแน่

15 เมษายน 2019

เรียนมาเดือนหนึ่ง

พยายามไม่หลับในห้อง

หนังสือก็เปิดดูบ้าง

ตรงไหนไม่เข้าใจก็ไปถามเถียนเถียน

เหมือนจะเข้าใจขึ้นนิดหน่อย

อย่างน้อยก็รู้แล้วว่า “ฟังก์ชัน”

ไม่ใช่ฟังก์ชันร้องเพลง

วันนี้ผลสอบออก

คณิต: 38

ครั้งที่แล้วอย่างน้อยยังได้ 45 นะ!!!

ฉันเรียนมาตั้งเดือน

คะแนนถอยไป 7 คะแนน?!

หวังฉีกับพวกเห็นคะแนน

หัวเราะจนแทบตกเก้าอี้

หนิงอี๋นั่วไอ้โง่นั่น

ยังเลียนเสียงเถียนเถียนตอนสอนฉันอีก

พอแล้ว

พังไปเถอะ

ทางนี้ใช้ไม่ได้

กลับไปให้พ่อบริจาคตึกให้โรงเรียนดีกว่า…

3 มิถุนายน 2019

ทุกคนเขียนสมุดรุ่น

ฉันไม่มีของเขา

8 มิถุนายน 2019

สอบเข้ามหาลัยเสร็จแล้ว

ออกจากห้องสอบสุดท้าย

รู้สึกเหมือนลอย ๆ

หน้าโรงเรียนคนแน่น

พ่อแม่ก็มา

แม่ยังถือช่อดอกไม้

เหมือนฉันจะเดบิวต์อะไรสักอย่าง

ฉันมองหาเขาในฝูงชน

หาไม่ยากเลย

เขายังอยู่คนเดียว

สะพายกระเป๋าใบเก่าที่สีซีด

เดินออกไปช้า ๆ

ไม่มีพ่อแม่

ไม่มีเพื่อน

มีแค่เขา

ทำไม…

ไม่มีใครมารับเขา?

ความโล่งใจหลังสอบเสร็จหายไปหมด

มันอึดอัดในอก

ฉันบอกพ่อแม่ว่าเห็นเพื่อน จะไปทัก

ให้พวกเขากลับบ้านก่อน

แล้วฉันก็เดินตามไป

ไม่กล้าเข้าใกล้

กลัวเขารู้ตัว

เขาเดินไกลมาก

สุดท้ายหยุดที่หน้าเซเว่น

ไม่เข้าไป

นั่งลงบนม้านั่งยาวตัวเดียว

เอากระเป๋าวางบนตัก

ก้มหน้า ไม่รู้คิดอะไรอยู่

ฉันยืนอยู่อีกฝั่งถนน

ใต้เงาตู้ขายหนังสือ

มองเขาอยู่ไกล ๆ

ฟ้ามืดแล้ว

เขาก็ยังนั่งอยู่

คนเข้าออกเซเว่น

บางคนมองเขา

เขาไม่ตอบสนองอะไรเลย

เขาไม่หิวเหรอ

ไม่กลับบ้านเหรอ

ฉันยืนจนขาชา

ยุงบินรอบแขนขา

กัดไม่หยุด

ฉันเกาไป

สายตาก็ไม่ละจากเขา

เชี่ยเอ๊ย ยุงอะไรเยอะขนาดนี้

กัดฉันจะตายอยู่แล้ว

มืดสนิทแล้ว

เขาถึงขยับ

ลุกขึ้น

สะพายกระเป๋า

เดินเข้าซอยมืด ๆ

ฉันมองแผ่นหลังเขาหายไปในความมืด

ในใจเหมือนหายไปทั้งก้อน

สามชั่วโมง

เขานั่งอยู่อย่างนั้น

สามชั่วโมงเต็ม

แขนขาฉันเต็มไปด้วยรอยยุงกัด

คันจะตาย

แต่ในใจ

เจ็บยิ่งกว่ายุงกัดอีก

20 มิถุนายน 2019

ที่แท้…

เขาเกลียดฉัน

—————————

Chapter 32

ดึกแล้ว

จื่ออวี้นอนหงายอยู่บนเตียงเดี่ยวแคบ ๆ ลืมตามองแสงเงาเลือนรางบนเพดาน

เหตุการณ์โต้เถียงกับเถียนซวี่หนิงในทางเดินตอนกลางวัน

ถ้อยคำรุนแรง น้ำตาร้อนผ่าวของอีกฝ่าย

คำถามดื้อดึงไม่ยอมปล่อย

รวมถึงเงาหลังของตัวเองที่วิ่งหนีอย่างน่าอับอาย

ตอนนี้ทั้งหมดถูกฉายซ้ำในหัวเขาทีละเฟรม

เขานึกถึงคำหนึ่งที่บังเอิญเห็นในอินเทอร์เน็ตช่วงนี้

คำว่า “คนอารมณ์เข้ม” กับ “คนอารมณ์จาง”

บล็อกเกอร์บอกว่า คนอารมณ์จางคือคนที่มีปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อหลายเรื่องค่อนข้างราบเรียบ

ไม่ค่อยดีใจหรือเสียใจสุดโต่ง

เหมือนน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว

เขาคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นคนแบบนั้น

เรื่องหนี้ที่บ้าน เขาโอนเงินเข้าไปทุกเดือน

ในใจแทบไม่มีคลื่นอะไร

แค่รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ควรทำ

เป็นภารกิจหนึ่งที่ต้องทำให้เสร็จ

เวลาเจอพวกทวงหนี้ ก็จะตึงเครียด เหนื่อยล้า

แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือความชา

มาอีกแล้วสินะ

เขาเองก็เคยอ่านการถกเถียงในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับครอบครัวดั้งเดิมมาบ้าง

ลำเอียง หย่า ครอบครัวใหม่ ไม่ถูกรัก…

บาดแผลและผลกระทบที่ถูกวิเคราะห์ไว้เป็นข้อ ๆ

เขาเอามาเทียบกับตัวเองทีละข้อ

แล้วพบว่า ตัวเองแทบจะเข้าเกณฑ์หมดทุกข้อ

บางทีตอนที่แม่เขาซวย

ก็คงเป็นแบบนี้แหละ

แปลกตรงที่

เขาไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเศร้าอะไรเป็นพิเศษ

แค่คิดว่า

อ๋อ เป็นแบบนี้เอง

แล้วก็บอกกับตัวเองว่า

ช่างมันเถอะ

ชีวิตห่วย ๆ ชีวิตหนึ่ง ก็แค่สู้ต่อไป

คำว่า “ช่างมัน” กับ “ลุยต่อ”

ดูเหมือนจะกลายเป็นวิธีหลักที่เขาใช้รับมือกับชีวิต

กดอารมณ์ทุกอย่างให้ราบ

มองความลำบากทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงรูปธรรมที่ต้องแก้

แล้วก้มหน้าลงมือทำ

ความสุขเกิดขึ้นได้ยาก

ความเศร้าก็อยู่ได้ไม่นาน

เวลาส่วนใหญ่ เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนทะเลสาบนิ่ง ๆ

แทบไม่มีระลอกคลื่น

จนกระทั่งเถียนซวี่หนิงปรากฏตัว

ความรู้สึกของเถียนซวี่หนิงเข้มข้นเกินไป

เข้มข้นจนซุ่มซ่าม

ไม่สนอะไรทั้งนั้น

ทำให้เขา—คนอารมณ์จาง—ทำอะไรไม่ถูก

และรู้สึกกลัว

การพึ่งพาอย่างไม่เหลืออะไร

สายตาร้อนแรง

ความรีบร้อนที่เหมือนอยากยกทั้งโลกมาวางไว้ตรงหน้า

คือสิ่งที่จื่ออวี้ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

นี่แหละ…เรียกว่าชอบเหรอ?

เขานอนคิดอยู่บนเตียง

นี่คือความรู้สึกของการได้รับความรักอย่างล้นเหลือ

นี่คือความรู้สึกนั้นจริงๆการถูกรักอย่างเร่าร้อนขนาดนี้ มันเป็นความรู้สึกแบบนี้เอง

อารมณ์ที่แปลกใหม่และโถมเข้ามาอย่างรุนแรงเหล่านี้

สำหรับเขาแล้ว

ทั้งสดใหม่

และอันตราย

เขารู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย

อิจฉาคนที่เถียนซวี่หนิงรักจริง ๆ

คนคนนั้น

ที่มีอยู่จริงในความทรงจำอันสับสนของเถียนซวี่หนิง

รักแรกในช่วงมัธยมปลาย

คนคนนั้น

ต้องเคยได้รับความรักอันร้อนแรง บริสุทธิ์ และมีสติของเถียนซวี่หนิงอย่างเต็ม ๆ แน่ ๆ ใช่ไหม

เสียงกริ่งคาบสุดท้ายของช่วงเช้าดังขึ้น

จื่ออวี้เก็บหนังสือเสร็จ กำลังจะออกไป

ก็ถูกผู้ช่วยสอนเรียกไว้

“จื่ออวี้ ศาสตราจารย์เฉินให้เธอไปพบที่ห้องตอนนี้”

เขาพอเดาได้คร่าว ๆ ว่าเรื่องอะไร

พยักหน้า ปรับสายกระเป๋า

แล้วเดินไปยังอาคารสำนักงานอาจารย์ของภาคการเงิน

เมื่อเขาเข้าไป

ศาสตราจารย์เฉินเงยหน้าขึ้นจากแว่นอ่านหนังสือ

ยิ้มอย่างอ่อนโยน

“จื่ออวี้ มาแล้วเหรอ นั่งสิ”

จื่ออวี้นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

หลังตรง

มือวางบนเข่า

“เรียกเธอมา ก็ยังเป็นเรื่องโครงการแลกเปลี่ยนที่ฮ่องกงนั่นแหละ”

ศาสตราจารย์เฉินเข้าเรื่องทันที

หยิบเอกสารออกจากแฟ้มแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเขา

“ทางมหาวิทยาลัยฝั่งนั้นปรับตารางกะทันหัน

โครงการอาจเริ่มเร็วขึ้น

ประมาณอีกหนึ่งเดือนก็ต้องออกเดินทางแล้ว

ผมรู้ว่าเธอก่อนหน้านี้ยังมีความกังวลอยู่

เลยอยากถามการตัดสินใจของเธออีกครั้งต่อหน้า”

หนึ่งเดือน…

สายตาของจื่ออวี้หยุดอยู่ที่ตัวอักษรหนา ๆ บนหน้าแรก

กำหนดการถูกเลื่อนเร็วขึ้น

ศาสตราจารย์เฉินมองเขาอย่างเงียบ ๆ

รออย่างอดทน ไม่เร่งเร้า

ครู่หนึ่งจึงถามเบา ๆ

“ยังต้องการเวลาคิดอีกไหม

หรือมีอุปสรรคอย่างอื่น

ถ้ามี บอกผมได้

ทางคณะอาจช่วยประสานแก้ไขให้ได้”

อุปสรรคอย่างอื่น?

ในหัวของจื่ออวี้ไล่เช็กอย่างรวดเร็ว

เรื่องเรียน? ไม่มีปัญหา เขาสามารถเรียนล่วงหน้าให้จบเทอมนี้ได้

เรื่องเงิน? โครงการมีทุน น่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐาน

ครอบครัว? ก็ไม่มีอะไรต้องจัดการเป็นพิเศษ หรือวางไม่ลง

ดูเหมือน…จะไม่มีจริง ๆ

เขากลับมาสบสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของศาสตราจารย์

แล้วส่ายหัว

“ไม่มีเหตุผลอื่นแล้วครับอาจารย์ ผมตัดสินใจแล้ว”

ใบหน้าศาสตราจารย์เฉินปรากฏรอยยิ้มโล่งใจ

“ดี! ผมก็รู้ว่าเธอจะไม่พลาดโอกาสนี้

โครงการนี้มีประโยชน์ต่ออนาคตของเธอมาก

ไปถึงที่นั่นแล้ว ตั้งใจเรียน ดูให้มาก แลกเปลี่ยนให้มาก”

จื่ออวี้พยักหน้า

รับปากกามา

ปลายปากกาค้างอยู่เหนือช่องลายเซ็น

ก่อนที่ข้อมือจะออกแรง

เขียนชื่อตัวเองลงไป — จื่ออวี้

เขายื่นเอกสารที่เซ็นแล้วกลับไป

“ขอบคุณครับอาจารย์ ผมจะเตรียมตัวให้ดี”

“อืม เรื่องขั้นตอนและการจัดการต่อไป

ทางภาคจะมีคนติดต่อเธอ”

ศาสตราจารย์เฉินเก็บเอกสาร

มองนักศึกษาดีเด่นที่เงียบขรึมเกินไปตรงหน้า

อดกำชับเพิ่มอีกไม่ได้

“จื่ออวี้ ออกไปเปิดโลกบ้างก็ดี

อย่าเกร็งตัวเองเกินไป

ถึงเวลาพัก ก็ต้องรู้จักพัก”

“ครับ ขอบคุณอาจารย์”

จื่ออวี้ยืนขึ้น

โค้งเล็กน้อย

แล้วเดินออกจากห้อง

ประตูปิดลงด้านหลัง

เขาเดินไปตามทางเดินช้า ๆ

ในหัวเริ่มจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำต่อไป

ทำเอกสาร

ทำงานพิเศษ

เก็บเงินให้ได้มากที่สุด

ต้องกลับไปจัดของในหอพักด้วย…

ความคิดเป็นระบบ

เป้าหมายชัดเจน

เหมือนที่เขาใช้ชีวิตมาโดยตลอด



Chapter 33

คำพูดของเธอฟังดูสับสน ไร้ลำดับเหตุผล

แต่สามารถรับรู้ได้ถึงความสิ้นหวังและความไร้พลังที่ถูกชีวิตจริงบดขยี้

มีทั้งความรู้สึกผิดต่อลูกชาย

ความจนใจต่อสภาพที่เป็นอยู่

และความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งต่ออนาคต

จื่ออวี้ฟังอย่างเงียบ ๆ ใบหน้าแทบไม่มีสีหน้าใด

ถ้าจะพูดว่าเคยเกลียดไหม บางทีอาจเคย

ในช่วงเวลาที่ถูกเมิน ถูกตำหนิ

รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนคนนอกที่เกินมา

แต่ตอนนี้ เหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่เย็นชาลงแล้ว และการยอมรับ

เขาเข้าใจสถานการณ์ของแม่

เข้าใจการตัดสินใจของเธอ

แต่ความเข้าใจนั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นด้วย

หรือจำเป็นต้องอยู่จมอยู่ในโคลนตมนี้ต่อไป

เขาขัดคำร้องไห้ที่ยิ่งทวีความรุนแรงของเธอ

“ผมรู้แล้วครับ”

น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉย

“ผมจะไปแล้ว ต่อไปจะไม่กลับบ้านนี้อีก”

เสียงสะอื้นของโจวซิ่วหลานหยุดลงกะทันหัน

เธอมองเขาอย่างตะลึงงัน

จื่ออวี้หยิบโทรศัพท์ออกมา กดอะไรบางอย่าง

แล้วพูดกับโจวซิ่วหลานว่า

“ผมโอนเงินให้หนึ่งหมื่นแล้ว รับด้วย

เงินนี้เอาไว้ให้弟弟 ใช้ซื้ออาหารเสริม

หรือจ่ายค่ารักษาบางส่วนก็ได้ แล้วแต่แม่

อย่าให้หลินเจี้ยนหาวรู้”

พูดจบ เขาไม่มองหน้าแม่ที่เต็มไปด้วยความตกใจและสับสนอีก

หันหลังแล้วเปิดประตูห้อง

ในห้องนั่งเล่น หลินฮ่าวกำลังกอดของเล่น

มองไปที่ห้องของพี่ชายอย่างตาละห้อย

พอเห็นจื่ออวี้ออกมา ก็ทำท่าจะวิ่งเข้าไปหาอีก

จื่ออวี้เดินไปหาเขา

ย่อตัวลงแล้วตบไหล่เบา ๆ

“อยู่บ้านต้องฟังแม่ กินยาให้ตรงเวลา

อย่าคิดแต่จะออกไปข้างนอก เข้าใจไหม”

“อื้ม!”

เด็กน้อยพยักหน้าแรง ๆ

แล้วถามด้วยความคาดหวัง

“แล้วพี่จะกลับมาอีกเมื่อไหร่ล่ะ?”

จื่ออวี้ไม่ได้ตอบคำถามนั้น

เขายืนขึ้น

เปิดประตู

แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมา

ประตูปิดลงด้านหลัง

ตัดขาดทั้งฝีเท้าที่แม่อาจวิ่งตามออกมา

และเสียงเรียกของน้องชาย

ราวกับตัดขาดช่วงหนึ่งของชีวิต

ที่หนักอึ้งและหม่นหมองลงอย่างสิ้นเชิง

แสงแดดข้างนอกค่อนข้างแสบตา

เขายืนอยู่ตรงปากทางเดินของตึกเก่า

หรี่ตาลงเล็กน้อย

ถึงเวลาต้องปิดฉากจริง ๆ แล้ว

เสียงกริ่งเลิกคาบสุดท้ายของช่วงบ่ายเพิ่งดังขึ้น

ในห้องเรียนก็เริ่มอึกทึกทันที

จื่ออวี้เก็บหนังสือเรียบร้อย

เพิ่งจะยืนขึ้น

ก็มีคนตบไหล่เขาจากด้านหลัง

“จื่ออวี้!”

เขาหันกลับไป

เป็นหัวหน้าห้อง สวีเฉินเหยียน

อีกฝ่ายยิ้มกว้าง เสียงดังพอสมควร

จนเพื่อน ๆ ที่ยังไม่กลับหันมามอง

“วันนี้วันเกิดกูนะ”

สวีเฉินเหยียนโอบไหล่เขาอย่างคุ้นเคย

“เย็นนี้จองห้องไว้ที่ ‘สือกวงหลี่’

มาสนุกกันหน่อย! ต้องมานะ!”

ปกติจื่ออวี้ไม่ค่อยเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มแบบนี้

สถานที่คนเยอะ เสียงดัง

ทำให้เขาอยากหลีกเลี่ยงโดยสัญชาตญาณ

เขาอ้าปากจะหาข้ออ้างปฏิเสธ

“ผมตอนเย็น—”

“เฮ้ย! อย่าบอกว่ามีธุระนะ!”

สวีเฉินเหยียนขัดขึ้น

ครึ่งล้อเล่นครึ่งจริงจัง

“คราวก่อนรายงานโครงการรูปแบบผิด

ใครเตือนนายล่ะ?

ตอนเช็กชื่อก็ช่วยปิดบังให้นายตั้งกี่ครั้ง

แค่นี้ไม่ให้หน้าเลยเหรอ?”

สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง

ในฐานะหัวหน้าห้อง สวีเฉินเหยียนช่วยเพื่อน ๆ ไว้เยอะ

และก็ดูแลจื่ออวี้พอสมควร

รอยยิ้มจริงใจและกระตือรือร้นบนใบหน้าอีกฝ่าย

ทำให้ยากจะปฏิเสธตรง ๆ

จื่ออวี้ลังเล

“ไปเถอะเสี่ยวอวี้!”

หลินเยว่ข้าง ๆ ก็เข้ามาสมทบ

“นายไม่ไป ผมก็ไม่รู้จักใครเลย จะน่าเบื่อแย่

ถือว่าไปเป็นเพื่อนผมก็ได้!”

หลินเยว่ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ

นอกจากรูมเมตกับเกม

สามปีในมหาลัย เขาแทบไม่ได้คุยกับเพื่อนร่วมชั้นครึ่งหนึ่งเลย

จื่ออวี้มองสายตาคาดหวังของสวีเฉินเหยียน

แล้วหันไปมองหลินเยว่

เขาไม่ถนัดรับมือกับความกระตือรือร้นแบบนี้

และไม่ชอบดึงดันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

“ได้ครับ”

สุดท้ายเขาก็ตอบตกลง

สวีเฉินเหยียนดีใจ

ตบเขาแรงหนึ่งที

“โอเค! เดี๋ยวส่งที่อยู่กับเลขห้องให้ในวีแชต

เย็น ๆ มาเลย!”

กลับหอไปวางของ

หลินเยว่ลากจื่ออวี้ไปเดินเล่นที่ถนนการค้าหน้าประตูมหาลัย

การซื้อของขวัญเป็นเรื่องน่าปวดหัว

โดยเฉพาะของขวัญให้เพื่อนผู้ชาย

ที่ไม่ได้สนิทกันมากนัก

“จะซื้ออะไรดี?”

หลินเยว่เกาหัว

“สกินเกมเหรอ? เขาเล่นเกมนั้นไหมนะ?”

“หัวหน้าห้องเล่นบาส”

จื่ออวี้เตือน

สายตามองไปที่ร้านอุปกรณ์กีฬา

สุดท้ายทั้งสองเข้าร้าน

ตามคำแนะนำอย่างกระตือรือร้นของพนักงาน

เลือกปลอกรัดข้อมือกับสนับเข่า

ราคากลาง ๆ

แพ็กเกจดูเรียบร้อยพอใช้ได้

ตามที่อยู่ที่หัวหน้าห้องส่งมา

พวกเขามาถึง KTV ชื่อ “สือกวงหลี่”

ห้องอยู่ชั้นสาม

เปิดประตูกันเสียงเข้าไป

ข้างในกว้างพอสมควร แสงสลัว

ลูกไฟสีหมุน ๆ กวาดผ่านกลุ่มคนที่ขยับตัวไปมา

พวกเขามาค่อนข้างสาย

ข้างในมีคนอยู่แล้วราวยี่สิบกว่าคน

ทั้งเพื่อนร่วมชั้น

และบางคนที่ไม่คุ้นหน้า

น่าจะเป็นเพื่อนกลุ่มอื่นของหัวหน้าห้อง

คนไม่กี่คนยืนคุยกันอยู่แถวประตู

พอเห็นจื่ออวี้กับหลินเยว่าเข้ามา

ก็ชะงักไปเล็กน้อย

ก่อนจะยิ้มทัก

“โห จื่ออวี้ก็มาด้วยเหรอ? แขกหายากนะ!”

“พี่เยว่! ทางนี้!”

ผู้หญิงหางม้าคนหนึ่งที่ดูร่าเริง

โบกมือเรียกหลินเยว่า

เธอคือรุ่นพี่ภาคเดียวกัน

หนึ่งในไม่กี่ผู้หญิงที่หลินเยว่กล้าคุยด้วย

หลินเยว่เหมือนได้รับการช่วยชีวิต

รีบพูดกับจื่ออวี้ว่า

“ผมไปก่อนนะ”

แล้วรีบเผ่นไปทันที

จื่ออวี้พยักหน้าให้

แล้วเดินเข้าไปข้างในคนเดียว

เขาไม่ค่อยชินกับบรรยากาศที่คึกคักเกินไปแบบนี้

รู้สึกว่าอากาศยังเหนียวหนืดไปหมด

เขาอยากหาที่นั่งริม ๆ ไม่สะดุดตา

นั่งแป๊บหนึ่ง

แล้วค่อยหาโอกาสกลับ

สายตากวาดไปท่ามกลางแสงไฟสลัวที่กระพริบ

ผ่านใบหน้าที่คุ้นบ้างไม่คุ้นบ้าง

ซึ่งกำลังสนุกสนานกันอยู่

เสียงเพลงดังจนพื้นยังสั่น

แล้วสายตาของเขา

ก็ชนเข้ากับสายตาอีกคู่หนึ่ง

ตรงมุมโซฟายาวด้านในสุดของห้อง

มีกลุ่มผู้ชายตัวสูงใส่เสื้อแจ็กเก็ตแนวกีฬา

บนโต๊ะมีขวดเบียร์เปล่าวางอยู่หลายขวด

บรรยากาศคึกคักมาก

และคนที่นั่งอยู่ตรงกลาง

คือ เถียนซวี่หนิง

เขาดูแตกต่างจากปกติเล็กน้อย

ผมเหมือนจะสั้นลง

ทำให้โครงหน้าดูคมขึ้น

สวมเสื้อยืดสีเข้ม

ในมือมีขวดเบียร์

แต่ไม่ได้ดื่ม

วางพาดไว้บนเข่าอย่างสบาย ๆ

เขายิ้มบาง ๆ ฟังคนข้าง ๆ พูดเสียงดัง

บางครั้งก็รับคำสั้น ๆ

เหมือนจะรับรู้ถึงบางอย่าง

เถียนซวี่หนิงหันศีรษะมา

สายตามองผ่านแสงไฟที่สั่นไหว

และฝูงชนอึกทึก

มาหยุดที่จื่ออวี้

ซึ่งเพิ่งเข้ามา

ยืนอยู่ตามลำพังตรงทางเดิน

เสียงเพลง แสงไฟ ความวุ่นวายรอบข้าง

เหมือนถูกกดปุ่มปิดเสียงในทันที

ถอยหายไปอย่างรวดเร็ว

เหลือเพียงสายตาคู่นั้น

ที่จ้องมาจากอีกฝั่งของห้อง

ข้ามระยะทางครึ่งหนึ่งของห้องคาราโอเกะ

รอยยิ้มสบาย ๆ บนหน้าเถียนซวี่หนิง

ค่อย ๆ เลือนหายไป

เขาไม่ได้หลบตา

และไม่ได้ทักทายใด ๆ

จากวันที่ทั้งสองทะเลาะกันที่ประตูด้านข้างของโรงยิม

ก็ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว

แต่การสบตาครั้งนี้

กลับทำให้หัวใจของจื่ออวี้เต้นพลาดจังหวะหนึ่งที

กระแทกแรงอยู่ในอก

เร็วผิดปกติ

เขารู้สึกได้ชัดเจนถึงชีพจรที่เต้นแรงตรงขมับ

นี่มันไม่ควรเป็นแบบนี้

จื่ออวี้บอกตัวเองในใจ

มันเสียงดังเกินไป

คงเป็นเพราะเสียงเพลงดังจนทำให้ใจสั่น

เขาพยายามโยนปฏิกิริยาทางร่างกายที่แปลกประหลาดนี้

ไปโทษสภาพแวดล้อม

พยายามทำให้ชีพจรที่เต้นเร็วเกินไปสงบลง

เขาไม่ชอบความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้แบบนี้

เขาพยายามอย่างมากแล้ว

ที่จะใช้ชีวิตปกติ

เรียน ทำงานพิเศษ เก็บเงิน

เตรียมตัวจากไป

เขากับเถียนซวี่หนิง

เดิมทีก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว

เขาบังคับให้ตัวเองละสายตา

หันหลัง

แล้วเดินไปนั่งที่มุมตรงข้าม

บนโซฟาเดี่ยวที่ว่างอยู่

นั่งลงแล้ว

เขาถึงนึกขึ้นได้ช้า ๆ

ว่าสวีเฉินเหยียนก็อยู่ทีมบาสเหมือนกัน

แม้จะเป็นแค่ทีมคณะ

แต่รู้จักเถียนซวี่หนิงก็เป็นเรื่องปกติมาก

งานวันเกิด

เชิญเถียนซวี่หนิงมา

ยิ่งเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อกี้เขาทำไมไม่คิดถึงจุดนี้นะ

เขานั่งได้ไม่นาน

สวีเฉินเหยียนก็ถือแก้วเครื่องดื่มเดินมา

หน้าแดงนิด ๆ จากบรรยากาศ

ยิ้มสดใส

“จื่ออวี้! อย่านั่งคนเดียวสิ

ไปเล่นด้วยกันตรงนั้น!

พวกเขาเล่นเกม German Heart Attack กันอยู่

สนุกมาก!”

จื่ออวี้มองตามทิศที่เขาชี้

กลุ่มผู้ชายผู้หญิงล้อมเป็นวง

ตะโกนโวยวาย

ตบกระดิ่งเสียงดังลั่น

“ไม่ล่ะครับหัวหน้าห้อง

ผมนั่งเฉย ๆ ก็พอ

พวกคุณเล่นกันเถอะ”

สวีเฉินเหยียนเห็นว่าเขาไม่ค่อยมีอารมณ์จริง ๆ

ก็ไม่ฝืน

ตบไหล่เขาเบา ๆ

“โอเค งั้นตามสบายนะ

เครื่องดื่มกับขนมอยู่ตรงนั้น

หยิบได้เลย!”

แล้วสวีเฉินเหยียนก็หันกลับไปหาศูนย์กลางความคึกคักอีกครั้ง

จื่ออวี้เอนตัวพิงโซฟา

ร่างกายผ่อนคลายลง

แต่ยังคงรู้สึกแปลกแยกจากบรรยากาศรอบตัว

เขาเหมือนผู้สังเกตการณ์

ที่หลงเข้ามาในงานปาร์ตี้

นั่งเงียบ ๆ อยู่ในมุมของตัวเอง

มีคนถือไมโครโฟนร้องเพลง

เป็นผู้ชายเสียงใส

ร้องเพลงป๊อปที่คุ้นหูมาก

ความอึกทึกในห้อง

ดูเหมือนจะลดลงเล็กน้อย

ยิ่งขับให้เสียงเพลงชัดเจนขึ้น

เนื้อร้องทีละประโยค

ลอยผ่านเสียงรบกวนรอบข้าง

เข้ามาในหูของจื่ออวี้

เขาได้ยินคนนั้นร้องว่า—

“จากนั้น จากนั้น

มีคนหนึ่งเคยรักเธอมานานมาก

แต่กลับเป็นลม

ที่ค่อย ๆ พัด

พาระยะห่างให้ไกลออกไปเรื่อย ๆ ……”

ทำนองและเนื้อเพลงนี้

คุ้นเคยเกินไป

ช่วงเวลาที่ได้ยินเพลงนี้บ่อยที่สุด

ไม่ใช่จากแอปเพลง

หรือชาร์ตยอดนิยมใด ๆ

แต่เป็นตอนมัธยมปลาย

บ่ายวันนั้นที่อึมครึม หรือกระสับกระส่าย

ช่วงพักยาวยี่สิบนาทีระหว่างคาบ

ในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเสียงหลากหลาย

คุยกันบ้าง เร่งทำการบ้าน

นอนฟุบ

หรือวิ่งไล่เล่นกันวุ่นวาย

และระบบกระจายเสียงเก่า ๆ ของโรงเรียน

จะเปิดเพลงฮิตในยุคนั้นวนไปมา

เพลง 《晴天》

ดังบ่อยผิดปกติ

เขาหยิบแก้วน้ำเลมอนที่แทบหมดฟองขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก

ของเหลวเย็น ๆ ไหลผ่านลำคอ

ช่วยกดความกระสับกระส่ายเล็ก ๆ ในใจลงได้บ้าง

จื่ออวี้ฟังต่อไป

สายตาไร้จุดโฟกัส

ทอดไปบนแสงจากหน้าจอที่กระพริบอยู่เบื้องหน้า


Chapter 34

ตั้งแต่วินาทีที่ จื่ออวี้ ผลักประตูเข้ามาในห้องคาราโอเกะ

เถียนซวี่หนิง ก็สังเกตเห็นทันที

ทั้งที่ในห้องมีแสงไฟวูบวาบ ผู้คนส่งเสียงอึกทึกวุ่นวาย

แต่ทันทีที่ร่างนั้นปรากฏขึ้น มันเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง

ที่ฉุดความสนใจทั้งหมดของเถียนซวี่หนิงไปจนหมด

รอยยิ้มสบาย ๆ ที่เขาใช้รับมือกับผู้คนค่อย ๆ จางลง

สายตาเผลอไผลติดตามอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

มองดูจื่ออวี้ถูกคนรู้จักตรงประตูทักทาย

มองดูเขาเดินเข้าไปด้านในเพียงลำพัง

มองดูคิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย เหมือนไม่ชินกับความเอะอะโวยวาย

และสุดท้าย…มองดูเขาเลือกนั่งมุมหนึ่งของห้อง

เหมือนแมวที่เผลอหลงเข้าอาณาเขตแปลกถิ่น แล้วรีบซ่อนตัวเองไว้เงียบ ๆ

หนึ่งสัปดาห์นี้ เถียนซวี่หนิงใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอย

ซ้อมก็เหม่อ กินข้าวก็ไม่เจริญอาหาร

กลางคืนเอนตัวลงบนเตียง ลืมตาค้างจนดึกดื่น

ในหัววนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คือภาพคิ้วและดวงตาเย็นชาของจื่ออวี้ตรงประตูข้างสนามกีฬา

กับประโยคนั้น — เราไม่เคยสนิทกันตั้งแต่แรกแล้ว

ทำอะไรก็ไม่มีกะจิตกะใจ

ในอกเหมือนมีสำลีเปียกอัดแน่น หนักอึ้ง อึดอัดจนหายใจไม่สะดวก

งานวันเกิดวันนี้ก็โดน เซี่ยอัน ลากมาแทบทั้งดื้อ ๆ

บอกว่าถ้ายังเอาแต่หมกตัวอยู่บ้าน เดี๋ยวก็ขึ้นรา

เซี่ยอันนั่งอยู่ข้าง ๆ

สังเกตได้ตั้งแต่จื่ออวี้ก้าวเข้ามา ว่าเพื่อนตัวเองเริ่มผิดปกติ

แก้วเหล้าหมุนอยู่ในมืออยู่นาน แต่ไม่ยอมยกดื่ม

สายตาก็ชอบลอยไปมุมห้องนั้นอยู่เรื่อย

ทั้งตัวเขียนคำว่า “ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” ชัดเจน

เซี่ยอันถอนหายใจในใจ

สภาพนี้เป็นมาเกือบอาทิตย์แล้ว ดูแล้วยิ่งดูยิ่งปวดหัว

เขามองตามสายตาเถียนซวี่หนิงไป

แล้วหันกลับมามองเพื่อนที่นั่งนิ่งเหมือนศิลารอเมีย

เออ…ในเมื่อเป็นเพื่อนกัน ก็ช่วยสักหน่อยแล้วกัน

ถึงจะยอมรับว่าเขาแอบกลัวจื่ออวี้อยู่เหมือนกัน

คนอะไรเงียบเกินไป เย็นชาเกินไป เข้าถึงยาก

ไม่รู้เถียนซวี่หนิงไปตกหลุมรักเมียคนนี้ได้ยังไง

แล้วยังตกแบบถอนตัวไม่ขึ้นอีกต่างหาก

เซี่ยอันลุกขึ้น ยกมือแตะไหล่เถียนซวี่หนิงเบา ๆ

แล้วเดินตรงไปยังมุมที่จื่ออวี้นั่งอยู่

“เฮ้ จื่ออวี้”

เซี่ยอันพยายามยิ้มให้ดูเป็นกันเองที่สุด

“นั่งคนเดียวมันเหงานะ ไปเล่นด้วยกันสิ

ตรงนั้นเขาเล่นเกมไพ่กัน คนเยอะ สนุกกว่าเยอะเลย”

พอเห็นจื่ออวี้เงยหน้าขึ้น

เซี่ยอันรีบพูดเสริมก่อนที่อีกฝ่ายจะทันปฏิเสธ

“จริง ๆ นะ ขาดคนพอดีเลย แค่ไปช่วยนั่งให้ครบ ๆ หน่อย!”

จื่ออวี้มองเขา เงียบไปสองสามวินาที

เซี่ยอันเริ่มตึง เครียดเหมือนกำลังทำภารกิจการทูตระดับสูง

เขารู้ว่าจื่ออวี้ต้องรู้แน่ว่าเขาสนิทกับเถียนซวี่หนิง

ถ้าปฏิเสธอีก ก็คงดูไม่ไว้หน้าเกินไป

“ได้”

เซี่ยอันแทบถอนหายใจโล่ง

รีบผายมือเชิญทางทันที

“มา ๆ ทางนี้เลย!”

กลับมาที่โต๊ะเกมไพ่

มีที่ว่างอยู่สองที่

ที่หนึ่งอยู่ข้างเถียนซวี่หนิง ติดกันพอดี

อีกที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เยื้องออกไปเล็กน้อย

จื่ออวี้ชะงักเท้า

สายตากวาดมองสองที่นั่ง

ก่อนจะเลือกเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่ลังเล

คนบนโต๊ะนี้ เขาแทบไม่รู้จักเลยสักคน

และด้วยนิสัยที่ไม่ถนัด ไม่ชอบการเข้าสังคม

เมื่ออยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า

ร่างกายจะตึงเครียดโดยอัตโนมัติ

เขาไม่รู้จักคนพวกนี้

แต่คนพวกนี้…รู้จักเขาดี

เพราะเรื่องของ เถียนซวี่หนิงกับเมียจื่ออวี้

ในกระทู้ฟอรั่มนั่น

มันแพร่ไปทั่วทีมบาสและกลุ่มเพื่อนสนิทนานแล้ว

ไม่รู้ไม่ได้จริง ๆ

ตอนนี้หนึ่งในตัวเอกนั่งอยู่ตรงหน้า

เด็กผู้ชายหลายคนสบตากัน

ส่งสายตาให้กันไปมา

ไอแค่ก ๆ กลั้นหัวเราะ

สายตามองสลับไปมาระหว่างสองคน

สีหน้าแบบ เตรียมดูละคร เต็มที่

เถียนซวี่หนิงเริ่มรำคาญ

ยกขาเตะเพื่อนที่นั่งใกล้สุดไปหนึ่งที

“เล่นไพ่ของพวกมึงไป!”

โดนเตะก็หัวเราะหลบ ๆ

แต่ก็ยอมสงบลง

เถียนซวี่หนิงถึงได้หันกลับไปมองจื่ออวี้อีกครั้ง

เมียคนนี้…ใจร้ายจริง ๆ

นอกจากตอนสบตากันแค่เสี้ยววินาทีตอนเข้าห้อง

หลังจากนั้น ไม่มองเขาอีกเลยสักครั้ง

แม้แต่นั่งตรงนี้ ก็ยังก้มหน้าดูไพ่

ไพ่สีฉูดฉาดพวกนั้นน่าสนใจกว่าเขางั้นเหรอ

ในอกเถียนซวี่หนิงอึดอัดแทบระเบิด

เขารู้ดี ถ้าเขาไม่เป็นฝ่ายเดินเข้าไป

จื่ออวี้จะไม่มีวันก้าวเข้าหาเขาแม้แต่ก้าวเดียว

หนึ่งสัปดาห์นี้พิสูจน์ชัดแล้ว

คนที่ร้อนรน มีอยู่แค่เขา

คนที่เอาหัวใจไปวางตรงหน้า ก็มีแค่เขา

แต่เมียจื่ออวี้…กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

จื่ออวี้สวมเสื้อโค้ตสีครีม

ในแสงสลัว ๆ ดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ

แต่บรรยากาศ “ห้ามเข้าใกล้” รอบตัว

กลับลบความอ่อนโยนนั้นออกจนหมด

อารมณ์ที่อัดแน่นมาทั้งสัปดาห์

เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง

เถียนซวี่หนิงบีบขวดเบียร์ในมือ

ความเย็นช่วยดึงสติกลับมาได้เล็กน้อย

เกมเริ่มขึ้น

กติกาไม่ยาก แต่ต้องใช้ไหวพริบและดวง

จื่ออวี้ดูจะไม่ค่อยเป็น

ตอนลงไพ่ยังเก้ ๆ กัง ๆ

แต่เขาเรียนรู้เร็ว

ไม่กี่รอบก็ผิดพลาดน้อยลง

ถึงจะยังพูดน้อยเหมือนเดิม

แต่ท่าทางตั้งใจนั้น

ทำให้ใบหน้าเย็นชาดูมีชีวิตชีวาขึ้น

ภายใต้แสงไฟที่เปลี่ยนไปมา

เป็นความสดใสที่หาได้ยากในวัยนี้

สายตาของเถียนซวี่หนิง

แทบจะละออกจากเมียไม่ได้เลย

เล่นไพ่ไปหลายรอบ

บรรยากาศก็เริ่มคึกคัก

ไม่รู้ใครเสนอ

ให้เปลี่ยนเป็นอะไรที่ตื่นเต้นกว่านี้

สุดท้ายเกมคลาสสิกแสนเชย

“จริงใจหรือกล้าทำ” ก็ถูกยกขึ้นมา

ขวดเหล้าเริ่มหมุนกลางโต๊ะ

ทุกงานเลี้ยงก็ขาดมันไม่ได้

ยิ่งมีคนเล่น ยิ่งสนุก

มีผู้หญิงอยู่ด้วย

ขอบเขตเลยถูกควบคุมโดยปริยาย

ส่วนใหญ่เป็นคำถามขำ ๆ

หรือภารกิจแอบหวานเล็กน้อย

ขวดหมุนไปเรื่อย ๆ

เสียงเชียร์ เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ

จื่ออวี้นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้าม

ไม่โดนเลือก

ไม่ร่วมโห่ฮา

แค่มองดู

บางครั้งก็ยกมุมปากนิดเดียว

เหมือนผู้ชมที่อยู่ใกล้ แต่ไม่เคยเข้าไปในเวที

หนึ่งรอบผ่านไป

หลายคนโดนแล้ว

หน้าแดง คอแดง

สารภาพรักแรก

หรือทำท่าทางน่าอาย

ในบรรดาคนที่ยังรอด

มีทั้งเถียนซวี่หนิง และจื่ออวี้

“เฮ้ย เถียน哥 คืนนี้ดวงดีเกินไปนะ ยังไม่โดนสักรอบ!”

เด็กผู้ชายคนหนึ่งเมานิดหน่อย ตะโกนเสียงดัง

“ไม่ได้ละ ต้องจัดหนักหน่อย!”

เสียงคนอื่นรับทันที

“ใช่ ๆ รอบนี้ล็อกเป้าเถียนเกอ เลย!”

ท่ามกลางการจงใจหมุนขวดช้า ๆ

ปากขวดก็หยุดตรงหน้าเถียนซวี่หนิงตามคาด

“โอ้——!”

เสียงเชียร์ดังลั่น

เถียนซวี่หนิงยกยิ้มบาง ๆ

“โอเค กูรับ กล้าทำ”

กล่องการ์ดถูกเลื่อนมาหาเขา

เขาสอดมือเข้าไป

สุ่มหยิบหนึ่งใบ

เปิดออกให้ทุกคนดู

บนการ์ดเขียนว่า:

【โทรหา ‘คนที่คุณชอบ’ แล้วพูดกับเขาว่า

“ผมคิดถึงคุณ”】

“ว้าว——!”

เสียงโห่ดังยิ่งกว่าเดิม

ภารกิจนี้ไม่ยากไม่ง่าย

ประเด็นอยู่ที่ คนที่คุณชอบ

“เถียน哥 มีเป้าไหม? ถ้าไม่มี เปลี่ยนได้นะ!”

มีคนแซว

เถียนซวี่หนิงมองการ์ด

เงยหน้าขึ้น

สายตาเฉียดผ่านเมียที่นั่งนิ่งไร้ปฏิกิริยา

แล้วพูดชัด ๆ

“ไม่เปลี่ยน เอาใบนี้แหละ”

เขาหยิบมือถือ ปลดล็อก

ต่อหน้าทุกสายตาที่จับจ้อง

เริ่มกดเบอร์

ท่าทางไม่รีบไม่ร้อน

เสียงเพลงดังจนไม่ได้ยินสัญญาณโทรออก

โต๊ะนี้เงียบลงอย่างประหลาด

ทุกคนจ้องมือถือในมือเถียนซวี่หนิง

เกือบในเวลาเดียวกัน

จื่ออวี้รู้สึกถึงแรงสั่นต่อเนื่อง

จากกระเป๋ากางเกงของตัวเอง

มันสั่นแนบต้นขา

ซ่าไปทั้งผิว

เสียงเพลงกลบหมด

มีแค่เขาที่รู้สึกได้

หัวใจเต้นแรงพอ ๆ กับจังหวะสั่นของโทรศัพท์

ตุบ ตุบ ตุบ

เร็วและหนัก

เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า

สายตาข้ามโต๊ะ

ผ่านขวดเหล้า ขนม ไพ่

แล้วชนเข้ากับดวงตาของเถียนซวี่หนิงโดยตรง

อีกฝ่ายก็มองเขาอยู่

มือถือแนบหู

โทรศัพท์ยังสั่น

ครั้งแล้วครั้งเล่า

ดื้อดึงไม่ยอมหยุด

จื่ออวี้ไม่ขยับ

ไม่หยิบ

ไม่กดตัดสาย

แค่นั่งสบตากันแบบนั้น

โลกรอบข้างเลือนหาย

เหลือเพียงแรงสั่นในกระเป๋า

กับสายตาที่ตรึงเขาไว้แน่น

เวลาเหมือนยืดยาวออกไป

สิบกว่าวินาทีผ่านไป

ในสายตาคนอื่น

โทรศัพท์ของเถียนซวี่หนิง…ไม่มีใครรับ

เขายังยกมือถืออยู่

พูดประโยคตามกติกา

ใส่ปลายสายที่ไม่มีเสียงตอบ

“ผมคิดถึงคุณ”

พูดจบ

เขาวางโทรศัพท์

หน้าจอขึ้นว่า โทรไม่สำเร็จ

ก่อนจะดับลง

“เอ๊ะ? เถียนเกอ ไม่มีคนรับเหรอ? พูดกับใครอะ?”

มีคนตั้งสติถาม

เถียนซวี่หนิงโยนมือถือกลับลงโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ

เอนหลังพิงโซฟา

ยักไหล่

สีหน้ากลับไปเป็นแบบสบาย ๆ เหมือนไม่มีอะไร

แต่สายตายังคงคลออยู่ที่เมียจื่ออวี้

“เมียไม่รับ ผมก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน”


Chapter 35

ผู้คนกลุ่มหนึ่งส่งเสียงเอะอะ ช่วยกันตัดเค้กให้เจ้าของวันเกิด

ร้องเพลงอวยพร พูดคำอวยพรจนแทบขนมาเป็นตะกร้า

ของขวัญก็กองพะเนินเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ

กินเค้กเสร็จ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็เริ่มออก

มีคนเสนอให้ย้ายไปร้านปิ้งย่างต่ออีกรอบ

จื่ออวี้อาศัยจังหวะชุลมุน

เดินไปทักหัวหน้าห้อง บอกว่าจะขอตัวกลับก่อน

สวี่เฉินเยี่ยนกำลังโดนหลายคนรุมกรอกเหล้า

แก้มแดงจัด พอได้ยินก็ยกมือตบไหล่เขา

“โอเค! ระวังทางด้วยนะ! วันนี้ขอบใจมาก!”

จื่ออวี้พยักหน้า

หยิบของของตัวเองขึ้นมา

เหลือบไปมองหลินเยว่ที่ยังยืนชนกำปั้นแข่งดื่มกับรุ่นพี่สาว

ดูจะสนุกจนลืมโลกไปแล้ว

เขาเลยไม่เข้าไปขัด

หันหลังเดินออกจากห้องไป

ความอึกทึกและความร้อนอ้าวถูกปิดกั้นไว้ด้านหลัง

สิ่งที่เข้ามาแทนคือสายลมเย็นที่ปะทะหน้า

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฝนเริ่มตกลงมา

และไม่ใช่ตกเบา ๆ

เม็ดฝนกระหน่ำใส่พื้นดังเปาะแปะ

จื่ออวี้ยืนอยู่ใต้ชายคาหน้าประตู

มองสายฝนขาวโพลนตรงหน้า

ฝีเท้าชะงักลง

เขาไม่ใช่คนเช็กพยากรณ์อากาศเป็นประจำ

ยิ่งกลางวันยังแดดเปรี้ยงอยู่เลย

ฝนนี้มาทั้งเร็วทั้งแรง

เขาไม่ได้รีบร้อนอะไร

เดินเข้าไปใกล้ชายคาอีกนิด

ยื่นมือออกไป

หยดฝนเย็นเฉียบตกกระทบหลังมือจนรู้สึกคันนิด ๆ

เขาคิดว่าคงเป็นฝนชั่วคราว

หน้าร้อนก็เป็นแบบนี้บ่อย

ตกแรง เดี๋ยวก็หยุด

เปียกหน่อยแล้วกลับ

เหมือนก็ไม่ได้แย่อะไร

ขณะที่เขากำลังจะก้าวลงไปในสายฝน

เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ใกล้มาก

“ไม่ได้พกร่มมาอีกแล้วเหรอ?”

เถียนซวี่หนิงถามจบ ตัวเองก็ชะงักไป

ทำไมถึงใช้คำว่า “อีกแล้ว” กันนะ

จื่ออวี้หันกลับมา

เถียนซวี่หนิงเดินมาหยุดอยู่ข้างเขา

ในมือไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่มีร่มด้ามยาวสีดำเพิ่มขึ้นมา

เขาเหลือบมองจื่ออวี้

ไม่ได้ติดใจคำพูดหลุดปากเมื่อครู่

กางร่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ยกขึ้นเหนือศีรษะของทั้งสองคน

กันม่านฝนที่เทลงมา

“ไปด้วยกันเถอะ” เขาพูด

จื่ออวี้เงยหน้าขึ้น

สบเข้ากับสายตาของเถียนซวี่หนิง

ในค่ำคืนชื้นฝน

ภายใต้เงาร่ม

ดวงตาคู่นั้นลึกจนผิดปกติ

เขาถูกมองจนลืมตอบสนองไปชั่วขณะ

เถียนซวี่หนิงพูดซ้ำเสียงต่ำ

“ไปกัน”

จื่ออวี้ถึงได้สติ

พยักหน้าเบา ๆ

ก้าวเข้าไปใต้ร่ม

ร่มไม่ได้ใหญ่เป็นพิเศษ

พอมีผู้ชายสองคนยืนด้วยกัน

พื้นที่เลยค่อนข้างคับแคบ

จื่ออวี้เผลอรักษาระยะห่าง

ไหล่ครึ่งหนึ่งโผล่ออกนอกขอบร่ม

ไม่นานก็โดนฝนสาดจนเสื้อเปียก

เถียนซวี่หนิงพูดสั้น ๆ

“เข้ามาใกล้หน่อย”

จื่ออวี้เม้มปาก

เท้าไม่ขยับ

เถียนซวี่หนิงหันไปมอง

เห็นไหล่ที่เริ่มชื้น

กับใบหน้าด้านข้างที่ไร้อารมณ์

ความหงุดหงิดบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

เขายื่นแขนออกไป

โอบไหล่จื่ออวี้

ดึงเข้ามาแนบตัว

“อยากเปียกเหรอ?”

ร่างของจื่ออวี้แข็งเกร็งทันทีที่ถูกแตะ

กล้ามเนื้อไหล่ตึงทั้งหมด

เขารับรู้ได้ถึงความอุ่น

และแรงของแขนที่พาดอยู่บนตัวเขา

เสียงฝนซู่ซ่า

แต่พื้นที่เล็ก ๆ ใต้ร่ม

กลับเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

เขาไม่ดิ้น

ไม่พูดอะไร

ปล่อยให้เถียนซวี่หนิงกอดครึ่งหนึ่งแบบนั้น

เดินตามจังหวะของอีกฝ่ายไปข้างหน้าอย่างแข็งทื่อ

ตลอดทาง

ไม่มีใครพูดอะไร

แขนของเถียนซวี่หนิงไม่คลาย

ร่างของจื่ออวี้ก็ค่อย ๆ ผ่อนจากความตึง

ทั้งสองแนบชิดกันมาก

อุณหภูมิร่างกายซึมผ่านเนื้อผ้า

ก่อเป็นพื้นที่อุ่นประหลาด

กลางค่ำคืนฝนเย็น

ฝนเป็นอย่างที่จื่ออวี้คิด

เป็นฝนชั่วคราว

พอเดินถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัย

ฝนก็หยุดพอดี

จื่ออวี้หยุดเดิน

“ฝนหยุดแล้ว”

เถียนซวี่หนิงเงยหน้ามองฟ้า

แล้วพับร่ม

อากาศชื้นสดชื่นหลังฝนตกไหลเข้ามาแทนที่

แรงโอบบนไหล่ก็ผ่อนลง

ระยะห่างระหว่างสองคนกลับมาเป็นแบบปกติ

ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงนั้น

ไม่มีใครพูดว่าจะไปต่อยังไง

และไม่มีใครเอ่ยคำลา

เถียนซวี่หนิงยืนมองเขาไม่ขยับ

หัวใจจื่ออวี้จมวูบ

เขาไม่หลบสายตา

ทั้งสองสบตากัน

เหมือนมีบางอย่างไร้เสียงดึงรั้งอยู่ในอากาศ

ไม่กี่วินาทีต่อมา

จื่ออวี้เป็นฝ่ายเบือนหน้า

หันหลัง

เดินไปทางหอพักโดยไม่ลังเล

เขารู้สึกได้

ว่าเงาด้านหลังเริ่มขยับตามมา

ไม่ใกล้ไม่ไกล

รักษาระยะห่างไว้ตลอด

จื่ออวี้เดินเร็วขึ้น

เลี้ยวเข้าไปในตรอกแคบเงียบสงัด

ตึกเก่าทอดเงาทึบ

เสียงฝีเท้าด้านหลังใกล้เข้ามา

เขาเร่งฝีเท้า

เกือบจะวิ่ง

แต่ข้อมือกลับถูกคว้าจากด้านหลัง

แรงบีบแน่น

จนเจ็บ

เขาถูกบังคับให้หันกลับมา

เผชิญหน้ากับเถียนซวี่หนิง

ตรอกมืดเกินไป

เขามองไม่เห็นสีหน้าอีกฝ่าย

รับรู้ได้แค่สายตาร้อนแรงที่ประทับลงบนหน้าเขา

คนที่พูดก่อนคือเถียนซวี่หนิง

“จื่ออวี้”

“เมียนี่มันใจร้ายจริง ๆ”

จื่ออวี้สะบัดมือออก

แรงจนตัวเองเซไปก้าวหนึ่ง

“เถียนซวี่หนิง นาย—”

เขายังพูดไม่จบ

ก็ถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอด

แขนของเถียนซวี่หนิงรัดเข้ามาเหมือนเหล็ก

กอดแน่นจนแทบจะบีบเขาเข้าไปในกระดูกและเลือดเนื้อของตัวเอง

คางกดลงบนไหล่เขา

แรงกอดหนักจนผิดปกติ

จื่ออวี้แข็งค้าง

ก่อนจะเริ่มดิ้น

ผลักอกเขาแรง ๆ

“ปล่อย!”

เถียนซวี่หนิงไม่ขยับ

กลับกอดแน่นกว่าเดิม

แน่นจนจื่ออวี้แทบหายใจไม่ออก

“เถียนซวี่หนิง!”

เสียงของเขาสั่นจากทั้งขาดอากาศและอารมณ์

“ฉันพูดกับนายชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอ?

ทำไมยังต้องมาอีก?

นายต้องการอะไรกันแน่!”

อ้อมกอดไม่คลาย

เสียงของเถียนซวี่หนิงดังข้างหู

อู้อี้ หนักแน่น

“ฉันไปโรงพยาบาลมา”

การดิ้นหยุดลงทันที

หัวใจจื่ออวี้เหมือนถูกมือเย็นจัดบีบแน่น

“นายเป็นอะไร?” เขาหลุดถามออกไป

“หมอบอกว่าความจำยังไม่ฟื้นเร็วขนาดนั้น”

เถียนซวี่หนิงรีบพูดต่อ

“ต้องใช้เวลา

ฉันนึกไม่ออก จื่ออวี้

ฉันพยายามแล้ว

แต่เรื่องที่เมียพูด…

เรื่องของเราสองคน

ฉัน…นึกไม่ออกเลยสักนิด”

เสียงเขาต่ำลง

เต็มไปด้วยความอ่อนแรงและเจ็บปวด

มือของจื่ออวี้ที่ดันอกเขา

ค่อย ๆ หมดแรงไป

หนึ่งสัปดาห์นี้

เถียนซวี่หนิงเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง

คำตอบที่ได้แทบไม่ต่างกัน

เขาเกลียดความทรงจำที่ว่างเปล่าของตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เคยทุบหัวตัวเองแรง ๆ

หวังจะเคาะเอาเศษเสี้ยวอะไรออกมาบ้าง

แต่สิ่งที่ได้

มีแค่ความปวดหัว

เขาไม่ยอมแพ้

ไปหา หวังฉี

ถามตรง ๆ อย่างสับสน

ว่าเขากับจื่ออวี้สมัยมัธยมเป็นอะไรกัน

หวังฉีคิดอยู่นาน

ก่อนจะส่ายหัวอย่างมั่นใจ

“เถียน哥 ตอนนั้นพวกนายสองคนอยู่กันคนละโลกเลยนะ

ทำไมนายถึงถามแบบนี้ล่ะ?”

คำตอบนั้นดับความหวังสุดท้าย

ไม่ใช่ลืม

แต่คือไม่เคยมีอยู่

ความว่างเปล่ากลายเป็นเรื่องน่าขันอย่างโหดร้าย

เขาลังเล

อยากไปหาจื่ออวี้

แต่เมียพูดชัดเจน

เด็ดขาด

ไม่ไปก็ทำไม่ได้

สุดท้ายหนึ่งสัปดาห์นี้

เขาก็ยังแอบไป

เดินผ่านชั้นห้องสมุดที่จื่ออวี้ชอบ

ยืนไกล ๆ ตรงข้ามร้านกาแฟที่เมียทำงาน

วนเวียนใต้หอพัก

ชีวิตของจื่ออวี้ยังคงเป็นระเบียบ ยุ่ง และนิ่ง

เหมือนการมีอยู่หรือหายไปของเขา

ไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้มากนัก

ทุกครั้งที่แอบมอง

ความกระวนกระวายและไม่แน่ใจในใจเขาก็เพิ่มขึ้น

เขาชอบเมียคนนี้

ความชอบนี้

ไม่ต้องพึ่งพาความทรงจำในอดีต

มันมาจากการสบตาครั้งแรกในห้องคนไข้

หัวใจที่เต้นแรงทุกครั้งที่เข้าใกล้

ความอยากแบกรับความเหนื่อยแทน

และจากตอนนี้

ที่รู้ว่าอาจถูกผลักไส

แต่ก็ยังอยากกอดแน่น ๆ

“เมียบอกว่าฉันเคยชอบคนอื่นตอนมัธยม…”

“ฉันไม่รู้ว่าเป็นใคร

ฉันนึกไม่ออกเลย

จื่ออวี้

เมียจะใจร้ายกับฉันแบบนี้ไม่ได้

ต่อให้…ต่อให้ตอนนั้นเคยชอบใคร

นั่นมันก็อดีตแล้ว”

เถียนซวี่หนิงรัดแขนแน่น

“เราไม่สนอดีต

เรามองอนาคต

ได้ไหม?”

“ฉันจะจีบเมียใหม่

จื่ออวี้”

ตรอกเงียบงัน

เสียงรถไกล ๆ กลายเป็นแค่ฉากหลัง

จื่ออวี้ถูกกอดแน่นจนขยับไม่ได้

พูดไม่ออก

หัวใจเต้นหนักหน่วง

ความเงียบยืดยาว

จนแขนของเถียนซวี่หนิงเริ่มล้า

เขาก้มหน้า

ริมฝีปากเฉียดใบหูเย็นของจื่ออวี้

ถามคำถามที่เขากลัว

แต่ก็อยากรู้ที่สุด

“แล้วเมียล่ะ

ช่วงนี้…

มีชอบฉันบ้างไหม

แค่นิดเดียวก็ได้?”

ร่างในอ้อมกอดแข็งขึ้นอีก

นานมาก

จื่ออวี้จึงเบือนหน้า

หลบลมหายใจร้อนนั้น

ตั้งใจจะให้เสียงแข็ง

แต่กลับสั่นพร่า

“เกลียดนาย”

เขาเพิ่งรู้ตัว

ว่าดวงตาเอ่อไปด้วยน้ำ

ภาพตรงหน้าพร่าเลือน

น่ารำคาญจริง ๆ

คงติดนิสัยร้องไห้จากเถียนซวี่หนิง

ไม่งั้นหัวใจที่เคยเฉยชา

จะมาฝนตกเอาตอนนี้ได้ยังไง

แขนของเถียนซวี่หนิงไม่คลาย

กลับกอดแน่นกว่าเดิม

เขารู้สึกถึงการสั่น

และความอุ่นชื้นเล็ก ๆ ตรงคอ

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน

มือของจื่ออวี้ที่ห้อยข้างลำตัว

ค่อย ๆ ยกขึ้น

โอบรอบคอเถียนซวี่หนิง

เหมือนยอมแพ้ต่อการต่อต้านทั้งหมด

ซุกหน้าร้อน ๆ ลงในอ้อมอกกว้างนั้น

ซ่อนสีหน้าที่ควบคุมไม่อยู่

เสียงอู้อี้

จมูกขึ้น

พูดซ้ำอีกครั้ง

“เกลียดนาย”

เถียนซวี่หนิงรู้สึกถึงแขนรอบคอ

และน้ำหนักที่ฝากทั้งตัวไว้กับเขา

เขาไม่มองหน้าเมีย

ก้มคางถูผมอ่อนนุ่มเบา ๆ

แล้วยิ้ม

“ไม่เป็นไร”

เขาพูดเบา ๆ

“ฉันรักเมีย”

ลมกลางคืนอ่อนลง

โอบรอบคนสองคนที่กอดกัน

แสงไฟไกล ๆ ยังพร่า

แต่พื้นที่เล็ก ๆ ใต้เงาและอุณหภูมิร่างกาย

เหมือนเวลาจะยืดยาวออกไป

จื่ออวี้ไม่ตอบ

เพียงกำเสื้อหลังของเถียนซวี่หนิงแน่นขึ้น

น้ำตาไหลเงียบ ๆ

เปียกเสื้อของทั้งคู่

คำปฏิเสธ

เส้นแบ่งทั้งหมด

ถูกอ้อมกอดแน่นนั้น

และคำพูดเรียบง่าย

ละลายลงชั่วคราว

ผ่านไปสักพัก

เมื่อการหายใจของจื่ออวี้เริ่มนิ่ง

เถียนซวี่หนิงจึงผ่อนแรงลงเล็กน้อย

แต่ยังไม่ปล่อย

ก้มหน้าเอาปลายจมูกถูจมูกเมียเบา ๆ

ถามอย่างระวัง

“ช่วงนี้…

เมียคิดถึงฉันบ้างไหม?”

ร่างในอ้อมกอดแข็งนิดหนึ่ง

ไม่ตอบ

เถียนซวี่หนิงไม่เร่ง

พูดต่อเองอย่างน้อยใจ

“เมื่อกี้ในห้อง

เกมกล้าทำนั่น

ฉันพูดจริงทุกคำ”

เขารู้สึกว่าเมียกลั้นหายใจ

“ฉันคิดถึงเมียจริง ๆ

คิดถึงจะตายอยู่แล้ว”

“แล้วเมียล่ะ

ถ้าฉันไม่มาหา

เมียจะตั้งใจไม่ข้องเกี่ยวกับฉันอีกเลยใช่ไหม

ปล่อยให้ฉันทรมานคิดถึงอยู่คนเดียว?”

จื่ออวี้ขยับ

ค่อย ๆ เงยหน้าจากอ้อมกอด

ดวงตาและปลายจมูกแดง

ขนตาเปียกจับกันเป็นช่อ

ดูอ่อนโยนกว่าปกติหลายเท่า

เขาไม่กล้ามองตา

สายตาหยุดอยู่แค่คางหรือปกเสื้อ

เสียงอู้อี้

“…นิดหน่อย”

เถียนซวี่หนิงอึ้ง

ก่อนจะไม่พอใจทันที

“นิดหน่อย?!

แค่นิดหน่อยเองเหรอ!”

เขาประคองหน้าเมีย

บังคับให้เงยขึ้น

แตะโดนคราบน้ำตา

ใจอ่อนยวบ

แต่ปากยังบ่น

“เมียคิดถึงฉันให้มากกว่านี้หน่อยไม่ได้เหรอ

ฉันจามเพิ่มอีกสองสามครั้งก็ไม่เป็นไรนะ”

ยังไม่พอ

ยังงอแงต่อ

“เมียก็รู้ว่าฉันไม่ได้นี่

ไม่เกาะคนก็จะร้องไห้

แล้วยังจะเมินฉันอีก

นี่มันทรมานกันชัด ๆ”

จื่ออวี้ถูกจับหน้า

สบตากับสายตาร้อนแรงนั้น

หัวใจเหมือนยุบลงอีกนิด

เขามองเถียนซวี่หนิง

ไม่ให้คำสัญญา

ไม่พูดหวาน

แค่กระพริบตาเบา ๆ

เถียนซวี่หนิงโดนกระพริบตานั้นโจมตีเต็มแรง

หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

อ้าปากอยากพูดอะไร

สุดท้ายหลุดออกมาแค่ประโยคเดียว

“เมียขายน่ารักอยู่เหรอ?”


Chapter 36

Chapter Notes

See the end of the chapter for notes

ตอนเรียนอยู่ ม.5 ปีนั้น ช่วงคริสต์มาส

คาบภาษาอังกฤษ กฎไวยากรณ์ยาวเหยียดฟังแล้วเหมือนคาถากล่อมหลับ เปลือกตาของเถียนซวี่หนิงหนักจนแทบลืมไม่ขึ้น คืนก่อนเพิ่งซ้อมเสร็จแล้วยังไปเล่นเกมออนไลน์กับเพื่อนต่อถึงดึก ตอนนี้ง่วงจนเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง

เขาเอานิ้วจิ้มแขนหวังฉี กดเสียงต่ำกระซิบ

“พี่น้อง ไม่ไหวแล้ว ช่วยดูต้นทางให้หน่อย ถ้าครูมา เตะฉันปลุกด้วย”

หวังฉียกมือทำสัญลักษณ์ OK รับปากอย่างมั่นใจ

เถียนซวี่หนิงเลยวางใจ ซุกหน้าลงกับแขน แล้วหลับไปทันที

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน เสียงตวาดกึกก้องก็ดังขึ้น

“เถียนซวี่หนิง! หวังฉี! ออกไปยืนข้างนอกเดี๋ยวนี้! คาบเรียนสี่สิบนาที หลับตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเธอคิดว่าโรงเรียนคือบ้านตัวเองหรือไง?!”

เถียนซวี่หนิงสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้น เห็นครูภาษาอังกฤษยืนคิ้วตั้งอยู่บนแท่น

เขาหันไปมองข้าง ๆ — หวังฉีไอ้เวร หัวพิงแขน หลับสบาย ปากยังมีน้ำลายเป็นประกายติดอยู่

เถียนซวี่หนิงเตะขาเก้าอี้มันอย่างไม่สบอารมณ์

“เหี้ย…”

หวังฉีงัวเงียตื่น เช็ดน้ำลาย ยังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ ก็โดนเถียนซวี่หนิงจับปกเสื้อนักเรียนลากออกจากห้องไปด้วยกัน

ลมเย็นในทางเดินพัดเอาความง่วงสุดท้ายให้หายไป หวังฉีจามหนึ่งที ถูจมูกอย่างเก้อ ๆ

“เอ่อ…พลาดนิดหน่อย ล้วน ๆ เลย แล้วเมื่อวานแอปเปิลวันคริสต์มาสที่แฟนฉันให้ ลูกใหญ่สุดนั่นไม่ใช่เข้าท้องนายไปแล้วเหรอ หักล้างกัน ๆ”

เถียนซวี่หนิงขี้เกียจตอบ เขาล้วงมือใส่กระเป๋าเสื้อนักเรียน พิงกำแพงกระเบื้องสีขาวเย็นเฉียบ สายตามองไปยังทางเดินฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่าแบบไม่มีจุดโฟกัส

สติกลับมาแล้วก็จริง แต่ความหงุดหงิดลอย ๆ ในใจ พอโดนลมเย็นกระตุ้น กลับยิ่งชัดขึ้น

หวังฉีเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ เงียบไปไม่ถึงสองนาที ก็ขยับเข้ามาชนไหล่เขา ไฟเมาท์ลุกโชน

“เอาจริง ๆ เมื่อวานนายแอบไปซื้อแอปเปิลสองลูก ใหญ่ แพง แพ็กเหมือนเครื่องบรรณาการ เอาไปให้ใครวะ? ฉันถามเวินอันหรันแล้ว เธอบอกนายไม่ได้ให้เธอนะ”

เวินอันหรันเป็นกรรมการฝ่ายศิลป์ สนิทกับแฟนหวังฉี ถือว่าเป็นผู้หญิงไม่กี่คนในห้องที่ค่อนข้างสนิทกับเถียนซวี่หนิง

เถียนซวี่หนิงไม่แม้แต่จะเงยตา

“มันเกี่ยวอะไรกับเธอ ไม่ได้จะให้เธออยู่แล้ว”

“หา?”

หวังฉีตาโต

“นายมีคนที่ชอบแล้วเหรอ? ใคร ๆ ห้องเราเหรอ? ห้องไหน? ฉันรู้จักไหม? หน้าตาเป็นไง? ตั้งแต่เมื่อไหร่? ซ่อนได้นานชิบหายเลยนะ!”

คำถามรัวเป็นชุดจนเถียนซวี่หนิงปวดหัว เขาเอียงหน้ามองมันอย่างไร้อารมณ์

“เสือกอะไรของแก”

“เหี้ย แสดงว่ามีเรื่องจริง!”

หวังฉียิ่งคึก จับแขนเขาเขย่า

“เล่าหน่อยสิ ยังเป็นพี่น้องกันอยู่ไหม!”

ปกติเถียนซวี่หนิงนอกจากเล่นบาสก็เล่นเกม ดูเหมือนยังไม่เปิดโหมดรักแท้ด้วยซ้ำ ใครจะคิดว่าแอบรักคนอื่นเงียบ ๆ แถมดูท่าทางอีกฝ่ายจะไม่สนใจเขาด้วย แอปเปิลยังให้ไม่สำเร็จ

“ไปไกล ๆ”

เถียนซวี่หนิงสะบัดมือออก ความหงุดหงิดในใจโดนเหยียบเข้าเต็ม ๆ

หวังฉียังพูดไม่หยุด จนเถียนซวี่หนิงรำคาญสุด ๆ สองคนเริ่มผลักกันไปมาในทางเดิน

กำลังชุลมุนอยู่ดี ๆ หวังฉีก็ชะงัก ตาเบิกกว้าง มองไปสุดทางเดินตรงหน้าต่างบานใหญ่

“เหี้ย…เถียนซวี่หนิง ดูนั่น! นั่นมัน…หิมะใช่ไหมวะ?!”

เถียนซวี่หนิงหยุดมือ หันตามไปมอง

เม็ดสีขาวเล็ก ๆ เริ่มหนาแน่นขึ้น ค่อย ๆ โปรยลงมา — เป็นหิมะจริง ๆ

เมือง A อยู่ทางใต้ ฤดูหนาวชื้นและหนาว หิมะเป็นของหายาก ยิ่งแบบที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนยิ่งไม่ค่อยมี

สำหรับเด็กวัยนี้ หิมะมักพ่วงมากับคำว่าเทพนิยายและความโรแมนติก ยิ่งวันนี้เป็นวันคริสต์มาสด้วยแล้ว

เถียนซวี่หนิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปเปิดประตูหลังห้องตัวเอง ตะโกนเข้าไปโดยไม่สนว่าจะโดนทำโทษอยู่

“หิมะตก! หิมะแรกของปี! ครู! ข้างนอกหิมะตก!”

ครูภาษาอังกฤษสะดุ้ง ชอล์กปลิวมาชนไหล่เขา

“เถียนซวี่หนิง นายจะตายหรือไง! ตะโกนอะไร! ออกไป!”

แต่ก็สายไปแล้ว เด็กที่นั่งริมหน้าต่างเห็นกันหมด เสียงตะโกนเหมือนสัญญาณ ทั้งห้องปั่นป่วนทันที

“หิมะตกจริงด้วย!”

“ว้าว! หิมะแรก!”

“ดูข้างนอกสิ!”

ใบหน้าเด็ก ๆ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นบริสุทธิ์ กฎไวยากรณ์อะไรตอนนี้ไม่มีค่าเท่าหิมะที่โปรยลงมาอย่างเงียบงันนอกหน้าต่าง

ไม่รู้ใครเริ่มก่อน นักเรียนกรูออกมาที่ระเบียง ยื่นมือรับเกล็ดหิมะ เสียงหัวเราะและเสียงร้องดังเต็มทางเดินที่เคยเงียบ

ครูภาษาอังกฤษตามออกมา เห็นสภาพแล้วโบกมือเสียงดัง

“ดูเสร็จแล้วกลับเข้าไปเรียน! ไม่เคยเห็นหิมะหรือไง!”

แต่ไม่มีใครกลับทันที

หิมะตกลงบนใบหน้าของเด็กหนุ่มสาว บนฝ่ามือที่ยื่นออกไป บนชุดนักเรียนสีเรียบ

พวกเขาหัวเราะ เล่น พูดคุยถึงหิมะคริสต์มาสที่มาแบบไม่ได้นัดหมาย

วัยรุ่นก็อาจเป็นแบบนี้ ถูกจุดติดได้ง่าย ๆ ด้วยแค่หิมะหนึ่งครั้ง

ความกดดัน เรื่องเรียน ความกังวล และความรู้สึกคลุมเครือในใจ ล้วนถอยออกไปชั่วคราว

เหลือเพียงความสุขและความตื่นเต้นในวินาทีนี้

เถียนซวี่หนิงพิงราว มองหิมะที่โปรยเต็มฟ้า

ไม่ถึงสองนาที เสียงครูก็ดังทะลุความโรแมนติก

“ดูพอหรือยัง! กลับเข้าไปเรียน! ยังอยากสอบผ่านปลายภาคไหม!”

ความคึกคักหดหาย เด็ก ๆ หัวเราะพลางปัดหิมะออกจากไหล่ เดินกลับห้องอย่างไม่เต็มใจ

พอเสียงเลิกเรียนดังขึ้น ข้างนอกขาวโพลนไปหมด

หิมะหนานุ่มกว่าที่คิด ปกคลุมทุกอย่าง

ทั้งอาคารเรียนเดือดทันที นักเรียนเหมือนนกหลุดกรง วิ่งลงบันได พุ่งเข้าหาหิมะสีขาวบริสุทธิ์

ปาหิมะเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เถียนซวี่หนิงตัวสูง เป็นนักบาส เลยตกเป็นเป้า

ลูกบอลหิมะมาจากทุกทิศ กระแทกหัว ไหล่ หลัง ความเย็นซึมผ่านเสื้อ

หวังฉีตะโกนดังสุด ปาแม่นสุด

เถียนซวี่หนิงพยายามโต้กลับ แต่สองมือสู้หลายคนไม่ได้ ไม่นานหิมะก็ยัดเข้าหน้า เข้าคอ เย็นจนใบหูแดง

“ไม่เล่นแล้ว!”

เขายกมือยอมแพ้ ปาดน้ำหิมะบนหน้า แล้ววิ่งหนีทิ้งสนามไว้ข้างหลังท่ามกลางเสียงหัวเราะ

เขาวิ่งอ้อมไปอีกฝั่งของตึก คนบางกว่า หิมะยังสมบูรณ์ เหยียบแล้วดังเอี๊ยด

พอตั้งสติได้ ก็พบว่าตัวเองมายืนใกล้ประตูหลังห้อง ม.5/1 อีกแล้ว

หัวใจเต้นเร็วขึ้นสองจังหวะ เขากำลังจะทำเป็นเดินผ่าน ประตูกลับเปิดออก

จื่ออวี้ สะพายกระเป๋าเดินออกมา ใส่เสื้อนักเรียนซิปดึงถึงคอ บังหน้าไปครึ่งหนึ่ง เหลือดวงตาใสกับปลายจมูกแดงเพราะหนาว

เห็นเถียนซวี่หนิง เขาชะงักเล็กน้อย สายตาประสานกันท่ามกลางหิมะ

เถียนซวี่หนิงรู้สึกว่าหน้าตัวเองต้องดูโง่มาก เขาพยายามยิ้มให้ดูธรรมชาติ แต่กล้ามเนื้อแข็งไปหมด

จื่ออวี้มองเขาแค่แวบเดียวก็เบือนหน้า เดินลงบันไดไป

เถียนซวี่หนิงถอนหายใจ ทั้งโล่ง ทั้งผิดหวัง เขาเกาหัว แล้วเดินตามลงไป

โถงชั้นล่างเปิดโล่ง เห็นสวนเล็กด้านนอกชัดเจน

เขาไม่รีบออก เห็นว่าจื่ออวี้ไม่ได้วิ่งไปสนามหรือประตูโรงเรียนเหมือนคนอื่น แต่เดินไปหยุดตรงแปลงดอกไม้เตี้ย ๆ ที่ปกคลุมด้วยหิมะ

เถียนซวี่หนิงเหมือนโดนอะไรดลใจ ค่อย ๆ เดินออกไป ยืนหลบในเงาเสา

จื่ออวี้ก้มลง มือที่ใส่ถุงมือไหมพรมรวบหิมะบนขอบแปลง ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะเริ่มปั้นหิมะ

ท่าทางไม่ค่อยคล่อง ลูกใหญ่ลูกเล็กไม่เท่ากัน

เขาวางลูกใหญ่ข้างล่าง ลูกเล็กข้างบน กดให้ติดกัน

จากนั้นมองซ้ายขวา หักกิ่งไม้แห้งสองกิ่งจากพุ่มไม้ข้าง ๆ เสียบเป็นแขน

ตุ๊กตาหิมะเล็ก ๆ เบี้ยว ๆ เรียบง่ายสุด ๆ ก็ถือกำเนิดขึ้น

เถียนซวี่หนิงมองแล้วเผลอยิ้ม

จื่ออวี้เหมือนรู้ตัวว่าถูกมอง เขาหยุดมือ หันกลับมา

สายตาประสานกันอีกครั้ง หิมะโปรยเงียบ ๆ ระหว่างคนสองคน

จื่ออวี้ขมวดคิ้วมองตุ๊กตาหิมะที่ดูตลกของตัวเอง สีหน้าฉายแววเขิน เขายื่นมือเหมือนจะกดมันลง

“น่ารักดีนะ”

เสียงเถียนซวี่หนิงดังขึ้นก่อน เขาพูดออกไปโดยไม่คิด พอพูดจบเองก็อึ้ง รู้สึกว่ามันดูงี่เง่า แต่ก็เป็นความจริง

มือของจื่ออวี้หยุดค้าง เขาหันมามองเถียนซวี่หนิง ไม่เข้าใจว่าผู้ชายต่างห้องที่แทบไม่เคยคุยกัน ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ และทำไมต้องพูดแบบนี้

หิมะเกาะขนตา เขากะพริบตา ไม่ตอบ และไม่ทำลายตุ๊กตาหิมะ

เขาลุกขึ้น ปัดหิมะออกจากถุงมือ มองตุ๊กตาหิมะที่ยืนเดียวดายอีกครั้ง

จากนั้นไม่พูดอะไร เดินจากไป เหยียบหิมะลึกตื้นสลับกัน ร่างผอมบางค่อย ๆ หายไปในหิมะและแสงเย็นยามเย็น

เถียนซวี่หนิงยืนอยู่ที่เดิม มองตุ๊กตาหิมะ แล้วมองทิศทางที่จื่ออวี้จากไป

น้ำหิมะละลายบนหน้าเย็นเฉียบ แต่ในอกกลับอุ่นอย่างประหลาด

ช่วงนี้บรรยากาศเทศกาลในโรงเรียนคึกคัก ทางเดินเต็มไปด้วยแอปเปิลห่อสวย

คืนคริสต์มาสคือวันที่นักเรียนมัธยมสามารถส่งความรู้สึกได้อย่างเปิดเผย

เมื่อวานลิ้นชักเขาก็มีแอปเปิลหลายลูก

อ้อ…สองลูกใหญ่พิเศษที่เขาใส่ไว้

ไม่รู้เจ้าของลิ้นชักเห็นหรือยัง

น่าจะเห็นแล้วมั้ง ใหญ่ขนาดนั้น

หิมะยังตกไม่หยุด รอบข้างเงียบลง

เถียนซวี่หนิงมองตุ๊กตาหิมะเบี้ยว ๆ ตัวนั้น

มองไปมาหัวใจก็ขยับ เขาหยิบมือถือออกมา เปิดกล้อง ถ่ายหลายมุม

สุดท้ายลดลง ให้กล้องอยู่ระดับเดียวกับตุ๊กตาหิมะ

เปิดแอปสีเขียว ไทม์ไลน์ของเขาแทบไม่มีเรื่องส่วนตัว

เลือกภาพนั้น ช่องแคปชันว่างเปล่า

คิดครู่หนึ่ง แล้วไม่พิมพ์อะไร กดส่ง

ทันที มือถือก็สั่นไม่หยุด แจ้งเตือนเด้งรัว

— พี่เถียน โดนแฮ็กเหรอ นี่อะไร

— หนิง哥 นี่นายปั้นเองเหรอ ฝีมือยังต้องฝึกนะ

— หิมะตกแล้ว! แต่ตุ๊กตาหิมะนี่…แปลกดี

— พี่เถียน ตุ๊กตานี่โคตรขี้เหร่ อยู่ไหน เดี๋ยวไปศัลยกรรมให้

เถียนซวี่หนิงพิงเสา เลื่อนอ่านทีละข้อความ ยิ้มไม่รู้ตัว

เห็นคอมเมนต์ที่ว่า “ขี้เหร่แต่มีเอกลักษณ์” เขากดตอบกลับไปว่า

【เถียนซวี่หนิง】: พวกแกไม่รู้อะไรเลย นี่แหละตุ๊กตาหิมะที่สวยที่สุด

Chapter End Notes

บทนี้อาจวางตรงนี้แล้วดูแปลกนิดหน่อย แต่วันนี้เป็นวันคริสต์มาส เลยเขียนให้พอดีกับวันนี้

หวังว่าในโลกฟิค พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตและฉลองทุกเทศกาลด้วยกันอย่างดี

🎄สุขสันต์วันคริสต์มาสทุกคน 🎄


Chapter 37

จื่ออวี้ยืนอยู่ในห้องน้ำ ท่ามกลางเสียงสายน้ำที่ตกลงมาซ่าๆ เขาถึงเพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัวช้าไปก้าวหนึ่งว่า... ทำไมตัวเองถึงยอมตามเถียนสวี่หนิงกลับมาอีกแล้ว

เมื่อครู่ท่ามกลางสายฝน เถียนสวี่หนิงกึ่งโอบกึ่งกอดเขาแล้วถามว่า “ไปที่ห้องฉันไหม? เสื้อผ้านายเปียกหมดแล้ว”

สมองของเขาในตอนนั้นมึนเบลอไปด้วยเสียงฝนและอุณหภูมิร่างกายที่สอดประสานกัน จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกที เขาก็มายืนอยู่ในบ้านของเถียนสวี่หนิงเสียแล้ว การที่ต้องตากฝนจนผมเปียกชื้นและเสื้อผ้าแนบไปกับผิวหนังมันไม่สบายตัวเอาเสียเลย ดูเหมือนว่าตอนนั้นเขาจะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้จริงๆ

เขาเช็ดผมไปพลางคิดไปพลางว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไรดี จะวางตัวแบบไหน แต่สมองกลับวุ่นวายไปหมด เสียงประตูห้องน้ำดังขึ้น เถียนสวี่หนิงน่าจะไปใช้ห้องน้ำแขก จื่ออวี๋เช็ดผมจนกึ่งแห้ง สวมเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งที่เถียนสวี่หนิงยัดใส่มือให้ มันดูตัวใหญ่เกินไปนิดหน่อย ช่วงคอเสื้อเลยทิ้งตัวหลวมๆ ขณะที่เขาเดินออกมาจากห้องนอน

ในห้องนั่งเล่นเปิดโคมไฟตั้งพื้นไว้เพียงดวงเดียวตรงมุมห้อง แสงสีส้มอบอุ่นแผ่กระจายออกมาเพียงเล็กน้อย ปล่อยให้พื้นที่ส่วนใหญ่จมอยู่ในความมืดและเสียงฝนที่ดังอยู่นอกหน้าต่าง เงียบสงัดจนเขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง

เขาทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร สายตากวาดผ่านเคาน์เตอร์ครัวแบบเปิด แล้วเหลือบไปเห็นแอปเปิลสีแดงสดวางอยู่ในจานผลไม้ เขาเดินเข้าไปหยิบมันมาอย่างเคอะเขิน พร้อมกับหยิบมีดปอกผลไม้เล่มเล็ก แล้วกลับมานั่งลงที่โซฟา

เขาเริ่มปอกแอปเปิล การเคลื่อนไหวเชื่องช้าและประณีตมาก คมมีดแนบชิดไปกับเปลือก หมุนไปอย่างสม่ำเสมอ เปลือกแอปเปิลที่บางเฉียบร่วงหล่นลงมาเป็นสายไม่ขาดตอน เขาจดจ้องแอปเปิลในมือ มีสมาธิแน่วแน่กับกิจกรรมซ้ำๆ ที่แสนเรียบง่ายนี้ เพื่อกดข่มความสั่นไหวในใจที่ทำอะไรไม่ถูก

เมื่อเถียนสวี่หนิงเดินออกมาจากห้องน้ำแขก ภาพที่เขาเห็นก็คือ...

จื่ออวี๋สวมเสื้อยืดสีขาวของเขา ท่ามกลางแสงไฟที่ดูอบอุ่น เงาร่างด้านข้างดูโปร่งบางและเงียบสงบ ผมสีดำที่ยังชื้นอยู่นิดๆ ตกลงมาระหน้าผากอย่างนุ่มนวล เขาก้มหน้าจดจ่ออยู่กับแอปเปิลในมือ คอเสื้อที่กว้างเกินไปเอียงลาดตามการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นลำคอขาวเนียนและกระดูกไหปลาร้า

เถียนสวี่หนิงชะงักมือที่กำลังเช็ดผม ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว เขารีบพาดผ้าขนหนูไว้บนไหล่แล้วลดฝีเท้าเดินเข้าไปหาเงียบๆ

“ทำไมล่ะ อยากกินแอปเปิลเหรอ?” เขาหยุดลงข้างโซฟา

จื่ออวี๋ชะงักมือที่กำลังปอกแอปเปิล เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่ใบหูกลับเริ่มขึ้นสีแดงจางๆ เขาเฉือนเปลือกส่วนสุดท้ายจนขาด แอปเปิลที่เรียบเนียนสมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นในฝ่ามือ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นแอปเปิลส่งไปทางเถียนสวี่หนิงอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก

“...ก็นายบอกไม่ใช่เหรอว่า เวลาที่นายเสียใจ ฉันจะปอกแอปเปิลให้นายกิน?”

เถียนสวี่หนิงอึ้งไป เฮ้อ เขาอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ ความรู้สึกอ่อนไหวที่ยากจะอธิบายเอ่อล้นขึ้นมาในใจทันทีจนขอบตาร้อนผ่าว จื่ออวี๋ไม่ได้เฉยเมย และไม่ได้ทำไปส่งๆ แต่เขากำลังพยายามปลอบโยนเถียนสวี่หนิงในแบบที่เก้งก้างและสำรวมในฉบับของตัวเองจริงๆ

เขารับแอปเปิลลูกนั้นมา “นาย... นายกำลังง้อฉันเหรอ?”

เขาขยับเข้าไปก้าวหนึ่ง คุกเข่าลงข้างเดียวที่หน้าโซฟา แหงนหน้ามองจื่ออวี๋ จากมุมนี้เขาสามารถมองเห็นขนตาของจื่ออวี๋ได้อย่างชัดเจน

จื่ออวี๋ขยับหนีด้วยความประหม่า หลังพิงเข้ากับพนักโซฟา ในมือยังกำมีดปอกผลไม้เล่มเล็กเอาไว้

“นาย... จะกินไหม?” เขาหลบสายตาที่ร้อนแรงเกินไปของเถียนสวี่หนิง พยายามเปลี่ยนเรื่อง

เถียนสวี่หนิงไม่ได้ตอบ เขาหยิบแอปเปิลขึ้นมาในท่าคุกเข่านั้น แล้วกัดลงไปตรงรอยแหว่งเล็กๆ ที่จื่ออวี๋ทิ้งไว้ตอนปอกแอปเปิล

เขาค่อยๆ เคี้ยว แต่ดวงตาไม่กะพริบขณะที่จ้องมองจื่ออวี๋

จื่ออวี๋ถูกมองจนใจสั่นสะท้าน สายตาเผลอไปตกลงที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายที่มีน้ำแอปเปิลติดอยู่เล็กน้อย ก่อนจะรีบเบือนหนีและชวนคุยแก้เขิน “...หวานไหม?”

สายตาของเถียนสวี่หนิงเลื่อนตามไปหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของเขา แววตาเข้มขึ้นหลายส่วน เขาไม่ได้ตอบว่าหวานหรือไม่หวาน แต่กลับลดมือที่ถือแอปเปิลลงข้างตัว ส่วนอีกข้างยันพนักโซฟาข้างกายจื่ออวี๋ไว้ แล้วค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้

ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมหวานของแอปเปิลผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดที่แฝงไปด้วยความคุกคามหลังอาบน้ำใหม่ๆ ของเถียนสวี่หนิงโอบล้อมเขาไว้มิดชิด

“นายก็...” เถียนสวี่หนิงกระซิบหลอกล่อ “ลองชิมดูเองสิ”

ระยะห่างสั้นลงจนชิดใกล้ ลมหายใจสอดประสาน อากาศรอบตัวดูเหมือนจะถูกขึงจนตึงเครียดด้วยอะไรบางอย่างที่ไร้รูปร่าง จื่ออวี๋ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เถียนสวี่หนิงก็ก้มหน้าลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากเขาเบาๆ

เริ่มแรกมันเป็นเพียงการสัมผัสเพื่อหยั่งเชิง ริมฝีปากของเถียนสวี่หนิงยังคงมีความหวานละมุนของแอปเปิลหลงเหลืออยู่

ร่างกายของจื่ออวี๋แข็งทื่อ แต่การผลักไสที่คาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น เถียนสวี่หนิงรับรู้ได้ถึงการไม่ปฏิเสธของจื่ออวี๋ในทันที เปลวไฟที่เดิมทีแค่ลองหยั่งเชิงอย่างระมัดระวังก็ลุกโชนขึ้น กลายเป็นไฟที่ร้อนแรง เขาไม่พอใจกับแค่การสัมผัสเพียงผิวเผินอีกต่อไป วงแขนจึงโอบรัดแน่นขึ้นเพื่อล้ำลึกสัมผัสจูบนั้น

ริมฝีปากถูกบดเบียดและดูดดึงแรงขึ้น ลมหายใจร้อนระอุหลอมรวมกัน ปลายลิ้นของเถียนสวี่หนิงแทรกผ่านกลีบปากที่เม้มแน่นเพราะความประหม่าเข้าไป

“หลับตา” เถียนสวี่หนิงกล่าวปนเสียงหัวเราะในจังหวะที่ลมหายใจพัวพันกัน

จื่ออวี๋เหมือนถูกมนต์สะกด ขนตาสั่นระริกแล้วยอมหลับตาลงอย่างว่าง่าย เมื่อการมองเห็นดับลง ประสาทสัมผัสอื่นๆ ก็เด่นชัดขึ้น ความรู้สึกร้อนลวกที่ริมฝีปาก ความซ่านสยิวที่ปลายลิ้นถูกพัวพัน และกลิ่นอายที่แสนอุ่นใจจากตัวของเถียนสวี่หนิง

จากนั้นเขาเริ่มขยับปลายลิ้นอย่างขัดเขิน ตอบสนองต่อสัมผัสที่กำลังรุกรานอย่างอ่อนโยนในโพรงปากของเขา

ในขณะเดียวกัน มือทั้งสองข้างที่เคยทิ้งไว้ข้างลำตัวเพราะไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน ก็ค่อยๆ ยกขึ้นโอบรอบคอของเถียนสวี่หนิง

นี่คือสัญญาณ! ร่างกายของเถียนสวี่หนิงสั่นสะท้านเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อต จื่ออวี๋กำลังตอบสนองเขา!

เขาตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่จูบตอบกลับไปอย่างรุนแรงและโหยหาตามสัญชาตญาณ ลมหายใจยิ่งปั่นป่วน อุณหภูมิระหว่างร่างกายที่แนบชิดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

มือของเถียนสวี่หนิงที่เดิมทีโอบเอวจื่ออวี๋ไว้ตามระเบียบ ตอนนี้ดูเหมือนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง มันเริ่มลูบไล้ไปตามแนวโค้งของแผ่นหลังที่บอบบาง

จื่ออวี๋ถูกจูบจนขาดอากาศหายใจ ร่างกายเกร็งขึ้นมาเพราะสัมผัสนั้น เสียงครางเครือหลุดออกมาจากลำคอ

เถียนสวี่หนิงสังเกตเห็นความตื่นเกร็งของเขา จึงยอมถอยออกมาเล็กน้อย ริมฝีปากของทั้งคู่ยังคงคลอเคลียกัน แลกเปลี่ยนลมหายใจที่ร้อนรุ่ม

เขาหน้าผากชนกับจื่ออวี๋ กระซิบเสียงแหบพร่า “ที่รัก หายใจหน่อย”

ไม่รอให้จื่ออวี๋ได้พักหายใจ จูบของเถียนสวี่หนิงก็ทาบทับลงมาอีกครั้ง ทั้งอ่อนหวานและลึกซึ้งกว่าเดิม มือของเขาไม่หยุดอยู่แค่แผ่นหลัง แตค่อยๆ เลื่อนลงมาคลึงเคล้าอยู่ที่ช่วงเอวที่บอบบางและยืดหยุ่น

ในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงเสียงฉ่ำแฉะของการแลกเปลี่ยนสัมผัสปลายลิ้นและอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในวัยที่เลือดลมพลุ่งพล่าน ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายนั้นหลอกกันไม่ได้ เถียนสวี่หนิงรู้สึกถึงความตื่นตัวของร่างกายตัวเองอย่างรวดเร็ว รวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากอีกร่างที่ส่งผ่านเนื้อผ้าบางๆ มาเช่นกัน

จื่ออวี๋เองก็รู้สึกได้ ร่างกายเขาแข็งทื่อ พยายามจะถอยหนีด้วยความลนลานเหมือนถูกของร้อน แต่กลับถูกอ้อมแขนของเถียนสวี่หนิงกอดรัดไว้แน่น สัมผัสแปลกใหม่ทำให้เขาทำตัวไม่ถูก ใบหน้าทั้งหมดซุกเข้าไปในซอกคอของเถียนสวี่หนิง หูแดงก่ำจนแทบมีเลือดหยด ร่างกายสั่นเทาไปหมด

เถียนสวี่หนิงหยุดจูบ แต่วงแขนกลับรัดแน่นขึ้น กดอีกฝ่ายเข้ากับอกของตัวเองอย่างมั่นคง เขารู้สึกได้ถึงแก้มที่ร้อนผ่าวของจื่ออวี๋ที่แนบกับผิวเขา และรับรู้ถึงอารมณ์ที่พุ่งสูงของจื่ออวี๋ เขาขยับลูกกระเดือก ลมหายใจหนักหน่วง ก้มลงกระซิบชิดใบหูที่กำลังร้อนฉ่า “อุ้มกลับห้องนะ?”

คนที่อยู่ในอ้อมกอดนิ่งไปอีกครั้ง เงียบไปหลายวินาที เหมือนเวลาถูกดึงให้ยาวนานขึ้น แล้วเถียนสวี่หนิงก็รู้สึกได้ว่า ศีรษะที่ซุกอยู่ที่ซอกคอของเขานั้น... พยักหน้าเบาๆ หนึ่งครั้ง

เมื่อได้รับอนุญาต เถียนสวี่หนิงไม่ลังเลอีกต่อไปเขาสูดลมหายใจลึก กดข่มอารมณ์ที่กำลังปะทุเอาไว้ชั่วคราว แล้วช้อนตัวจื่ออวี๋ขึ้นมาในท่าเจ้าสาว จื่ออวี๋อุทานเบาๆ พร้อมกับโอบรอบคอเขาแน่น ซุกหน้าลงไปลึกกว่าเดิม

เมื่อเข้าถึงห้องนอน เถียนสวี่หนิงใช้เท้าปิดประตู แล้ววางจื่ออวี๋ลงที่ขอบเตียง ทันทีที่จื่ออวี๋สัมผัสเตียง เขาก็รีบเบือนหน้าหนีทันที “...อย่าเปิดไฟนะ”

เถียนสวี่หนิงทำตามนั้น เขาไม่ได้แตะต้องสวิตช์ไฟ ความมืดช่วยขยายประสาทสัมผัสทุกอย่างให้เด่นชัด เสียงหัวใจเต้นดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบ

เถียนสวี่หนิงนั่งลงข้างเตียง ยื่นมือไปแตะมือของจื่ออวี๋เป็นการลองเชิง เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กุมมือนั้นไว้ แล้วล้วงเข้าไปใต้ชายเสื้อ

วินาทีที่มือนั้นกุมเขาไว้ จื่ออวี๋อึ้งไปทั้งตัว นี่คือดินแดนที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน

“อย่า...” เขาปฏิเสธอย่างไร้น้ำหนัก

เถียนสวี่หนิงไม่หยุด ขยับมือรูดรั้งอย่างชำนาญ สัมผัสหยาบกร้านของปลายนิ้วเสียดสีกับผิวหนังที่บอบบาง ความเสียวซ่านถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ จื่ออวี๋กอดคอเถียนสวี่หนิงไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เล็บจิกลงบนไหล่ของอีกฝ่าย

เถียนสวี่หนิงจ้องมองคนใต้ร่าง ปกติจื่ออวี๋มักจะดูเย็นชาและเข้าถึงยาก แต่ตอนนี้กลับมีสีหน้าเว้าวอน หางตาแดงระเรื่อ ดูมีชีวิตชีวามาก เขาแกล้งขยับนิ้วคลึงวนตรงส่วนปลาย ตั้งใจถามออกไปว่า “ที่รัก... สบายไหม?”

“นายนิ่งไปเลยนะ...” จื่ออวี๋เบือนหน้าหนี เสียงสั่นพร่า

เมื่อเถียนสวี่หนิงเร่งความเร็วของมือขึ้น จื่ออวี๋ก็เกร็งเอวสอบ ท่ามกลางการรูดรั้งที่รวดเร็วนั้น ในที่สุดเขาก็ปลดปล่อยออกมาจนเต็มฝ่ามือของเถียนสวี่หนิง

เถียนสวี่หนิงไม่ได้ชักมือกลับทันที แต่กลับแบฝ่ามือที่เต็มไปด้วยคราบสีขาวขุ่น แล้วแกล้งยื่นเข้าไปใกล้สายตาจื่ออวี๋ “ที่รัก ดูสิ...”

“ออกไปเลย...” จื่ออวี๋ทั้งอายทั้งโกรธ เขาปัดมืออีกฝ่ายออกหนึ่งฉาด แล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มด้วยความอายแทบแทรกแผ่นดิน

เถียนสวี่หนิงหัวเราะเบาๆ โน้มตัวลงจูบที่ริมฝีปากของเขา แล้วเตรียมจะลุกไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ ทว่าพอขยับตัว เสื้อของเขาก็ถูกรั้งไว้ด้วยมือที่ยังอ่อนแรงข้างนั้น

ท่ามกลางความมืด เสียงของจื่ออวี๋เบาราวกับเสียงยุง: “ได้นะ”

เถียนสวี่หนิงชะงักแข็งทื่อ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงเพิ่งจะปฏิกิริยาโต้ตอบขึ้นมาอย่างกะทันหัน



Chapter 38

เถียนสวี่หนิงผ่อนลมหายใจออกมา เขาพลิกตัวขึ้นกดทับ จุมพิตที่ละเอียดอ่อนพรมลงบนหางตาและคิ้วของจื่ออวี๋ เขาหยิบเจลหล่อลื่นออกมาจากลิ้นชัก เทลงบนฝ่ามือเพื่อถูให้เกิดความอุ่น

“อาจจะรู้สึกไม่สบายตัวนิดหน่อยนะ ถ้าเจ็บก็หยิกฉันได้เลย” เถียนสวี่หนิงกระซิบข้างหูเขา มือเอื้อมไปทางด้านหลังของจื่ออวี๋ นิ้วหนึ่งนิ้วที่ชุ่มไปด้วยของเหลวเหนียวหนืดลองเชิงกดลงที่ขอบทางเข้าแล้วคลึงเป็นวงกลม ร่างกายของจื่ออวี๋เกร็งวูบ นิ้วเท้าหดเกร็งโดยไม่รู้ตัว เถียนสวี่หนิงนวดคลึงอย่างอดทนจนกระทั่งตรงนั้นเริ่มอ่อนตัวลง ถึงได้พยายามดันข้อนิ้วเข้าไป ปลายนิ้วเล็กๆ ส่วนนั้นถูกความเปียกชื้นและร้อนผ่าวโอบรัดไว้แน่น จื่ออวี๋ส่งเสียงครางเครือสั้นๆ เหมือนลูกแมวออกมาจากลำคอ

“ผ่อนคลายหน่อย เด็กดี...” เถียนสวี่หนิงก้มลงขบเม้มติ่งหูของเขา ปลายลิ้นเลียปลอบประโลม แต่มือเบื้องล่างกลับไม่หยุด นิ้วอีกนิ้วแทรกตามรอยแยกก่อนหน้านี้เข้าไป

นิ้วสองนิ้วรวบเข้าหากันในพื้นที่ที่คับแคบและอ่อนนุ่ม ค่อยๆ ถ่างขยาย เลียนแบบจังหวะการเข้าออก จื่ออวี๋ถูกทรมานด้วยความรู้สึกรุกรานที่แปลกใหม่จนขอบตาแดงก่ำ สองมือพยายามผลักไหล่ของเถียนสวี่หนิงออกอย่างไร้เรี่ยวแรง

นิ้วของเถียนสวี่หนิงเริ่มคล่องแคล่วว่องไวท่ามกลางเจลหล่อลื่นที่เหนียวเหนอะ นิ้วทั้งสองเริ่มขยับเข้าออกในรอยจีบที่คับแน่นและร้อนชื้น ร่างกายที่โปร่งบางของจื่ออวี๋ดูขาวผ่องภายใต้แสงไฟสีส้มอ่อน ทุกจังหวะการเคลื่อนไหว เอวที่ยืดหยุ่นของเขาหยัดขึ้นและทรุดลงโดยไม่อาจควบคุม รังสรรค์ให้เกิดส่วนโค้งที่สวยงามอย่างยิ่ง

“อย่า... เถียนสวี่หนิง พอแล้ว...” เสียงของจื่ออวี๋นุ่มนิ่มและเจือไปด้วยอาการออดอ้อน

แต่เถียนสวี่หนิงกลับไม่หยุด ซ้ำยังฝืนแทรกนิ้วที่สามเข้าไป นิ้วทั้งสามถ่างขยายช่องทางสีชมพูอ่อนที่แสนนุ่มนวลนั้น เปลี่ยนที่ลับที่เคยปิดสนิทให้กลายเป็นรูวงกลมที่ดูเย้ายวนจนน่าใจหาย เขาคลำสำรวจผนังด้านในที่เปียกนุ่มอย่างละเอียด จนกระทั่งปลายนิ้วกดไปโดนเนื้อนุ่มที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยในส่วนลึกอย่างกะทันหัน

ร่างกายของจื่ออวี๋สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อต แผ่นหลังเหยียดตรงทันที เสียงครวญครางแหลมสูงที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมหลุดออกมาจากลำคอ: “อา! ตรงนั้น... ไม่นะ ไม่ได้...”

สายตาของเถียนสวี่หนิงเข้มขึ้น เขาเจอแล้ว

เขาเริ่มงอนิ้ว แล้วกดกระแทกพร้อมครูดเน้นตรงจุดนั้นอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง นิ้วทั้งสามขยับเข้าออกในส่วนลึกที่เปียกชุ่มอย่างรวดเร็ว เสียงแฉะของน้ำหล่อลื่นที่ถูกดึงเข้าออกดังก้องไปทั่วห้องจนน่าหน้าร้อนใจสั่น

“อือ อือ... หยุดนะ... ทำอะไรอยู่น่ะเถียนสวี่หนิง!...” จื่ออวี๋ถูกกระแทกกระทั้นจนสติหลุดลอย ดวงตาที่สวยงามคู่นั้นคลอไปด้วยหยาดน้ำตาตามธรรมชาติ ร่างกายที่เดิมทีขาวซีดเริ่มมีสีแดงระเรื่อแผ่ซ่านตั้งแต่ลำคอลงไปตามจังหวะนิ้วของเถียนสวี่หนิง

นิ้วของเขาเกาะไหล่เถียนสวี่หนิงไว้ไม่ได้ ได้แต่ไขว่คว้าไปในอากาศอย่างสะเปะสะปะ เรียวขาทั้งสองสั่นระริกและเป็นตะคริวเพราะการกระตุ้นที่รุนแรงเกินไป

เถียนสวี่หนิงมองดูเขาที่กำลังเสียอาการภายใต้น้ำมือของตน ปลายนิ้วยิ่งบดขยี้ตรงจุดนั้นหนักขึ้น ร่างกายของจื่ออวี๋สั่นไม่หยุด เสียงขาดห้วงกลายเป็นเสียงกระซิบที่แตกพร่าไม่เป็นภาษา เขาหยัดอกขึ้นท่ามกลางความเสียวซ่านขีดสุด เอวสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนที่จะถูกล่วงล้ำอย่างเป็นทางการ เขาก็ถูกนิ้วของเถียนสวี่หนิงปรนเปรอจนถึงจุดสูงสุดไปเสียก่อน

ของเหลวใสปริมาณมากพุ่งกระเซ็นออกมาตามการเกร็งของร่างกาย จนหน้าท้องของทั้งคู่เปียกชุ่ม

จื่ออวี๋นอนหมดแรงอยู่บนหมอน หอบหายใจคำโต เหงื่อชุ่มโชกจนเส้นผมแนบติดไปกับใบหน้าที่งดงามและดูเย้ายวนใจ ทั้งดูเซ็กซี่และเปราะบางในเวลาเดียวกัน

“ที่รัก แค่นี้ก็รับไม่ไหวแล้วเหรอ?” เถียนสวี่หนิงมองดูสภาพของเขาที่เหมือนถูกรังแกจนยับเยิน ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง เปลวไฟแห่งความปรารถนาในดวงตาเผาไหม้จนถึงขีดสุด

เขาไม่ลังเลอีกต่อไป สวมถุงยางอย่างรวดเร็ว จับแกนกายที่แข็งขืนและเต้นตุบๆ เล็งไปที่ช่องทางที่ขยายออกเล็กน้อยและยังคงตดรัดไม่หยุดจากการเพิ่งถึงจุดสุดยอดเมื่อครู่ แล้วกดแทรกลงไป

“อื้อ... อา!” จื่ออวี๋แหงนหน้าขึ้น ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเพราะความรู้สึกคับแน่นขีดสุด

ในวินาทีที่สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์ จื่ออวี๋รู้สึกถึงหยาดน้ำอุ่นๆ สองสามหยดตกลงบนแก้ม เขาอดทนต่อความจุกเสียดเบื้องล่างแล้วลืมตาขึ้น สบเข้ากับดวงตาของเถียนสวี่หนิงที่เต็มไปด้วยน้ำตาท่ามกลางความมืดมัว

เถียนสวี่หนิงถึงกับร้องไห้ หยดน้ำตาร่วงหล่นลงมาเป็นสาย กระทบลงบนกระดูกไหปลาร้าของจื่ออวี๋ จื่ออวี๋อึ้งไป ยกมือที่สั่นเทาขึ้นไปลูบหางตาของเถียนสวี่หนิงตามสัญชาตญาณ: “เป็นอะไรไป... ร้องไห้ทำไม?”

เถียนสวี่หนิงสูดน้ำมูก ใบหน้าที่หล่อเหลาสะอาดสะอ้านในยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยแรงอารมณ์และคราบน้ำตา ดูเซ็กซี่อย่างน่าประหลาดในความเปราะบางนั้น เขาสะอื้นเบาๆ เสียงแหบพร่าจนไม่เป็นภาษา: “เปล่า... มันรู้สึกดีเกินไป... ดีจนทนไม่ไหว”

ขณะที่เขาพูดจาลามกที่ทำให้คนฟังหน้าร้อนใจสั่น น้ำตาก็ยังไหลออกมาไม่หยุด เขาซุกหน้าคลอเคลียที่ซอกคอของจื่ออวี๋ พลางสะอื้นอย่างน่าสงสาร แต่อีกใจก็ปวดร้าวจนจุมพิตที่ขมับซึ่งชุ่มไปด้วยเหงื่อของจื่ออวี๋: “ฉันก็กลัวนายเจ็บ... เห็นนายขมวดคิ้ว ฉันก็อยากจะร้องไห้ ปวดใจไปหมด...”

ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่การเคลื่อนไหวเบื้องล่างกลับไม่หยุด เขาเหมือนต้องการระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมา มือบีบเอวบางของจื่ออวี๋แน่นแล้วกระแทกสวนขึ้นไปจนสุดโคน

“อื้อ! ฮ่า... อา...” จื่ออวี๋ถูกกระแทกจนตาพร่า แผ่นหลังโก่งงอ ความรู้สึกสงสารเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เขาเห็นท่าทางที่น้ำตานองหน้าแต่การกระทำกลับดุดันของเถียนสวี่หนิงแล้วก็ถึงกับขำไม่ออก ด่าออกมาอย่างอ่อนใจ: “เถียนสวี่หนิง! ฉัน... ฉันยังไม่ร้องเลย นายจะร้องทำไม? ในเมื่อกลัวฉันเจ็บ แล้วทำไมยัง... ยังแรงขนาดนี้...”

“เบาไม่ได้หรอกที่รัก ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว” เถียนสวี่หนิงร้องไห้ไปพลาง แต่การรุกรานเบื้องล่างกลับยิ่งดุดันและโหดร้ายขึ้น

เขาไม่สนใจเสียงประท้วงของจื่ออวี๋เลยแม้แต่น้อย มือใหญ่กางออก จับเรียวขาขาวผ่องทั้งสองข้างของจื่ออวี๋พับไปชิดอก ใช้แรงโน้มถ่วงส่งแรงกระแทกเข้าไปจนลึกสุด

ทุกครั้งที่กระแทกกระทั้น มันชนเข้ากับเนื้อนุ่มส่วนลึกที่สุดอย่างจัง พร้อมกับเสียงน้ำหล่อลื่นที่เหนียวข้นและเสียงเนื้อกระทบกันที่ดังก้อง

“ฮือ ฮือ... นายออกไปเลย... คนโกหก...” จื่ออวี๋ถูกกระแทกจนตัวสั่นคลอน พยายามผลักอกของเขาออกอย่างออดอ้อน

แต่เถียนสวี่หนิงดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำขอชีวิตเลย เขาหลั่งน้ำตาไปพลาง สัมผัสถึงการตอดรัดที่คับแน่นถึงขีดสุดเบื้องล่างไปพลาง เขาเสียวซ่านจนสั่นไปทั้งตัว เสียงที่ติดจะขึ้นจมูกและเต็มไปด้วยตัณหากระซิบข้างหูจื่ออวี๋อย่างไม่อายฟ้าดิน: “เบบี้... สบายจังเลย... นายตอดฉันแน่นมาก... ข้างในทำไมถึงรู้สึกดีขนาดนี้...”

“นายหุบปากนะ... อย่าพูด...” จื่ออวี๋อายจนอยากจะเอามือปิดปากเขา แต่พริบตาถัดมาก็ถูกเถียนสวี่หนิงคว้าข้อเท้าแล้วลากกลับมาอย่างแรง

เขาทำได้เพียงล่องลอยไปตามคลื่นความเสียวซ่านที่โหมกระหน่ำ ถูกกระแทกจนสติแตกกระเจิง เมื่อเถียนสวี่หนิงสอดแทรกเข้ามาลึกอีกครั้งจนช่องทางขยายถึงขีดจำกัด จื่ออวี๋ก็ได้แต่แหงนหน้าขึ้นอย่างไร้ทางสู้ และสูญสิ้นจิตวิญญาณไปท่ามกลางความหฤหรรษ์ที่แทบขาดใจนั้น

จังหวะของเถียนสวี่หนิงเริ่มบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ ความอ่อนโยนในตอนแรกมลายหายไปสิ้นเมื่อเผชิญกับกามารมณ์ที่พุ่งพล่าน

จื่ออวี๋ถูกกระแทกจนตัวโยนอยู่บนผ้าปูที่นอน การกระตุ้นที่ล้นเกินทำเอาสมองเขาขาวโพลน เขาเผยอปากค้างโดยไม่รู้ตัว เสียงครางกระเส่าไม่เป็นภาษา ดวงตาสวยคู่นั้นถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งกามารมณ์ รูม่านตาขยายกว้างจนหลุดโฟกัส

เขาขีดทนไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกเหมือนจะถูกแยกออกเป็นสองส่วนและความคับแน่นที่ถูกเติมเต็มจนล้นส่งผ่านความเจ็บปวดที่ปนไปด้วยความเสียวซ่าน ทำให้เขามีสัญชาตญาณที่อยากจะหนีไป

นิ้วมือจิกเกร็งกับผ้าปูที่นอนที่ยับย่น ร่างกายคลานหนีไปข้างหน้าบนเตียงอย่างทุลักทุเล พยายามหลบหนีจากคนเบื้องหลังที่ตามติดเหมือนเงาตามตัว

ฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเถียนสวี่หนิงคว้าข้อเท้าเรียวของจื่ออวี๋ไว้ได้ แล้วกระชากกลับมาอย่างแรง

จื่ออวี๋หวีดร้องสั้นๆ ร่างทั้งร่างถูกลากกลับมาอย่างง่ายดาย แผ่นหลังกระแทกเข้ากับอ้อมอกที่ร้อนระอุของเถียนสวี่หนิงอย่างจัง จมูกของเถียนสวี่หนิงคลอเคลียอยู่ที่แผ่นหลังที่เต็มไปด้วยเหงื่อของเขา เสียงแหบพร่าสั่นเครือ หัวเราะแล้วเอ่ยว่า:

“จะคลานไปไหนหือ?”

ไม่รอให้จื่ออวี๋ตอบ เถียนสวี่หนิงบีบเอวเขาไว้ แล้วโถมตัวลงมาจากทางด้านหลัง แกนกายที่ใหญ่โตกระแทกเข้าไปจนสุดทางโดยไม่มีการออมแรง “อา—!”

จื่ออวี๋แหงนลำคอขึ้น ร่างกายเกร็งจนเป็นเส้นโค้งที่งดงาม เพราะเข้าไปลึกมาก รอยนูนของสิ่งที่แข็งขืนนั้นถึงกับปรากฏให้เห็นเป็นรูปทรงเด่นชัดขึ้นมาบนหน้าท้องที่แบนราบของจื่ออวี๋

เถียนสวี่หนิงมองดูรอยนูนนั้น ไฟในดวงตายิ่งโหมกระหน่ำ เขาเอื้อมมือไปกุมมือที่สั่นเทาของจื่ออวี๋ บังคับให้มือของอีกฝ่ายกดลงไป สัมผัสตรงรอยนูนที่ดูน่ากลัวนั้น

“เบบี้ ดูสิ...” เถียนสวี่หนิงหอบหายใจถี่ข้างหูเขา แกล้งบีบนวดผิวหนังตรงส่วนที่นูนขึ้นมา “เข้าไปลึกจังเลย... ตรงนี้ กำลังกินของของฉันอยู่ รู้สึกไหม?”

นิ้วมือของจื่ออวี๋สัมผัสโดนรูปทรงที่บิดเบี้ยวบนหน้าท้องของตัวเองจากการถูกรุกล้ำโดยสิ่งแปลกปลอม ความอับอายและความเสียวซ่านถาโถมเข้าใส่เขาในทันที เขาเหมือนถูกของร้อนจนอยากจะหดมือกลับ แต่กลับถูกเถียนสวี่หนิงจับไว้แน่นกว่าเดิม

“ลูบมันสิที่รัก... มันอยู่ในตัวนาย”

เถียนสวี่หนิงหลอกล่อไปพลาง เริ่มซอยกระแทกให้หนักและลึกขึ้น ทุกครั้งที่กระแทกมันบดขยี้ลงบนเนื้อนุ่มที่อ่อนไหวที่สุดอย่างแรง เสียงน้ำที่เหนียวข้นดังก้องในห้องที่เงียบสงัด

จื่ออวี๋ถูกกระแทกจนตัวอ่อนปวกเปียก ทำได้เพียงจำยอมสัมผัสถึงสิ่งที่รุกล้ำเข้าออกในร่างกายตน ทุกๆ ครั้งมันมิดด้ามจนถึงโคน ดันรูปทรงที่นูนออกมานั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ขอร้อง... อย่าพูดเลยนะ... อือ... หยุดเถอะ... เถียนสวี่หนิง...”

จื่ออวี๋ร้องไห้จนเสียงแหบพร่า ถูกบังคับให้โยกคลอนไปตามจังหวะของเถียนสวี่หนิง เถียนสวี่หนิงเหมือนจะไม่ได้ยินคำขอร้อง เขาเพลิดเพลินกับความรู้สึกของการครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จ กระแทกกระทั้นเข้าไปในส่วนลึกที่คับแคบและร้อนชื้นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งจื่ออวี๋ถูกขยี้จนแหลกสลายไปท่ามกลางกระแสแห่งตัณหาที่เชี่ยวกรากนี้

ในที่สุด ลมหายใจของเถียนสวี่หนิงก็สั้นและปั่นป่วน ท่ามกลางการตอดรัดที่ทำให้รู้สึกชาไปถึงหนังศีรษะ เขาส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ บีบเอวจื่ออวี๋แน่นแล้วกดฝังลึกจนสุดทาง ของเหลวที่ร้อนระอุพุ่งฉีดผ่านชั้นยางบางๆ เข้าไปในส่วนลึกที่สุดจนหมดสิ้น

จื่ออวี๋นอนหมดแรงบนหมอน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง นึกว่าสงครามที่ยาวนานนี้จะจบลงเสียที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พักหายใจ เถียนสวี่หนิงกลับไม่มีท่าทีจะถอนตัวออกไปเลย

เขาฉีกถุงยางที่เต็มปริ่มออก แล้วอาศัยความลื่นไหลที่เหนียวเหนอะนั้น กดทับร่างกายลงมาอย่างดุดันอีกครั้ง

“อื้อ... ทำไมยังเอาอีก... เถียนสวี่หนิงปล่อยฉันนะ...” จื่ออวี๋อุทานอย่างตกใจ ยังไม่ทันจะได้คลานหนีไปไหน ก็ถูกเถียนสวี่หนิงลากข้อเท้ากลับมาเหมือนหิ้วลูกไก่

คราวนี้ ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอีกแล้ว

เมื่อแกนกายที่ร้อนระอุและดุดันแทรกเข้าไปในผนังเนื้อที่นุ่มชื้นโดยไร้สิ่งกีดขวาง สัมผัสที่ละเอียดอ่อนนั้นทำให้จื่ออวี๋แทบคลั่ง เถียนสวี่หนิงเหมือนสัตว์ป่าที่ได้ใจ เขาก้มหน้าลง อ้าปากงับยอดอกเม็ดสีแดงที่ชูชันอยู่นานแล้ว

ยอดอกของจื่ออวี๋ไวต่อสัมผัสมาก เถียนสวี่หนิงใช้ฟันขบกัดเบาๆ ปลายลิ้นตวัดบดขยี้อย่างกลั่นแกล้ง

“อย่าโดนตรงนั้น... ฮ่า... ขอร้อง...” จื่ออวี๋อายจนเกินจะกล่าว ยันแขนขึ้นมาบังดวงตาของตัวเอง พยายามปกปิดใบหน้าที่กำลังลุ่มหลงในกามารมณ์

“จะบังทำไมล่ะ? เบบี้ ตอนนี้นายน่ารักจริงๆ นะ” เถียนสวี่หนิงไม่ยอม เขาฝืนดึงข้อมือของอีกฝ่ายออก กดลงที่ข้างหมอนทั้งสองข้าง บังคับให้เขาจ้องมองดวงตาของตน

เถียนสวี่หนิงมองดูคราบน้ำตาเต็มหน้าเขา แกล้งถามหยั่งเชิง: “ทำไมร้องไห้อีกแล้วล่ะ? หือ? หรือว่ามันรู้สึกดีเกินไป?”

“นาย... นายมันไอ้โรคจิต...” จื่ออวี๋ด่าเป็นพักๆ น้ำเสียงนุ่มนิ่มจนไม่มีความน่าเกรงขามเลยสักนิด

เถียนสวี่หนิงได้ยินดังนั้นถึงกับหลุดหัวเราะ การเคลื่อนไหวเบื้องล่างยิ่งดุดันขึ้น ทุกครั้งที่กระแทกลงบนจุดกระสันที่อ่อนระทวยไปหมดแล้ว: “เพิ่งรู้เหรอ? ฉันมันโรคจิต และอยากจะโรคจิตแค่กับนายเท่านั้นแหละ”

สิ้นคำพูด เถียนสวี่หนิงก็เร่งจังหวะให้เร็วขึ้น เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่นจนน่าหน้าร้อน เขาเหมือนต้องการจะขยี้จื่ออวี๋ให้จมลงไปในผ้าปูที่นอน แย่งชิงความสุขสมในส่วนลึกที่คับแคบนั้นอย่างบ้าคลั่ง

เถียนสวี่หนิงขาดสติโดยสมบูรณ์ เขาล็อคเอวจื่ออวี๋ไว้แน่น ปล่อยทุกหยาดหยดพุ่งฉีดเข้าไปในส่วนลึกที่สุดอย่างไม่มีเหลือ

น้ำกามที่ร้อนระอุรดลงบนเนื้อนุ่มที่ไวต่อสัมผัสที่สุด จื่ออวี๋ที่อ่อนไหวเกินไปอยู่แล้ว ถึงกับถูกแรงฉีดที่พุ่งเข้าใส่ส่วนลึกนั้นกระตุ้นจนถึงจุดสุดยอดโดยที่ส่วนหน้าไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่น้อย

“อา—!” สมองของจื่ออวี๋ขาวโพลน การกระตุ้นทั้งหน้าและหลังทำให้เขาสั่นกระตุกอย่างรุนแรง นิ้วเท้าเหยียดตรง

เมื่อสติค่อยๆ กลับคืนมา ความอับอายก็เข้าจู่โจมจื่ออวี๋ เขารู้สึกถึงสิ่งร้อนๆ ที่กำลังไหลซึมออกมาตามร่องทางเดิน จื่ออวี๋ที่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นก็พังทลายลงทันที เขาร้องไห้ไปพลางกวัดแกว่งแขนที่อ่อนแรงทุบตีเถียนสวี่หนิง

“เถียนสวี่หนิง... นาย นายไม่ได้ใส่ใช่ไหม... นายทำแบบนี้ได้ยังไง... ฮือๆ นายมันคนสารเลว!”

เถียนสวี่หนิงรู้ตัวว่าผิด ครั้งแรกนี้เขาทำเกินไปจริงๆ ตามที่จื่ออวี๋ตามใจ เขาปล่อยให้หมัดที่ไม่มีแรงของจื่ออวี๋ทุบลงบนตัวอย่างว่าง่าย แล้วโน้มตัวลงกอดคนในอ้อมแขนไว้แน่น จุมพิตที่ละเอียดอ่อนพรมลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของจื่ออวี๋ไม่หยุด

“ขอโทษนะที่รัก ขอโทษ... เป็นความผิดของฉันเอง ฉันอดใจไม่ไหว” เขาร้องปลอบอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงใจ ค่อยๆ จูบซับน้ำตาที่ไหลลงมาตามหางตา “อย่าร้องเลยนะ ความผิดฉันเอง ผิดที่ฉันทั้งหมด... ฉันช่วยเอาออกให้ไหม? อย่าร้องเลยนะ โอเคไหม?”

จื่ออวี๋ขยำชายเสื้อของเขาไว้ ร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ท่ามกลางจุมพิตของอีกฝ่าย เขาก็ค่อยๆ หายโกรธลง



Chapter 39

Chapter Notes

See the end of the chapter for notes

เถียนสวี่หนิงปวดใจจนทนไม่ไหว แต่เขารู้ดีว่าถ้าไม่ทำความสะอาดให้เรียบร้อย จื่ออวี๋จะต้องเป็นไข้ไม่สบายในวันพรุ่งนี้แน่ๆ เขาพยายามสงบสติอารมณ์และความพลุ่งพล่านที่ยังไม่จางหายไปจนหมด แล้วทั้งปลอบทั้งอุ้มร่างของจื่ออวี๋ที่อ่อนปวกเปียกราวกับน้ำเข้าไปในห้องน้ำ

ในอ่างอาบน้ำใส่น้ำอุ่นเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนที่จื่ออวี๋ถูกวางลงไป น้ำอุ่นๆ ทำให้เขารู้สึกสบายจนส่งเสียงครางฮือเบาๆ ออกมา แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไว้วางใจเร็วเกินไปหน่อย

“อดทนหน่อยนะ ฉันจะช่วยเอาออกให้” เถียนสวี่หนิงคุกเข่าลงข้างอ่างอาบน้ำ

ตอนที่นิ้วเรียวยาวนั่นลองเชิงกดลงที่ทางเข้าที่บวมช้ำนั่นอีกครั้ง ขนทั่วร่างของจื่ออวี๋ก็ลุกซู่ ร่างกายที่เพิ่งผ่านการชำระล้างอย่างบ้าคลั่งมาหมาดๆ ไวต่อสัมผัสถึงขีดสุด แค่ถูกแตะนิดเดียวก็เหมือนถูกไฟลุกลามไปทั้งตัว

“อย่า... อย่าโดนตรงนั้นนะ... เถียนสวี่หนิงนายออกไปเลย!”

จื่ออวี๋เริ่มร้องไห้อีกครั้ง ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด ตอนที่นิ้วของเถียนสวี่หนิงจำเป็นต้องแทรกเข้าไปเพื่อทำความสะอาดอีกครั้ง ความรู้สึกที่เนื้อนุ่มถูกแยกออกทำให้จื่ออวี๋สติหลุดลอยไปเลย ผนังด้านในที่ถูกถ่างออกสัมผัสได้ถึงทุกรอยสากบนนิ้วมือ สัมผัสที่บดเบียดนั้นทำให้เส้นประสาทที่ทำงานหนักเกินไปพังทลายลงอีกรอบ น้ำตาร่วงเผาะลงมาไม่ขาดสาย

“ฮือ ฮือ... นายมันก็แค่อยากทรมานฉัน... มันทรมานนะ อย่าขยับสิ...”

“ใกล้จะเสร็จแล้ว ถ้าไม่เอาออกให้สะอาดนายจะป่วยนะ” ตรงขมับของเถียนสวี่หนิงก็มีเหงื่อซึมออกมาเช่นกัน เขาต้องอดทนต่อแรงตอดรัดที่ปลายนิ้วซึ่งช่างเย้ายวนใจ และยังต้องฟังคนในอ้อมกอดร้องไห้ฟูมฟายด้วยความสงสาร

จื่ออวี๋ถูกกระทำจนทั้งโกรธทั้งแค้น เขาหยิบฟองน้ำและลูกบอลขัดตัวที่ยังไม่ได้แกะบนอ่างล้างหน้าขึ้นมา แล้วเขวี้ยงใส่ตัวเถียนสวี่หนิงอย่างไม่ลืมหูลืมตา

“ไอ้คนสารเลว!”

เถียนสวี่หนิงถูกปาใส่ไหล่และใบหน้าแต่ก็ไม่โกรธเลยสักนิด แม้แต่เปลือกตาก็ไม่ขยับ เขาปล่อยให้จื่ออวี๋ระบายอารมณ์ แต่มือเบื้องล่างยังคงเคลื่อนไหวเหมือนเดิม ค่อยๆ นำเอาของเหลวที่ร้อนระอุพวกนั้นออกมาอย่างอดทน

“ตีเลย ตีไปเลย ตีเสร็จแล้วขอแค่ไม่โกรธก็พอ” เถียนสวี่หนิงยิ้มอย่างอารมณ์ดี พลางจูบเบาๆ ที่เปลือกตาของจื่ออวี๋ที่ร้องไห้จนแดงก่ำ

จนกระทั่งแน่ใจว่าข้างในสะอาดหมดจดแล้ว เถียนสวี่หนิงถึงยอมชักมือกลับ ในตอนนี้จื่ออวี๋ร้องไห้จนเสียงแหบไปหมดแล้ว ทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยความเย้ายวนที่ดูยับเยินหลังผ่านการถูกรัก ทั้งหางตาและหัวคิ้วเต็มไปด้วยรอยแดงที่เปียกชื้น

เถียนสวี่หนิงหยิบผ้าขนหนูคอตตอนผืนใหญ่และนุ่มนิ่มมา ช้อนตัวคนออกจากน้ำอย่างเบามือ แล้วห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิด

“เอาล่ะ ไม่ทำแล้ว กลับไปนอนบนเตียงกันนะ หืม?”

จื่ออวี๋โกรธจนซุกหน้าลงกับผ้าขนหนูไม่ยอมคุยด้วย แต่ก็ยังยื่นแขนที่อ่อนแรงขึ้นไปโอบรอบคอของเถียนสวี่หนิง เถียนสวี่หนิงหัวเราะเบาๆ สัมผัสได้ถึงความพึ่งพิงของคนในอ้อมกอด เขาอุ้มจื่ออวี๋ออกจากห้องน้ำอย่างมั่นคง

เถียนสวี่หนิงวางจื่ออวี๋ที่ถูกห่อไว้อย่างมิดชิดลงบนที่นอนที่แห้งสะอาด แล้วตัวเองก็มุดตามเข้าไปด้วย แขนยาวเอื้อมไปโอบกอดเหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่เข้ามาคลอเคลีย เขาซุกหน้าลงลึกในซอกคอของจื่ออวี๋ที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมของสบู่

จื่ออวี๋เหนื่อยแทบขาดใจจริงๆ จนไม่มีแม้แต่แรงจะผลักเขาออก ทำได้เพียงตบหัวที่เต็มไปด้วยเส้นผมนั้นเบาๆ เป็นพักๆ น้ำเสียงแหบพร่า: “นายเป็นอะไรอีก? ยังอาละวาดไม่พอเหรอ?”

“อื้อ... รู้สึกมีความสุขจังเลยที่รัก” เถียนสวี่หนิงพึมพำเสียงอู้อี้ ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดซอกคอที่อ่อนไหวของจื่ออวี๋ “นายเองก็รักฉันมากเหมือนกันใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นนายคงไม่ยอมให้ฉัน...”

เขาพูดไม่จบ แต่กลับซุกตัวเข้าหาอ้อมอกของจื่ออวี๋แน่นขึ้นไปอีก

เงียบไปพักหนึ่ง เถียนสวี่หนิงก็เหมือนเปิดกล่องความอัดอั้น เริ่มร่ายยาวความน้อยใจตลอดทั้งสัปดาห์: “นายไม่รู้หรอกว่าอาทิตย์นี้ฉันใช้ชีวิตลำบากแค่ไหน ไอ้หมอนั่นนิสัยเสียมาก ฉันบอกเขาว่ารู้สึกเหมือนความทรงจำหายไปส่วนหนึ่ง อยากให้เขาช่วยหาวิธีให้หน่อย เขากลับบอกฉันว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว บอกให้ฉันพักผ่อนสมองเยอะๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง โมโหชะมัด นั่นมันทัศนคติของคนเป็นหมอเหรอ?”

จื่ออวี๋ฟังเสียงบ่นแบบเด็กๆ ของเขาแล้วใจอ่อนวูบหนึ่ง กำลังจะอ้าปากปลอบสักสองสามคำ แต่เถียนสวี่หนิงกลับเปลี่ยนน้ำเสียง กลายเป็นความลังเลและเศร้าสร้อย

“ตอนนี้ฉันรู้แล้ว สรุปว่าเรายังไม่ได้แต่งงานกันเหรอ? งั้นตอนนี้ฉันก็เรียกนายว่า เมีย ไม่ได้แล้วใช่ไหม?”

จื่ออวี๋ถึงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้ที่คืนนี้ไอ้คนคนนี้เอาแต่เรียก "เบบี้" "ที่รัก" ทีละคำๆ เป็นเพราะวงจรสมองหลังความจำเสื่อมมันคิดว่า ถ้ายังไม่จดทะเบียนเรียกเมียมันดูไม่ค่อยถูกทำนองคลองธรรมสินะ

เขาเพิ่งจะอ้าปาก... แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็รู้สึกได้ว่าหัวโตๆ ของเถียนสวี่หนิงมาถูไถตรงกระดูกไหปลาร้าอีกแล้ว เสียงของเถียนสวี่หนิงจู่ๆ ก็ดูขัดเขินขึ้นมา:

“แต่ว่า... ถึงจะยังไม่แต่งงาน เราก็ทำเรื่องนั้นกันแล้ว ฉันยังเป็นซิงอยู่นะเนี่ย ไม่นึกเลยว่าครั้งแรกของฉันจะเก่งขนาดนี้ ทำนายร้องไห้ได้ขนาดนั้นเลย...”

“เถียนสวี่หนิง!” จื่ออวี๋โกรธจนกัดฟัน แก้มร้อนฉ่า รีบคว้าชายผ้าห่มจะมาปิดปากเขา

“ก็ฉันพูดความจริงนี่นา” เถียนสวี่หนิงยังไม่ยอมเลิกรา มุดหัวออกมาพูดต่อ “โธ่ที่รัก ถ้าฉันอายุสิบแปดนะ ต้องเก่งกว่านี้แน่ๆ ขนาดตอนนี้ฉันยังดุดันขนาดนี้ ตอนอายุสิบแปดพละกำลังกับพลังงานมันจะล้นปรี่ขนาดไหนกันนะ?”

จื่ออวี๋กลอกตาขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดเรื่องลามกพวกนี้ แต่เถียนสวี่หนิงก็เปลี่ยนเรื่องอีก: “แต่ฉันว่ามันแปลกนะ... นายว่าถ้าตอนมัธยมปลายฉันอยู่โรงเรียนเดียวกับนาย ฉันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะไม่ชอบนายแต่ไปชอบคนอื่น?”

“จริงๆ นะ ถ้าฉันอยู่กับนายตั้งแต่มัธยมปลาย นายคงได้สัมผัสความเก่งของฉันตอนอายุสิบแปดไปแล้ว รับรองว่าจะทำให้นาย...”

จื่ออวี๋ฟังจนเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ ความรู้สึกหึงหวงเปรี้ยวปร่าที่เคยเกิดขึ้นเพราะเรื่องที่เขา "ชอบคนอื่นตอนมัธยม" มลายหายไปสิ้น เขาฟาดลมหายใจลึกๆ ผลักหัวที่หนักอึ้งของเถียนสวี่หนิงออก แล้วถามอย่างหงุดหงิด: “เถียนสวี่หนิง ปกตินายส่ายหัวเนี่ย หูหมูทั้งสองข้างมันสะบัดมาตบหน้าตัวเองบ้างไหม?”

เถียนสวี่หนิงถูกคำถามที่กระโดดไปมานี่ถามจนอึ้ง เขาหยุดนิ่งแล้วเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววความโง่เขลาที่แสนบริสุทธิ์: “หา?”

เขาฟังไม่ออกจริงๆ ว่าจื่ออวี๋กำลังด่าเขาอ้อมๆ อยู่

เสียงฝนข้างนอกหน้าต่างค่อยๆ ซาลง เถียนสวี่หนิงดูเหมือนจะเหนื่อยจริงๆ อารมณ์ที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์ เขายังคงดื้อรั้นที่จะกอดจื่ออวี๋ไว้ในอ้อมแขน คางเกยอยู่บนกระหม่อมของอีกฝ่าย ในตอนที่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอเขาก็ละเมอออกมาเบาๆ ว่า:

“ที่รัก... หลังจากนี้ นายจะไม่ทิ้งฉันไปอีกแล้วใช่ไหม?”

เสียงนั้นเบามาก แต่กลับทำให้จื่ออวี๋ที่กำลังจะหลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที

เขาลืมตาขึ้น จ้องมองเถียนสวี่หนิงท่ามกลางแสงสลัว อีกฝ่ายหลับสนิทไปแล้ว ประโยคเมื่อกี้เป็นแค่เสียงละเมอที่ไร้สติ แขนทั้งสองข้างของเถียนสวี่หนิงยังคงโอบรัดเอวเขาไว้แน่น ราวกับจะล็อคเขาไว้ในกระดูกและเลือดเนื้อ

จื่ออวี๋จ้องมองเขาอยู่นาน

ริมฝีปากขยับแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา

จื่ออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาหลุบตาลง ปกปิดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในแววตา แล้วหลับตาลงอีกครั้งเพื่อหลีกหนีความจริง

Chapter End Notes

หมายเหตุจากผู้เขียน:

เร่ยจื่อ: ถ้าตอนอายุ 18 ล่ะก็~

จื่ออวี๋: ไม่พูดถึงแล้ว!

ปล่อยให้สมองส่วนล่างควบคุมสมองส่วนบนไปก่อน เรื่องที่จะแยกทางกันเอาไว้คุยกันอีกสองบทถัดไป ตอนนี้ให้พวกเขามีความสุข (do) กันก่อนเถอะ.....

—————————

Chapter 40

Chapter Notes

See the end of the chapter for notes

เช้าวันที่สอง จื่ออวี๋ตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง เขาหรี่ตาพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเถียนสวี่หนิงนั่งยงโย่เหมือนสุนัขตัวใหญ่กึ่งนั่งกึ่งหมอบอยู่ข้างหัวเตียง สองมือเท้าคาง จ้องมองเขาตาปรินตาปรอย

ในหัวของจื่ออวี๋จู่ๆ ก็ผุดภาพสุนัขโกลเด้นตัวใหญ่ที่รอคนมารับเลี้ยง กำลังกระดิกหางรอเจ้าของลืมตาขึ้นมา

เขาใช้เวลาประมวลผลอย่างเฉื่อยชาอยู่ไม่กี่วินาที ความทรงจำอันบ้าคลั่งของเมื่อคืนก็ไหลบ่ากลับเข้ามาในหัว ความรู้สึกคับแน่นตอนที่ถูกล่วงล้ำเข้าไปจนสุดทาง รวมถึงตอนสุดท้ายที่ตัวเองร้องไห้คร่ำครวญขอชีวิต... ความอับอายขายหน้าค่อยๆ คืบคลานไปทั่วทั้งตัว

จื่ออวี๋รู้สึกเหมือนถูกไฟลวก เขารีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ม้วนตัวเป็นดักแด้อยู่ในนั้น ตอนนี้เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่พยักหน้าบอกว่า “ได้นะ” เมื่อคืนนี้ คือตัวเขาจริงๆ หรือเปล่า?

เถียนสวี่หนิงเห็นแบบนั้นก็รีบกระโดดขึ้นเตียงทันที เขาโอบกอดดักแด้ผืนนั้นผ่านผ้าห่มอย่างกระตือรือร้น ทำตัวติดหนึบสุดๆ:

“เบบี้... ทำไมตื่นมาก็หลบหน้าฉันเลยล่ะ? จะลุกไหม? หืม?”

คนในผ้าห่มนิ่งสนิท แกล้งตายลูกเดียว

เถียนสวี่หนิงไม่ลดละ พยายามถูไถไปมาอยู่ข้างนอกผ้าห่ม เรียกอยู่ตั้งนานก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง สุดท้ายเลยแกล้งขุดจื่ออวี๋ออกมาจากกองผ้าห่มจนได้ จื่ออวี๋ผมเผ้ายุ่งเหยิง แก้มแดงระเรื่อเพราะขาดอากาศและเกร็งจากความอาย

“เบบี้ ในเมื่อไม่อยากลุก งั้นเรามา ‘ทำกายบริหารตอนเช้า’ กันดีไหม?” เถียนสวี่หนิงกระซิบชิดใบหู

จื่ออวี๋ตามความคิดไม่ทัน ถามออกไปอย่างงงๆ: “...กายบริหารอะไร?”

เถียนสวี่หนิงไม่พูดอะไร เขาเลิกคิ้วขึ้น สายตาบ่งบอกความหมายชัดเจนขณะเหลือบมองลงไปใต้ขอบผ้าห่ม จื่ออวี๋มองตามสายตาเขาไป แล้วสัมผัสได้ถึงความแข็งขึงที่กำลังคึกคักดันอยู่ที่ต้นขาของตัวเอง ใบหน้าก็แดงก่ำไปถึงขีดสุด

“เถียนสวี่หนิง!”

จื่ออวี๋คว้าหมอนข้างตัวฟาดเข้าที่ใบหน้าที่กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นอย่างแรง เขาไม่รู้จริงๆ ว่าหลังจากเถียนสวี่หนิงความจำเสื่อม ในหัวไปสรรหาคำศัพท์ประหลาดๆ พวกนี้มาจากไหน เมื่อคืนก็ “ส่งส่วยภาษี” (ทำการบ้าน) ตอนนี้ก็ “กายบริหารตอนเช้า” ช่างเอาพฤติกรรมลามกมาตกแต่งให้ดูเป็นทางการเหลือเกิน

“โอ๊ย ที่รักเบาๆ หน่อยสิ จะฆ่าผัวตัวเองเหรอ?” เถียนสวี่หนิงหัวเราะพลางรับหมอนไว้ แล้วอาศัยจังหวะนั้นกดร่างอีกฝ่ายลงไปอีกรอบ ดวงตาเต็มไปด้วยแววขี้เล่นที่แผนการสำเร็จ

ช่วงนี้เซี่ยอันรู้สึกว่าตัวเองแทบจะตาบอดเพราะความขี้อวดของเถียนสวี่หนิง

หมอนี่ไม่ได้ความจำเสื่อมหรอก แต่น่าจะเป็นโรค “นกยูงรำแพนระยะสุดท้าย” มากกว่า ตั้งแต่วันเกิดหัวหน้าห้องที่จื่ออวี๋กับเถียนสวี่หนิงคืนดีกันแบบงงๆ ระดับความหวานของสองคนนี้ก็พุ่งทะยานเป็นเส้นตรง เมื่อก่อนเถียนสวี่หนิงทำท่าเหมือนจะตายวันตายพรุ่ง แต่ตอนนี้เหรอ แทบจะสลักคำว่า “สมหวังในรัก” ไว้บนหน้าผาก

พวกในชมรมบาสเกตบอลลือกันให้แซ่ด เถียนสวี่หนิงลงแข่งสิบครั้ง จื่ออวี๋จะมาดูอย่างตรงเวลาถึงแปดครั้ง ขอแค่ร่างโปร่งบางนั่นมานั่งข้างสนาม เถียนสวี่หนิงในสนามจะเหมือนโดนฉีดเลือดไก่ (คึกจัด) ดั๊งก์ลูกแรงกว่าใครเพื่อน พอชูตเข้าปุ๊บ ปฏิกิริยาแรกคือหันไปเลิกคิ้วส่งจูบให้คนข้างสนามทันที ขี้อ่อยจนดูไม่ได้เลย

หลังซ้อมเสร็จหรือตอนไม่มีเรียน เมื่อก่อนมีงานรวมตัวที่ไหนเรียกเขาก็ไปร่วมงานตลอด แต่เดี๋ยวนี้ใครนัด เขาก็มีแค่ประโยคเดียว: “ไม่ว่าง ไปหาแฟน”

ในขณะเดียวกัน ที่หน้าเคาน์เตอร์ร้านกาแฟ

เสี่ยวอวี้กับเสี่ยวมี่กำลังเอาหัวสุมกันอยู่กับเถียนสวี่หนิงเพื่อศึกษากระทู้ในฟอรั่มของโรงเรียน ความเปลี่ยนแปลงของจื่ออวี๋ในช่วงนี้พวกเธอก็เห็นอยู่กับตา ถึงแม้ไปถามเจ้าตัวคงจะได้คำตอบเย็นๆ กลับมาว่า “ไม่มีอะไร” แต่ถ้าถามเถียนสวี่หนิง เขาจะสาธยายรายละเอียดอวดจนหูคุณขึ้นหิด

“พี่เถียน ดูฟอรั่มสิคะ” เสี่ยวอวี้ให้ข้อมูล “ตอนนี้ฟอรั่มโรงเรียนแบ่งเป็น 3 กลุ่มที่กำลังเถียงกัน พี่กับจื่ออวี๋ต่างก็เป็นหนุ่มฮอตของโรงเรียน ทั้งคู่ต่างมี ‘ติ่งเดี่ยว’ (唯粉) ที่พลังทำลายล้างสูงมาก พวกเขาไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าพวกพี่คบกัน ส่วนอีกกลุ่มก็คือพวกเรา ‘ติ่งชิปเปอร์’ (CP粉) ที่ชอบเห็นพวกพี่รักกันค่ะ”

เถียนสวี่หนิงมองไปที่จื่ออวี๋ซึ่งกำลังเช็ดแก้วอยู่ไม่ไกล เขาพยักหน้า ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ: “เข้าใจแล้ว แล้วกลุ่มเราแฟนคลับเยอะไหม?”

เสี่ยวมี่เสริม: “วางใจได้เลยค่ะ ในบรรดามหา’ลัยเครือข่ายเนี่ย ชิปเปอร์คู่พี่เยอะที่สุดแล้ว!”

“จริงค่ะ! พวกเรายอมรับการมีอยู่ของติ่งเดี่ยวได้นะ แต่พวกติ่งเดี่ยวนั่นกลับยอมรับพวกเราไม่ได้ ใครรักพวกพี่มากกว่ากันเนี่ย เห็นชัดๆ เลย!”

เถียนสวี่หนิงถูกทฤษฎีวงการแฟนคลับกล่อมจนเชื่อสนิทใจ จนเกิดความรู้สึกอยากจะกอบกู้เกียรติยศให้พวกชิปเปอร์ขึ้นมา

พอตกดึก เรื่องแปลกใหม่พวกนี้ก็กลายเป็นเรื่องคุยข้างหมอน

ทั้งคู่เพิ่งจะออกกำลังกายบนเตียงจนเหงื่อซึม ตอนนี้นอนกอดก่ายกันอยู่ในผ้าห่ม มือใหญ่ของเถียนสวี่หนิงลูบเอวที่ปวดเมื่อยของจื่ออวี๋เบาๆ นึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาตอนกลางวัน เลยรีบเอาหน้าเข้าไปใกล้หูจื่ออวี๋อย่างประจบ:

“ที่รัก วันนี้ฉันได้ยินพวกเสี่ยวอวี้พูดมา มหา’ลัยเรามีอะไรที่เรียกว่าติ่งเดี่ยวกับชิปเปอร์ด้วยนะ พวกเขาบอกว่าคนที่ชอบเห็นเราอยู่ด้วยกันนั่นแหละคือรักแท้”

จื่ออวี๋เหนื่อยจนไม่อยากขยับนิ้ว หลับตาพลางตอบส่งๆ ไปว่า “อืม”

“พวกติ่งเดี่ยวนั่นดันไม่อยากให้ฉันอยู่กับนาย ช่างไม่มีตาเอาเสียเลย” เถียนสวี่หนิงนึกถึงกระทู้ที่ทะเลาะกันแล้วยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง ก่อนจะยิ้มอย่างภูมิใจ จมูกคลอเคลียที่ซอกคอจื่ออวี๋ “พวกชิปเปอร์สิรู้ความ เสี่ยวมี่บอกว่าพวกเธอคือคนที่รักเราที่สุด พี่... ที่รัก นายว่าฉันควรไปโพสต์รูปในฟอรั่มเพื่อเป็นแบ็คให้ชิปเปอร์คู่เราหน่อยดีไหม?”

จื่ออวี๋ลืมตาขึ้น มองท่าทางกระดี๊กระด๊าที่ในหัวมีแต่เรื่องจะอวดแฟนของเถียนสวี่หนิงแล้วรู้สึกปวดขมับตุบๆ เขาคิดเลยว่าถ้าเถียนสวี่หนิงโพสต์เรื่องแบบนี้ลงฟอรั่มจริงๆ ต่อไปเขาคงเดินในโรงเรียนไม่ได้แน่ๆ

“เถียนสวี่หนิง ถ้านายกล้าโพสต์ พรุ่งนี้ฉันจะย้ายกลับหอพักตัวเองทันที”

“...โอเค ไม่โพสต์ก็ได้ ฉันเชื่อนาย” เถียนสวี่หนิงหงอทันที แต่ก็ยังบ่นพึมพำอย่างไม่ยอมแพ้ “ยังไงพวกเขาก็มาชื่นชอบฉันไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ชีวิตนี้ฉันยอมตายคาอกนายคนเดียวพอ”

ลมหนาวในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนเริ่มมีความเย็นเสียดแทง จื่ออวี๋เดินออกมาจากห้องทำงานของศาสตราจารย์เฉิน ในมือถือหนังสือแจ้งการไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศที่ระบุวันที่แน่นอนแล้ว

ต้องเดินทางในอีกหนึ่งสัปดาห์ ระยะเวลาอย่างน้อยครึ่งปี และถ้าหากได้อยู่ที่นั่นต่อ กำหนดการกลับก็จะกลายเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ ประโยคที่ศาสตราจารย์เฉินบอกว่า “คุยกับที่บ้านให้รู้เรื่อง” วนเวียนอยู่ในหัวเขาซ้ำๆ

พอเดินออกจากตึกสำนักงาน โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น เป็นเถียนสวี่หนิง

ที่สนามบาสตอนสองทุ่มกว่า ไฟยังคงสว่างจ้า ตอนที่จื่ออวี๋ไปถึง เถียนสวี่หนิงกำลังถูกเพื่อนร่วมทีมล้อมวงแซว เขาอยู่ในชุดบาสที่เปียกโชก ร่างกายแผ่ความร้อนออกมา พอเห็นจื่ออวี๋ ดวงตาคู่นั้นก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เพื่อนร่วมทีมเห็นดังนั้นก็พากันเป่านกหวีดแซวแล้วแยกย้าย: “เสี่ยวอวี้มาแล้ว พวกเราถอยเถอะ อย่าอยู่เป็นก้างขวางคอเลย”

จื่ออวี๋ยื่นขวดน้ำให้ เถียนสวี่หนิงอาศัยจังหวะนั้นนั่งลงตรงที่นั่งแถวหน้าสุด แหงนหน้าดื้มน้ำอึกใหญ่ ลูกกระเดือกขยับอย่างรุนแรง เขาถามปนหอบ: “ที่รัก นายไปไหนมา? เมื่อกี้เล่นอยู่ครึ่งทางหันมาก็ไม่เห็นนายแล้ว”

ยังไม่ทันที่จื่ออวี๋จะยืนให้มั่นคง เถียนสวี่หนิงก็ใช้แขนยาวเกี่ยวรั้งร่างของเขาให้ขึ้นมานั่งคร่อมบนตัก จื่ออวี๋ตกใจรีบหันมองรอบๆ พอเห็นว่าไม่มีคนแล้วถึงค่อยผ่อนแรงลง ยันไหล่อีกฝ่ายไว้แล้วกระซิบ: “ศาสตราจารย์เรียกฉันไปพบน่ะ”

เถียนสวี่หนิงไม่ได้ถามรายละเอียด เขาซุกหน้าลงกับอกจื่ออวี๋เหมือนสุนัขตัวใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้หัวใจที่เต้นแรงจากการออกกำลังกายสงบลง ครู่ต่อมาเขาจึงยืดตัวขึ้น ล้วงเอาของชิ้นเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกงกีฬาแล้วยัดใส่มือจื่ออวี๋

“นี่อะไร?” จื่ออวี๋แบมือออก เป็นพวงกุญแจตุ๊กตาตาเดียว (Mike Wazowski) สีเขียวอี๋ วัสดุเป็นพลาสติก รูปร่างหน้าตาบอกตรงๆ ว่าดูไม่ได้เลย จื่ออวี๋ที่ในใจกำลังหนักอึ้งอยู่แล้ว เลยวิจารณ์ออกไปตรงๆ: “ของนี่... น่าเกลียดจัง”

เถียนสวี่หนิงไม่โกรธ กลับยิ้มร่าเริง: “ก็น่าเกลียดจริงๆ แหละ เมื่อกี้ไปแข่งนัดมิตรภาพกับมหา’ลัยข้างๆ มาแล้วชนะ สปอนเซอร์เลยแจกให้ทุกคนในทีมคนละอัน หวังซวี่หันไปก็ส่งให้แฟนเขาเลย ฉันก็ต้องส่งให้นายสิ”

จื่ออวี๋กำพวงกุญแจนั้นไว้ ไม่พูดอะไร

“นายลองกดตรงหมวกมันสิ” เถียนสวี่หนิงสั่ง

จื่ออวี๋ลองกดลงไปตามนั้น ทันใดนั้นเจ้าตุ๊กตาตาเดียวน่าเกลียดนั่นก็ส่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่ฟังดูตลกๆ ออกมา: “I love you~”

ในสนามบาสที่กว้างขวางและเงียบสงัด เสียงบอกรักที่ตรงไปตรงมานี้ชัดเจนอย่างยิ่ง แถมยังมีเสียงสะท้อนด้วย จื่ออวี๋อึ้งไป เงยหน้ามองเถียนสวี่หนิง แล้วก็สบเข้ากับดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของอีกฝ่าย

“มื่อก่อนนายบอกไม่ใช่เหรอว่าไม่มีใครชอบนาย?” เถียนสวี่หนิงกุมมือเขาไว้ นิ้วโป้งลูบไล้ที่พวงกุญแจ “ถึงฉันจะคิดว่านายคงสมองเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ ถึงได้คิดไปเองแบบนั้น แต่ถ้าคราวหน้านายรู้สึกเหงาขึ้นมาอีก ก็ให้หยิบมันขึ้นมากด ประโยคที่มันพูด ก็คือคำพูดจากใจฉันเอง”

เถียนสวี่หนิงโน้มเข้าไปใกล้ หน้าผากแตะกัน กระซิบเสียงต่ำ:

“ถ้าไม่สบายใจก็ฟังมันพูด แต่แน่นอนว่านายสามารถโทรหาฉันได้ตลอดเวลา มาฟังฉันพูดเองกับปากสักร้อยครั้ง พันครั้งก็ได้”

จื่ออวี๋กำพวงกุญแจพลาสติกราคาถูกนั่นไว้แน่นจนปลายนิ้วกดเข้ากับเปลือกพลาสติก ขอบพลาสติกหยาบๆ บาดมือเขาจนเจ็บจี๊ด เขามองดูท่าทางซื่อบื้อที่ในสายตามีแต่เขาของเถียนสวี่หนิงแล้วรู้สึกจมูกแสบขึ้นมา

ถ้าความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่แค่ภาพหลอนหลังเถียนสวี่หนิงสมองกระทบกระเทือน...

ถ้าหากว่า...

“ถ้าฉัน... รู้จักนายเร็วกว่านี้ก็คงดี” จื่ออวี๋ก้มหน้าลง

เถียนสวี่หนิงอึ้งไป แล้วฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี เขาโน้มเข้าไปใกล้ ลมหายใจอุ่นเป่ารดข้างแก้มจื่ออวี๋ มือหนาบีบแก้มที่แดงระเรื่อของจื่ออวี๋อย่างชำนาญ: “คิดอะไรอยู่น่ะเบบี้? ตอนนี้ก็ยังไม่สายนี่นา! เรายังมีเวลาอยู่ด้วยกันทั้งชีวิตนะ ชีวิตนี้ของเรามันเพิ่งจะเริ่มต้นเอง”

จื่ออวี๋หลุบตาลง ปกปิดม่านน้ำตาที่กำลังคลอหน่วย ตอบรับคำหนึ่ง “อืม”

เขาก็แค่มีความหวังที่เห็นแก่ตัว... หวังว่าชีวิตนี้เถียนสวี่หนิงอย่าได้หายดีเลย

ช่วงครึ่งเดือนมานี้ การไปเดินถนนคนเดินตอนกลางคืนกลายเป็นกิจกรรมประจำวัน เถียนสวี่หนิงชอบท่าเดินแบบติดหนึบมาก แขนยาวพาดบ่าจื่ออวี๋ไว้ แล้วทิ้งน้ำหนักตัวครึ่งหนึ่งมาที่เขา จื่ออวี๋ถูกกดจนก้าวขาหนักอึ้ง บอกให้ “ออกไป” ตั้งหลายครั้ง เถียนสวี่หนิงก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ แล้วครั้งหน้าก็ทำเหมือนเดิม

เดินจนสุดถนน ในมือเถียนสวี่หนิงเต็มไปด้วยถุงขนม จื่ออวี๋กินน้อย แต่ละอย่างแค่ชิมไม่กี่คำ ที่เหลือก็ลงท้องเถียนสวี่หนิงหมด

“ร้านสุดท้ายแล้วนะ ซื้อเสร็จก็กลับ...” จื่ออวี๋ยังพูดไม่ทันจบ เถียนสวี่หนิงที่กำลังกอดไหล่เขาเดินไปข้างหน้า ก็บังเอิญเดินสวนกับกลุ่มผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเข้า

“เถียนสวี่หนิง?”

ผู้หญิงที่เป็นหัวหน้ากลุ่มหยุดก้าวเดิน อุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เธอคือ เวินอันหราน เพื่อนร่วมห้องสมัยมัธยมปลายของเถียนสวี่หนิง

เถียนสวี่หนิงหันกลับไป ทักทายด้วยท่าทีเปิดเผย: “เวินอันหราน? บังเอิญจัง”

สายตาของเวินอันหรานจดจ้องมาที่คนทั้งคู่ แขนของเถียนสวี่หนิงวางพาดคอจื่ออวี๋ไว้อย่างเอาแต่ใจ น้ำหนักตัวแทบจะสิงสู่อยู่กับอีกฝ่าย เป็นท่าทางที่แสดงความเป็นเจ้าของและสนิทสนมกันถึงขีดสุด

เวินอันหรานอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะยิ้มออกมาเหมือนยกภูเขาออกจากอก แล้วพูดกับเถียนสวี่หนิงประโยคหนึ่ง: “ยินดีด้วยนะ ในที่สุดนายก็ได้ สมปรารถนา เสียที”

พูดจบ เธอก็ไม่รอให้เถียนสวี่หนิงได้ตอบโต้ พาเพื่อนร่วมห้องเดินยิ้มจากไปไกลแล้ว เถียนสวี่หนิงขมวดคิ้ว ยืนงงๆ อยู่กับที่พลางบ่นพึมพำ: “สมปรารถนา? หมายความว่ายังไง? เมื่อก่อนฉันเคยอธิษฐานอะไรไว้เหรอ?”

เขาก้มหน้าลง เห็นจื่ออวี๋กำลังจ้องเขาอยู่

“เป็นอะไรไปเบบี้? มีอะไรติดหน้าฉันเหรอ?” เถียนสวี่หนิงไม่ได้เก็บคำพูดของเวินอันหรานมาใส่ใจเลย เขาโอบไหล่จื่ออวี๋ให้แน่นขึ้น ยิ้มร่าพลางชี้ไปที่ร้านเครื่องดื่มข้างหน้า: “สงสัยเธอคงพูดผิดละมั้ง ไปเถอะ ยังอยากดื่มอะไรไหม? ร้านชานมเจ้านั้นคิวยาวน่าดูเลยนะ”

จื่ออวี๋ถอนสายตากลับมา กำพวงกุญแจตาเดียวในกระเป๋าเสื้อไว้แน่น ตอบรับคำหนึ่ง: “ไม่ดื่มแล้ว กลับกันเถอะ”

Chapter Notes

(ตอนหน้าความทรงจำจะกลับมาแล้วนะ~ เมีย เตรียมหนี)


ความคิดเห็น