พันธะหนี้ 1-5
Protected Page
เรื่อง พันธะหนี้
【栩你渝生/雷朋】
บทนำ
เศรษฐีใหม่จอมบ้าระห่ำผู้ร่ำรวยจากการเวนคืนที่ดิน ⚡ x เด็กมัธยมปลายที่หูซ้ายหนวก 🌙
พล็อตเรื่องจาก @油炸泡芙77
คำเตือน: AU (โลกคู่ขนาน) ไม่ใช่อิงชีวิตจริง, Water play (เล่นน้ำ), เซ็กซ์ท่าอุ้ม, เซ็กซ์หน้ากระจก, ในอ่างอาบน้ำ, การเปิดช่องทางทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
บทที่ 1
ชดใช้ด้วยร่างกาย
แสงไฟในห้องสวีทระดับประธานาธิบดีของโรงแรมนั้นสลัว อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นผสมปนเปของซิการ์ราคาแพงและวิสกี้ เถียนเหลยนั่งอยู่บนโซฟาหนังแท้ตัวกว้าง นั่งไขว่ห้าง ปลายนิ้วเคาะลงบนหัวเข่าอย่างไม่สบอารมณ์ เขารอมานานถึงยี่สิบนาทีเต็มแล้ว
"คุณเถียนครับ พาคนมาส่งแล้วครับ" ผู้ช่วยผลักประตูเปิดออก พลางเอียงตัวหลบให้เงาร่างผอมบางข้างหลังก้าวออกมา
เจิ้งเผิงสวมเสื้อผ้าเก่าที่ดูไม่พอดีตัวอย่างเห็นได้ชัด เนื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มถูกซักจนซีดขาว ปลายแขนเสื้อหลุดลุ่ยจนเป็นขุย เขาเดินก้มหน้าเข้ามาในห้อง เมื่อประตูข้างหลังปิดลง หัวไหล่ของเขาก็สั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
เถียนเหลยมองสำรวจเขาด้วยสายตาหรี่แคบ ผอมเกินไป เสื้อผ้าแขวนอยู่บนตัวอย่างหลวมโคร่ง แขนขาเรียวเล็กราวกับว่าแค่หักเบาๆ ก็จะหักสะบั้น
"เงยหน้าขึ้นมา" เถียนเหลยออกคำสั่ง
เจิ้งเผิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แต่ยังคงหลุบตาลงไม่ยอมสบตาด้วย เถียนเหลยถึงได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน หมดจดเกินไป ผิวขาวซีด ริมฝีปากไร้สีเลือด ดวงตากลมโตคู่หนึ่ง ขนตายาวมาก ก้นบึ้งของดวงตามีความเด็ดเดี่ยวที่ไม่สมกับวัยซ่อนอยู่ หรือจะเรียกว่าความตายด้านก็ว่าได้
"ใบหนี้อยู่นี่" เถียนเหลยหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าด้านในของสูท "พ่อแกติดหนี้ฉันแปดแสน รวมดอกเบี้ยเป็นหนึ่งล้านสองแสน ตอนนี้เขาหนีไปแล้ว แกบอกมาซิว่าจะทำยังไง?"
ในที่สุดเจิ้งเผิงก็เงยหน้าขึ้นมองเขา เสียงเบาหวิว "ผมไม่มีเงิน"
"ฉันรู้ว่าแกไม่มีเงิน" เถียนเหลยหัวเราะเยาะ ยื่นมือไปบีบคางของเจิ้งเผิง บังคับให้เขาแหงนหน้าขึ้น "แต่พ่อแกบอกว่า เอาตัวแกมาขัดดอก เข้าใจความหมายไหม?"
รูม่านตาของเจิ้งเผิงหดตัววูบหนึ่ง แต่ใบหน้ากลับไม่มีอาการใดๆ เขาเดาไว้อยู่แล้ว ตั้งแต่พ่อขี้พนันคนนั้นจู่ๆ ก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เขา ถึงแม้จะเป็นของมือสอง แถมยังพาเขาไปกินข้าวนอกบ้านอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองถูกขายอีกครั้ง ครั้งก่อนถูกขายให้พวกเงินกู้นอกระบบไปเป็นคนส่งของ ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
นิ้วมือของเถียนเหลยคลึงวนไปบนคางที่เรียบเนียนของเด็กหนุ่ม ผิวเย็นมาก สายตาของเขาเลื่อนผ่านลำคอของเจิ้งเผิง ไหปลาร้าวับๆ แวมๆ อยู่ตรงคอเสื้อ เด็กคนนี้แม้จะผอม แต่โครงร่างสมส่วน มีความงามแบบเยาว์วัยบางอย่าง เถียนเหลยรู้สึกจุกที่ท้องน้อย เขาไม่ได้หาใครมาสองสัปดาห์แล้ว ตาแก่ระงับบัตรเครดิตของเขา เรื่องน่ารำคาญทำให้เขาเก็บกดไฟโทสะไว้เต็มท้อง
"ไปอาบน้ำ" เถียนเหลยปล่อยมือ ชี้ไปทางห้องน้ำ
"เอาให้สะอาดหน่อย ฉันไม่ชอบของสกปรกขึ้นมาบนเตียงของฉัน"
เจิ้งเผิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ
เถียนเหลยเลิกคิ้ว "ทำไม มีปัญหาเหรอ?"
"เงินที่พ่อผมติดค้าง ทำไมต้องเป็นผมที่ชดใช้?" เสียงของเจิ้งเผิงสงบนิ่ง แต่เถียนเหลยได้ยินความสั่นเครือเล็กน้อย
"พ่อเป็นหนี้ ลูกชดใช้ เป็นเรื่องสัจธรรม" เถียนเหลยโบกมืออย่างรำคาญ "เร็วๆ อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง"
เจิ้งเผิงสูดลมหายใจลึก หันหลังเดินไปยังห้องน้ำ ตอนปิดประตู เถียนเหลยสังเกตเห็นว่าที่หูซ้ายของเขาสวมเครื่องช่วยฟังที่ไม่สะดุดตาเครื่องหนึ่ง
เสียงน้ำดังมาจากในห้องน้ำ เถียนเหลยคลายเนกไท รินวิสกี้หนึ่งแก้ว จริงๆ เขาไม่ชอบบังคับใคร แต่เงินหนึ่งล้านสองแสนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ และตอนนี้เถียนเหลยก็ไม่มีเงินจริงๆ จนหาเด็กเลี้ยงมาปรนเปรอไม่ได้ อีกทั้งพ่อของเจิ้งเผิงยังเซ็นสัญญาเงินกู้ที่อัตราดอกเบี้ยสูงสุด ลายลักษณ์อักษรชัดเจน หนีไปได้แต่ตัวแต่หนี้ยังอยู่ ในเมื่ออีกฝ่ายเสนอเอาลูกชายมาขัดดอกเอง เขาเถียนเหลยก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
สิบห้านาทีต่อมา เจิ้งเผิงเดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำ ผมเปียกชื้นแนบไปกับหน้าผาก ผิวถูกไอน้ำร้อนรมจนขึ้นสีระเรื่อ ชุดคลุมอาบน้ำสำหรับเขามันใหญ่เกินไป คอเสื้อเปิดกว้างเผยให้เห็นไหปลาร้าที่เรียวบางและหน้าอกที่ราบเรียบส่วนหนึ่ง
เถียนเหลยเผยวางแก้วเหล้าลง กวักมือเรียก "มานี่"
เจิ้งเผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาหาช้าๆ เถียนเหลยยื่นมือไปกระชากสายรัดชุดคลุมอาบน้ำออก เด็กหนุ่มยืนเปลือยเปล่าต่อหน้าเขาโดยสมบูรณ์
ลมหายใจของเถียนเหลยสะดุดไปชั่วครู่ ร่างกายของเจิ้งเผิงสวยงามยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้ แขนขาเรียวยาว เอวบางเสียจนดูเหมือนจะหักได้ด้วยมือเดียว ผิวขาวจัดจนมองเห็นเส้นเลือดสีน้ำเงินจางๆ
ยอดอกทั้งสองข้างเป็นผลไม้ตูมเต่งตึง ขยับขึ้นลงเล็กน้อยตามจังหวะหายใจ ต่ำลงไปอีก...... รูม่านตาของเถียนเหลยขยายกว้าง
ระหว่างขาของเจิ้งเผิง นอกจากอวัยวะที่เด็กหนุ่มควรจะมีแล้ว ด้านล่างยังมีรอยแยกเส้นหนึ่ง
คนสองเพศ
มิน่าล่ะพ่อของเขาถึงขายเขาได้ง่ายดายขนาดนี้ ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของเถียนเหลย และถูกแทนที่ด้วยความปรารถนาที่รุนแรงกว่าทันที
เขาเคยเล่นกับคนมาไม่น้อย ทั้งชายและหญิง แต่คนสองเพศนี่เป็นครั้งแรก
"หันหลังไป" เสียงของเถียนเหลยแหบพร่า
ร่างกายของเจิ้งเผิงแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันหลังไป เส้นแผ่นหลังของเขาไหลลื่น ร่องกระดูกสันหลังลึกบุ๋ม มีลักยิ้มที่เอวสองจุดตื้นๆ สะโพกไม่ถือว่าหนาแน่น แต่กลมงอน รูปทรงสวยงามมาก
เถียนเหลยวางมือลูบลงบนหลังของเขา สัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มกำลังสั่น
"กลัวอะไร?" เถียนเหลยกระซิบเสียงต่ำ ฝ่ามือลูบไล้ตามกระดูกสันหลังลงไปด้านล่าง "พ่อแกไม่ได้บอกเหรอว่าต้องทำอะไร?"
เจิ้งเผิงเม้มริมฝีปากล่าง ไม่ตอบคำถาม
มือของเถียนเหลยเลื่อนไปที่ร่องก้นแล้วสอดสำรวจเข้าไป ปลายนิ้วกดลงเบาๆ บนช่องคลอดของผู้หญิงที่คับแน่น เจิ้งเผิงเกร็งร่างกายขึ้นมาทันที ส่งเสียงสูดปากอย่างอดกลั้น
"ไม่เคยถูกใครแตะต้องมาก่อน?" เถียนเหลยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เจิ้งเผิงส่ายหน้า หยดน้ำบนเส้นผมกระเด็นโดนมือของเถียนเหลย แววตาของเถียนเหลยมืดมนลง เขาช้อนอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นที่เอว เจิ้งเผิงเบาจนน่าตกใจ อุ้มไว้ในอ้อมกอดแทบไม่มีน้ำหนัก เถียนเหลยก้าวยาวๆ ไปที่ห้องนอน โยนคนลงบนเตียงหลังใหญ่
เจิ้งเผิงจมลงไปในฟูกที่นุ่มนิ่ม พยายามจะลุกขึ้น แต่เถียนเหลยก็กดทับลงมาแล้ว
"อย่าขยับ" เถียนเหลยใช้มือเดียวสยบมือทั้งสองข้างที่ดิ้นรนของเขา อีกมือหนึ่งเอื้อมไปเปิดลิ้นชักหัวเตียง หยิบเจลหล่อลื่นและถุงยางอนามัยออกมา "ทำตัวว่าง่ายหน่อย จะได้ไม่เจ็บตัวมาก"
เจิ้งเผิงหยุดดิ้นรน แต่ร่างกายยังคงแข็งทื่อ อยู่ในท่าทีที่ต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง
เถียนเหลยขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบทำกับท่อนไม้ เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเจิ้งเผิง "ถ้าแกตามใจฉัน ยอมให้ฉันเอา ฉันจะส่งแกเรียนมหาวิทยาลัย แถมยังจะรักษาหูให้ด้วย ตกลงไหม?"
เขาสังเกตเห็นเครื่องช่วยฟังนั้นตั้งนานแล้ว
ดวงตาของเจิ้งเผิงเบิกกว้างขึ้นมาทันที หันหน้ามามองเขา "คุณพูดจริงเหรอ?"
"คนอย่างเถียนเหลยพูดคำไหนคำนั้น" เถียนเหลยปล่อยมือเขา เริ่มแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเอง "แต่มีเงื่อนไขว่า แกต้องทำให้ฉันพอใจ"
เจิ้งเผิงจ้องมองเขาอยู่ไม่กี่วินาที แววตาสับสนซับซ้อน เขาค่อยๆ นอนราบลง ไม่ขัดขืนอีกต่อไป
เถียนเหลยยิ้ม ถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นออกจากกาย อวัยวะเพศระหว่างขาแข็งตัวไปกว่าครึ่ง ขนาดใหญ่โตน่าประทับใจ
เขากดทับลงบนร่างของเจิ้งเผิงอีกครั้ง ก้มลงจูบปิดปากของเด็กหนุ่ม ริมฝีปากของเจิ้งเผิงนุ่มมาก แต่ปิดสนิท ไม่ยอมตอบสนอง
เถียนเหลยกัดเขาเบาๆ อย่างรำคาญ อาศัยจังหวะที่เขาเจ็บจนอ้าปากสอดลิ้นเข้าไป
จูบนั้นรุนแรง ไร้ซึ่งชั้นเชิง เป็นการครอบครองและเอาชนะล้วนๆ มือของเถียนเหลยลูบไล้ไปทั่วร่างของเจิ้งเผิง สัมผัสผ่านผิวหนังทุกตารางนิ้ว วนเวียนอยู่ตรงจุดอ่อนไหวอย่างสีข้างและขาหนีบ ร่างกายของเจิ้งเผิงเริ่มร้อนขึ้น ลมหายใจเริ่มกระชั้น
เถียนเหลยแยกขาของเขาออก มองไปยังส่วนเร้นลับนั้น องคชาตด้านบนยังอยู่ในสภาพที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่ช่องคลอดหญิงด้านล่างกลับเริ่มเปียกชื้นเล็กน้อย แคมสีชมพูอ่อนปิดสนิท เผยให้เห็นเสน่ห์ที่ยังอ่อนวัย
เถียนเหลยบีบเจลหล่อลื่นออกมากองใหญ่ ปลายนิ้วลองสอดแทรกเข้าไปในรอยแยกนั้น คับแน่นจนเหลือเชื่อ ร่างกายของเจิ้งเผิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นิ้วมือขยุ้มผ้าปูเตียงจนแน่น
"ผ่อนคลาย" เถียนเหลยสั่งเสียงต่ำ นิ้วค่อยๆ สอดลึกเข้าไป ผนังภายในร้อนชื้น โอบรัดนิ้วของเขาไว้แน่น เขาเพิ่มนิ้วที่สองเข้าไปเพื่อขยายทางเข้าที่คับแน่นนั้น
เจิ้งเผิงกัดข้อมือตัวเองไว้ไม่ให้ส่งเสียงออกมา แต่ปฏิกิริยาของร่างกายนั้นซื่อสัตย์ ช่องคลอดเริ่มหลั่งน้ำหล่อลื่นออกมามากขึ้น ผนังภายในขยับตอดรัดตามจังหวะการสอดนิ้วของเถียนเหลย
เถียนเหลยชักนิ้วออก สวมถุงยาง จับองคชาตขนาดใหญ่ของตนจ่อเข้าที่ทางเข้า เขาก้มมองเจิ้งเผิง "ครั้งแรกจะเจ็บหน่อย ทนเอา"
เจิ้งเผิงหลับตาลง ขนตาสั่นระริกเหมือนผีเสื้อที่ใกล้ตาย เถียนเหลยกระแทกสะโพกพรวดเดียว มิดด้าม
"อ๊า——!" เจิ้งเผิงส่งเสียงร้องโหยหวนสั้นๆ ร่างกายโก่งงอ นิ้วมือจิกลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อแผ่นหลังของเถียนเหลย
แน่นเกินไป แน่นจนเถียนเหลยเกือบจะเสร็จทันที เขาสะกดอารมณ์รอให้เจิ้งเผิงปรับตัว เด็กหนุ่มหอบหายใจอยู่ใต้ร่างเขา เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามหน้าผาก
"เจ็บ.…" เสียงของเจิ้งเผิงสั่นเหมือนจะร้องไห้
"เดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว" เถียนเหลยมีความอดทนต่อคู่นอนอย่างหาได้ยาก เขาก้มลงจูบซับน้ำตาที่หางตาของเจิ้งเผิง การกระทำนั้นเรียกได้ว่าอ่อนโยนเลยทีเดียว
ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างกายของเจิ้งเผิงค่อยๆ ผ่อนคลาย เถียนเหลยเริ่มขยับสอดใส่ช้าๆ ทุกครั้งที่เข้าออกจะพาเอาน้ำหล่อลื่นและของเหลวในกายออกมาด้วย เกิดเป็นเสียงน้ำที่ลามก
ตอนแรกเป็นเพียงการเคลื่อนไหวตามกลไก แต่ไม่นานเถียนเหลยก็พบว่าปฏิกิริยาของคนใต้ร่างนั้นไม่ปกติ
หน้าของเจิ้งเผิงแดงขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจขาดห้วง เสียงครวญครางตะกุกตะกักเล็ดลอดออกมาจากไรฟันที่ขบแน่น ร่างกายของเขาเริ่มหยัดสะโพกขึ้นโดยไม่รู้ตัวเพื่อรับแรงกระแทกของเถียนเหลย
"ดูท่าทางร่างกายของแกจะชอบนะ" เถียนเหลยเย้าแหย่พลางเร่งความเร็ว กระแทกเข้าลึกที่สุดทุกครั้ง
เจิ้งเผิงส่ายหน้า น้ำตายังคงไหลริน แต่ขาทั้งสองข้างกลับโอบรัดเอวของเถียนเหลยไว้เงียบๆ ช่องคลอดของเขาตอดรัดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ดูดกลืนแก่นกายของเถียนเหลย ทุกครั้งที่ถอนออกจะเกิดเสียงน้ำ "พุ่ด"
เถียนเหลยถูกท่าทางที่ขัดแย้งกันนี้กระตุ้นจนไฟราคะยิ่งโหมกระหน่ำ เขาพลิกตัวนั่งลง อุ้มเจิ้งเผิงมาวางบนตัก ให้เขานั่งเผชิญหน้าบนตัวของตนเอง
ท่านี้เข้าไปได้ลึกกว่าเดิม เจิ้งเผิงถูกบังคับให้ใช้มือทั้งสองข้างยันหน้าอกของเถียนเหลยไว้ ตามจังหวะการโยกคลึงเขาจึงมองเห็นจุดที่เชื่อมต่อกันได้อย่างชัดเจน เห็นว่าแก่นกายขนาดใหญ่ของเถียนเหลยเข้าออกในจุดที่น่าอายของเขาอย่างไร
"ไม่.…..อย่ามองนะ.…" เจิ้งเผิงอยากจะปิดตาของเถียนเหลยไว้ แต่ถูกคว้าข้อมือเอาไว้
"ทำไมจะมองไม่ได้?" เถียนเหลยเลียปลายนิ้วของเขา "ปากเล็กๆ ข้างล่างของแกเนี่ยตะกละจริงๆ ตอดรัดฉันแน่นเชียว"
เจิ้งเผิงอายจนอยากจะตาย แต่ความเสียวซ่านที่พุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของร่างกายนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนความคันที่ซึมออกมาจากไขกระดูก ต้องถูกเติมเต็มและถูกกระแทกเท่านั้นถึงจะทุเลาลง
ช่องคลอดของเขาตอดรัดอย่างควบคุมไม่ได้ หลั่งของเหลวออกมามากขึ้น ไหลรินตามโคนขา
เถียนเหลยรู้สึกได้ว่าผนังด้านในที่โอบล้อมเขาเริ่มบีบตัวเป็นจังหวะ รู้ว่าเจิ้งเผิงใกล้จะถึงจุดสุดยอดแล้ว เขาช้อนก้นของเด็กหนุ่มไว้ เร่งความเร็วในการกระแทกสวนขึ้นไป
"อ๊า…..ไม่นะ….." ในที่สุดเจิ้งเผิงก็กลั้นเสียงไว้ไม่อยู่ร้องออกมา หัวแหงนไปด้านหลัง ลำคอระหงโค้งมนสวยงาม องคชาตของเขาพ่นน้ำเชื้อจางๆ ออกมาสายหนึ่ง เลอะหน้าท้องของทั้งคู่ ช่องคลอดตอดรัดอย่างรุนแรง ถึงจุดสุดยอดครั้งแรกในชีวิต
เถียนเหลยถูกบีบจนสุขสมสุดขีด กระแทกต่ออีกหลายสิบครั้ง ก่อนจะปล่อยตัวปล่อยใจในขณะที่เจิ้งเผิงยังสั่นสะท้านอยู่ในอาฟเตอร์โกลของจุดสุดยอด
เขาถอนแก่นกายออก ถอดถุงยางโยนลงถังขยะ มองดูเจิ้งเผิงที่อ่อนปวกเปียกอยู่ในอ้อมกอด
เด็กหนุ่มตัวเปียกโชก ไม่รู้ว่าเป็นเหงื่อหรือน้ำตา เขาหลับตาลง ขนตาเปียกชื้นเป็นแพ ริมฝีปากอ้าค้างหอบหายใจ หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง
เถียนเหลยเห็นท่าทางที่ถูกย่ำยีจนยับเยินเช่นนี้ ท้องน้อยก็พลันร้อนวูบขึ้นมาอีกครั้ง
เขายังไม่หนำใจ
เขาพลิกตัวเจิ้งเผิงให้คว่ำลง ให้เขาคุกเข่าคลานบนเตียง บั้นท้ายโด่งงอนขึ้นสูง ช่องคลอดหญิงที่เพิ่งผ่านจุดสุดยอดเปิดอ้าเล็กน้อย รอยแยกที่บวมแดงยังคงขยับเขยื้อน ของเหลวใสปนเลือดจางๆ ไหลออกมาช้าๆ เถียนเหลยที่ปกติไม่ชอบใส่กางเกงใน คราวนี้แม้แต่ถุงยางเขาก็ไม่อยากสวม รูดแก่นกายที่เพิ่งเสร็จไปให้แข็งตัวอีกครั้งแล้วเล็งไปที่ช่องทางด้านหลัง
"เดี๋ยว... เดี๋ยวก่อน……" เจิ้งเผิงรู้สึกถึงความผิดปกติ พยายามจะคลานหนีด้วยความตกใจ "ตรงนั้นไม่ได้.….."
"ไม่มีอะไรที่ไม่ได้" เถียนเหลยดึงเอวเขาไว้ บีบเจลหล่อลื่นกองใหญ่ทาลงบนปากทวารหนัก "ข้างหน้าข้างหลัง วันนี้ต้องเปิดซิงให้หมด"
ส่วนหัวที่ใหญ่โตจ่อเข้าที่ทางเข้าที่ไม่เคยถูกรุกล้ำมาก่อน เจิ้งเผิงเริ่มดิ้นรนจริงๆ จังๆ แต่แรงของเถียนเหลยมากเกินไป เขาเหมือนผีเสื้อที่ถูกตรึงไว้บนเตียง ทำได้เพียงสั่นเทาอย่างไร้ที่พึ่ง
ช่องทางด้านหลังคับแน่นและเข้ายากกว่าด้านหน้ามาก เถียนเหลยเองก็มีเหงื่อผุดตามหน้าผาก แต่ความสะใจในการเอาชนะนั้นสยบทุกสิ่ง เมื่อเขาสอดใส่เข้าไปมิดด้าม ทั้งคู่ต่างก็ส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจ
ท่านี้สามารถเข้าไปได้ลึกอย่างเหลือเชื่อ เถียนเหลยจับเอวบางของเจิ้งเผิง เริ่มกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่พุ่งเข้าใส่จะทำให้เด็กหนุ่มไถลไปข้างหน้า แล้วก็ถูกดึงกลับมา
หน้าของเจิ้งเผิงฝังอยู่ในหมอน ส่งเสียงสะอื้นอย่างอดกลั้น การถูกกระตุ้นทั้งหน้าและหลังพร้อมกันมันรุนแรงเกินไป สมองของเขาขาวโพลนไปหมด ทำได้เพียงรับแรงปะทะของคลื่นความเสียวซ่านระลอกแล้วระลอกเล่า
เถียนเหลยยิ่งทำยิ่งคึก เขาฉุดร่างส่วนบนของเจิ้งเผิงขึ้นมา ให้หลังพิงกับหน้าอกของตน มือข้างหนึ่งขยำยอดอกที่ชูชัน อีกมือหนึ่งเอื้อมไปด้านหน้า กุมองคชาตที่กึ่งแข็งของเด็กหนุ่มแล้วรูดรั้ง
ภายใต้การกระตุ้นสามต่อ เจิ้งเผิงก็แข็งตัวขึ้นมาอีกครั้ง สติของเขาเริ่มเลอะเลือน ร่างกายถูกสัญชาตญาณเข้าควบคุมโดยสมบูรณ์ ขยับเอวตามจังหวะของเถียนเหลย รับแก่นกายขนาดใหญ่เข้าไปอย่างเต็มใจ
"ใช่ แบบนั้นแหละ……" เถียนเหลยขบติ่งหูของเขา กระซิบที่หูข้างที่หนวก "เด็กดี ยอมให้ฉันเอาให้สบายตัว แล้วจะให้อะไรก็ได้ทุกอย่าง"
เจิ้งเผิงไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร แต่ร่างกายจำจดรูปแบบความใคร่ได้แล้ว เขาแหงนศีรษะไปข้างหลัง พิงไหล่เถียนเหลย ถูไถไปกับคางของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
เถียนเหลยพึงพอใจมากกับท่าทางที่ดูขัดเขินแต่ร่านรักนี้ เขาเร่งความเร็วในการพุ่งชน และปล่อยน้ำรักเข้าไปในช่องทางหลังในจังหวะที่เจิ้งเผิงถึงจุดสุดยอดรอบที่สอง
หลังถึงจุดสุดยอด เจิ้งเผิงก็หมดแรง นอนแผ่อยู่บนเตียง หลับตาลงครึ่งหนึ่ง ลมหายใจแผ่วเบา เมื่อเถียนเหลยถอนตัวออก เขาก็ล้มลงนอนนิ่งไม่ไหวติง
เถียนเหลยตบหน้าเขาเบาๆ: "เฮ้ เสร็จแล้วก็ไม่สนใจกันเลยเหรอ บนเตียงของฉันห้ามนอนนะ"
คิดไปคิดมาก็รู้สึกแปลกๆ "ไม่สิ ต้องบอกว่า บนเตียงของฉัน แกห้ามนอน"
ไม่มีการตอบสนอง
เถียนเหลยขมวดคิ้ว พอเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงพบว่าเด็กหนุ่มสลบไปแล้ว เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกขำ ไม่เคยมีใครบนเตียงของเขาแค่รอบสองรอบแล้วสลบไปเลย นี่มันทนมือทนตีนน้อยขนาดไหนกัน?
แต่มองดูร่องรอยที่ทิ้งไว้บนตัวเจิ้งเผิง หน้าอกและสีข้างมีรอยจูบและรอยนิ้วมือสีแดงม่วง บั้นท้ายถูกกระแทกจนแดงจัด ช่องทางทั้งสองบวมเป่ง ยังคงขยับเข้าออกเล็กน้อยและมีของเหลวผสมไหลออกมา เถียนเหลยใคร่ครวญดูแล้วก็รู้สึกว่าพอจะเข้าใจได้ เพราะยังไงนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ถูกเปิดซิงทั้งหน้าหลัง แถมยังถึงจุดสุดยอดไปสองครั้ง เป็นใครก็ต้องสลบ
เขาเกิดความสงสารขึ้นมานิดหน่อย อุ้มเจิ้งเผิงเดินเข้าห้องน้ำ
อ่างอาบน้ำใหญ่มาก เถียนเหลยเปิดน้ำอุ่นจนเต็ม แล้ววางเด็กหนุ่มลงไป เจิ้งเผิงพิงขอบอ่างเหมือนตุ๊กตาคอตกไปข้างหนึ่ง เผยให้เห็นเส้นลำคอที่สวยงามและเปราะบาง
เถียนเหลยลงไปนั่งด้วย ให้เจิ้งเผิงพิงในอ้อมอก เขาบีบสบู่เหลว เริ่มทำความสะอาดร่องรอยบนตัวเด็กหนุ่ม พอถึงช่วงล่าง เขาลังเลนิดหน่อย แต่ก็ยังใช้นิ้วสอดเข้าไปในช่องทางหลัง เพื่อคว้านเอาน้ำเชื้อที่ค้างอยู่ข้างในออก
"อืม……" เจิ้งเผิงละเมอครางในขณะที่ยังหมดสติ ร่างกายขยับตอดรัดโดยอัตโนมัติ
เถียนเหลยถูกตอดจนนิ้วชา และเมื่อเห็นใบหน้าที่แดงก่ำกับริมฝีปากที่เผยอออกของเด็กหนุ่ม ความต้องการที่เพิ่งปลดปล่อยไปก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาจับเจิ้งเผิงพลิกตัว ให้หมอบคลานตรงขอบอ่าง บั้นท้ายชูพ้นน้ำ
ตรงข้ามอ่างอาบน้ำคือกระจกเงาบานใหญ่ เถียนเหลยสามารถมองเห็นทุกอย่างของทั้งคู่ เจิ้งเผิงหมอบอยู่อย่างไร้เรี่ยวแรง ตนเองคุกเข่าอยู่ข้างหลัง แก่นกายขนาดใหญ่แข็งตัวขึ้นมาอีกครั้ง และจ่ออยู่ที่ปากช่องคลอดหญิงที่บวมแดงนั้น
"ตื่น" เถียนเหลยตบก้นเจิ้งเผิง พูดข้างหูซ้ายที่หนวกของเขา "มองกระจกสิ"
เจิ้งเผิงลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย สิ่งแรกที่เห็นคือท่าทางลามกของตัวเองในกระจก ร่องรอยเต็มตัว ขาถ่างกว้าง ชายข้างหลังกำลังจับเอวเขา เตรียมจะเข้ามาอีกครั้ง
"คุณ... คุณเป็นหมาเหรอ……" เสียงของเจิ้งเผิงแหบพร่า ปนสะอื้น "ทำไมมีแรงเยอะขนาดนี้.……"
เถียนเหลยหัวเราะ พูดข้างหูซ้ายของเขา: "ข้าเป็นหมา งั้นแกก็คือไอ้ตัวดีที่ถูกหมาเอา"
หูขวาของเจิ้งเผิงได้ยินปกติ แต่หูซ้ายแทบไม่ได้ยิน ตอนที่เถียนเหลยพูดเขากำลังถูกความเสียวซ่านจู่โจม จึงฟังไม่ออกว่าพูดอะไร ทำได้เพียงตอบรับ "อืมๆ อ่าๆ" ตามสัญชาตญาณ สะโพกส่ายสวนไปข้างหลังโดยไม่รู้ตัวเพราะอยากถูกเติมเต็มมากขึ้น
เถียนเหลยถูกท่าทางนั้นทำให้ขำ ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก กระแทกสะโพกเข้าไปในจุดที่คุ้นเคยทว่ายังคงคับแน่นและร้อนชื้นนั้นอีกครั้ง
น้ำในอ่างกระเพื่อมตามจังหวะการเคลื่อนไหว กระเด็นโดนพื้น เจิ้งเผิงใช้มือทั้งสองข้างยันขอบอ่างไว้ ถูกบังคับให้มองตัวเองถูกล่วงละเมิดในกระจก ความอับอายและความเสียวซ่านปนเปกัน ทำให้ช่องทางตอดรัดรุนแรงเป็นพิเศษ
ครั้งนี้เถียนเหลยทำช้าๆ แต่ทุกครั้งนั้นลึกและหนักหน่วง มือข้างหนึ่งจับเอวเจิ้งเผิง อีกข้างหนึ่งเอื้อมไปด้านหน้า กระตุ้นทั้งองคชาตและปุ่มกระสันของเด็กหนุ่มไปพร้อมๆ กัน
ไม่นานเจิ้งเผิงก็ถูกส่งขึ้นไปถึงจุดสุดยอดอีกครั้ง ช่องคลอดบีบรัดแก่นกายในตัวอย่างรุนแรง เถียนเหลยคำรามออกมาเสียงต่ำ แล้วก็หลั่งออกมาเช่นกัน ครั้งนี้เขาไม่ได้สวมถุงยางอีกครั้ง น้ำรักที่อุ่นวาบฉีดรดเข้าไปจนเต็มร่างกายของเจิ้งเผิง
หลังการพุ่งทะยาน ทั้งคู่ต่างหอบหายใจ เมื่อเถียนเหลยถอนตัวออก ของเหลวที่ผสมกับน้ำเชื้อก็ไหลออกมาจากระหว่างขาของเจิ้งเผิง ละลายลงไปในน้ำในอ่าง
เถียนเหลยปิดน้ำ ใช้ผ้าขนหนูห่อตัวเจิ้งเผิง อุ้มเขากลับไปที่เตียง เด็กหนุ่มได้สติแล้ว แต่เหนื่อยจนพูดไม่ออก ได้แต่มองเขาด้วยดวงตาที่ฉ่ำน้ำ
เถียนเหลยนอนลงข้างๆ เขา จุดบุหรี่ขึ้นสูบ: "อายุเท่าไหร่แล้ว?"
"สิบเจ็ด" เสียงของเจิ้งเผิงเบามาก
"เกิดวันไหน?"
"วันที่หกเดือนหน้า"
จังหวะการสูบบุหรี่ของเถียนเหลยชะงักกึก เขาหันขวับไปจ้องหน้าเจิ้งเผิง: "เดือนหน้า? งั้นแกก็ยังเหลืออีกครึ่งเดือนถึงจะครบสิบแปดน่ะสิ?"
เจิ้งเผิงพยักหน้า หลับตาลง ดูเหมือนเตรียมจะนอน
หัวของเถียนเหลยดังอื้ออึง เขาดับบุหรี่ สมองหยุดทำงานกะทันหัน ก่อนจะคว้าหัวไหล่ของเจิ้งเผิงไว้หมับ: "อะไรนะ? แกยังไม่บรรลุนิติภาวะเหรอ?!"
บทที่ 2
เตรียมตัวสอบปลายภาค!
เจิ้งเผิงตกใจกับการตอบสนองของเขา เขาลืมตาขึ้นแล้วมองอีกฝ่ายด้วยความงุนงง
"ใช่ครับ พ่อผมไม่ได้บอกคุณเหรอ?" ใบหน้าของเถียนเหลยถอดสีทันทีเขาเคยผ่านผู้คนมามากมาย แต่มีเส้นตายเส้นหนึ่งที่เขาไม่เคยข้ามคือการไม่แตะต้องผู้เยาว์ในแง่หนึ่งเขาก็แค่มีความต้องการสูงแต่ไม่ได้คิดจะทำลายอนาคตของใคร อีกแง่หนึ่งเขาก็รู้ดีว่าถ้าเหยียบเส้นแดงนี้เข้า ปัญหาที่จะตามมานั้นวุ่นวายขนาดไหน
พ่อของเจิ้งเผิงบอกเพียงว่าลูกชายของตนยังเด็กและหน้าตาสะสวย สามารถ 'เล่น' ได้ เถียนเหลย จึงนึกว่าเป็นเพียงมุกเดิมๆ ของพ่อลูกที่พยายามหนีหนี้ เขาจึงเลือกที่จะหลับตาข้างลืมตาข้างเพื่อความสำราญของตัวเอง อย่างไรเสียเขาก็ได้หมดไม่ว่าชายหรือหญิงขอแค่ถูกใจก็พอ แต่ตอนนี้กลับมาบอกเขาว่า เด็กคนนี้เหลือเวลาอีกตั้งครึ่งเดือนกว่าจะบรรลุนิติภาวะงั้นเหรอ?
"พ่อแกมันไอ้สารเลว..." เถียนเหลย สบถพึมพำเสียงต่ำ
เจิ้งเผิงมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของเขา ก่อนจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง มุมปากของเด็กหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "ทำไมครับ ท่านประธานเถียนที่ทำกับคนไม่บรรลุนิติภาวะอย่างรุนแรงเมื่อกี้ พอตอนนี้รู้ความจริงแล้วเกิดกลัวขึ้นมาเหรอ?"
เถียนเหลย จ้องมองเขา ใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่มีความหวาดกลัวหรือความอับอาย มีเพียงความตายด้านที่มองทะลุโลกและความเย้ยหยันจางๆ ท่าทางแบบนั้นมันทิ่มแทงใจเขาอย่างบอกไม่ถูก
"แกไม่กลัวเหรอ?" เถียนเหลย ถามกลับ "ไม่กลัวฉันแจ้งความว่าพ่อแกค้ามนุษย์ที่เป็นผู้เยาว์? ไม่กลัวฉันโยนแกออกไปข้างนอกหรือไง?"
"กลัวอะไรครับ?" เจิ้งเผิงพลิกตัวนอนหันหลังให้เขา "ถ้าแจ้งความแล้วพ่อติดคุก ผมก็จะได้อยู่อย่างสงบเสียที ผมต้องขอบคุณคุณด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่มีที่ไปอยู่ดี ถ้าคุณโยนผมออกไป ผมก็คงต้องนอนข้างถนน หรือไม่ก็ถูกเจ้าหนี้รายต่อไปเก็บไปกิน มีอะไรต่างกันตรงไหนล่ะครับ?"
เถียนเหลย เงียบไป เขามองแผ่นหลังอันบอบบางของเด็กหนุ่ม ผ้าขนหนูเลื่อนหลุดลงมาครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นรอยนิ้วมือที่เขาฝากไว้บนแผ่นหลัง กระดูกสะบักที่ซูบผอมดูเหมือนปีกที่กำลังจะโผล่พ้นรัง
"นอนเถอะ" สุดท้าย เถียนเหลย ก็พูดออกมาเพียงประโยคเดียว พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างของคนทั้งคู่
ท่ามกลางความมืด เขาซึมซับได้ถึงร่างกายของเจิ้งเผิงที่สั่นเทาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหนาว หรือเพราะกำลังร้องไห้กันแน่
เถียนเหลย ยื่นมือออกไป ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโอบกอดเอวของเด็กหนุ่มไว้ มันช่างบางเหลือเกิน บางเสียจนแขนข้างเดียวของเขาก็โอบได้รอบ เจิ้งเผิงตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างยอมจำนนแล้วค่อยๆ ผ่อนคลายลง จนในที่สุดก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
ทว่า เถียนเหลย กลับนอนไม่หลับ เขามองจ้องไปที่ขวัญบนหัวของเจิ้งเผิง ในหัววุ่นวายสับสนไปหมด ส่วนเบื้องล่างของเขาก็กลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง เรื่องนี้จะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะร่างกายของเจิ้งเผิงนั้นถูกจริตเขาเกินไป แค่เพียงโอบกอดไว้เฉยๆ ก็ทำให้เขาตื่นตัวขึ้นมาเสียแล้ว
แต่ครั้งนี้เขาอดทนไว้ได้
เขาตำหนิตัวเองที่ไม่รักดีไปพร้อมๆ กับความหวาดระแวงถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการล่วงเกินผู้เยาว์ แม้จะไม่ถึงขั้นต้องติดคุกจริงๆ เพราะตาแก่นั่นคงหาทางช่วยลูกชายโทนอย่างเขาออกมาจนได้ แต่ถ้าตาแก่สั่งให้เขาไปคุมบริษัทเพื่อให้เขารู้จักสำนึกขึ้นมาล่ะ? ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะก่อเรื่องอื้อฉาวกับเมียน้อยจนฝ่ายนั้นตามมาราวีถึงบ้าน เรื่องยังไม่ทันจบเขาก็กล้าไปยุ่งกับเด็กที่เหลืออีกเพียงเดือนเดียวถึงจะบรรลุนิติภาวะ... ครั้งนี้คงไม่ใช่แค่โดนระงับบัตรเครดิต แต่อาจจะถูกซ้อมปางตายแล้วเนรเทศไปเฝ้าศาลบรรพบุรุษที่บ้านนอกในซานตงตลอดชีวิต ไม่ได้กลับมาปักกิ่งอีกเลย
ถ้าเกิดเจิ้งเผิงไปฟ้องที่บ้านเขาขึ้นมา แผนของ เถียนเหลย คงพังพินาศแน่ๆ
แต่เงินหนึ่งล้านสองแสนนั่นล่ะจะทำอย่างไร? จะปล่อยไปเฉยๆ งั้นหรือ? แล้วเขาจะไปหาคู่นอนที่ถูกใจขนาดนี้ได้จากที่ไหนอีก?
และยังมีเด็กคนนี้อีก... เถียนเหลย ก้มมองคนในอ้อมกอด ในความมืดเห็นเพียงโครงร่างเลือนราง แต่ความรู้สึกขัดแย้งที่ดูเปราะบางทว่าเข้มแข็งนั้นกลับเด่นชัดเหลือเกิน
เขานึกถึงภาพเจิ้งเผิงตอนหลั่งน้ำตาขณะถึงจุดสูงสุด นึกถึงความโกรธเกรี้ยวในอ่างอาบน้ำที่ด่าเขาว่า "คุณมันหมา" และนึกถึงความตายด้านตอนที่เจ้าตัวบอกว่า "มันต่างกันตรงไหน"
เขายังนึกถึงสัมผัสอันยอดเยี่ยมที่ร่างกายนั้นมอบให้
ลมหายใจของ เถียนเหลย เริ่มหนักหน่วงขึ้น เขาเลือนมือลงไปที่ระหว่างขาของเจิ้งเผิง เด็กหนุ่มครางอือในนิทรา ช่องทางด้านหน้าเปียกชื้นไปหมดแล้ว เถียนเหลย สอดนิ้วเข้าไป สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวและคับแน่นภายใน ความต้องการของเขาเองก็แข็งขึงจนปวดหนึบ
แค่ครั้งเดียว ครั้งเดียวเท่านั้น เถียนเหลย ปลอบใจตัวเอง จะปล่อยให้ "น้องชาย" ของตัวเองทรมานไม่ได้ อย่างไรเสียก็เคยทำไปแล้ว ทำเพิ่มอีกครั้งก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอด เขาพลิกกายขึ้นทับร่างของเจิ้งเผิงแล้วประกบริมฝีปากลงไป
"คุณเถียน สมองคุณมีปัญหาหรือเปล่า?" เจิ้งเผิงไม่ได้ลืมตาด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจเบาๆ "ไม่คิดเรื่องจะเอาอย่างเดียวไม่ได้หรือไง? ไม่หิวโอนอนเหรอ?"
เถียนเหลย ยอมรับอย่างซื่อตรง เขาหยุดมือแต่ยังไม่ถอนนิ้วออก กระซิบข้างหูซ้ายของอีกฝ่าย "ฉันก็แค่คิดถึงเธอ ฉันบอกแล้วไง ถ้าเธอปรนเปรอฉันดี อยากได้อะไรฉันก็ให้ได้ทั้งนั้น"
"ฟังไม่รู้เรื่อง พล่ามอะไรของด้านนั้นน่ะ ฉันหนวกหูข้างนี้" เจิ้งเผิงถูกการกระทำของเขาปลุกจนอารมณ์ค้างคา ทั้งยังรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดข้างหูจนคันยิบอย่างประหลาด เขาจึงส่ายหัวอย่างหงุดหงิด
"เธอไม่ได้ใส่เครื่องช่วยฟังเหรอ?" เถียนเหลย ชักมือที่เปียกชุ่มออกมา พลิกตัวอีกฝ่ายให้หันมาเผชิญหน้าพลางถามด้วยความสงสัย
"โดนพ่อฉันเมาแล้วทุบทิ้งไปตั้งนานแล้ว"
เถียนเหลย พยักหน้าทำท่าเข้าใจ มิน่าล่ะตอนร่วมรักกันตะกี้พ่นคำพูดใส่ไปตั้งเยอะถึงได้นิ่งเฉยใส่บ้างไม่สนใจบ้าง "งั้นในเมื่อมันพังแล้ว จะเก็บร่องรอยมันไว้ทำไม?" เขาใช้นิ้วที่เพิ่งถอนออกมาเขี่ยติ่งหูข้างที่ควรจะมีเครื่องช่วยฟัง
เจิ้งเผิงนึกในใจว่านั่นเป็นของชิ้นเดียวที่แม่เหลือไว้ให้ก่อนตายเขาถึงตัดใจทิ้งไม่ลง แต่ความจริงมันช่างน่าอาย พออ้าปากเลยกลายเป็น "คุณจะไปรู้อะไร มีเครื่องช่วยฟังไว้ฉันก็แสร้งทำเป็นคนหูหนวกได้ ใครพูดอะไรมาฉันก็ทำเป็นไม่สนใจ มันสงบดีออก"
"ฉันเพิ่งบอกว่า ฉันคิดถึงเธอ ถ้าเธอทำให้ฉันมีความสุข เธออยากได้อะไรฉันก็ให้ได้ทุกอย่าง"
"เมื่อกี้ก็มีความสุขแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องหรอก ฉันไม่เอาอะไรทั้งนั้น ฉันจะนอน"
เถียนเหลย รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสนใจดี รสชาติทั้งร่างกายและนิสัยช่างถูกปากเขาเหลือเกิน เขาเลิกสนใจเรื่องเครื่องช่วยฟังแล้วเปลี่ยนมานวดคลึงใบหูแทน น้ำเสียงของเด็กคนนี้ฟังดูเหมือนจะง่วงจริงๆ
เอาเถอะ ไว้ค่อยว่ากันยาวๆ เถียนเหลย คิดในใจ เขาตัดสินใจหยิบมือถือมาแอบถ่ายรูปตอนเจิ้งเผิงหลับเอาไว้ดูเอง แล้วจัดการ "ทำธุระ" ให้จบๆ ไปก็พอ
น้ำรักของเจิ้งเผิงที่ติดอยู่บนปลายนิ้ว เถียนเหลย แห้งไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางอากาศ แต่สัมผัสเหนียวเหนอะที่ติ่งหูยังคงอยู่ เจิ้งเผิงเพิ่งรู้ตัวว่ามันคืออะไร ใบหน้าจึงขึ้นสีระเรื่อ
ส่วนทางด้านล่างที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาก็เริ่มกลับมาเปียกแฉะอีกครั้ง
เจิ้งเผิงหลับตาลงรอดูท่าทีต่อไป แม้จะเจ็บแต่ก็ยอมรับว่ามันถึงใจจริงๆ ตอนที่ไอ้หมา เถียนเหลย นั่นกระแทกเข้ามาลึกๆ เขาเกือบจะอยากหลับตาตายไปในวินาทีนั้นให้รู้แล้วรู้รอด ไม่อยากลืมตาขึ้นมาเผชิญกับโลกที่น่าเหนื่อยหน่ายใจใบนี้เลย
แต่ เถียนเหลย กลับหันหลังให้ แล้วเริ่มช่วยตัวเองเงียบๆ
เจิ้งเผิงนอนนิ่งในความมืด ร่างกายส่วนลึกยังสั่นระริกจากการร่วมเพลิงที่เพิ่งจบลง เขาเอียงหูฟังเสียงหอบหายใจหนักๆ และเสียงผิวสัมผัสเสียดสีกันจากด้านหลัง พลางนึกสงสัยอย่างประหลาด คนคนนี้สมองมีปัญหาจริงๆ ใช่ไหม? เมื่อกี้ตอนที่กดทับเขาอยู่ ไอ้จ้อนนั่นก็แข็งจนร้อนลวก กระแทกโดนโคนขาเขาเหมือนจะจับเขากินทั้งเป็น แต่ตอนนี้กลับหันหลังไปจัดการเองซะงั้น
ทว่าการกระทำของ เถียนเหลยกลับไปปลุกไฟสวาทในตัวเจิ้งเผิงขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกโหวงเหวงและคันยุบยิบในช่องท้องเริ่มลามเลียไปทั่ว ทั้งด้านหน้าและด้านหลังบีบรัดตัวเบาๆ ราวกับโหยหาอะไรบางอย่างมาเติมเต็ม เจิ้งเผิงเม้มปากแน่น ลืมตาขึ้นในความมืด หูของเขาดักฟังทุกเสียงอย่างเฉียบคม เสียงลมหายใจของ เถียนเหลย หนักขึ้นเรื่อยๆ ฟูกที่นอนสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการเคลื่อนไหวของแขน เสียงชื้นแฉะและลามกนั้นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
เจิ้งเผิงค่อยๆ ขยับขาในผ้าห่ม ถูไถเข้าหากันเบาๆ เนื้อผ้าฝ้ายเสียดสีกับต้นขาด้านในที่ไวต่อสัมผัส ทำให้รู้สึกซ่านไปทั่วร่างแต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะดับความกระหายส่วนลึกได้ เขาจงใจขยับให้แรงขึ้นเพื่อให้เสียงเสียดสีของผ้าดังไปถึงหู เถียนเหลย
แต่ดูเหมือน เถียนเหลย จะอารมณ์พุ่งพล่านกว่า เขาหอบหายใจกระเส่า จังหวะมือรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ
เจิ้งเผิงเริ่มรู้สึกเสียหน้านิดๆ และน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงสูดน้ำมูก ส่งเสียงครางอือในลำคอเหมือนละเมอพูดออกมาว่า "อืม... อย่า... เบาๆ หน่อย..." เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นเครือคล้ายคนจะร้องไห้ เขาจำได้ว่าในหอพักโรงเรียน เพื่อนร่วมห้องชอบแอบดูหนังโป๊ตอนกลางคืน แล้วพวกตัวละครในหนังนั่นก็ร้องแบบนี้แหละ
การเคลื่อนไหวของ เถียนเหลย ที่อยู่ด้านหลังหยุดชะงักลงทันที
เจิ้งเผิงรู้สึกยินดีในใจ นึกว่าแผนได้ผลจึงยิ่งจงใจบิดส่ายสะโพกมากขึ้น ปล่อยให้บั้นท้ายเสียดสีกับที่นอนจนเกิดเสียงสวบสาบแผ่วเบา พลางพึมพำออกมาไม่ขาดสาย "ร้อนจัง... อึดอัดเหลือเกิน..."
ทว่าเถียนเหลยกลับชะงักไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะขยับมือรูดรั้งด้วยจังหวะที่เร็วและแรงกว่าเดิมเสียอีก
ความหวังของเจิ้งเผิงพังทลายลงโดยสิ้นเชิง เขาม้วนตัวพลิกหันหลังให้แผ่นหลังกว้างของเถียนเหลย แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านที่ปิดไม่สนิท ขับเน้นเส้นสายกล้ามเนื้อแผ่นหลังและไหล่ที่ดูงดงามของอีกฝ่าย ทุกจังหวะที่เขาขยับแขน กล้ามเนื้อนั้นจะตึงเครียดและผ่อนคลายสลับกัน หยาดเหงื่อที่ซึมบนผิวสะท้อนแสงวาวระยับ ช่วงเอวดูแข็งแกร่ง บั้นท้ายแน่นตึง ทั้งร่างดูราวกับสัตว์ป่าที่เตรียมพร้อมจะกระโจนเข้าใส่เหยื่อ แต่กลับเอาแต่สนใจเพียงการปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองเท่านั้น
เจิ้งเผิงจ้องมองแผ่นหลังที่ไหวสั่นนั้นจนรู้สึกคอแห้งผาก ความว่างเปล่าในร่างกายเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีฝูงมดไต่ยั้วเยี้ย เขาเม้มปาก ขมวดคิ้วจ้องมองท้ายทอยของเถียนเหลยด้วยความขัดใจ สายตาแทบจะแผดเผาจนแผ่นหลังนั้นเป็นรู
อุตส่าห์ลงแรงไปตั้งมาก ทั้งบอกใบ้ทั้งแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ แต่อีกฝ่ายกลับแข็งทื่อเหมือนก้อนหิน
นานวันเข้า ความตื่นตัวที่ถูกปลุกเร้าจากการช่วยตัวเองของเถียนเหลยและความเหนื่อยล้าของร่างกายก็เริ่มค่อยๆ จางหายไป ความง่วงงุนถาโถมเข้ามาดั่งกระแสน้ำ กลบสิ้นความไม่ยินยอมพร้อมใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
เจิ้งเผิงหาวออกมาเบาๆ ดวงตามีน้ำตาคลอตามกลไกธรรมชาติ ช่างเถอะ อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ เขาพลิกตัวหนีด้วยความแง่งอน ขดตัวหันหลังให้อีกฝ่ายพลางหลับตาลงเตรียมจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
ทว่าในวินาทีที่สติกำลังจะเลือนราง ผ้าห่มด้านหลังก็ถูกเลิกขึ้น ร่างกายที่ร้อนผ่าวขยับเข้ามาแนบชิด ตามมาด้วยบางสิ่งที่ทั้งร้อนและแข็งขืนแทรกเข้ามาตรงหว่างขาอย่างเอาแต่ใจ
"อื้อ..." เจิ้งเผิงสะดุ้งครางออกมาด้วยความร้อนผ่าว เขายังไม่ตื่นดีนัก แต่ในความสะลึมสะลือเขาสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้นที่บดเบียดและเสียดสีอยู่ตรงโคนขาด้านในที่อ่อนนุ่ม ส่วนหัวที่หยาบกร้านครูดผ่านส่วนอ่อนไหวของเขาที่เริ่มชูชันขึ้นมาเช่นกัน จนเกิดความรู้สึกวูบวาบราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วร่าง
เสียงลมหายใจของเถียนเหลยหนักหน่วงจนน่ากลัว มันรดลงบนต้นคอของเจิ้งเผิง เขาพยายามจะจัดการด้วยตัวเองแล้ว แต่หลังจากที่ได้สัมผัสกับร่างกายของเจิ้งเผิงที่เข้ากันได้อย่างน่าประหลาด เขาก็รู้สึกว่าการใช้มือมันช่างขาดอะไรบางอย่างไป ไม่เร้าใจและไม่ถึงใจพอ เมื่อครู่พอได้ยินเสียงละเมอพึมพำและการขยับกายอย่างกระสับกระส่ายของเจิ้งเผิง เขาก็แข็งขืนจนปวดหนึบ แต่ก็ต้องฝืนทนไม่สอดใส่เข้าไปจริงๆ เพราะช่องทางทั้งสองทางของเด็กหนุ่มยังคงบวมแดงอยู่ หากฝืนเข้าไปอีกคงได้บาดเจ็บจริงๆ เป็นแน่
กว่าจะหาคนที่ถูกใจขนาดนี้ได้ ไม่ควรจะทำพังไปเสียก่อน
เขาใช้มือข้างหนึ่งโอบกอดเอวบางของเจิ้งเผิงไว้แน่น รั้งร่างอีกฝ่ายมาด้านหลังเพื่อให้ร่างกายของทั้งสองแนบชิดจนไม่มีช่องว่าง ส่วนมืออีกข้างเอื้อมไปลูบไล้ตรงหว่างขาของเจิ้งเผิง สัมผัสยืนยันด้วยความไม่ยินยอมว่าทางเข้าที่อ่อนนุ่มทั้งสองแห่งยังคงบวมช้ำอยู่ จึงได้แต่บีบนวดเนื้อนุ่มรอบๆ เขาโน้มหน้าลงจูบที่ไหล่ลาดมน เสียงทุ้มแหบพร่าเต็มไปด้วยความต้องการที่ปิดไม่มิดและการสะกดกลั้นที่หาได้ยาก
"เด็กดี... ไม่เข้าไปข้างในหรอก พี่จะถูไถอยู่ตรงหว่างขาเธอให้เสร็จ แล้วเราค่อยนอนกันนะ"
แก่นกายของเขาเสียดสีอยู่ตรงโคนขาที่ลื่นเนียนของเจิ้งเผิงอย่างรวดเร็ว ท่าทางนี้สอดใส่ไม่ได้ แต่กล้ามเนื้อขาที่หนีบแน่นกลับมอบความรู้สึกโอบรัดและแรงเสียดทานที่น่าทึ่ง ส่วนหัวของเถียนเหลยคอยบดเบียดกับส่วนลับและโคนขาของเจิ้งเผิง ทุกครั้งที่กระแทกเน้นลงไป ถุงอัณฑะที่เต่งตึงจะกระทบกับบั้นท้ายของเจิ้งเผิงจนเกิดเสียง "แปะ แปะ" ดังชัดเจน น้ำกามที่ปริ่มออกมาผสมปนเปกับคราบที่ยังหลงเหลืออยู่ของเจิ้งเผิง ยิ่งทำให้การขยับไหวลื่นไหลและเสียงดังรัญจวนหูมากขึ้น
"อื้อ... อ๊า..." เจิ้งเผิงง่วงงันจนถึงที่สุด สติล่องลอยไปมา แต่ร่างกายกลับเปิดรับการรุกรานที่ดุดันนี้ตามสัญชาตญาณ ทุกครั้งที่เถียนเหลยกระแทกเน้นลงมา กล้ามเนื้อโคนขาด้านในของเขาจะกระตุกเกร็ง ส่งผลไปถึงส่วนลึกที่ว่างเปล่าให้ขมิบตื้อเป็นจังหวะ ในความกึ่งหลับกึ่งตื่นนั้น เขาครางอืออาออกมาจากลำคออย่างไม่รู้ตัว ราวกับเสียงสะอื้นที่แสนงอน หรือไม่ก็เสียงครางอย่างสุขสม ร่างกายแอ่นโค้งขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้สิ่งนั้นเดินหน้าไปตามเส้นทางที่สะดวกยิ่งขึ้น
ท่าทางที่ดูเหมือนการเชิญชวนอย่างลับๆ กับเสียงครางกระเส่าในความสะลึมสะลือ ทำลายความอดทนสุดท้ายของเถียนเหลยลงโดยสิ้นเชิง เขาคำรามต่ำในลำคอ ช่วงล่างโถมเข้าใส่อย่างรุนแรงไม่กี่ครั้ง ส่วนหัวกดแน่นลงที่โคนขาของเจิ้งเผิง ก่อนที่สายธารแห่งอารมณ์ที่ข้นคลักและร้อนผ่าวจะพุ่งฉีดออกมาเลอะเปรอะเปื้อนลงบนทิชชู่แผ่นหนาที่เตรียมไว้ก่อนหน้า
หลังผ่านพ้นจุดสูงสุด เถียนเหลยหอบหายใจหนักหน่วง ทิ้งน้ำหนักตัวทับลงบนร่างของเจิ้งเผิง เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น สูดดมกลิ่นครีมอาบน้ำจางๆ จากเส้นผมของเด็กหนุ่ม ก่อนจะหลับตาลงด้วยความพึงพอใจ
ส่วนเจิ้งเผิงนั้นหลับลึกไปตั้งแต่ช่วงที่อีกฝ่ายพุ่งทะยานครั้งสุดท้ายแล้ว เมื่อถูกกอดแน่นขึ้น เขาเพียงแค่ส่งเสียง "อือ" ในลำคออย่างไม่รู้ตัว ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่หาซุกในรังจนเจอ แล้วซุกหน้าลงกับหมอนนอนต่อไป
เมื่อเจิ้งเผิงตื่นขึ้นมา ข้างกายก็ว่างเปล่าเสียแล้ว มีเพียงผ้าปูที่นอนที่ยับย่นและกลิ่นคาวจางๆ ในอากาศที่คอยย้ำเตือนว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน
เขาประคองร่างกายที่อ่อนล้าลุกขึ้นนั่ง พบว่ามีเสื้อผ้าชุดใหม่สะอาดเอี่ยมวางอยู่ที่หัวเตียง หลังจากล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาลองเดินไปเปิดประตู แต่กลับพบว่ามีบริกรในชุดยูนิฟอร์มโรงแรมสองคนยืนอยู่ด้านนอก พร้อมรอยยิ้มที่ดูสุภาพนอบน้อม
"อรุณสวัสดิ์ครับคุณเจิ้ง คุณเถียนสั่งไว้ว่า ให้คุณทานมื้อเช้าก่อนครับ"
หนึ่งในนั้นเบี่ยงตัวออก รถเข็นอาหารก็ถูกเข็นเข้ามา บนนั้นเต็มไปด้วยอาหารละลานตา ทั้งฮะเก๋าที่แป้งดูใสจนเห็นเนื้อกุ้ง ขาไก่นึ่งเต้าซี่ที่เปื่อยลุ่ม แซนด์วิชไข่คนและเบคอนที่ขอบขนมปังเกรียมกรอบ บะหมี่ผัดรสเลิศที่โรยหน้าด้วยผักชีและน้ำมันพริก รวมถึงเค้กครีมชิ้นเล็กที่จัดวางอย่างประณีต และยังมีนมอุ่นๆ กับน้ำส้มคั้นสดวางเตรียมไว้อย่างใส่ใจ
เจิ้งเผิงอึ้งไป เขาเคยเห็นของพวกนี้ตอนที่ไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหาร นานๆ ทีจะได้แอบชิมเศษอาหารที่ลูกค้าเหลือทิ้งไว้บ้าง ซึ่งตอนนั้นเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นรสชาติที่วิเศษที่สุดแล้ว
จะให้ซื้อเองน่ะหรือ เขาไม่เคยแม้แต่จะคิด เงินถ้าไม่ถูกพ่อรีดไถไป ก็ต้องแอบเก็บไว้ให้แม่ซื้อยา
หากเอากลับบ้านไป มีหวังได้ถูกต้อนรับด้วยการดุด่าว่า "มีเงินไปหาความสุขใส่ตัว แต่ไม่รู้จักกตัญญูต่อพ่อ" เป็นแน่
“เชิญรับประทานครับ” บริกรผุดลุกขึ้นมานำเขาไปนั่งที่เก้าอี้นวมสลักลาย พร้อมจัดเตรียมอาหารให้เสร็จสรรพอย่างชำนาญ
เจิ้งเผิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ช่างมันเถอะ กินก่อนค่อยว่ากัน เขาเริ่มกวาดกินอาหารทุกอย่างราวกับพายุหมุน ทั้งฮะเก๋าเนื้อแน่นตึง ตีนไก่ที่รสชาติเข้าเนื้อ ซาลาเปาทอดที่มีน้ำซุปชุ่มฉ่ำ แซนด์วิชเนื้อนุ่ม... เขากินจนพุงกางและเรอออกมาด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ ของฟรีจากคนรวยแบบนี้ไม่ฉวยไว้ก็โง่แล้ว อีกอย่างเมื่อคืนเขาก็โดนไอ้คนพรรค์นั้นทรมานมาทั้งคืน ถือว่าหายกัน
พออิ่มหนำ บริกรอีกคนก็ปรากฏตัวขึ้นพอดีในจังหวะที่เขากำลังจะลุกออกไป ในมือของบริกรคนนั้นถือถาดที่วางปึกข้อสอบไว้ถึงเก้าชุด ครบถ้วนทุกวิชาทั้งคณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์
“คุณเจิ้งครับ คุณเถียนสั่งไว้ว่า ในแต่ละวันคุณต้องทำข้อสอบให้ได้อย่างน้อยหกชุด หลังจากทำเสร็จเราจะเตรียมเฉลยและคำอธิบายไว้ให้ครับ”
เจิ้งเผิง: “......?”
เขาพยายามจะหนีออกไป แต่เหล่าบริกรกลับยังคงรอยยิ้มละไมทว่าท่าทีกลับแข็งกร้าว พวกเขาช่วยกันแกมบังคับ ‘ส่ง’ เขากลับไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ แถมยังวางปากกาไว้ให้ข้างมืออย่างใส่ใจ
ครึ่งเดือนต่อมา กลายเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตของเจิ้งเผิงมีระเบียบวินัยและแปลกประหลาดที่สุด อาหารเลิศรสสามมื้อไม่ซ้ำกันถูกส่งมาตรงเวลา ช่วงเช้าและบ่ายถูกกดหัวให้ทำข้อสอบ ตกกลางคืนก็ได้นอนกินขนมดูหนังผ่านโปรเจกเตอร์ยักษ์ในห้องสูท อุปกรณ์ในห้องก็ครบครันจนมีแม้กระทั่งยิมเล็กๆ ถ้ากินอิ่มจนแน่นท้องเขาก็ไปเดินย่อยบนลู่วิ่ง
โทรศัพท์ถูกเถียนเหลยยึดไปนานแล้ว แต่เจิ้งเผิงก็ไม่ใส่ใจ เพราะนอกจากพ่อที่ชอบโทรมาทวงเงินยังกับเจ้ากรรมนายเวรแล้ว ก็ไม่มีใครติดต่อเขาอยู่ดี เขาอยากจะเจอเถียนเหลยเพื่อถามให้รู้ความ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา
ทว่าร่างกายกลับซื่อสัตย์ที่สุด สภาพแวดล้อมที่สุขสบายและสารอาหารที่ครบถ้วน ทำให้ใบหน้าซูบผอมซีดเซียวค่อยๆ ดูมีเลือดฝาดจนมีผิวพรรณราวกับเด็กทารก บนตัวเริ่มมีเนื้อหนัง ไม่ได้มีแต่กระดูกขรุขระเหมือนเมื่อก่อน เวลาสัมผัสจึงรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลและยืดหยุ่น
เผลอแป๊บเดียว วันที่หกหรือเจ็ดเดือนมิถุนายนก็มาถึง เจิ้งเผิงลืมวันลืมคืนไปแล้ว เขาเพียงแต่รู้สึกว่านอกจากต้องทำข้อสอบจนหัวหมุนแล้ว ชีวิตที่อิ่มหนำสำราญและปลอดภัยแบบนี้เหมือนกับฝันหวานที่ไม่อยากตื่น เขาขี้เกียจจะไปขุดคุ้ยหาเหตุผลว่าทำไมเถียนเหลยถึงเลี้ยงดูเขาไว้แต่ไม่ยอมมาหา คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ สู้ตอบรับมันไปเสียยังดีกว่า
คืนนั้น ประตูห้องสูทถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง เถียนเหลยเดินเข้ามา ในมือถือเค้กก้อนเล็กที่มีเทียนตัวเลข “18” ปักอยู่
“สุขสันต์วันเกิด” เถียนเหลยวางเค้กลงบนโต๊ะ แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนบนใบหน้าที่ดูประหม่าเล็กน้อยของเขา
เจิ้งเผิงมองเค้กสลับกับมองเถียนเหลย ก่อนจะบางอ้อขึ้นมาทันที
อ้อ! ใช่แล้ว!
ตอนนี้เขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ไอ้สุภาพบุรุษจอมปลอมคนนี้จะได้ ‘ใช้งาน’ เขาได้อย่างถูกกฎหมายเสียที เขาคิดว่าตัวเองเข้าใจสถานการณ์ดีแล้ว จึงเริ่มถอดเสื้อผ้าออกอย่าง ‘รู้ความ’ เผยให้เห็นลาดไหล่ที่กลมมนและไหปลาร้าที่ดูบอบบาง สีหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ราวกับว่านี่เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
มุมปากของเถียนเหลยกระตุก: “......นายทำอะไรน่ะ?”
“รอให้คุณมาเอาไง” เจิ้งเผิงตอบด้วยน้ำเสียงที่มองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แถมยังเริ่มปลดกระดุมกางเกงต่อ “เมื่อกี้ผมกินอิ่มแล้ว เค้กไม่ต้องกินก็ได้ พิธีกรรมพวกนั้นมันน่าเบื่อ ไว้กินพรุ่งนี้ก็ได้... หรือว่าคุณอยากจะเล่นทริคอะไรใหม่ๆ เอาครีมมาทาตัวผมแล้วค่อยๆ กินไปทำไป ผมก็ไม่ติดนะ”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเสริมว่า “ที่หอพักโรงเรียน ผมเคยดู... หนังพวกนั้นกับรูมเมทมาบ้าง พอจะรู้ขั้นตอนอยู่”
เถียนเหลยรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ขมับ วันนี้เขาตั้งใจจะมาจัดงานวันเกิดให้เด็กนี่จริงๆ!
เขายังจำได้ว่าซื้อของขวัญมาด้วย เป็นเสื้อคลุมสีอ่อนแบรนด์ Miu Miu ที่บรรจุอย่างสวยงามวางไว้หน้าประตู เขาจำได้ลางๆ ว่าคู่นอนคนหนึ่งดูจะชอบแบรนด์นี้มาก ก็น่าจะใช้ได้แหละ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตลอดครึ่งเดือนมานี้เขาถูกตาแก่ที่บ้านบังคับให้ไปนั่งทำงานที่บริษัท ไม่เพียงแต่ถูกจำกัดอิสรภาพ บัตรเครดิตยังถูกอายัด แถมพอไปมีอะไรกับคนอื่นหลังจากเจอเจิ้งเผิงเขาก็กลับไม่รู้สึกตื่นเต้น จนกลายเป็นสร้างภาพลักษณ์ ‘เสือสิ้นลาย’ ต่อหน้าพ่อแม่ไปโดยปริยาย แม้บัตรจะยังไม่ถูกปลดล็อก แต่อิสรภาพก็เริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว
เขาวางแผนไว้ว่าจะเลี้ยงเจิ้งเผิงให้ดูสะอาดสะอ้านดูดี แล้วพากลับบ้าน โดยอ้างว่าเป็นเด็กนักเรียนยากจนที่เขา ‘อุปถัมภ์’ จากโรงเรียนเก่าของเขาเองที่เป็นลูกของพนักงานทำความสะอาดบริษัท เพื่อเอาไปให้แม่ที่ชอบทำบุญสวดมนต์ได้เห็น ถ้าคนแก่สองคนดีใจ บางทีอาจจะช่วยล้างเรื่องอื้อฉาวที่ผู้หญิงคนก่อนพา ‘ลูกนอกสมรส’ มาหาถึงบ้านให้จบๆ ไปได้
นี่คือแผนการที่เถียนเหลยวางไว้ดิบดี
แต่การกระทำของเจิ้งเผิงกลับรวดเร็วเกินคาด เพียงพริบตาเขาก็ถอดจนเหลือแค่กางเกงในตัวเดียว ยืนโชว์เรียวขาขาวเนียนเด่นหรา บนใบหน้าเขียนชัดว่า ‘มาสิ ผมพร้อมแล้ว’ ด้วยความสงบ
ความซาบซึ้งและบรรยากาศอันอบอุ่นที่หาได้ยากในใจเถียนเหลยพังทลายลงในพริบตา ที่จริงแล้วเขาเป็นคนหัวโบราณ เขาไม่ชอบพวกที่แข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ แต่ก็รำคาญพวกที่เปิดเผยความปรารถนาอย่างตรงไปตรงมาเกินไป ประเภทที่กึ่งเล่นกึ่งจริงนั่นแหละถึงจะยั่วยวนที่สุด
อาจจะเป็นเพราะเขาห่างหายเรื่องแบบนี้ไปครึ่งเดือน พอมองเจิ้งเผิงที่เกือบจะเปลือยเปล่าในตอนนี้ ช่วงล่างของเขากลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือ... อย่าให้หนาวตายเสียก่อนล่ะ
เขารีบคว้าเสื้อ Miu Miu จากถุงหน้าประตู เดินเข้าไปห่อตัวเจิ้งเผิงไว้อย่างหยาบโลน
“ใส่ซะ! ใครบอกจะเอาปลายนายกัน! วันนี้เป็นวันเกิดนาย อีกอย่าง... ฉันมีเรื่องจะให้ช่วย”
เจิ้งเผิงที่ถูกผ้าห่อไว้จนเหมือนบ๊ะจ่างโผล่มาแค่ใบหน้าเล็กๆ ที่ดูมึนงง
เถียนเหลยจับเขานั่งลงบนโซฟา แล้วเริ่มอธิบายแผนการของตัวเองสั้นๆ: “......ก็ประมาณนี้แหละ ไปสวมบทเป็นนักเรียนที่ฉันอุปถัมภ์ด้วยความหวังดีซะ”
“...ไปกับฉัน กลับบ้านไปเจอพ่อแม่ฉันซะ ถ้าแสดงได้ดี ที่นี่นายก็อยู่ต่อไปได้ แล้วฉันจะให้เงินใช้เล่นอีกเดือนละแสน”
เจิ้งเผิงกะพริบตาปริบๆ “แล้วถ้าแสดงพังล่ะครับ?”
เถียนเหลยถลึงตาใส่พลางขู่เสียงเหี้ยม “งั้นแกเตรียมตัวโดนฉันเล่นจนระบมได้เลย!”
เจิ้งเผิงรีบคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ทางเลือก A ยอมเป็นนกน้อยในกรงทอง แม้จะต้องโดนทำเรื่องพรรค์นั้นแต่ก็ได้เงิน มีเงินก็รักษาหูได้ ส่วนทางเลือก B ถ้าทำพัง ก็ต้องโดนทำเรื่องอย่างว่าเหมือนกัน แถมยังไม่ได้เงินด้วย แบบนี้ยังต้องเลือกอีกเหรอ?
เขาพยักหน้าแล้วตอบอย่างว่าง่าย “ตกลงครับ ผมจะช่วยคุณ”
เมื่อเถียนเหลยเห็นใบหน้าของเจิ้งเผิงที่ดูเล็กลงไปอีกภายใต้เสื้อนอกราคาแพง ประกอบกับท่าทางหัวอ่อนแบบยอมจำนนต่อโชคชะตา ความต้องการปกป้องแบบชายเป็นใหญ่และทิฐิของผู้ช่วยเหลือก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างประหลาด
น้ำเสียงของเขาอ่อนลง และแฝงไปด้วยความเอาใจใส่ที่คิดไปเองว่าดี “พวกข้อสอบพวกนั้น ไม่ต้องขอบคุณพี่หรอกนะ ฉันเคยเรียนมัธยมปลายมาก่อน รู้ว่าพวกนายสอบปลายภาคกันช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ฉันอุตส่าห์หาติวเตอร์เก่งๆ มาคัดแนวข้อสอบให้ ถ้านายทำเสร็จภายในครึ่งเดือนนี้ กลับไปสอบคะแนนต้องดีขึ้นแน่ๆ”
เจิ้งเผิงเงียบไป เขาขยำเสื้อนอกเนื้อนุ่มที่สวมอยู่จนปลายนิ้วเริ่มขาวซีด ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอยู่หลายครั้ง ก่อนจะฝืนใช้น้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเพราะกลัวจะหลุดความไม่พอใจออกมาว่า
“บอสเถียนครับ ผม สอบเกาเข่าเสร็จไปจะเดือนนึงแล้วครับ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ถ้าพรุ่งนี้ผมยังไม่ยื่นคะแนนเลือกคณะ ผมก็เตรียมตัวสอบใหม่ปีหน้าได้เลย”
ไม่งั้นล่ะ? ผมเป็นนักเรียน ม.6 หายตัวไปตั้งครึ่งเดือน โรงเรียนจะไม่แจ้งความหรือไง?! ไอ้โง่เอ๊ย ช่างมันเถอะ
เจิ้งเผิงกลืนคำด่าทอประโยคนั้นลงคอไป เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้น มองเถียนเหลยด้วยสายตาที่ยากจะบรรยาย เป็นสายตาที่เหมือนกำลังมองคนโง่ และจ้องมองเขาอยู่อย่างนั้นเงียบๆ
ใบหน้าของเถียนเหลยแข็งค้างไปในทันที
บทที่ 3
พบผู้ใหญ่
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วอึดใจ
ใบหน้าของเถียนเหลยที่มักจะฉายแววรำคาญอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับว่างเปล่าและมึนงงอย่างถึงที่สุด เขาพยายามกะพริบตาเพื่อย่อยข้อมูลที่เจิ้งเผิงเพิ่งพูดออกมา
“สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว?” เถียนเหลยทวนคำ เสียงของเขาแห้งผาก “นายจะบอกว่า... นายเรียนจบมัธยมปลายแล้วเหรอ?”
เจิ้งเผิงพยักหน้าพลางดึงสาบเสื้อคลุม Miu Miu ที่เลื่อนหลุดจากไหล่ขึ้นมา เนื้อผ้าที่นุ่มนวลเสียดสีกับผิวให้สัมผัสของสินค้าราคาแพง เขาก้มลงมองเสื้อสีอ่อนตัวนั้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเถียนเหลย “ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นอะไรล่ะ? คุณคิดว่าทำไมผมถึงตามพ่อหนีหนี้ไปทั่วได้? ก็เพราะโรงเรียนปิดเทอมฤดูร้อนไง แต่ดันซวยไปหน่อย ผมเพิ่งหนีออกมาจากพวกทวงหนี้นอกระบบกลุ่มก่อนได้ ก็โดนคุณกับพ่อร่วมมือกันจับตัวมานี่แหละ”
เถียนเหลยอ้าปากค้างแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
ในหัวของเขาฉายภาพเหตุการณ์ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาที่เขาจัดแจงอย่างดิบดี ทั้งสั่งให้คนไปเอาข้อสอบจำลองจากโรงเรียนมัธยมชื่อดัง กำชับผู้ช่วยว่า “ต้องหาโจทย์ที่เหมาะกับระดับเด็กมัธยมปลายเท่านั้น” แถมยังจินตนาการไปเองว่าเจิ้งเผิงคงกำลังคร่ำเคร่งอ่านหนังสือเตรียมสอบปลายภาคอยู่ในห้องชุดนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกี้เขายังยืดอกบอกเจิ้งเผิงอย่างภูมิใจเลยว่า “คะแนนสอบต้องดีขึ้นแน่นอน”
ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาจากต้นคอ เถียนเหลยรู้สึกได้ว่าใบหูของเขากำลังร้อนฉ่า
“งั้นนาย...” เถียนเหลยกระแอมไอ พยายามกอบกู้ศักดิ์ศรีที่กำลังพังทลาย “แล้วทำไมไม่รีบบอก?”
เจิ้งเผิงเอียงคอ ดวงตากลมโตคู่นั้นดูใสซื่อเป็นพิเศษภายใต้แสงไฟ “คุณก็ไม่ได้ถามนี่ครับ อีกอย่างผมคิดว่าคุณไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้ด้วย”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!” เสียงของเถียนเหลยสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว “พ่อของนายบอกแค่ว่านายยังเรียนอยู่ แล้วนายก็บอกว่าตัวเองยังไม่บรรลุนิติภาวะ ฉันเลยนึกว่า...”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงักไปเอง เมื่อย้อนนึกดู พ่อของเจิ้งเผิงพูดจาคลุมเครือจริงๆ ว่า “ลูกผมยังเรียนหนังสืออยู่” เป็นเขาเองที่ด่วนตัดสินไปก่อนว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กมัธยม และด้วยใบหน้าที่ดูเด็กเกินอายุ ทำให้เขาทึกทักเอาเองว่าเจิ้งเผิงยังเรียนไม่จบ
แต่คนปกติที่ไหนเขาจับเด็กที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จมาขังไว้ทำข้อสอบกันล่ะ?!
นอกจากเถียนเหลยคนนี้
“ฉันนึกว่านายใกล้จะสอบปลายภาคแล้ว” เสียงของเถียนเหลยเบาลงอย่างคนยอมจำนนต่อโชคชะตา “ฉันถึงขนาดสั่งให้คนไปหาข้อสอบจำลองจากโรงเรียนดังมาให้...”
มุมปากของเจิ้งเผิงกระตุกวูบ เขานึกถึงความทรมานใจตลอดครึ่งเดือนที่ต้องเผชิญหน้ากับชุดข้อสอบเก้าวิชาทุกวัน วิชาภาษาจีนเขาก็ลืมบทกวีไปหมดแล้ว วิชาคณิตศาสตร์โจทย์ใหญ่สองข้อสุดท้ายเขาก็อ่านไม่รู้เรื่อง ส่วนวิชาภาษาอังกฤษคำศัพท์ก็ยากราวกับคัมภีร์จากสวรรค์ เขาทำได้แค่ดำน้ำเขียนมั่วๆ ไป เพราะคิดว่าเถียนเหลยคงไม่มาตรวจจริงๆ แค่หลอกให้ผ่านไปวันๆ ก็พอ
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว เถียนเหลยไม่ได้ตั้งใจจะทรมานเขา แต่เพราะเขาคิดว่าเจิ้งเผิงต้องการมันจริงๆ
ซึ่งมันน่าเหนื่อยใจยิ่งกว่าโดนแกล้งเสียอีก
“โจทย์พวกนั้น...” เจิ้งเผิงเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนอีโก้ของอีกฝ่าย “มันค่อนข้างยากครับ”
“ก็ต้องยากอยู่แล้ว!” เถียนเหลยเหมือนคว้าคันเบ็ดช่วยชีวิตไว้ได้ เขากลับมาฮึดสู้อีกครั้ง “นั่นมันเอกสารภายในที่ฉันไปหามาจากโรงเรียนระดับท็อปเลยนะ เด็กทั่วไปไม่มีสิทธิ์ได้แตะหรอก ที่ฉันทำไปทั้งหมดก็เพื่อ...”
เสียงของเขาค่อยๆ แผ่วลงอีกครั้ง
เพื่ออะไร? เพื่อให้เด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว “อัปคะแนนสอบปลายภาค” งั้นเหรอ?
เถียนเหลยปิดปากเงียบทันที
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหึ่งๆ แผ่วเบาจากช่องลมของเครื่องปรับอากาศ และแสงเทียนบนเค้กวันเกิดที่เถียนเหลยจุดไว้ซึ่งกำลังมอดไหม้อย่างช้าๆ หยดน้ำตาเทียนไหลลงบนเนื้อครีม
เจิ้งเผิงมองใบหน้าของเถียนเหลยที่นานๆ ทีจะแสดงความกระอักกระอ่วนออกมา ปกติผู้ชายคนนี้มักจะเชิดหน้าชูตา ทำตัวพองขนด้วยท่าทางแบบ “ข้ามีเงิน ข้าใหญ่ที่สุด”
แต่ตอนนี้เขากลับยืนอยู่ตรงนั้น หูแดงก่ำ สายตาลอกแลก เหมือนเด็กที่ทำผิดแล้วโดนจับได้
ดูไปดูมา... ก็น่าขำดี
และก็... น่ารักอยู่นิดหน่อย
เจิ้งเผิงสะดุ้งกับคำนิยามที่ผุดขึ้นมาในหัว เขาตัดสินใจสลัดความคิดน่ากลัวนั่นทิ้งไป แล้วรีบทำลายความเงียบ “ข้อสอบพวกนั้น ผมไม่ต้องทำแล้วใช่ไหมครับ?”
เถียนเหลยเหมือนเห็นทางลง รีบพยักหน้าทันที “แน่นอนว่าไม่ต้อง! นายเรียนจบแล้วจะทำไปทำไมอีกล่ะ ถ้ายังอยากเรียนเดี๋ยวฉันหาอย่างอื่นให้ อย่างพวกวิชาปูพื้นฐานมหาวิทยาลัย...”
“พอแล้วครับ” เจิ้งเผิงขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผมขอร้องล่ะ ผมเรียนไม่ค่อยเก่งหรอก สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐทั่วไปได้ก็บุญแล้ว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วหลุบตาลง “อีกอย่าง ผมยังไม่รู้เลยว่าจะได้ไปเรียนหรือเปล่า”
หัวใจของเถียนเหลยเหมือนถูกอะไรบางอย่างสะกิดเบาๆ เขานึกถึงพ่อขี้พนันของเจิ้งเผิง และใบหนี้มูลค่าหนึ่งล้านสองแสนหยวนนั่น
“ได้เรียนสิ” น้ำเสียงของเถียนเหลยกลับมามั่นคง “ฉันบอกว่าได้เรียน นายก็ได้เรียน”
เจิ้งเผิงเงยหน้ามองเขา
เถียนเหลยเดินไปที่โต๊ะ ดึงเทียนที่ใกล้จะหมดเล่มออกจากเค้ก เขาแกะซองพลาสติกแล้วใช้มีดโลหะตัดเค้กชิ้นหนึ่งส่งให้เจิ้งเผิง “ฉลองวันเกิดก่อน อย่างน้อยก็ให้มันมีพิธีรีตองหน่อย”
เจิ้งเผิงรับเค้กมา ครีมสีเขียวอ่อนดูเนียนละเอียด ประดับด้วยผลไม้สด เขาใช้ส้อมคันเล็กตักเข้าปาก รสหวานละมุนละไมแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ไม่เลี่ยนแต่กลับมีความหอมสดชื่น
อร่อยมาก…
อร่อยกว่าเค้กชิ้นไหนๆ ที่เขาเคยได้กินมาตลอดสิบเจ็ดปี
“ขอบคุณครับ” เจิ้งเผิงพูดเสียงเบา
เถียนเหลยส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วตัดเค้กให้ตัวเองบ้าง เขากินเร็วมาก เพียงสองคำก็จัดการเค้กชิ้นโตจนหมดเกลี้ยง ทิ้งคราบครีมไว้ที่มุมปาก
เจิ้งเผิงมองเขาแล้วโพล่งขึ้นมา “คุณมีครีมติดอยู่ที่ปากน่ะ”
เถียนเหลยรีบยกมือขึ้นเช็ดตามสัญชาตญาณแต่ดันเช็ดผิดข้าง เจิ้งเผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในใจคิดว่าทำไมคนคนนี้ถึงได้ซื่อบื้อนัก จึงยื่นมือออกไปใช้หัวแม่มือปาดคราบครีมที่มุมปากซ้ายของเขาเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาและรวดเร็ว
ทว่าความรู้สึกที่ปลายนิ้วยังคงอยู่ ผิวของเถียนเหลยร้อนมาก และไรหนวดของเขาก็สากมือนิดๆ
เจิ้งเผิงชักมือกลับแล้วแอบถูปลายนิ้วกับกางเกงอย่างขัดเขิน ส่วนเถียนเหลยแข็งทื่ออยู่กับที่
“เอ้อ...” เถียนเหลยกระแอมเพื่อให้บทสนทนากลับเข้าที่เข้าทาง “พูดเรื่องงาน พรุ่งนี้พาฉันกลับบ้านหน่อย”
ความสนใจของเจิ้งเผิงถูกดึงไปทันที “กลับบ้าน?”
เจิ้งเผิงเริ่มจินตนาการไปไกลทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นว่าพ่อแม่ของอีกฝ่ายจะเสนอเงินให้เขาเลิกยุ่งกับลูกชายหรือไม่
“บ้านฉันเอง” เถียนเหลยนั่งลงบนโซฟาพลางตบที่ว่างข้างตัว เจิ้งเผิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งลง แต่ก็ยังรักษาระยะห่างไว้นิดหน่อย
“พ่อแม่ฉันแค่อยากเจอนาย เอ่อ... อย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ใช่พาไปพบผู้ใหญ่เพื่อคุยเรื่องแต่งงาน”
“...ไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ” เจิ้งเผิงรู้สึกระอาใจกับความมั่นหน้าของคนตรงหน้าเหลือเกิน
เถียนเหลยเริ่มอธิบาย “ฉันบอกพวกเขาว่านายเป็นลูกของพนักงานทำความสะอาดในบริษัทฉัน ฐานะทางบ้านไม่ดี ฉันเลยอุปถัมภ์ส่งเสียให้นายเรียน”
เจิ้งเผิงกะพริบตา “ทำไมต้องบอกแบบนั้นล่ะครับ?”
“เพราะ...” เถียนเหลยเกาหัว “เพราะก่อนหน้านี้ฉันทำเรื่องให้พวกท่านไม่พอใจนิดหน่อย ตอนนี้เลยอยากทำตัวดีๆ ให้พวกท่านเห็นว่าฉันกลับตัวกลับใจแล้ว กำลังทำความดีอยู่”
เขาไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเรื่องอะไร แต่เจิ้งเผิงพอจะเดาออก คงไม่พ้นเรื่องเหลวไหลตามประสาพวกลูกเศรษฐี
ดูท่าคุณชายเถียนคนนี้ ก็ไม่ได้ทำอะไรตามใจชอบได้ทุกอย่างเมื่ออยู่ที่บ้าน
“แล้วผมต้องทำอะไรบ้าง?”
“ก็แค่กินข้าวปกติ คุยปกติ พ่อแม่ฉันถามอะไรก็นิ่งๆ ตอบไป แต่อย่าพูดเรื่องพ่อติดพนันหรือเป็นหนี้ล่ะ บอกแค่ว่าพ่อสุขภาพไม่ดี แม่เสียชีวิตแล้ว ทางบ้านลำบาก”
มือของเจิ้งเผิงบีบเข้าหากันแน่น แม้เถียนเหลยจะพูดความจริง แต่คำว่า “เสียชีวิต” ก็ยังทำให้เขารู้สึกปวดแปลบในใจ
“จำได้ไหม?” เถียนเหลยถามซ้ำเมื่อเห็นเขาเงียบไป
“จำได้ครับ” เจิ้งเผิงพยักหน้า
เถียนเหลยตบไหล่เขาอย่างพอใจ “แล้วก็ แต่งตัวให้ดูภูมิฐานหน่อย พรุ่งนี้เช้าจะมีคนเอาเสื้อผ้ามาส่ง นายก็แค่เปลี่ยนตามนั้น”
สายตาของเขาสำรวจไปตามร่างกายของเจิ้งเผิง ก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าที่เริ่มมีเนื้อมีนังขึ้นมาบ้าง “ผมก็ควรจะตัดได้แล้วนะ ยาวเกินไป พรุ่งนี้ก่อนออกจากบ้านเดี๋ยวให้คนจัดการให้”
เจิ้งเผิงลูบผมตัวเองตามสัญชาตญาณ มันยาวขึ้นจริงๆ หน้าม้าเกือบจะบังตาแล้ว ตลอดครึ่งเดือนที่กินดีอยู่ดีในห้องชุดนี้ ผมเขาก็เลยยาวเร็วเป็นพิเศษ
“ตกลงครับ” เขาตอบรับอย่างว่าง่าย
“อ้อ” เถียนเหลยเสริม “ถ้าพรุ่งนี้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ต่อไปนายนอนที่นี่ได้เลย ห้องชุดนี้ฉันจะต่อสัญญาให้ แล้วจะให้เงินใช้เดือนละหนึ่งแสนหยวน เรื่องเรียนมหาวิทยาลัยหรือเรื่องรักษาหู ฉันจะเป็นคนออกเงินให้เอง”
ดวงตาของเจิ้งเผิงเป็นประกายวูบหนึ่ง แต่ก็กลับมาสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว “เงื่อนไขล่ะครับ?”
“เงื่อนไขก็คือ...” เถียนเหลยขยับเข้าไปใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนรดอยู่ที่ข้างหูเจิ้งเผิง “ยามที่ฉันต้องการ นายต้องพร้อมเสมอ”
หูซ้ายของเจิ้งเผิงไม่ได้ยินอะไร แต่หูขวากลับได้ยินเสียงของเถียนเหลยชัดเจน รวมถึงนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นด้วย ร่างกายของเขาเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเฉย
“ตกลงครับ”
เถียนเหลยจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา “ทำไมรับปากง่ายจัง? ไม่กลัวฉันหลอกเหรอ?”
“กลัวแล้วมีประโยชน์ไหมครับ?” เจิ้งเผิงย้อนถาม “ตอนนี้ผมนอกจากต้องฟังคุณแล้ว ผมยังมีทางเลือกอื่นอีกเหรอ?”
คำพูดที่ตรงไปตรงมานั้นทำให้เถียนเหลยไปไม่เป็นอยู่พักใหญ่ เขาถือไพ่เหนือกว่าจริงๆ ทั้งเงิน อำนาจ ใบหนี้ของพ่อเจิ้งเผิง และอนาคตของเด็กคนนี้
พอโดนพูดใส่หน้าตรงๆ แบบนี้ เขากลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ทั้งที่เขาก็เป็นพวกฉวยโอกาสจริงๆ นั่นแหละ
“ฉันไม่หลอกนายหรอก” เถียนเหลยพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “ฉันพูดคำไหนคำนั้น ถ้านายให้ความร่วมมือดีๆ ฉันรับรองว่าชีวิตนายจะดีกว่าเมื่อก่อนเป็นร้อยเท่า”
เจิ้งเผิงพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ทั้งคู่นั่งเงียบกันอยู่พักหนึ่ง เถียนเหลยเหลือบมองนาฬิกา เกือบห้าทุ่มแล้ว
“คืนนี้ฉันนอนที่นี่” เถียนเหลยโพล่งขึ้นมา
ร่างกายของเจิ้งเผิงเกร็งเครียดขึ้นมาทันที
เถียนเหลยสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นแล้วแอบหัวเราะในใจ “วางใจเถอะ ไม่แตะต้องหรอก พรุ่งนี้ต้องไปพบผู้ใหญ่ ฉันต้องเก็บแรงไว้”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินเข้าห้องนอนไป พอถึงหน้าประตูก็หันกลับมามองเจิ้งเผิง “นายก็รีบนอนล่ะ พรุ่งนี้อย่าตื่นมาตาเป็นหมีแพนด้าล่ะ แม่ฉันเกลียดที่สุดคือพวกเด็กวัยรุ่นนอนดึก”
เจิ้งเผิงขานรับในลำคอ
เมื่อเถียนเหลยเข้าห้องและปิดประตูไป เสียงน้ำในห้องน้ำก็ดังขึ้น เจิ้งเผิงรีบหยิบแท็บเล็ตที่เถียนเหลยทิ้งไว้บนโซฟามาล็อกอินเข้าเว็บไซต์เพื่อยื่นคะแนนเลือกคณะตามคะแนนที่เขามีแบบที่ปลอดภัยที่สุด
หลังจากกดส่งเขาก็นั่งอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่น มองเค้กวันเกิดที่แหว่งไปสองชิ้นกับเสื้อคลุม Miu Miu ราคาแพงตัวนั้น
เขายื่นมือไปลูบเนื้อผ้าของเสื้อคลุม มันทั้งนุ่มและเบาสบาย
เขาหยิบส้อมขึ้นมา ตักเค้กคำโตเข้าปากอีกครั้ง
หวานจริงๆ…
เช้าวันรุ่งขึ้นตอนเจ็ดโมง เจิ้งเผิงถูกปลุกด้วยเสียงออด
เขาลุกขึ้นมาด้วยความงัวเงีย พบว่าเถียนเหลยไม่อยู่ในห้องนอนแล้ว เขาเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น เห็นเถียนเหลยกำลังนั่งกินมื้อเช้าอยู่ที่โต๊ะอาหาร ในมือถือแท็บเล็ตดูอะไรบางอย่างอยู่
“ตื่นแล้วเหรอ? เถียนเหลยไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ไปจัดการตัวเองซะ แล้วมาลองชุด”
เจิ้งเผิงเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนโซฟามีเสื้อผ้าจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบหลายชุด ข้างๆ กันมีผู้ชายแปลกหน้าสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งถือกล่องเครื่องมือ อีกคนถือหวีกับกรรไกร
“นี่คือ...” เจิ้งเผิงงงจัด
“สไตลิสต์” เถียนเหลยเงยหน้าขึ้นในที่สุด “เร็วเข้า เวลาเหลือน้อย”
เจิ้งเผิงจึงต้องไปอาบน้ำแต่งตัว พอออกมา ชายสองคนนั้นก็รออยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว ในชั่วโมงต่อมา เจิ้งเผิงถูกจับแต่งโน่นเติม นี่เหมือนตุ๊กตา ทั้งตัดผม กันคิ้ว ลองเสื้อผ้า และจับคู่รองเท้า
เถียนเหลยคอยกำกับการอยู่ตลอดเวลา “ผมสั้นกว่านี้หน่อย ให้ดูสะอาดตา”
“ชุดนั้นไม่ได้ ดูแก่ไป”
“รองเท้าคู่นั้นสีน้ำตาล... ไม่เอา เปลี่ยนเป็นอีกคู่ดีกว่า”
สุดท้ายชุดที่ลงตัวคือเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนสวมทับด้วยคาร์ดิแกนผ้าถักบางสีครีม กางเกงสแล็กลำลอง และรองเท้าผ้าใบสีขาวเรียบๆ ลุคโดยรวมดูสดใสและมีความเป็นนักศึกษา สมกับภาพลักษณ์ “เด็กเรียนดีฐานะยากจนที่ได้รับทุนอุปถัมภ์”
“ใช้ได้” เถียนเหลยสำรวจเจิ้งเผิงตั้งแต่หัวจรดเท้าพลางพยักหน้าอย่างพอใจ “ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาแล้ว”
เจิ้งเผิงยืนอยู่หน้ากระจก มองเงาตัวเองในกระจก หลังจากตัดผมสั้นลงทำให้เห็นใบหน้าชัดเจนขึ้น ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก เสื้อผ้าพอดีตัวและเนื้อผ้าดีมาก ดีในแบบที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
แต่เขากลับรู้สึกแปลกแยก นี่ไม่ใช่ตัวเขาจริงๆ
“เหม่ออะไร?” เถียนเหลยเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังเขา เงาของทั้งคู่ซ้อนทับกันในกระจก คนหนึ่งสูงใหญ่กำยำ อีกคนโปร่งบางสะอาดสะอ้าน ช่างดูขัดกันอย่างสิ้นเชิง
เถียนเหลยแตะมือลงบนไหล่ของเจิ้งเผิง สัมผัสได้ถึงความเกร็งของร่างกายเด็กหนุ่ม เขาโน้มตัวลงไปที่หูซ้ายแล้วนึกขึ้นได้ว่าฝั่งนี้ไม่ได้ยิน จึงย้ายไปที่หูขวาแทน แล้วกระซิบเสียงต่ำ “จำไว้ วันนี้ชื่อเสียงของฉันขึ้นอยู่กับนาย ถ้าทำได้ดี ต่อไปนายจะได้ใส่เสื้อผ้าแบบนี้ทุกวัน”
“เด็กดี” เถียนเหลยตบไหล่เขาเบาๆ แล้วหันไปหยิบเสื้อนอกของตัวเอง “ไปกันเถอะ รถรออยู่ข้างล่างแล้ว”
คฤหาสน์ตระกูลเถียนตั้งอยู่ในย่านวิลล่าหรูทางตะวันออกของเมือง เป็นบ้านเดี่ยวที่มีสวนและสระว่ายน้ำ เมื่อรถแล่นผ่านประตูเหล็กเข้ามา เจิ้งเผิงมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นสนามหญ้าที่ตัดแต่งอย่างประณีตและต้นไม้เขียวขจี เขารู้สึกเกร็งจนนิ้วเผลอจิกเนื้อผ้าเข้าหากัน
“ตื่นเต้นเหรอ?” เถียนเหลยถาม
“ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้นนี่ครับ” เจิ้งเผิงตอบเสียงเรียบ แต่ภายใต้แขนเสื้อ เขากำลังขยี้เนื้อผ้าในมือไม่หยุด
“ปากแข็ง” เถียนเหลยหัวเราะเบาๆ “พ่อแม่ฉันไม่กินคนหรอก อีกอย่าง...” เขาเว้นจังหวะ “มีฉันอยู่ทั้งคน”
คำพูดนั้นดูไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่ แต่เจิ้งเผิงก็ยังอือออรับคำไป
รถจอดสนิทที่หน้าบ้านหลัก ทั้งคู่ลงจากรถ เถียนเหลยจัดแจงเสื้อสูท สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดกริ่ง
เจิ้งเผิงเดินตามเถียนเหลยเข้าไปในห้องโถง เปลี่ยนรองเท้าแตะที่เตรียมไว้ บ้านหลังใหญ่มาก ตกแต่งสไตล์จีนด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้มะฮอกกานี ผนังประดับด้วยภาพวาดทิวทัศน์ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปจางๆ
บนโซฟาในห้องรับแขกมีสามีภรรยาวัยกลางคู่นั่งอยู่ ฝ่ายชายนั่งสวมชุดอยู่บ้านใส่แว่นอ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนฝ่ายหญิงสวมกี่เพ้าสีเรียบหรู ที่ข้อมือสวมสร้อยลูกประคำไม้ และมือกำลังหมุนลูกประคำอยู่
“พ่อ แม่” เถียนเหลยเอ่ยปาก น้ำเสียงดูนอบน้อมกว่าปกติมาก “ผมกลับมาแล้วครับ นี่เจิ้งเผิง”
เจิ้งเผิงรีบก้มหัวคำนับ “สวัสดีครับคุณอาผู้ชาย คุณอาผู้หญิง”
เถียนผู้พ่อวางหนังสือพิมพ์ลง เงยหน้าขึ้นมอง สายตาของเขาคมกริบ กวาดมองเจิ้งเผิงรอบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า “นั่งลงสิ”
คุณนายเถียนดูอบอุ่นกว่ามาก เธอเรียกให้เจิ้งเผิงไปนั่งข้างๆ สำรวจเขาอย่างละเอียด “หนูอายุเท่าไหร่จ๊ะ?”
“สิบแปดครับ” เจิ้งเผิงตอบ
“ได้ยินเสี่ยวเหล่ยบอกว่า ปีนี้หนูสอบเข้ามหาวิทยาลัย?”
“ครับคุณอา เพิ่งสอบเสร็จครับ”
“สอบเป็นยังไงบ้าง? อยากเข้ามหาวิทยาลัยไหนล่ะ?”
เจิ้งเผิงตอบตามความจริง “คะแนนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ คงเข้าได้แค่มหาวิทยาลัยรัฐทั่วไป ส่วนคณะยังไม่ได้ตัดสินใจครับ”
คุณนายเถียนพยักหน้า แล้วถามเรื่องทั่วไปอีกสองสามคำถาม เจิ้งเผิงตอบตามที่เถียนเหลยสอนไว้เป๊ะๆ: แม่เสียชีวิตแต่เด็ก พ่อเจ็บป่วยบ่อย ที่บ้านอยู่ได้ด้วยเบี้ยคนยากไร้และงานทำความสะอาดของพ่อ ส่วนตัวเขาเองชอบอ่านหนังสือและเรียนหนังสือ
เขาพูดได้อย่างลื่นไหล สีหน้าดูเป็นธรรมชาติ มีเพียงเถียนเหลยเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่าตอนพูดถึงเรื่อง “แม่เสียชีวิต” นิ้วของเจิ้งเผิงสั่นระริกเพียงนิดเดียว
“เป็นเด็กที่ลำบากมาจริงๆ” คุณนายเถียนทอดถอนใจพลางตบมือเจิ้งเผิงเบาๆ “แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว มีเสี่ยวเหล่ยช่วยอยู่ หนูตั้งใจเรียนนะ อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่นอน”
“ขอบคุณครับคุณอา” เจิ้งเผิงก้มหน้าลง
เถียนผู้พ่อแทบไม่พูดอะไรเลย เพียงแต่ลอบมองเป็นพักๆ จนกระทั่งแม่บ้านมาแจ้งว่ามื้อเที่ยงพร้อมแล้ว เขาถึงเอ่ยขึ้น “ไปกินข้าวก่อนเถอะ”
บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารละลานตา แต่บรรยากาศกลับไม่สู้ดีนัก เถียนผู้พ่อถามเรื่องบริษัทสองสามประโยค ซึ่งเถียนเหลยก็ตอบได้ตามมาตรฐาน ส่วนคุณนายเถียนก็คอยคีบอาหารให้เจิ้งเผิงไม่หยุด
“เมื่อก่อนเสี่ยวเหลยไม่เคยใจดีแบบนี้เลยนะ” เถียนผู้พ่อโพล่งขึ้นมา “ทำไมจู่ๆ ถึงนึกอยากอุปถัมภ์เด็กขึ้นมาล่ะ?”
ตะเกียบในมือเถียนเหลยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “โถ่พ่อ พูดแบบนั้นได้ยังไง เมื่อก่อนผมอาจจะเหลวแหลกไปบ้าง แต่ตอนนี้ผมคิดได้แล้วไงครับ หาเงินได้ก็ต้องคืนสู่สังคมบ้าง เจิ้งเผิงเป็นเด็กฉลาด แค่ทางบ้านลำบาก ผมช่วยสักนิด อนาคตอาจจะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพก็ได้นะครับ”
“นั่นสิคะ” คุณนายเถียนช่วยเสริม “ครั้งนี้เสี่ยวเหล่ยตั้งใจจริงๆ เจิ้งเผิงคนนี้ฉันเห็นแล้วก็เอ็นดู ดูเป็นเด็กดี มีสัมมาคารวะ”
เถียนผู้พ่อเลิกคิ้วมองเจิ้งเผิงแวบหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลังมื้ออาหาร คุณนายเถียนพาเจิ้งเผิงไปเดินเล่นในสวน ส่วนเถียนเหลยถูกพ่อเรียกไปที่ห้องทำงาน
ในสวนเต็มไปด้วยดอกพุดและดอกบัวที่กำลังบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวล คุณนายเถียนเดินชวนคุยไปเรื่อยๆ จนมาถึงเรื่องหูของเขา
“ตอนเด็กๆ ไม่สบายแล้วรักษาไม่ทันครับ” เจิ้งเผิงตอบสั้นๆ
“เฮ้อ น่าสงสารจริงๆ” คุณนายเถียนหยุดเดินแล้วมองเจิ้งเผิง “เสี่ยวเหลยบอกว่าจะรักษาหูให้หนูใช่ไหม?”
เจิ้งเผิงพยักหน้า “พี่เถียนบอกไว้ครับ”
“ในเมื่อเขาตอบตกลง เขาก็จะทำแน่นอน” คุณนายเถียนยิ้ม “อย่าไปมองว่าปกติเขาจะดูไม่เอาไหนนะ แต่เขาก็เป็นคนรักษาคำพูดเหมือนพ่อเขาไม่มีผิด”
เจิ้งเผิงไม่รู้จะต่อบทสนทนายังไง ได้แต่พยักหน้ารับคำ
“เมื่อก่อนเสี่ยวเหลย...” คุณนายเถียนถอนใจ “เขาทำเรื่องผิดพลาดไว้เยอะ ฉันกับพ่อเขาเลยกลัวว่าเขาจะกู่ไม่กลับ แต่ครั้งนี้เขาคิดจะช่วยคนได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องดี หนูเองก็ต้องถนอมโอกาสนี้ไว้นะ ตั้งใจเรียน อย่าทำให้ความหวังของเขาเสียเปล่า”
“ครับคุณอา ผมจะตั้งใจครับ” เจิ้งเผิงตอบอย่างจริงจัง
เดินต่ออีกพักใหญ่ เมื่อกลับเข้าบ้าน เถียนเหลยกับพ่อก็เดินออกมาจากห้องทำงานพอดี สีหน้าของเถียนเหลยดูผ่อนคลายขึ้นมาก ส่วนผู้เฒ่าเถียนแม้จะยังนิ่งเฉยแต่แววตาก็ดูอ่อนโยนลงกว่าเดิม
“พ่อ แม่ งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะครับ”
“ไปเถอะ” คุณนายเถียนพยักหน้า “เจิ้งเผิง ว่างๆ ก็มาเที่ยวบ่อยๆ นะจ๊ะ”
“ขอบคุณครับคุณอา” เจิ้งเผิงก้มหัวลา
บนรถขากลับ เถียนเหลยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาพิงพนักเกาะ แกะกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออก “ผ่านด่านแล้ว”
เจิ้งเผิงมองเขา “พ่อคุณไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหมครับ?”
“เปล่า” มุมปากเถียนเหลยยกยิ้ม “แถมยังชมว่าฉันทำเรื่องนี้ได้ดี ส่วนแม่ฉันไม่ต้องพูดถึง ท่านเป็นคนใจดี เห็นนายสภาพนี้ท่านก็คงสงสารอยู่แล้ว วันนี้ทำดีมาก ฉันดูออกว่าแม่ฉันชอบนายจริงๆ”
เจิ้งเผิงไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองวิวถนนที่พุ่งผ่านไป การโกหกเป็นเรื่องที่เขาทำจนชินเสียแล้ว
“จริงด้วย” เถียนเหลยเสริม “เรื่องหูของนาย ฉันติดต่อโรงพยาบาลไว้แล้ว อาทิตย์หน้าไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดดูว่าจะรักษายังไง”
เจิ้งเผิงหันควับมาทันที “จริงเหรอครับ?”
“แน่นอน” เถียนเหลยเลิกคิ้ว “ฉันพูดคำไหนคำนั้น”
ริมฝีปากของเจิ้งเผิงขยับเล็กน้อย สุดท้ายก็พูดออกมาเพียงสองคำ “ขอบคุณครับ”
เถียนเหลยโบกมือ “ไม่ต้องขอบคุณหรอก มันคือส่วนหนึ่งของข้อตกลง นายร่วมมือกับฉันเล่นละครเรื่องนี้ ฉันช่วยรักษานาย ส่งนายเรียน แฟร์ๆ”
แฟร์ตรงไหนกันนะ... เจิ้งเผิงแอบคิดในใจ แต่เขาก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา เขารู้ดีว่านี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวในชีวิตของเขาแล้ว
เมื่อรถกลับถึงโรงแรม ทั้งคู่ก็กลับเข้าห้องชุด เถียนเหลยถอดเสื้อนอกโยนทิศลงบนโซฟาแล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง “เหนื่อยชะมัด การแกล้งทำตัวเป็นเด็กดีที่บ้านนี่เหนื่อยกว่าทำงานอีก”
เจิ้งเผิงยืนนิ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ไม่รู้ว่าควรทำอะไรดี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้เหมือนฝันไป ความไม่จริงของมันทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ
“เอ่อ...” เขาเอ่ยขึ้น “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวไปพักผ่อนนะครับ”
“เดี๋ยวสิ” เถียนเหลยเรียกไว้
เจิ้งเผิงหันกลับมา
เถียนเหลยลุกขึ้นนั่งบนโซฟาจ้องมองเขา แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ทาบทับลงบนตัวเจิ้งเผิงจนดูเหมือนมีขอบสีทองเรืองรอง เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนขับให้ผิวเขาดูขาวผ่อง ผมที่ตัดสั้นทำให้เห็นคิ้วและตาที่ชัดเจน ดูเป็นคนสะอาดสะอ้านและสดใส
ลูกกระเดือกของเถียนเหลยขยับขึ้นลง
“มานี่” เขาพูด
ฝีเท้าของเจิ้งเผิงชะงักกึ๊ก
แววตาของเถียนเหลยจุดประกายความโหยหาที่เขาคุ้นเคยออกมาอีกครั้ง... ก็นะ แบบนี้สิถึงจะถูก
เถียนเหลยลุกขึ้นเดินตรงมาหาเขา “ฉันอั้นมาครึ่งเดือนแล้วนะ”
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเจิ้งเผิง ยื่นมือไปบีบคางอีกฝ่ายให้เงยหน้าขึ้น “วันนี้หนูทำตัวน่ารักขนาดนี้ ให้รางวัลหน่อยดีไหมครับ?”
เจิ้งเผิงนึกถึงคืนนั้นเมื่อครึ่งเดือนก่อน ความสุขสมปนความเจ็บปวดที่ทำให้เขาสลบแล้วฟื้นสลับกันไปมา รวมถึงคำสัญญาของเถียนเหลย... ขอแค่เขาว่าง่าย เขาก็จะได้ทุกอย่าง
เจิ้งเผิงอ้าปากจะพูดแต่ก็กลืนคำบ่นลงไป การขยับริมฝีปากของเขาในสายตาเถียนเหลยกลับกลายเป็นการเชื้อเชิญให้จูบ
เถียนเหลยโน้มตัวลงประทับจูบทันที
จูบนี้ไม่ได้รุนแรงเหมือนครั้งแรก แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความต้องการครอบครอง ลิ้นของเถียนเหลยแทรกผ่านไรฟันเข้าไปสำรวจและกวาดต้อนทุกซอกมุมในโพรงปาก เจิ้งเผิงทำได้เพียงรับสัมผัสเหล่านั้นอย่างจำนน มือทั้งสองข้างทิ้งลงข้างลำตัว
เนิ่นนานกว่าเถียนเหลยจะยอมผละออก เขาหน้าผากชนกันพลางหอบหายใจ “ไปอาบน้ำซะ”
“ผมอาบเองครับ” เจิ้งเผิงที่ยังหอบอยู่พูดออกมาอย่างเนิบนาบ
เถียนเหลยหัวเราะ “ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะอาบด้วยสักหน่อย อาบให้สะอาดล่ะ ฉันจะรอ”
เจิ้งเผิงเดินไปที่ห้องน้ำ พอหันหลังให้เถียนเหลยเขาก็แอบกรอกตา เม้มริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความร้อนแรงของอีกฝ่ายไว้อย่างขัดเขิน
อ่างน้ำในห้องน้ำมีน้ำอุ่นกำลังดี เจิ้งเผิงแช่ตัวลงไปจนเหลือแค่หัว ไอน้ำเกาะพราวที่กระจกจนภาพดูเบลอไปหมด ราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่อแลกกับชีวิตที่เปลี่ยนไปคือร่างกายและศักดิ์ศรี... แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไรนักหรอก คนอย่างเขาถ้าไม่รู้จักปรับตัวก็คงอยู่รอดมาไม่ได้
เสียงของเถียนเหลยดังมาจากข้างนอก “ยังอาบไม่เสร็จอีกเหรอ?”
เจิ้งเผิงรีบลุกออกจากอ่าง เช็ดตัวจนแห้ง เขามองเงาเปลือยเปล่าของตัวเองในกระจก ผิวแดงซ่านเพราะความร้อน ร่องรอยที่ทิ้งไว้เมื่อครึ่งเดือนก่อนจางลงไปมากแล้ว แต่ที่ไหปลาร้าและเอวยังคงเห็นรอยช้ำจางๆ
เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาใส่ ผูกสายรัดให้เรียบร้อย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้งก่อนจะเปิดประตูออกมา
เถียนเหลยรออยู่ในห้องนอนแล้ว เขานั่งอยู่บนขอบเตียง สวมเพียงกางเกงนอนตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแกร่ง “มานี่”
เจิ้งเผิงเดินเข้าไป หยุดยืนห่างจากเขาหนึ่งก้าว เถียนเหลยคว้าข้อมือเขาไว้แล้วดึงให้มานั่งลงบนตัก
ท่าทางนี้ทำให้เจิ้งเผิงรู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง เขาเผลอดิ้นตามสัญชาตญาณ แต่อ้อมแขนของเถียนเหลยก็รัดเอวเขาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
“อยู่นิ่งๆ” เถียนเหลยกระซิบที่ข้างหูขวา ลมหายใจอุ่นร้อนรดผิวที่ไวต่อสัมผัส “วันนี้เราไม่ต้องรีบ... ค่อยๆ ไปกันนะ”
บทที่ 4
เสพติดความเจ็บปวด
มือของเถียนเหลยสอดเข้าไปในชุดคลุมอาบน้ำ ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของเจิ้งเผิง ฝ่ามือที่ร้อนระอุและหยาบกร้านจากการทำงานบดเบียดลงบนผิวหนัง จนทำให้อีกฝ่ายสั่นสะท้านไปทั้งตัว เจิ้งเผิงเกร็งร่างกายขึ้นมาทันที
"ผ่อนคลายหน่อย" เถียนเหลยกระซิบเสียงต่ำ มืออีกข้างเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปมสายรัดชุดคลุมอาบน้ำออก "ฉันจะไม่ทำรุนแรงเกินไปหรอก"
ชุดคลุมอาบน้ำเลื่อนหลุดลง เจิ้งเผิงนั่งเปลือยเปล่าอยู่บนตักของเถียนเหลย สีหน้าของเขาดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย มีทั้งความรู้สึกอยากจะหนีแต่ก็แฝงไปด้วยความยอมรับในโชคชะตา ใบหน้าซับสีระเรื่อ ไม่รู้ว่าเพราะไอร้อนในห้องหรือเพราะความเขินอายกันแน่
"หน้าแดงทำไม?" เถียนเหลยหัวเราะเบาๆ "ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย" เขาก้มลงจูบที่ไหล่ ไหปลาร้า และหน้าอกของเจิ้งเผิง รอยจูบนั้นแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่จงใจสร้างขึ้น ร่างกายของเจิ้งเผิงค่อยๆ ผ่อนคลายลง ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้น
มือของเถียนเหลยเลื่อนลงไปยังระหว่างขา ลูบไล้ช่องทางด้านหลังที่เริ่มเปียกชื้นเล็กน้อย นิ้วมือสอดแทรกเข้าไปเขี่ยวนเบาๆ ก่อนจะถอนออกมา ปลายนิ้วบดคลึงจนเกิดเส้นใยสีเงินใสยืดตามออกมา ร่างของเจิ้งเผิงกระตุกตามการเคลื่อนหไวนั้น พร้อมกับส่งเสียงครางประท้วงในลำคอ
"ข้างในอยากได้ขนาดนี้เลยเหรอ?" เถียนเหลยโน้มตัวเข้าไปใกล้คนในอ้อมกอดที่หน้าแดงก่ำ งับติ่งหูแล้วเลียหยอกเย้า
"ถึงขนาดนี้แล้ว คุณยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าผมอยากหรือไม่ยาก!" เจิ้งเผิงพึมพำบ่นอุบอิบเสียงเบา
"น้ำไหลออกมาเยอะเชียว" เสียงของเถียนเหลยทุ้มต่ำและแหบพร่า เต็มไปด้วยความใคร่ที่ปิดไม่มิด เขารวบนิ้วมือสองนิ้วเข้าด้วยกัน อาศัยความหล่อลื่นนั้นค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในรอยแยกที่คับแน่น
"อือ..." เจิ้งเผิงโก่งตัวขึ้นกะทันหัน ส่งเสียงครางสั้นๆ ออกทางจมูก ผนังภายในอ่อนไหวเป็นพิเศษ เพียงแค่การรุกรานจากนิ้วมือก็สร้างความรู้สึกอึดอัดที่ชัดเจน เขาพยายามจะหุบขาเข้าหากัน แต่กลับถูกวงแขนที่แข็งแรงของเถียนเหลยรัดเอวไว้แน่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้
นิ้วของเถียนเหลยขยับเข้าออกช้าๆ สัมผัสได้ถึงความคับแน่นและร้อนผ่าวที่น่าเหลือเชื่อ ผนังเนื้อด้านในรัดรึงนิ้วมืออย่างโหยหา ขยับตอดรัดตามจังหวะ "เข้าไปแค่สองนิ้วก็ตะกละขนาดนี้เลย?" เถียนเหลยเพิ่มแรงกดอย่างกลั่นแกล้ง ปลายนิ้วงอครูดไปตามรอยหยักที่อ่อนไหวภายใน
"อย่า... อย่าพูดนะ... อย่าแกล้งผมอีกเลย..." ใบหน้าของเจิ้งเผิงยิ่งแดงซ่าน เขาตบแขนของเถียนเหลยเบาๆ คำพูดที่ตรงไปตรงมาและหยาบโลนเหล่านั้นทำให้เขาอับอายจนอยากจะมุดตัวหนี แต่ลึกๆ ในร่างกายกลับเกิดความร้อนรุ่มที่รุนแรงขึ้นเพราะคำพูดและการกระทำเหล่านั้น เขาบิดเอวหวังจะหนีจากนิ้วที่ทรมาน แต่กลับกลายเป็นการเปิดทางให้เถียนเหลยแทรกลึกเข้าไปยิ่งกว่าเดิม
"ตกลง ไม่พูดแล้ว" เถียนเหลยยอมทำตามอย่างว่าง่าย เขาถอนนิ้วออก ช้อนสะโพกของเจิ้งเผิงขึ้นเล็กน้อย มืออีกข้างรีบถอดกางเกงนอนของตัวเองออก แก่นกายที่ขยายตัวแข็งขึงดีดตัวออกมา ส่วนปลายมีน้ำหล่อลื่นซึมเยิ้ม หัวเห็ดสีม่วงคล้ำดูดุดันและใหญ่โต บดเบียดอยู่ตรงร่องก้นของเจิ้งเผิงจนเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยความร้อน
"ทำเองสิ" เถียนเหลยดันร่างเจิ้งเผิงขึ้น เล็งช่องทางให้ตรงกับส่วนปลายของแก่นกายที่เตรียมพร้อมอยู่ "นั่งลงมา"
เจิ้งเผิงเม้มริมฝีปากล่าง ท่านี้มันน่าอายเกินไป การที่จะให้เขาเป็นฝ่ายกลืนกินสิ่งใหญ่โตที่น่ากลัวนั่นเข้าไปเอง ถือเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
เถียนเหลยไม่ได้บังคับ เพียงแต่ประคองแก่นกายไว้ ใช้ส่วนปลายที่ร้อนจัดบดคลึงไปตามช่องทางที่ขยับตอดรัดไม่หยุด ปาดเอาน้ำกามที่เปียกชื้นกระจายไปทั่ว บางครั้งก็กดส่วนหัวเข้าไปตื้นๆ แล้วถอนออก ทรมานทางเข้าที่บอบบางและอ่อนไหวนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"อ๊า... อย่า... อย่าถูแบบนี้..." ความเสียวซ่านที่แผ่กระจายไปทั่วผสมปนเปกับความโหยหาที่ว่างเปล่า พลุ่งพล่านจากกระดูกสันหลังขึ้นไปจนถึงหนังศีรษะ เจิ้งเผิงบิดเร้าด้วยความกระวนกระวาย เผลอกดเอวลงต่ำโดยไม่รู้ตัวเพราะต้องการมากกว่านี้
"อยากได้เหรอ?" เถียนเหลยถามทั้งที่รู้คำตอบ และแกล้งหยุดการกระทำทุกอย่างลง
ดวงตาของเจิ้งเผิงเริ่มมีน้ำรื้น เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธระคนน้อยใจ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อสายตาหยอกล้อของเถียนเหลย เถียนเหลยพอใจในที่สุด เขาหยิบถุงยางอนามัยจากหัวเตียงมาฉีกออกแล้วสวมใส่อย่างรวดเร็ว เขาประคองเอวเจิ้งเผิงไว้อีกครั้ง คราวนี้ไม่หยอกเล่นอีก ส่วนหัวกดลงบนช่องทางที่เปียกชื้น เอวแกร่งค่อยๆ สวนขึ้นไปพร้อมกับที่มือออกแรงกดร่างเจิ้งเผิงลงมาหาตัวเอง
"อึก... อ๊า—!" แม้จะมีการเล้าโลมและหล่อลื่นมาอย่างดี แต่ในวินาทีที่ถูกขยายออกจนสุด ความเจ็บปวดราวกับจะฉีกขาดก็ทำให้เจิ้งเผิงแหงนคอขึ้นและร้องออกมาด้วยความเจ็บ มือทั้งสองข้างคว้าไหล่ที่แข็งแรงของเถียนเหลยไว้แน่น เล็บแทบจะจมลงไปในเนื้อ
เถียนเหลยหยุดนิ่ง สูดลมหายใจลึก สัมผัสถึงการโอบรัดที่คับแน่นและร้อนระอุอย่างถึงที่สุด ผนังภายในของเจิ้งเผิงหดเกร็งอย่างรุนแรงเนื่องจากความเจ็บและความตึงเครียด จนเส้นเลือดที่ขมับของเถียนเหลยเต้นตุบ "เผิงเผิง ผ่อนคลายหน่อย... ผ่อนคลาย..." เขานานๆ ครั้งจะแสดงความอ่อนโยนด้วยการจูบที่ขมับที่เปียกเหงื่อของเจิ้งเผิง มือฝ่ามือลูบไล้บีบเฟ้นบั้นท้ายที่ตึงเครียดเพื่อปลอบประโลม
"บ้าเอ๊ย... อ๊า... ก็คนที่ถูกเย็ดไม่ใช่คุณนี่... คุณจะให้ผมผ่อนคลายยังไง... อ๊า... ขอร้องล่ะ... อย่าขยับนะ..."
"ก็ใช่ไง ฉันไม่เคยถูกเย็ด ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นฝ่ายโดนกระทำนี่นา"
เจิ้งเผิงปิดปากเงียบไม่อยากคุยกับเขาอีก เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าถ้าเขามี 'เดธโน้ต' เขาจะเขียนชื่อพวกคนที่ชอบโพสต์ว่า "ไม่ต้องการเงินมากมาย ขอแค่ความรักก็พอ" ลงไปก่อน แต่ตอนนี้เขาขอให้ชื่อของเถียนเหลยลัดคิวคนพวกนั้นไปเป็นคนแรกเลย
ผ่านไปสักพัก ลมหายใจของเจิ้งเผิงเริ่มคงที่ ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับขนาดที่น่ากลัวนั่นได้ เถียนเหลยเริ่มลองขยับ เริ่มจากจังหวะเนิบนาบแต่ทว่าหนักแน่น ทุกครั้งที่สวนเข้าไปล้วนลึกถึงจุดที่ลึกที่สุด
เจิ้งเผิงซบหน้าลงบนไหล่ของเขา หอบหายใจแผ่วเบา ความเจ็บปวดค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกตื้อและชาชิน จากนั้นความเสียวซ่านที่ทำให้ตัวสั่นสะท้านก็เริ่มก่อตัวขึ้นจากจุดเชื่อมประสาน
จังหวะของเถียนเหลยค่อยๆ เร็วขึ้น แรงกระแทกก็หนักหน่วงขึ้นตามลำดับ เขากอดเจิ้งเผิงไว้ราวกับกอดตุ๊กตายางคู่ใจที่เข้าล็อกกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกการขยับล้วนทั้งลึกและแรง ถุงอัณฑะกระทบกับแก้มก้นเกิดเสียง "พั่บ พั่บ" ผสมปนเปกับเสียงน้ำที่แฉะชื้น กลายเป็นบทเพลงแห่งกามารมณ์ที่ดังระงมในห้องที่เงียบสงัด
"อ๊า... อ๊ะ... ช้าหน่อย..." ตอนแรกเจิ้งเผิงยังพอสะกดกลั้นเสียงครางได้ แต่เมื่อการรุกรานของเถียนเหลยยิ่งดุดันขึ้น ความเสียวซ่านก็โถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดเข้าใส่ประสาทส่วนกลาง เขาประสานมือเข้ากับร่างของเถียนเหลยแน่น ราวกับคนเดินเรือกลางพายุที่เกาะเสากระโดงเรือไว้เป็นที่พึ่งสุดท้าย ผนังด้านในบีบรัดแก่นกายที่ร้อนระอุเข้าออกอย่างควบคุมไม่ได้ หลั่งน้ำหล่อลื่นออกมามากขึ้น ทำให้การเสียดสีราบรื่นและเสียงน้ำดังชัดเจนยิ่งขึ้น ในช่องทางนั้นทั้งเจ็บทั้งเสียวซ่านจนเกินบรรยาย
"ช้าไม่ได้หรอก..." เถียนเหลยหอบหายใจรุนแรง เหงื่อไหลตามโครงหน้าคมเข้มหยดลงบนหลังเปลือยเปล่าของเจิ้งเผิง "ข้างในนายตอดแน่นขนาดนี้... อยากจะหนีบให้ฉันตายเลยหรือไง หืม?"
"ก็ของคุณมันใหญ่ขนาดนี้... จะโทษใครล่ะ! อ๊า..." แรงกระแทกหนักๆ อีกครั้งชนเข้ากับจุดกระสันภายใน เจิ้งเผิงสั่นสะท้านราวกับถูกไฟช็อต ภาพตรงหน้าขาวโพลนจนหลุดร้องออกมา เสียงร้องไห้และความรู้สึกที่ถูกบดขยี้ซ้ำๆ สร้างความสุขสมที่แหลมคมและต่อเนื่อง จนเขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
"ตรงนี้เหรอ? ชอบตรงนี้ใช่ไหม?" เถียนเหลยจับสังเกตปฏิกิริยาได้ทันที เขาปรับมุมองศาและโถมแรงเข้าใส่จุดนั้นอย่างบ้าคลั่ง
"ไม่เอาแล้ว... ฮือ... เถียนเหลย... คุณเถียน... ปล่อยผมไปเถอะ..." เจิ้งเผิงถูกกระแทกจนพูดไม่เป็นภาษา น้ำตาไหลออกมาตามสัญชาตญาณ เขาไม่เคยสัมผัสกับความเสียวซ่านที่ดุดันและยาวนานขนาดนี้มาก่อน ร่างกายเหมือนไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป เขาวนเวียนอยู่ที่ขอบเหวแห่งจุดสุดยอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับถูกเถียนเหลยควบคุมไว้ให้อยู่แค่จุดเฉียดฉายแต่ไม่ยอมให้ปลดปล่อย
เถียนเหลยได้ยินเสียงอ้อนวอนปนสะอื้นและเสียงครางที่ยั่วยวน ยิ่งทำให้ไฟราคะในท้องน้อยพลุ่งพล่าน เขาอุ้มเจิ้งเผิงลงจากตักกะทันหัน จับอีกฝ่ายหันหลัง ให้มือยันขอบเตียงไว้และโก่งสะโพกขึ้นสูง ท่านี้ทำให้เข้าไปได้ลึกยิ่งขึ้น เถียนเหลยคุกเข่าอยู่ด้านหลัง ประคองเอวเขาไว้แล้วกระแทกเข้าไปอย่างรุนแรง
"อ๊า—!" เจิ้งเผิงไม่ทันตั้งตัว ร่างถูกกระแทกจนพุ่งไปข้างหน้า แต่ก็ถูกดึงกลับมารับแรงกระแทกถัดไป ท่านี้ทำให้เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าเถียนเหลยทะลวงเขาอย่างดุดันเพียงใด แรงกระตุ้นทั้งทางสายตาและสัมผัสทำให้เขาแทบคลุ้มคลั่ง ผนังเนื้อบีบรัดและกระตุกอย่างบ้าคลั่ง น้ำรักไหลนองตามโคนขา
เถียนเหลยโน้มตัวลงทับแผ่นหลัง กัดติ่งหูที่แดงก่ำของเขา ขณะที่โหมกระแทกอย่างบ้าคลั่งเขาก็กระซิบคำหยาบโลนข้างหู: "ครางเพราะจริงๆ ร้องให้ดังกว่านี้หน่อย"
"ไม่... ไม่... อ๊ะ... อ๊า!" เจิ้งเผิงอยากจะปฏิเสธ แต่คำพูดกลับถูกจังหวะการกระแทกที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ กระแทกจนแตกละเอียด เหลือเพียงเสียงครางที่ขาดห้วงและความเจ็บปวด ความอับอายถูกโยนทิ้งไปไกลแสนไกล เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่โหยหาความสุขสม เขาแอ่นเอวส่งสะโพกให้ลึกขึ้นไปอีก ถึงขั้นขยับโยกตามแรงส่งโดยไม่รู้ตัว เพียงเพื่อต้องการให้ความเจ็บปวดและความสุขสมที่สุดยอดนี้รุนแรงยิ่งขึ้น
เถียนเหลยถูกท่าทางยั่วยวนนี้จุดไฟจนคลุ้มคลั่ง เขาโถมเข้าใส่โดยไร้จังหวะที่แน่นอน อาศัยเพียงสัญชาตญาณดิบในการช่วงชิงอย่างรุนแรง ในขณะที่เจิ้งเผิงถูกส่งไปถึงจุดสุดยอดอีกครั้ง ผนังด้านในบีบรัดและตอดดูดอย่างรุนแรง เถียนเหลยคำรามต่ำในลำคอ ปลดปล่อยน้ำกามที่ร้อนฉ่าเข้าไปในส่วนลึกที่สุดจนหมดสิ้น
หลังจากจุดสุดยอด ทั้งคู่ต่างหมดแรงล้มลงบนเตียง หอบหายใจอย่างรุนแรง เถียนเหลยนอนทับอยู่บนตัวเจิ้งเผิง แก่นกายยังคงฝังอยู่ในช่องทางที่เปียกชื้นและคับแน่น สัมผัสถึงการบีบรัดเบาๆ ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่
เจิ้งเผิงนอนแผ่อยู่บนผ้าปูเตียงที่ยับย่น ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แววตาเหม่อลอย มีเพียงหน้าอกที่ยังขยับขึ้นลงอย่างแรง
พักได้ไม่ถึงสิบนาที เถียนเหลยก็เริ่มมีแรงอีกครั้ง เขาถอนแก่นกายที่เริ่มอ่อนตัวลงออกมา ถอดถุงยางที่ใช้แล้วทิ้งไป แล้วตบก้นที่เปียกเหงื่อของเจิ้งเผิงเบาๆ "มานี่"
เจิ้งเผิงเหนื่อยจนไม่อยากจะขยับแม้แต่ปลายนิ้ว นอนนิ่งทำเป็นตายอยู่บนเตียง เถียนเหลยจึงพลิกตัวเขาให้ขึ้นมานอนทับบนตัวเขา ช่องทางด้านหลังแดงก่ำและบวมเป่ง ขยับเปิดปิดเล็กน้อย มีของเหลวสีขาวขุ่นที่ผสมกันระหว่างน้ำหล่อลื่นและน้ำกามไหลซึมออกมา โคนขาด้านในเปรอะเปื้อนไปหมด
ดวงตาของเถียนเหลยเข้มขึ้น เขาใช้มือทั้งสองข้างกดโคนขาของเจิ้งเผิงไว้ แล้วให้เขาขยับขึ้นไปนั่งคร่อมเหนืออก ให้ส่วนหัวห้อยลงมาตรงกับจุดกึ่งกลางลำตัวของเขา นำแก่นกายที่แม้จะผ่านการปลดปล่อยมาแล้วหนึ่งครั้งแต่ขนาดยังคงน่าเกรงขาม ส่งไปถึงริมฝีปากของเจิ้งเผิง
"เลียให้สะอาดซะ"
เจิ้งเผิงมองแก่นกายตรงหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำรักของคนทั้งสอง และส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งจนเขารู้สึกพะอืดพะอมในกระเพาะ แต่เมื่อนึกถึงค่าตอบแทนที่เขาจะได้รับ เขาก็หลับตาลงอย่างทรมานตัวเอง อ้าปากออกแล้วยื่นปลายลิ้นสีชมพูออกมาเลียวนที่ส่วนปลายอย่างกล้าๆ กลัวๆ
รสเค็มคาวแผ่ซ่านในปาก ลูกกระเดือกของเถียนเหลยขยับ เขาเลื่อนมือมากดท้ายทอยของเจิ้งเผิง ค่อยๆ ส่งความยาวขนาดมหึมานั้นเข้าไปในโพรงปากที่อบอุ่น
"ใช้ลิ้น... ใช่... ลึกกว่านี้..." เขาคอยชี้แนะ ดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ถูกโพรงปากเปียกชื้นโอบรัด เจิ้งเผิงตอนแรกยังเงอะงะและรู้สึกอยากจะอาเจียนเมื่อถูกกระแทกถึงคอ แต่ไม่นานนัก ภายใต้การกึ่งบังคับกึ่งนำทางของเถียนเหลย เขาก็เริ่มเรียนรู้วิธีการดูดดึง ใช้ปลายลิ้นพันรอบลำต้น เลียวนรอบส่วนหัว และพยายามที่จะกลืนเข้าไปให้ลึกขึ้น ความว่าง่ายและการเริ่มชำนาญทำให้เถียนเหลยพึงพอใจ เขาขยับเอวสวนขึ้นไปในปากของเจิ้งเผิงเบาๆ
เถียนเหลยโน้มตัวลงมา แยกขาที่ไร้เรี่ยวแรงของเจิ้งเผิงออก แล้วซุกหน้าลงไประหว่างขาของเขา ลิ้นที่ว่องไวแลบออกมา เริ่มจากการดูแลลูกอัณฑะที่ยังโตไม่เต็มที่และโคนแก่นกาย จากนั้นเลียเอาน้ำที่เปียกชื้นรอบๆ ช่องทางออก และสุดท้ายเขาก็ไม่เกรงใจที่จะแหวกกลีบเนื้อที่บวมแดงออก และกดลิ้นลงบนจุดกระสันเล็กๆ ที่แข็งตัวและมีเลือดมาเลี้ยงจนเต่งตึง พร้อมกับออกแรงดูดเม้มอย่างรุนแรง
"อื้อ...!" การถูกจู่โจมพร้อมกันทั้งหน้าและหลังทำให้เจิ้งเผิงเบิกตากว้าง ร่างกายกระตุกเกร็ง โพรงปากถูกเติมเต็มจนพูดไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ
จากด้านล่างมีความเสียวซ่านที่แหลมคมพุ่งพล่าน ลิ้นของเถียนเหลยทั้งว่องไวและทรงพลัง ทั้งดูด ทั้งดึง ทั้งขบเม้ม และแม้แต่แหย่เข้าไปในช่องทางที่เพิ่งผ่านศึกหนักมา
เจิ้งเผิงสมองของเขาปั่นป่วนไปหมด ความสุขที่ได้จากความเจ็บปวด ความอัปอายที่ถูกควบคุม และความตื่นเต้นที่อธิบายไม่ได้ผสมปนเปกันไปหมด เขาเร่งจังหวะในปากโดยไม่รู้ตัว เป็นการประจบเอาใจและเรียกร้องตามสัญชาตญาณ
ส่วนล่างยิ่งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำรัก ภายใต้การปรนนิบัติด้วยปลายลิ้นของเถียนเหลย ไม่นานเขาก็เข้าใกล้จุดสุดยอดอีกครั้ง
เถียนเหลยสัมผัสได้ว่าช่องทางเล็กๆ ในปากของเขาบีบรัดอย่างแรง รู้ว่าเจิ้งเผิงกำลังจะถึงฝั่งฝัน จึงยิ่งออกแรงเลียและดูดมากขึ้น ในขณะเดียวกันเขาก็เร่งจังหวะในปากของเจิ้งเผิง ส่วนหัวกระแทกถึงโคนคอครั้งแล้วครั้งเล่า
ในจังหวะที่ร่างของเจิ้งเผิงเกร็งแน่นและถึงจุดสุดยอด เถียนเหลยก็กระแทกแก่นกายเข้าไปลึกที่สุดในโพรงปาก ปลดปล่อยน้ำกามข้นคลักฉีดพุ่งเข้าไปจนเต็มลำคอ
"แคก... แคกๆ..." เจิ้งเผิงสำลักจนไอออกมาอย่างรุนแรง น้ำสีขาวขุ่นบางส่วนไหลซึมจากมุมปาก เมื่อเถียนเหลยถอนตัวออก เขาก็หันหน้าไปด้านข้าง ขย้อนไออย่างทุลักทุเล น้ำตาซึมที่หางตา
เถียนเหลยนอนลงข้างๆ เขา มองดูเจิ้งเผิงที่หลับตาแน่น หน้าอกกระเพื่อมไหว ลำคอแห้งผากจนพูดไม่ออก สภาพเหมือนถูกใช้งานจนพังพินาศ
เถียนเหลยรู้สึกมีความสุขจนแทบจะตัวลอย แต่ในใจก็คิดว่าเจ้าตัวเล็กนี่คงจะเหนื่อยมากแล้ว และคงอยากจะนอน
เขานึกถึงคราวที่แล้วที่ต้องนอนหันหลังให้แล้วช่วยตัวเองจนรู้สึกอัดอั้น เถียนเหลยเลียริมฝีปาก แม้จะยังรู้สึกไม่เต็มอิ่ม แต่เมื่อเห็นช่องทางที่บวมแดงและท่าทางเหนื่อยล้าของเจิ้งเผิง เขาก็เกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
เขาคิดได้ดังนั้นจึงพลิกตัวนอนหันหลังให้เจิ้งเผิง มือเอื้อมลงไปกุมแก่นกายที่ยังแข็งค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง ถอนหายใจเตรียมจะจัดการตัวเองให้เสร็จๆ ไป
แต่ในตอนที่เขาเริ่มขยับมือรูดรั้งช้าๆ นั่นเอง ด้านหลังก็มีเสียงขยับซุกซน เถียนเหลยชะงักไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างกายที่นุ่มนิ่มและอบอุ่นก็แนบชิดเข้ามา จากนั้นเจิ้งเผิงก็พลิกตัวขึ้นมานั่งคร่อมบนเอวของเขาโดยตรง
เถียนเหลยหันมองด้วยความประหลาดใจ สบสายตากับเจิ้งเผิง ดวงตากลมโตคู่นั้นยังมีร่องรอยของหยาดน้ำตาและความเหนื่อยล้าจากการเสร็จสม แต่ลึกลงไปกลับมีความร้อนแรงของเปลวไฟที่ยังไม่ดับสนิท และอาจจะรวมถึง... ความไม่พอใจที่ถูกละเลย?
"นาย..." เถียนเหลยกำลังจะเอ่ยปาก
เจิ้งเผิงก็โน้มตัวลงมา ใช้มือทั้งสองข้างยันหน้าอกของเขาไว้ ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดใบหน้า เสียงของเขาพร่าแหม่แผ่วเบา แฝงไปด้วยการตัดพ้อเหมือนเด็กขี้อ้อน: "...ทำไมคุณถึงจะทำเองอีกแล้วล่ะ... ผมปรนนิบัติคุณไม่ดีเหรอ?"
เถียนเหลยตะลึงงัน เขามองใบหน้าเจิ้งเผิงในระยะประชิด ความแดงซ่านยังไม่จางหาย ริมฝีปากยังบวมเจ่อ และยังมีคราบสีขาวขุ่นที่ยังเช็ดไม่สะอาดติดอยู่ ตอนนี้เขากำลังทำปากจู๋เล็กน้อย ประกอบกับดวงตาที่มีน้ำคลอช้อนมองดูเย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก
"ช่องทางนายบวมหมดแล้ว ทำต่อไม่ได้แล้ว" เถียนเหลยได้ยินตัวเองพูดคำว่า "ทำต่อไม่ได้" กับคู่นอนเป็นครั้งแรกในชีวิต สมองของเขาสับสนไปหมด
เจิ้งเผิงกะพริบตา แล้วจู่ๆ ก็โน้มเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะแตะกัน: "ไม่เป็นไรครับ ผมไหว" เขาขยับสะโพกเบาๆ ให้ส่วนอ่อนไหวของทั้งคู่เสียดสีกันผ่านเนื้อผ้า "คุณเป็นผู้อุปถัมภ์ของผมนะ ผมต้องมีการบริการที่ดีสิ ต้องทำให้คุณสบายตัวที่สุด... ไม่งั้นถ้าคุณเกิดรู้สึกว่าผมไม่ดี แล้วไม่ต้องการผมขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ?"
เขาพูดคำพูดที่ดูน่าสงสาร แต่แววตากลับมีความเด็ดเดี่ยวและเย้ายวนเหมือนปีศาจ เขารู้ดีว่าเถียนเหลยแพ้ทางแบบไหน ทั้งความต้องการปกป้องแบบผู้ชายตัวโตและความภาคภูมิใจที่ได้ "ช่วยชุบเลี้ยง" ใครสักคน
และแน่นอน แววตาของเถียนเหลยเข้มขึ้นทันที ลมหายใจเริ่มติดขัด คำพูดนี้มันช่างตรงใจเขาเหลือเกิน ดูสิ เจิ้งเผิงพึ่งพาเขามากแค่ไหน กลัวถูกเขาทิ้งจนยอมสละแม้กระทั่งร่างกายเพื่อเอาใจเขา ความรู้สึกอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและความรู้สึกชนะใจอย่างยิ่งใหญ่ถาโถมเข้าใส่เขา
"เจ้าตัวแสบ..." เถียนเหลยสบถเรียกเสียงพร่า มือทั้งสองข้างคว้าเอวบางของเจิ้งเผิงไว้แน่น "นายหาเรื่องเองนะ"
เขาพลิกตัวเจิ้งเผิงลงไปนอนใต้ร่างอย่างแรง แล้วกดทับลงไปทันที เถียนเหลยจับแก่นกายที่กลับมาแข็งตัวเต็มที่อีกครั้ง เล็งไปที่ช่องทางที่บวมแดงและสั่นระริก แล้วกระแทกเข้าไปจนสุดในคราวเดียว
"อ๊า—!" เจิ้งเผิงกรีดร้องออกมาจนเสียงหลง ผนังด้านในที่บวมแดงและอ่อนไหวถูกขยายออกอย่างรุนแรงอีกครั้ง ความเจ็บปวดแหลมคมชัดเจน แต่ในขณะเดียวกัน ความเสียวซ่านที่รุนแรงกว่าเดิมก็พุ่งทะยานขึ้นมา
เขาชอบความเจ็บปวดนี้ ความเจ็บปวดทำให้เขารู้สึกว่าเขามีตัวตนจริงๆ เขายังมีชีวิตอยู่จริงๆ ไม่ใช่ล่องลอยอยู่ในความฝันที่สร้างขึ้นจากความห่วงใยปลอมๆ และชีวิตที่กินดีอยู่ดีอย่างไร้จุดหมาย
การเคลื่อนไหวของเถียนเหลยในครั้งนี้ดุดันยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ราวกับต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง หรือไม่ก็อาจถูกคำพูดของเจิ้งเผิงปลุกสัญชาตญาณสัตว์ป่าขึ้นมา เขาพับขาของเจิ้งเผิงขึ้นไปกดไว้ที่หน้าอกจนร่างแทบจะม้วนพับ จากนั้นก็เริ่มการโหมกระแทกอย่างไร้ความปรานี ทุกจังหวะทั้งหนักและลึกเข้าหาจุดกระสันโดยตรง เสียงถุงอัณฑะกระทบสะโพกดังสะท้อนไปทั่วห้อง
เจิ้งเผิงในตอนแรกยังพอทนได้ แต่เมื่อจังหวะของเถียนเหลยเร็วขึ้นและแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็พ่ายแพ้อย่างยับเยิน ความเจ็บปวดและความเสียวซ่านผสมปนเปจนแยกไม่ออก เขาอ้าปากหอบหายใจเหมือนปลาขาดน้ำ น้ำตาไหลอาบหน้า เสียงครางดังระงมขึ้นทุกที เหลือเพียงปฏิกิริยาทางร่างกายที่ตอบสนองไปตามสัญชาตญาณ
"คุณเถียน... พี่... ลึกมาก... จะพังแล้ว... อ๊า อ๊า..."
"ช้าหน่อย... ขอร้อง... ไม่ไหวแล้วจริงๆ..."
"เสียวจัง... โดนตรงนั้นแล้ว... ตรงนั้นแหละ... แรงกว่านี้... อ๊า!"
เขาพูดจาไม่เป็นภาษา เดี๋ยวขอร้องเดี๋ยวเรียกร้อง ร่างกายเปิดรับอย่างซื่อสัตย์ ผนังด้านในบีบรัดและดูดตอดเครื่องมือที่มอบทั้งความทุกข์และความสุขที่สุดยอดให้เขาอย่างบ้าคลั่ง ช่องทางทั้งแดงและบวมจนขึ้นเงาจากการเสียดสี ทุกครั้งที่ถอนออกจะนำพาน้ำรักสีขุ่นที่มีรอยเลือดจางๆ ไหลออกมาด้วย ภาพที่เห็นช่างลามกและเย้ายวนเกินบรรยาย
เถียนเหลยถูกกระตุ้นด้วยท่าทางที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวนี้จนนัยน์ตาแดงก่ำ เหงื่อไหลหยดราวกับสายฝน เขาโน้มตัวลงมาปิดปากที่ครางไม่หยุดของเจิ้งเผิง กลืนกินเสียงครางและเสียงหอบหายใจลงไปทั้งหมด จูบกันจนแทบจะขาดใจ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงของเจิ้งเผิงแหบพร่าจนแทบไม่ออกเสียง ร่างกายกระตุกเกร็งจากจุดสุดยอดไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนสติเริ่มเลือนลาง เถียนเหลยเองก็มาถึงขีดจำกัด เขาจู่โจมครั้งสุดท้ายอย่างหนักหน่วง ปลดปล่อยน้ำกามที่ร้อนระอุเข้าไปจนเต็มช่องทางที่ชุ่มโชกนั่น แล้วฟุบลงทับร่างของเจิ้งเผิงด้วยความหมดแรง
ภายในห้องเหลือเพียงเสียงหอบหายใจที่หนักหน่วงของคนทั้งสอง
ผ่านไปพักใหญ่ เถียนเหลยถึงยันตัวขึ้นมองคนใต้ร่าง เจิ้งเผิงหลับตาแน่นและหมดสติไปแล้ว บนใบหน้ามีคราบน้ำตาเประเปื้อน ริมฝีปากบวมช้ำ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยจูบและรอยนิ้วมือ โดยเฉพาะตรงเอวและโคนขาแทบไม่มีที่ว่าง ผิวหนังบอบช้ำไปหมด ส่วนล่างยิ่งเละเทะ ช่องทางที่บวมแดงหุบไม่ลง มีของเหลวสีขาวผสมเลือดซึมออกมาอย่างช้าๆ
ทำรุนแรงเกินไปหรือเปล่านะ…
คนที่เคยถูกเขาทำจนสลบคาเตียงมีนับไม่ถ้วน แต่เถียนเหลยที่เห็นเจิ้งเผิงสภาพเหมือนจะพังทลายจริงๆ ในใจกลับมีความรู้สึกผิดและเสียใจแวบเข้ามาอย่างหาได้ยาก
เขาค่อยๆ อุ้มเจิ้งเผิงเข้าไปในห้องน้ำ ทำความสะอาดให้อย่างละเอียดเหมือนครั้งก่อน ท่าทางนุ่มนวลกว่าครั้งที่แล้วมาก จากนั้นก็อุ้มเจิ้งเผิงกลับมาที่เตียงที่เปลี่ยนผ้าปูใหม่แล้ว กอดเอาไว้ในอ้อมอกเบาๆ เด็กหนุ่มขมวดคิ้วในยามหลับ ซุกตัวเข้าหาอกเขาและละเมอออกมาเสียงเบา
เถียนเหลยจ้องมองใบหน้ายามหลับที่สงบนิ่ง ความอ่อนโยนแบบลูกผู้ชายในใจพลุ่งพล่านจนท่วมท้น
เขาอดไม่ได้ที่จะคิดว่า เจิ้งเผิงยอมทิ้งแม้กระทั่งร่างกายเพื่อเอาใจเขา ทั้งที่เจ็บขนาดนั้นแต่ยังแข็งใจเพื่อเขา
เขาต้อง... รักฉันมากแน่ๆ เลย!
เถียนเหลยแอบยิ้มหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข พลางคิดว่าเสน่ห์ของตัวเองนี่ช่างเหลือล้นจริงๆ และตั้งใจว่าจะต้องดีกับเขาให้มากกว่านี้อีกหน่อย เขาออกแรงกอดเจิ้งเผิงแน่นขึ้น จนเผลอไปกระทบแผลด้านล่างเข้า คนในอ้อมกอดขยับตัวประท้วงนิดหน่อยก่อนจะหามุมที่สบายกว่าเดิมและขดตัวหลับไป เถียนเหลยจูบหน้าผากเจิ้งเผิงเบาๆ แล้วหลับไปอย่างมีความสุขที่สุดในรอบครึ่งเดือน
บทที่ 5
ถึงเวลาแล้วใช่ไหม
เถียนเหลยตื่นเช้ามาก
เจิ้งเผิงนอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา ใบหน้าซบลงกับแผงอก หลับสนิทจนแก้มทั้งสองข้างกลายเป็นสีแดงระเรื่อ เถียนเหลยก้มหน้าลงมอง เห็นขนตาที่ทั้งยาวและหนาเป็นแพทาบลงบนเปลือกตาจนเกิดเงาจางๆ ริมฝีปากของคนในอ้อมแขนดูบวมเจ่อและมีรอยแตกเล็กน้อยจากการถูกเขาบดจูบและขบเม้มอย่างหนักเมื่อคืนนี้
แม้แต่ตรงปลายคางก็ยังมีรอยฟันจางๆ ประทับอยู่
เถียนเหลยจ้องมองรอยนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ในหัวก็พลันผุดภาพเหตุการณ์เมื่อคืนขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ภาพของเจิ้งเผิงที่ถูกเขากดไว้ใต้ร่าง ร้องไห้จนตาบวมช้ำ แต่กลับยังคงสะอึกสะอื้นพลางซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดเขา พร้อมกับส่งเสียงแหบพร่าบอกว่ามัน "ลึกเกินไป" ในยกสุดท้าย ทั้งที่เจิ้งเผิงเหนื่อยจนลืมตาไม่ขึ้นแล้วแท้ๆ แต่เจ้าตัวก็ยังฝืนลุกขึ้นมานั่งทับบนตัวเขา พร้อมกับพึมพำว่า “ต้องปรนนิบัตินายให้สบายตัวก่อนถึงจะยอม...”
นี่ต้องรักเขามากขนาดไหนกันนะ!
แสงแดดสาดส่องเข้ามา เถียนเหลยมองใบหน้ายามหลับที่แสนสงบของเจิ้งเผิง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเพิ่งผ่านบทรักอันเร่าร้อนมาหรืออย่างไร ในใจของเขาถึงได้รู้สึกอิ่มเอมและโหยหาอย่างประหลาดจนมันคับแน่นไปหมด ...เมียเขา…
ใช่แล้ว เถียนเหลยคิดว่าเขาเรียกอีกฝ่ายว่าเมียได้เต็มปากแล้ว เด็กขนาดนี้ เพิ่งจะอายุสิบแปดก็ยอมตามเขามา ทั้งที่ถูกเขาเคี่ยวกรำจนเจ็บขนาดนั้น แต่ก็ยังอดทนเพื่อเอาใจเขา เพราะกลัวว่าเขาจะไม่พอใจ หรือกลัวว่าเขาจะไม่ต้องการตนเองอีก
“ฉันจะต้องดีกับนายให้มากกว่านี้” เถียนเหลยพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงนั้นหนักแน่นราวกับกำลังกล่าวคำปฏิญาณ
เขาขยับแขนอย่างระมัดระวังเพราะกลัวจะทำคนในอ้อมแขนตื่น แต่เจิ้งเผิงดูเหมือนจะรู้สึกตัวเสียก่อน จมูกเล็กๆ นั่นย่นน้อยๆ อย่างไม่รู้ตัวในนิทรา ก่อนจะซุกตัวเข้าหาอ้อมอกเขาให้ลึกกว่าเดิม
หัวใจของเถียนเหลยพลันอ่อนระทวยกลายเป็นน้ำ
เขาก้มลงไปชิดใบหูข้างซ้ายที่เจิ้งเผิงไม่ได้ยินเสียง แล้วลองประทับจูบลงบนติ่งหูเล็กๆ นั้นเบาๆ มันทั้งนุ่มและเย็น แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของครีมอาบน้ำติดอยู่
เจิ้งเผิงขยับตัวเล็กน้อยคล้ายกำลังฝัน ละเมอออกมางึมงำว่า “อย่าเลีย... น้ำลาย... เจ้าหมาโง่!”
เถียนเหลยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดยิ้มออกมา ที่แท้ในฝันก็เห็นเขาเป็นหมางั้นเหรอ? หรือฝันเห็นหมาจริงๆ กันแน่?
เขาจูบลงไปอีกครั้ง ครั้งนี้แช่ค้างไว้ที่ใบหูนานหน่อย แถมยังแกล้งเป่าลมใส่เข้าไปด้วย
“อื้อ...” ในที่สุดเจิ้งเผิงก็ถูกปลุกจนตื่น เขาปรือตาขึ้นอย่างงัวเงีย สายตาต้องใช้เวลาโฟกัสอยู่พักใหญ่ถึงจะเห็นคนตรงหน้าชัดเจน ใบหน้าของเถียนเหลยที่ขยายใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มเซ่อซ่าที่อธิบายไม่ถูกกำลังจ้องมองเขาอยู่
“ตื่นแล้วเหรอ?” เถียนเหลยจงใจลดเสียงให้เบาลง ราวกับกำลังประคองของล้ำค่าที่แตกหักง่าย
เจิ้งเผิงขมวดคิ้ว สมองยังไม่ตื่นตัวดีนัก ในใจนึกด่าว่าก็นายไม่ใช่เหรอที่ปลุกฉันตื่นแล้วยังจะมาถามอีก
เขาขยับตัวหมายจะพลิกหนีเพื่อนอนต่อ แต่ความเจ็บปวดแปลบจากช่วงล่างก็แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้ากลมมนเหยเกด้วยความเจ็บ
“อย่าขยับ! อย่าขยับ!” เถียนเหลยรีบกดตัวเขาไว้ “เมื่อคืน... เอ้อ ฉันรุนแรงไปหน่อย ตรงนั้นของนายบวมมาก ตอนนี้ต้องเจ็บแน่ๆ”
เจิ้งเผิงถึงเพิ่งจะนึกออกว่าความเจ็บป่วยนี้มาจากไหน ไม่ใช่แค่ข้างล่างเท่านั้น แต่เอวเขาก็ปวดล้าจนเหมือนจะหัก ผิวตรงโคนขาด้านในก็ร้อนผ่าวผิดปกติ ลำคอแห้งผากจนแทบไหม้ พออ้าปากพูดเสียงก็แหบแห้งไปหมด “เอ่อ... คอของฉัน...”
เถียนเหลยรีบขยับตัวลุกจากเตียงอย่างรวดเร็ว วิ่งเท้าเปล่าไปที่ห้องนั่งเล่น รินน้ำอุ่นกลับมาแก้วหนึ่ง พร้อมกับปักหลอดดูดมาให้เสร็จสรรพ
เจิ้งเผิงดื่มน้ำจากหลอดไปสองสามอึก ความเย็นของน้ำช่วยให้ลำคอที่แสบร้อนรู้สึกดีขึ้นบ้าง เขามองค้อนเถียนเหลย แล้วถึงได้สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย ยืนโทงเทงอยู่ข้างเตียง แถมส่วนนั้นยังชูชันแสดงอาการยามเช้าอย่างชัดเจน
เจิ้งเผิง: “...”
เขาลอบเบือนหน้าหนี ฝันร้ายเมื่อเช้าที่ถูกหมาตัวใหญ่กดไว้แล้วเลียหน้าแวบกลับเข้ามาในหัวทันที เพียงแต่หัวหมานั้นเปลี่ยนเป็นหน้าของเถียนเหลยแทน เจิ้งเผิงคิดในใจว่าคนคนนี้พลังงานจะล้นเหลือเกินไปแล้ว
แต่เถียนเหลยกลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ พอเห็นเจิ้งเผิงดื่มน้ำเสร็จเขาก็ขยับเข้าไปใกล้ “ยังเจ็บอยู่ไหม? เดี๋ยวฉันทายาให้”
“ยาอะไร?” เจิ้งเผิงถามเสียงแหบ
“ยาลดบวมแก้ปวด ประสิทธิภาพดีมาก” เถียนเหลยพูดพลางหันไปรื้อลิ้นชักหัวเตียง แล้วหยิบหลอดเนื้อครีมสีเขียวอ่อนออกมา “ฉันให้ผู้ช่วยส่งมาให้ ยานำเข้านะ คนท้องยังใช้ได้เลย ปลอดภัยสุดๆ”
เจิ้งเผิงมองหลอดนั่นสลับกับใบหน้าที่ดูจริงจังเกินเหตุของเถียนเหลย แล้วความรู้สึกประหลาดก็ผุดขึ้นมาในใจ นี่มันอะไรกัน? ตบหัวแล้วลูบหลัง? ไม่สิ ต้องเรียกว่าเอาจนเละแล้วค่อยมาทายาให้มากกว่า
แต่เขาไม่มีแรงจะเถียง และตรงนั้นมันก็เจ็บจริงๆ
“ฉันทาเอง” เจิ้งเผิงยื่นมือไปจะหยิบยา
“อย่าๆ นายทาเองไม่ถนัดหรอก ฉันทำเอง” เถียนเหลยกดมือเขาไว้ น้ำเสียงเด็ดขาด “นายนอนเฉยๆ ก็พอ”
เจิ้งเผิงตั้งท่าจะขัดขืน แต่เถียนเหลยเลิกผ้าห่มออกแล้วแยกขาเขาออกอย่างเบามือทว่าไม่อาจขัดขืนได้
เจิ้งเผิงหลับตาลง ยอมแพ้ปล่อยให้เขาทำไปตามใจ ในเมื่อเรื่องที่น่าอายกว่านี้ก็ทำมาหมดแล้ว แค่ทายาจะไปเสียอะไร
เถียนเหลยบีบเนื้อครีมเย็นๆ ลงบนปลายนิ้ว ค่อยๆ ทาลงบนรอบๆ ปากทางที่แดงบวม นิ้วมือของเขาสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น แต่เพราะความตื่นตัว
ความทรงจำเมื่อคืนไหลบ่าเข้ามาในหัว ปากทางนี้แหละที่ขบเม้มเขาไว้อย่างแน่นหนา ที่สั่นระริกตามจังหวะของเขา และที่ตอดรัดเขาอย่างรุนแรงยามถึงฝั่งฝัน…
เถียนเหลยกลืนน้ำลาย รู้สึกว่าไอ้น้องชายที่อุตส่าห์สงบลงไปครึ่งหนึ่งเริ่มจะตั้งหัวขึ้นมาใหม่
ไม่ได้ๆ จะทำอีกไม่ได้เด็ดขาด เขาพยายามข่มใจจดจ่อกับการทายา ยานี้ได้ผลดีจริงๆ พอทาลงไปความรู้สึกเย็นสบายก็แผ่ซ่าน เจิ้งเผิงที่เกร็งอยู่เริ่มผ่อนคลายลง ถึงขั้นหลุดเสียงถอนหายใจอย่างสบายตัวออกมา
“สบายใช่ไหมล่ะ?” เถียนเหลยถามอย่างลำพองใจ ราวกับจะอวดว่าตนเองเตรียมการมาดี
“อืม” เจิ้งเผิงตอบรับทั้งที่ยังหลับตา เสียงยังคงแหบพร่า
เถียนเหลยแต้มยาเพิ่มอีกเล็กน้อย ครั้งนี้เขาใช้ปลายนิ้วลองแยงเข้าไปข้างในเบาๆ ผนังด้านในยังคงบวมแดงและร้อนรุ่ม พอถูกสัมผัสก็หดเกร็งอย่างอ่อนไหว ร่างกายของเจิ้งเผิงกระตุกเฮือก พร้อมกับส่งเสียงครางอื้ออึงในลำคอ
“เจ็บเหรอ?” เถียนเหลยหยุดมือทันที
“...พอไหว” เจิ้งเผิงเม้มปากตอบ จริงๆ มันเจ็บมาก แต่ความเย็นของยาช่วยบรรเทาอาการปวดไปได้เยอะ จนกลายเป็นความรู้สึกสบายที่พิลึกกึกกือ
เถียนเหลยด่าตัวเองในใจไปพลางทายาไปพลาง: เถียนเหลยเอ๊ยเถียนเหลย ดูสินายทำเขาจนเป็นสภาพไหน ไม่ใช่คนเลยจริงๆ ครั้งหน้าต้องเพลาๆ ลงหน่อย ต้องควบคุมตัวเองให้ได้
แต่ถึงจะด่าตัวเองไปอย่างนั้น ความสุขสมและชัยชนะที่ได้รับเมื่อคืนก็ยังทำให้อารมณ์ค้างไม่หาย ร่างกายของเจิ้งเผิงถูกใจเขามากจริงๆ ความย้อนแย้งระหว่างความไร้เดียงสากับความเย้ายวน ท่าทางที่เจ็บจนร้องไห้แต่ก็ยังพยายามตอบสนองเขา…
พอได้แล้ว! เถียนเหลยสะบัดหัวไล่ความคิด บังคับตัวเองให้มีสมาธิกับตรงหน้า
ทายาเสร็จเขาก็ห่มผ้าให้เจิ้งเผิง แล้วโน้มตัวไปชิดหูซ้าย เขาโดนรู้ว่าฝั่งนี้เจิ้งเผิงไม่ได้ยิน จึงกล้าพูดจาอาจหาญออกมา: “คราวหลังฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมเสียงเบา “...เมียจ๋า”
สองคำสุดท้ายนั้นพูดเร็วและเบามากจนแทบจะเป็นแค่เสียงลม เจิ้งเผิงไม่ได้ยินจริงๆ หูข้างซ้ายสัมผัสได้เพียงกระแสลมร้อนที่เป่าผ่านจนรู้สึกคัน เขาเบี่ยงหน้าหนีตามสัญชาตญาณพลางตอบ “อืม” งึมงำ
เจิ้งเผิงยังคงคิดถึงเรื่องเมื่อคืน มันเสียวซ่านก็จริงแต่มันก็เจ็บจริงเหมือนกัน ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ไหว แม้เถียนเหลยจะนิสัยดี ลีลาเด็ด แถมยังส่งเขาเรียนและรักษาหูให้ได้ด้วย แต่จะให้เขานอนให้หมอนี่เอาไปตลอดแบบนี้ ร่างกายคงพังเข้าสักวัน
แต่เขาไม่มีทางเลือก สุดท้ายเขาจึงได้แต่ตอบ "อืม" ออกไปโดยไม่พูดอะไรต่อ
ทว่าในสายตาของเถียนเหลย คำว่า "อืม" นี้มันช่างมีความหมายลึกซึ้งเหลือเกิน
ไม่ค้าน! ไม่โกรธ! แถมยังตอบรับด้วย!
นี่เท่ากับเป็นการยอมรับโดยนัยใช่ไหม? ยอมให้เขาทำแบบนั้นอีกในอนาคต ยอมให้เขาเรียก "เมีย" และนั่นก็หมายความว่ายอมรับความสัมพันธ์ของเราด้วย!
เถียนเหลยยิ้มจนแก้มปริในใจ นี่ถ้าไม่ใช่ความรักแล้วมันจะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ?!
“หิวไหม? ไปกินมื้อเช้ากัน” เถียนเหลยถาม
เจิ้งเผิงหิวจริงๆ เมื่อคืนใช้แรงไปเยอะจนท้องร้องโครกคราก เขาพยักหน้า พยายามพยุงตัวที่อ่อนเปลี้ยลุกขึ้นนั่ง
“อย่าขยับๆ ฉันจัดการเอง” เถียนเหลยรีบเข้ามาประคอง พร้อมกับหยิบหมอนมาหนุนหลังให้ “นายนั่งเฉยๆ เดี๋ยวฉันไปเข็นอาหารเข้ามา”
เจิ้งเผิงมองตามแผ่นหลังของเถียนเหลยที่วิ่งแจ้นออกไป ในใจรู้สึกถึงความขัดแย้งพิกล หมอนี่กินยาผิดเขย่าขวดมาหรือเปล่า? ทำไมจู่ๆ ถึงได้เอาใจเก่งขนาดนี้?
ไม่นานนัก เถียนเหลยก็เข็นรถอาหารกลับเข้ามา บนรถมีอาหารทั้งไทย จีน และตะวันตกวางเรียงราย: ข้าวต้มร้อนๆ, ครัวซองต์อบใหม่พร้อมแยม, เบคอนและไข่ดาวที่ทอดมาอย่างพอดี รวมถึงสลัดผลไม้และน้ำส้มคั้นสด
“ไม่รู้ว่านายชอบกินอะไร ก็เลยสั่งมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย” เถียนเหลยพูดพลางเข็นรถมาข้างเตียง แต่เขาก็ไม่ได้ให้เจิ้งเผิงกินบนนั้น แต่กลับประคองพาไปที่โต๊ะอาหาร แถมยังจัดเบาะรองนั่งให้เข้าที่เข้าทางด้วย
“นั่งตรงนี้เถอะ มันนุ่มกว่าบนเตียงเยอะ” เถียนเหลยกดบ่าให้เจิ้งเผิงนั่งลง
เจิ้งเผิงทำตัวไม่ถูก เขาชินกับการถูกสั่งการหรือต้องคอยดูสีหน้าคนอื่น พอถูกปรนนิบัติแบบนี้กลับรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
“ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้” เขาพูดเสียงแหบ “เราเป็นแค่ความสัมพันธ์แบบผู้เลี้ยงดูกับนกน้อยในกรงทอง ฉันไม่ปรนนิบัตินายก็บุญแล้ว นายไม่ต้องมาทำแบบนี้กับฉันหรอก”
เขาพูดอย่างจริงจัง สายตาเรียบเฉยเหมือนแค่กำลังเล่าความจริง
แต่เถียนเหลยกลับตีความไปอีกอย่าง: เด็กคนนี้ ยังจะมาเล่นบทบาทสมมติกับฉันอีกเหรอ? เมื่อกี้เรียกเมียก็ยังขานรับอยู่เลย ที่แท้ชอบเล่นบทแบบนี้สินะ? ได้ เดี๋ยวฉันเล่นด้วย
เขาแสร้งกระแอมไอ เก็บสีหน้าระรื่นเปลี่ยนเป็นมาด "ป๋า" ผู้ทรงอิทธิพล แล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ฉันสั่งให้ทำอะไรนายก็ต้องทำตามนั้น เชื่อฟังฉัน นั่งกินข้าวไปซะ”
เจิ้งเผิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ: “อืมๆๆ ฉันก็นั่งอยู่นี่ไงไม่ได้ยืนสักหน่อย”
เขาเลิกคิ้ว นึกในใจว่าผู้ชายคนนี้เรื่องมากจริงๆ แต่พอนึกอีกที มีคนมาคอยเสิร์ฟให้ก็ไม่เลวเหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่ต้องลงมือเอง เขาจึงเลิกพูดแล้วคีบผลไม้เข้าปาก
เห็นแบบนั้นเถียนเหลยยิ่งปลื้มปริ่มเข้าไปใหญ่: ดูสิ เชื่อฟังจริงๆ ฉันพูดอะไรก็ทำตาม
เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเริ่มลงมือกินบ้าง แต่กินไปได้สองคำก็ต้องเงยหน้ามองเจิ้งเผิง พอเห็นน้ำส้มพร่องไปนิดเดียวก็รีบเติมให้ พอเห็นเจิ้งเผิงคีบอาหารลำบากก็เลื่อนจานไปให้ พอเห็นมุมปากเปื้อนแยมก็รีบดึงทิชชูส่งให้
เจิ้งเผิงถูกปรนนิบัติจนขนลุกไปหมด ในที่สุดก็ทนไม่ไหว: “ฉันทำเองได้”
“นายยังไม่หายดี ทั้งหมดมันเป็นความผิดฉัน ให้ฉันชดใช้ให้เถอะนะ”
เจิ้งเผิงจนปัญญา จึงปล่อยเลยตามเลย ข้าวต้มเนื้อนุ่ม ครัวซองต์กรอบนอกนุ่มใน เบคอนหอมกรุ่น และไข่ดาวที่ไข่แดงเยิ้มกำลังดี เขาตั้งหน้าตั้งตากินจนเริ่มลืมความอึดอัด ถึงขั้นสำลักเพราะรีบกินเกินไป
เถียนเหลยรีบยื่นน้ำส้มให้ทันที: “ค่อยๆ กิน ไม่มีใครแย่งหรอก”
เจิ้งเผิงรับแก้วมาดื่มอึกใหญ่จนหายสำลัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเถียนเหลย แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่มากระทบใบหน้าของอีกฝ่าย ทำให้ใบหน้าที่ปกติมักจะดูหงุดหงิดนั้นดูอ่อนโยนขึ้นมาก เจิ้งเผิงเพิ่งสังเกตเห็นว่า จริงๆ แล้วเถียนเหลยหน้าตาไม่เลวเลย เครื่องหน้าชัด คิ้วเข้ม ตอนไม่พูดนี่หล่อมากจริงๆ
แต่ความคิดนั้นก็แวบขึ้นมาเพียงครู่เดียว เจิ้งเผิงก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ
ฝ่ายเถียนเหลยกลับรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้นเพียงเพราะสายตาคู่นั้นที่เจิ้งเผิงมองมา เขาคิดไปไกลแล้วว่าสายตาแบบนั้นมันคือสายตาแห่งความรักชัดๆ โอยๆๆ!
มื้อเช้าจบลงด้วยความพึงพอใจของเถียนเหลย เขาประคองเจิ้งเผิงกลับไปนอนบนเตียง เปิดโทรทัศน์ให้ แล้วยัดรีโมทใส่มือ: “เบื่อก็ดูทีวีไปนะ หรือจะนอนต่อก็ได้ เดี๋ยวฉันออกไปทำธุระข้างนอก ค่ำๆ จะกลับมา”
เจิ้งเผิงพยักหน้า ไม่ถามว่าเขาจะไปไหน เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาควรยุ่ง
เถียนเหลยใส่เสื้อผ้าเสร็จก็หันมามองที่ประตูอีกครั้ง เจิ้งเผิงพิงหัวเตียง กดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ ใบหน้าด้านข้างท่ามกลางแสงแดดยามเช้าดูสงบและว่านอนสอนง่ายเหลือเกิน
ความอ่อนโยนในใจเถียนเหลยเอ่อล้นออกมาอีกรอบ เขาเดินกลับมาแล้วก้มลงจูบหน้าผากเจิ้งเผิงท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของอีกฝ่าย
“พักผ่อนเยอะๆ นะ” น้ำเสียงนุ่มนวลจนเจ้าตัวยังไม่ชิน
เขาหันหลังเดินจากไป ฝีเท้าเบาหวิวราวกับจะบินได้ เจิ้งเผิงนั่งอึ้ง เอามือลูบหน้าผากตัวเองอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้
เถียนเหลยเป็นอะไรไปเนี่ย?
เขาสะบัดหัวเลิกฟุ้งซ่าน เปลี่ยนช่องไปมาจนมาหยุดอยู่ที่ช่องสารคดี ภาพในจอคือมหาสมุทรที่ลึกสุดหยั่งและฝูงปลาสีสันสดใสที่ว่ายวนตามแนวปะการัง
เจิ้งเผิงมองดูทีวี แต่มือกลับลูบหน้าผากตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ตรงนั้นยังคงทิ้งความอุ่นร้อนจากริมฝีปากของเถียนเหลยเอาไว้จางๆ
หลายวันต่อมาก็เป็นเช่นนี้เสมอ เถียนเหลยทึกทักไปฝ่ายเดียวว่าพวกเขากำลังอยู่ในช่วงฮันนีมูนที่แสนหวาน และด้วยความเป็นห่วงร่างกายของเจิ้งเผิง ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่เขาออกไปทำงานแต่เช้าและกลับมาตอนดึก เขาก็ทำเพียงแค่กอดจูบกันบนเตียงเท่านั้น
เจิ้งเผิงไม่อยากออกไปข้างนอกเพราะกลัวจะเจอพ่อบังเกิดเกล้า จึงเก็บตัวอยู่ในห้องอย่างเจียมตัว พอได้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ที่เถียนเหลยเตรียมไว้ให้ เขาก็คิดแค่ว่านี่คงเป็นรสนิยมแบบใหม่ของอีกฝ่าย จึงยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และรู้สึกจากใจจริงว่านี่คือสิ่งที่เขาควรทำเพื่อแลกกับเงินที่ได้รับ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก เถียนเหลยขับรถพาเจิ้งเผิงไปที่โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดในเมืองตามนัดกับผู้เชี่ยวชาญด้านหูที่มีชื่อเสียง หลังจากการตรวจหลายขั้นตอน เถียนเหลยก็คอยอยู่ข้างกายเจิ้งเผิงตลอดเวลาเพราะกลัวว่าเขาจะกังวล แม้จะช่วยอะไรไม่ได้มากแต่เขาก็กุมมืออีกฝ่ายไว้แน่น
“หูข้างซ้ายเป็นอาการประสาทหูเสื่อม ซึ่งเป็นมานานแล้ว สาเหตุเกิดจากอาการไข้สูงในวัยเด็กที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จนทำลายประสาทส่วนการได้ยิน” คุณหมอมองรายงานการตรวจด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “หูข้างขวาได้ยินปกติ ส่วนข้างซ้ายการจะให้กลับมาได้ยินเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นค่อนข้างยาก แต่การสวมเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการฝึกฟื้นฟูการได้ยินอย่างเป็นระบบ จะช่วยพัฒนาการได้ยินและเพิ่มความสามารถในการแยกแยะเสียงได้ดีขึ้น หากผ่านการรักษาและฝึกฝนอย่างดีร่วมกับเครื่องช่วยฟัง ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติครับ”
คุณหมอหันไปหาเถียนเหลย: “คุณเถียนครับ เราจะสั่งตัดเครื่องช่วยฟังที่เหมาะกับคุณเจิ้งที่สุด และวางแผนการฟื้นฟูอย่างละเอียด เรื่องนี้ต้องใช้เวลา และต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากคนไข้ด้วยครับ”
เถียนเหลยพยักหน้ารัวๆ : “ไม่มีปัญหาครับคุณหมอ เราจะให้ความร่วมมือเต็มที่ เอาแบบที่ดีที่สุดเลย เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา จัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยนะครับ”
เจิ้งเผิงฟังบทสนทนาระหว่างหมอกับเถียนเหลย นิ้วมือแอบกำชายเสื้อไว้แน่น การสั่งตัดเครื่องช่วยฟังที่ดีขึ้น การฝึกฟื้นฟู... สิ่งที่เขาเคยแอบฝันแต่ไม่กล้าคิดถึงมัน บัดนี้มันอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
เมื่อเดินออกจากห้องตรวจ เถียนเหลยกอดบ่าเจิ้งเผิงพลางยิ้มอย่างร่าเริง: “ได้ยินไหม? รักษาได้! ต่อไปนี้นายจะได้ยินทุกประโยคบอกรักที่ฉันพูดชัดๆ แล้วนะ”
เจิ้งเผิงคร้านจะใส่ใจ นึกในใจว่านายจะพูดประโยคบอกรักหรือประโยคเงี่ยนฉันแยกแยะเองได้หรอกน่า
เขานึกถึงเครื่องช่วยฟังอันเก่าที่แม่ทิ้งไว้ให้ซึ่งมันพังไปนานแล้ว เมื่อก่อนเขากลัวว่าเวลาอยู่กับเถียนเหลยแล้วอีกฝ่ายจะไม่ชอบเขาเลยเก็บซ่อนมันไว้ในลิ้นชักหัวเตียง ก่อนตายแม่กุมมือเขาไว้แล้วบอกว่าให้เขาเติบโตขึ้นเพื่อหนีไปจากพ่อขี้พนันคนนั้นและใช้ชีวิตให้สมกับเป็นคน
ตอนนี้เขาถือว่าใช้ชีวิต "สมกับเป็นคน" หรือยังนะ? เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
“ขอบคุณนะ เถียนเหลย” เจิ้งเผิงเงยหน้ามองสบตาอีกฝ่ายอย่างจริงจัง
เถียนเหลยบีบแก้มที่นุ่มนิ่มนั่นทีหนึ่ง: “ขอบค่งขอบคุณอะไรกันล่ะ? ไปเถอะ เดี๋ยวพาไปกินของดีๆ ฉลองกันหน่อย”
รถไม่ได้มุ่งหน้ากลับโรงแรมเดิม แต่กลับขับไปยังย่านหรูอีกแห่งหนึ่ง เถียนเหลยพาเจิ้งเผิงเข้าไปในร้านอาหารส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างเรียบหรู พร้อมกับสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ
ระหว่างกินข้าว โทรศัพท์ของเถียนเหลยดังขึ้นหลายครั้ง เขาเหลือบมองแล้วกดตัดสายอย่างรำคาญใจ สุดท้ายก็ปรับเป็นโหมดเงียบไปเลย
“มีอะไรหรือเปล่า?” เจิ้งเผิงถาม
“ไม่มีอะไร เรื่องน่ารำคาญที่บริษัทน่ะ แล้วก็พ่อฉันบ่นเรื่องเดิมๆ”
เถียนเหลยคีบเนื้อปลาให้เขา “กินเถอะ ปลานี่เป็นจานเด็ดของเขาเลยนะ ไม่มีก้าง จิ้มกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษนี่อร่อยมาก”
เจิ้งเผิงไม่ถามต่อ ก้มหน้าก้มตากินข้าวไป เขารู้สึกได้ว่าเถียนเหลยมีเรื่องในใจ แต่เขาไม่มีสิทธิ์และไม่ได้สนใจจะขุดคุ้ย
กินไปได้ครึ่งทาง หน้าจอโทรศัพท์ของเถียนเหลยก็สว่างขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการแจ้งเตือนข้อความวีแชทที่เด้งรัวๆ เถียนเหลยชำเลืองมอง สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นทันที เขาหยิบโทรศัพท์แล้วเดินออกไปนอกห้องส่วนตัว
เจิ้งเผิงแว่วได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของเขาดังเข้ามา: “บอกว่าไม่ว่างไง! หล่อนจะอาละวาดก็เรื่องของหล่อน เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย เออ! รู้แล้ว เดี๋ยวค่อยว่ากัน!”
ไม่กี่นาทีต่อมา เถียนเหลยก็กลับเข้ามา ใบหน้าประดับรอยยิ้มใหม่แต่เห็นชัดว่าใจลอยไปที่อื่นแล้ว
“เจอเรื่องลำบากเหรอ?” เจิ้งเผิงวางตะเกียบลง
เถียนเหลยนวดระหว่างคิ้ว: “เรื่องเก่าๆ น่ะ มีผู้หญิงที่เคยรู้จักไปก่อเรื่องที่บ้านฉันจนวุ่นวาย ทางบ้านรู้เข้า พ่อฉันเลยอาละวาดอีกรอบ”
เจิ้งเผิงเข้าใจได้ทันที คงเป็น "หนี้รัก" เก่าๆ ของเถียนเหลยตามมาถึงบ้าน เขาร้อง “อ้อ” คำหนึ่งแล้วไม่พูดอะไรต่อ เรื่องพวกนี้มันไกลตัวเขาเกินไป และเขาก็ให้คำแนะนำอะไรไม่ได้ด้วย
เถียนเหลยมองใบหน้าที่เรียบเฉยราวกับน้ำนิ่งของเจิ้งเผิงแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
“มีผู้หญิงมาหาฉัน นายไม่โกรธเลยเหรอ?” เถียนเหลยลองถามเชิงหยั่งเชิง
“นายยุ่งทุกวัน มีคนมาหาทุกวันอยู่แล้ว ไม่เป็นผู้ชายก็ผู้หญิง ทำไมฉันต้องโกรธด้วยล่ะ?” เจิ้งเผิงพูดพลางปรุงน้ำจิ้มให้ตัวเองต่อ
“...นายไม่หึงเลยเหรอ?”
“หึงสิ หึงมากด้วย” เจิ้งเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง เถียนเหลยใจพองโตทันที “ส่งขวดน้ำส้มสายชูมาให้ฉันหน่อยสิ (ในภาษาจีนคำว่ากินน้ำส้มสายชูแปลว่าหึง)”
“ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนั้น” เถียนเหลยมองคนที่สนใจแต่เรื่องกินด้วยความหงุดหงิดพลางหรี่ตาลง “เจิ้งเผิง นายอย่ามาแกล้งไขสือกับฉันนะ”
“แล้วนายพูดถึงเรื่องอะไรล่ะ?”
“ช่างเถอะ” เถียนเหลยนึกอะไรขึ้นมาได้ “นายส่งใบสมัครมหาวิทยาลัยไปแล้วใช่ไหม? ผลน่าจะออกเร็วๆ นี้แล้วนะ คิดหรือยังว่าจะไปเรียนที่ไหน? ถึงคะแนนจะงั้นๆ แต่ฉันพอจะช่วยได้นะ...”
“ไม่ต้อง” เจิ้งเผิงขัดขึ้นทันควัน น้ำเสียงหนักแน่น “ฉันเลือกของฉันเองแล้ว รอดูผลก็พอ นายไม่ต้องทำอะไรเพิ่มหรอก”
เถียนเหลยเลิกคิ้ว: “ทำไม กลัวติดหนี้ฉันมากไปเหรอ?”
เจิ้งเผิงนิ่งไปครู่หนึ่ง: “นายช่วยรักษาหูให้ฉัน ส่งฉันเรียน ฉันให้นายเอา นี่คือสิ่งที่เราตกลงกันไว้ หนี้ที่พ่อฉันติดนายไว้ฉันก็ใช้ให้หมดแล้ว ถือว่าเราหายกัน เรื่องเรียนฉันจัดการเองได้ ถ้าให้นายช่วยอีกฉันจะไม่มีอะไรมาชดใช้ให้นายแล้ว”
เถียนเหลยอึ้งไป เขาจ้องมองคิ้วและตาที่หลุบต่ำของเจิ้งเผิง ใบหน้าข้างนั้นยังคงดูสะอาดสะอ้านและงดงาม แต่ตอนนี้กลับแผ่ซ่านไปด้วยความห่างเหินและเส้นแบ่งที่ชัดเจน ไม่เหมือนกับพ่อที่เป็นคนไร้สำนึกคนนั้นเลยสักนิด
เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ช่วงเวลาที่ดูเหมือน "อบอุ่น" ในช่วงนี้ อาจเป็นเพียงการยอมโอนอ่อนและทำตามเพื่อความอยู่รอดของเจิ้งเผิงเท่านั้น
ในใจของเด็กคนนี้ พวกเขายังคงเป็นแค่ความสัมพันธ์แบบหนี้สินที่เย็นชา
ความจริงนี้ทำให้เถียนเหลยรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก และถึงขั้นรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมานิดๆ เขาคิดว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะมีอะไรที่พิเศษขึ้นบ้างเสียอีก
เขาอ้าปากจะบอกว่า “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” แต่คำพูดก็ติดอยู่ที่ลำคอ คนอย่างเถียนเหลยทำไมต้องมาคอยอธิบายเจตนาของตัวเองให้คนอื่นฟังด้วย?
“ตามใจ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา แล้วไม่พูดอะไรต่ออีก เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจิบเหล้าไปเงียบๆ
มื้ออาหารช่วงหลังผ่านไปอย่างเงียบเชียบจนน่าอึดอัด
เมื่อกลับถึงโรงแรมและล้มตัวลงนอนในตอนกลางคืน เถียนเหลยยังคงดึงเจิ้งเผิงเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนเหมือนเดิม แต่ท่าทางนั้นลดความทะนุถนอมลงไปมาก มันดูเหมือนการประกาศความเป็นเจ้าของเสียมากกว่า
ท่ามกลางความมืด เจิ้งเผิงนอนหันหลังและลืมตาโพล่ง เขาพยักหน้าได้ถึงความไม่พอใจของเถียนเหลย แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร เมื่อตอนกลางวันเขาพูดอะไรผิดไปเหรอ? เขาก็แค่พูดความจริงและขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน ซึ่งมันน่าจะเป็นผลดีกับทั้งคู่ไม่ใช่หรือไง?
หรือว่านอกจากชอบแบบที่ขัดขืนอยู่บนเตียงแต่ปากบอกว่าไม่แต่ร่างกายยอมรับแล้ว หมอนี่ยังชอบแบบที่หาเรื่องใส่ตัวและชอบหึงหวงไร้สาระด้วย?
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “Roleplay” งั้นเหรอ?
สมองของเจิ้งเผิงทำงานอย่างรวดเร็ว เห็นชัดว่าเขามีความเข้าใจใน "งาน" ชิ้นแรกหลังจากอายุครบสิบแปดปีในแบบของเขาเอง การเอาใจผู้เลี้ยงดูคือหน้าที่เดียวของเขา ในเมื่อหมอนี่ชอบแบบนี้... เจิ้งเผิงเป็นพวกที่คิดอะไรแล้วจะลงมือทำทันที
เถียนเหลยที่เพิ่งจะขมวดคิ้วหลับตาเตรียมจะนอน ก็ถูกเจิ้งเผิงตบหน้าเรียกสติขึ้นมาหนึ่งฉาด
“เถียนเหลย นายแอบมีคนอื่นลับหลังฉันใช่ไหม!”
เถียนเหลยถูกตบจนหน้าหันและมึนตึ้บไปชั่วขณะ
“อะไรนะ?” เขาถามกลับอย่างงงๆ
“ฉันถามนายไง” เจิ้งเผิงเริ่มจะง่วงแล้ว เขาหาวหวอดก่อนจะฝืนพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงโดยมีผ้าห่มพันรอบกาย ผมเผ้ายุ่งเหยิงมีปอยผมชี้โด่ชี้เด่ แต่ใบหน้ากลับพยายามปั้นปึ่งเคร่งขรึมและแสดงความ "หึงหวง" ออกมา
“นายแอบมีคนอื่นใช่ไหม! วันนี้ตอนกินข้าวถ้านายไม่มีพิรุธ นายก็คงไม่ใจลอยแบบนั้น แถมยังแอบไปรับโทรศัพท์ลับหลังฉันอีก!”
เถียนเหลยอึ้งไปหลายวินาที ก่อนที่มุมปากจะค่อยๆ ฉีกยิ้มออก แววตาเต็มไปด้วยความขบขันที่กั้นไว้ไม่อยู่ จนสุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมาดังลั่น
“ขำอะไรนักหนา!” เจิ้งเผิงรู้สึกเฟลนิดๆ นึกในใจว่าหรือเราจะแสดงไม่เหมือน? แต่เมื่อก่อนตอนเขาไปทำงานร้านอาหาร เถ้าแก่เนี้ยเวลาจับได้ว่าสามีแอบซ่อนเงินเมียก็ใช้ท่าทางและน้ำเสียงแบบนี้นี่นา!
คนรวยเขาไม่เหมือนคนปกติธรรมดาหรือไงกัน?! เจิ้งเผิงบ่นอุบในใจ
“ฉันขำนาย...” เถียนเหลยลุกขึ้นนั่ง รวบตัวเจิ้งเผิงทั้งผ้าห่มเข้าไปกอดไว้ในอกพลางเอาคางเกยหัวนุ่มๆ ของอีกฝ่าย “นายนี่มันน่ารักจริงๆ”
โอเค สรุปว่าชอบแฮะ ที่แท้หมอนี่ก็ชอบแบบนี้นี่เอง เจ้าคนวิปริต เจิ้งเผิงรู้สึกว่าการวิเคราะห์ของตัวเองได้ผลดีมาก ทิศทางการปรับจูนการทำงานมาถูกทางแล้ว
“สรุปว่าเป็นเรื่องจริงสินะ?” เจิ้งเผิงเล่นตามบทต่อไป พยายามขัดขืนดิ้นรนออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมน้ำเสียงที่เจือความ "ตัดพ้อ" “ฉันรู้อยู่แล้ว พวกคนรวยก็แบบนี้ พอเล่นจนเบื่อแล้วก็...”
“ไม่มีใครทั้งนั้นแหละ!” เถียนเหลยรีบกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ไม่ยอมให้ดิ้นหลุด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสุขใจที่ปิดไม่มิด “จะมีใครที่ไหนได้อีกล่ะ ก็มีแค่นายนี่ไง”
“แล้วทำไมวันนี้ตอนกินข้าวนายถึงทำท่าทางแบบนั้นล่ะ? รับโทรศัพท์ก็ต้องหลบหน้าฉันด้วย!” เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้นมองเขา พยายามเบิกตาให้กว้างเพื่อให้ดูมีพลัง
“นั่นมัน...” เถียนเหลยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องน่ารำคาญที่บ้านให้เสียบรรยากาศ จึงก้มลงจูบหน้าผากเขาหนึ่งที “แค่เรื่องปวดหัวเก่าๆ น่ะ แล้วก็พ่อฉันเขาไม่ค่อยเชื่อใจฉันเท่าไหร่ ไม่เกี่ยวกับนายหรอก ในใจฉันไม่มีผู้หญิงคนอื่น แล้วก็ไม่มีผู้ชายคนอื่นด้วย”
เขาคิดนิดหนึ่งแล้วเสริมด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจโดยไม่รู้ตัว: “ฮ่า นายหึงงั้นเหรอ?”
เจิ้งเผิงนึกในใจว่า นั่นมันใช่ประเด็นที่ไหนเล่า! ประเด็นคือคุณควรจะสวมบทบาท "ถูกเข้าใจผิดจนเสียใจแต่จริงๆ แล้วเป็นผู้ชายรักเดียวใจเดียว" แล้วเราก็จะได้เข้าสู่บท "ปรับความเข้าใจจนอารมณ์รักพุ่งพล่าน" สิ! จากนั้นไอ้แก่ตัณหากลับอย่างนายก็ควรจะทำแบบนั้นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ กระบวนการนี้ฉันต้องเป็นคนคอยนำทางเองเลยรึไง?!
เขาเตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกเอาแล้ว แต่เขาก็คำนวณพลาดไป
เถียนเหลยไม่ได้เดินตามบทที่เจิ้งเผิงวางไว้ เขาเพียงแค่กอดเจิ้งเผิงไว้อย่างมีความสุข ความหงุดหงิดจากการที่เจิ้งเผิงพยายามขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์เมื่อตอนเย็นมลายหายไปจนหมดสิ้น
ดูสิ นี่แหละคือความรักที่แท้จริง! ปากบอกว่าเราหายกันแล้ว แต่ในความจริงกลับใส่ใจฉันจนทนไม่ไหว พอได้ยินเรื่องอะไรเข้าหน่อยก็ร้อนรนจนถึงขั้นตบหน้าฉันเลยทีเดียว
“ฉันไม่ได้หึง” เจิ้งเผิงเบะปาก รู้สึกว่าบทนี้เริ่มเล่นต่อยากขึ้นทุกที แต่เขาก็ยังลองปรับทิศทางใหม่ดู “เรามันแค่ความสัมพันธ์เรื่องเงินล้วนๆ ฉันจะมีสิทธิ์อะไรไปหึงล่ะ”
“ใช่ๆๆ นายพูดถูกแล้ว” เถียนเหลยยอมเออออตาม นิ้วมือม้วนเล่นปอยผมของเจิ้งเผิง “งั้นนายก็ควรมีจริยธรรมในวิชาชีพหน่อยไหม? อย่างเช่นต้องเชื่อใจคนเลี้ยงดูของนายให้มากกว่านี้หน่อย”
“จะให้เชื่อใจอะไร? เชื่อว่าในโทรศัพท์นายไม่มีกิ๊กเป็นโขยงงั้นเหรอ?” เจิ้งเผิงโพล่งออกมา พอพูดจบเขาก็อึ้งไปเอง คำพูดนี้เขาจำมาจากนิยายรักน้ำเน่าที่เพื่อนร่วมโต๊ะชอบแอบอ่าน
เถียนเหลยกลับยิ่งหัวเราะร่า อกสะเทือนจนพาให้เจิ้งเผิงสั่นตามไปด้วย “ไม่มีกิ๊กเป็นโขยงหรอก ไม่มีเลยสักคน มีแค่นายคนเดียวนี่แหละ” เขาก้มลงกระซิบที่หูข้างขวาที่เจิ้งเผิงได้ยินเสียง ลดเสียงให้ต่ำลงเจือแววขบขันและความจริงจังที่แฝงอยู่ลึกๆ “ต่อไปนี้ก็จะมีแค่นายคนเดียว ตกลงไหม?”
ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดใบหู หูของเจิ้งเผิงไวต่อสัมผัสมากจนรู้สึกอึดอัด เขาหดคอหนีพลางพึมพำในใจ: ในที่สุดเถียนเหลยก็อารมณ์ดีเสียที
“อ้อ” เขาตอบกลับเสียงเบา ร่างกายเริ่มผ่อนคลายลงและเอนพิงอ้อมกอดของเถียนเหลย อืม ขั้นตอนต่อไปคงเริ่มทำกันได้แล้วล่ะ
“อ้ออะไร ไม่เชื่อเหรอ?” เถียนเหลยเลิกคิ้ว จู่ๆ ก็คลายอ้อมกอดแล้วลุกจากเตียง เดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่โซฟา แล้วก้าวกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยัดโทรศัพท์ใส่มือเจิ้งเผิง “ดูเองเลยสิ อยากค้นอะไรก็ค้น อ้อ แล้วก็นี่ด้วย”
เจิ้งเผิงถือโทรศัพท์สองเครื่องนั้นไว้เหมือนถือเผือกต้มร้อนๆ: “...ฉันจะดูโทรศัพท์นายทำไม?”
นี่เป็นรสนิยมใหม่รึไง? บทพิสูจน์ความเชื่อใจ? สรุปจะทำหรือไม่ทำ ถ้าไม่ทำฉันจะนอนแล้วนะ!
“ก็ดูว่ามี ‘กิ๊กเป็นโขยง’ หรือเปล่าไง” เถียนเหลยมุดกลับขึ้นมาบนเตียง โอบกอดเจิ้งเผิงและโทรศัพท์ไว้ด้วยกัน เอาคางเกยบ่าอีกฝ่ายด้วยท่าทางกว้างขวางแบบ "จะตรวจอะไรก็เชิญ"
เจิ้งเผิงจนคำพูด เขาเปิดหน้าจอขึ้นมา เห็นว่าต้องใช้รหัสผ่านหรือสแกนใบหน้า
“เครื่องหนึ่งไว้ทำงาน อีกเครื่องเป็นเครื่องส่วนตัว เบอร์โทรศัพท์ก็เซฟใส่เครื่องนายไว้หมดแล้ว รหัสผ่านเครื่องนี้คือวันเกิดนาย 020706 ส่วนอีกเครื่องเป็นของฉันเอง 970919” เถียนเหลยพูดที่ข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติราวกับมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดในโลก
นิ้วของเจิ้งเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาลองกดเปิดเครื่องหนึ่ง สรุปว่าเป็นวันเกิดเขาจริงๆ เขาใส่รหัสผ่านด้วยความรู้สึกสับสน หน้าจอปลดล็อกออก วอลเปเปอร์เป็นรูปที่เขาแอบนอนหลับบนโซฟาระหว่างดูสารคดีเมื่อไม่กี่วันก่อน ในรูปเขานอนขดตัวอยู่ในเบาะนุ่มๆ ดูสงบและไร้เดียงสา
เจิ้งเผิงใช้นิ้วเลื่อนหน้าจออย่างเกร็งๆ รายชื่อในสมุดโทรศัพท์ส่วนใหญ่เป็นชื่อที่เกี่ยวกับงาน มีบางชื่อที่เป็นกลุ่มเพื่อนเที่ยวที่ดูไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพาย แต่ก็ไม่มีกิ๊กที่ไหนจริงๆ
ในหน้าวีแชท คนที่ปักหมุดไว้มีแค่กลุ่มแชทงานไม่กี่กลุ่ม และแชทกลุ่มครอบครัวที่ตั้งชื่อว่า "ตาแก่ยายแก่" ข้อความแชทล่าสุดก็มีแต่เรื่องงานหรือไม่ก็เรื่องที่พ่อแม่บ่นให้เขา "กลับตัวกลับใจ" ให้ตลอดรอดฝั่ง
พอเลื่อนลงไปดูข้างล่าง ก็มีชื่อบางชื่อที่น่าจะเป็นความสัมพันธ์เก่าๆ แต่ประวัติการแชทหยุดนิ่งไปนานมากแล้ว และไม่มีการติดต่อกันเลยในช่วงนี้
ในอัลบั้มรูป นอกจากพวกรูปภาพหน้าจอเกี่ยวกับงาน รูปหมาและวิวทิวทัศน์ที่ถ่ายออกมาแบบงงๆ หรือรูปรถหรูนาฬิกาแพงแล้ว รูปที่มีเยอะที่สุดก็คือรูปของเขานั่นเอง ทั้งรูปตอนหลับ ตอนกินจนแก้มตุ่ย ตอนดูทีวีแล้วเหม่อลอย หรือแม้แต่รูปเจิ้งเผิงบนเตียงตอนที่ถูกเอาจนทนไม่ไหว
“รูปนี้ลบออกไปเลยนะ!” เจิ้งเผิงชี้รูปบนเตียงนั่นแล้วประท้วง
“ไม่ลบ น่ารักจะตาย” เถียนเหลยหัวเราะพลางแย่งโทรศัพท์ไป แล้วรีบกดล็อกหน้าจอทันทีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสลบ “ดูจบแล้ว? วางใจได้หรือยัง?”
เจิ้งเผิงไม่ได้พูดอะไร อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ "ไม่วางใจ" อะไรหรอก เขาแค่เริ่มจะดูเถียนเหลยไม่ออกแล้ว หมอนี่ต้องการอะไรกันแน่? เล่นมาตั้งนานก็ยังไม่มีขั้นตอนต่อไป สวมบทป๋าผู้แสนดีจนติดลมบนไปแล้วเหรอ?
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?” เถียนเหลยบีบแก้มเขา “ดูเหมือนจะงงกว่าเดิมอีกนะ”
“ฉันแค่รู้สึกว่า...” เจิ้งเผิงพิจารณาคำพูด “นายไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้หรอก ความสัมพันธ์ของเราให้มันเรียบง่ายหน่อยก็น่าจะดีกว่า”
“เรียบง่าย?” เถียนเหลยทวนคำ รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อย “นายคิดว่าแบบไหนถึงจะเรียบง่ายล่ะ?”
เจิ้งเผิงขยับตัวขึ้นมานั่งคร่อมบนตัวเถียนเหลย “ถึงเวลาแล้วใช่ไหม”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น