ศัตรูตัวฉกาจ 21-30 | 57 ตอน

Protected Page



Chapter 21

จื่ออวี่ออกจากบ้าน พอโดนแดดอ่อนยามเช้าส่องเข้าใส่ ความมึนงงจากการนอนหลับไม่พอเมื่อคืนก็สลายไปได้บ้าง

เขาแวะร้านโจ๊กแถวหน้าประตูมหาวิทยาลัย สั่งโจ๊กขาวหนึ่งชาม กินซาลาเปาสองลูก ถือว่าแก้ทั้งมื้อเช้าและมื้อเที่ยงไปพร้อมกัน

ระหว่างกิน เขาก็เริ่มวางแผนเวลาในหัวสำหรับช่วงบ่ายและเย็น

เดิมทีแผนตอนเช้าคือจะไปทบทวนหนังสือที่ห้องสมุด แต่เพราะเมื่อคืนโดนเถียนสวี่หนิงป่วนจนถึงตีสาม เช้านี้เลยนอนยาวไปทั้งช่วง

บ่ายนี้ยังไงก็ต้องไปห้องสมุดชดเชยให้ทัน แล้วตอนเย็นก็ต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟตามปกติ

พอกินเสร็จ เดินออกจากร้านโจ๊ก บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยช่วงบ่ายมีคนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย

จื่ออวี่เพิ่งก้าวลงบันได ก็ต้องหยุดฝีเท้าลงทันที

ไม่ไกลนัก ใต้ร่มไม้ มีผู้ชายสามคนยืนอยู่ เสื้อผ้าไม่ค่อยเรียบร้อยนัก สายตาลอกแลก มองมาทางเขา

พอเห็นเขาออกมา สายตาของทั้งสามก็จับจ้องมาที่เขาทันที แล้วเดินตรงเข้ามา

หัวใจของจื่ออวี่จมลง

เขาจำสองคนในนั้นได้ เป็นคนที่สมัยมัธยมเคยไปทวงหนี้ถึงบ้าน

เพียงแต่หลายปีผ่านไป พวกเขาดูซูบโทรมลงกว่าเดิม

“โหย เสี่ยวอวี่ใช่ไหม โตขนาดนี้แล้ว เกือบจำไม่ได้แน่ะ”

ชายวัยราวสี่สิบ ใบหน้ามีรอยแผลเป็นตื้น ๆ บนแก้มเป็นคนเปิดปาก น้ำเสียงยังดูสุภาพ เขามองจื่ออวี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า

มีนักศึกษาที่เดินผ่านมามองด้วยความสงสัย หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิงที่รู้จักจื่ออวี่ เธอชะลอฝีเท้าแล้วถามเสียงเบา

“จื่ออวี่ เป็นอะไรรึเปล่า ต้องการให้ช่วยไหม?”

จื่ออวี่ส่ายหัวให้เธอ

“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ”

“ไม่เป็นไร ๆ ญาติกัน มาคุยเรื่องที่บ้านนิดหน่อย”

ชายแผลเป็นรีบยิ้มแล้วโบกมือบอกผู้หญิงคนนั้น

พอเธอเดินไปไกล รอยยิ้มบนหน้าชายแผลเป็นก็จางลง เขามองจื่ออวี่แล้วพูดตรงประเด็น

“เสี่ยวอวี่ พวกเราก็จนปัญญาจริง ๆ ติดต่อพ่อเธอไม่ได้ โทรไปก็ไม่รับ

เขาเลยให้พวกเรามาหาเธอ บอกว่าเธอเรียนอยู่มหา’ลัย A มีอนาคต หาเงินได้”

“เงินที่พ่อเธอเป็นหนี้ มันลากมานานแล้ว ตอนแรกตกลงกันไว้แสนหนึ่ง

ตอนนี้ดอกทบต้น รวมทั้งต้นทั้งดอก เป็นสองแสน เรารอไม่ไหวแล้ว

ดูสิ จะหาทางคืนมาก่อนได้ไหม?”

สองแสน

จื่ออวี่ได้ยินตัวเลขนี้ สีหน้าไม่เปลี่ยนเลย เขาเงยหน้ามองชายแผลเป็น เสียงเย็นชาชัดเจน ไร้อารมณ์

“ตอนนี้ผมมีแค่แปดพัน มากกว่านี้ไม่มี”

“แปดพัน?”

ชายรูปร่างผอมแห้ง ดวงตาดุอีกคนหัวเราะเยาะ ก้าวขึ้นมาข้างหน้า ยื่นมือเหมือนจะผลักจื่ออวี่

“คิดจะปัดขอทานรึไง? พ่อเธอบอกว่า—”

“อาเปียว”

ชายแผลเป็นยกมือห้าม ชายผอมชะงักไป

ชายแผลเป็นหันกลับมามองจื่ออวี่อีกครั้ง แววสุภาพจอมปลอมในสายตาหายไปหมด เหลือเพียงความเย็นชาของธุรกิจ

“เสี่ยวอวี่ แปดพันก็แปดพัน เอามาก่อน

แต่ขอพูดให้ชัดนะ ช่องว่างยังอีกไกล

พวกเรารู้แล้วว่าเธออยู่ที่ไหน รู้ว่าเธอหาเงินได้

หนี้ก้อนนี้ เราจะถือว่าเป็นของเธอแล้ว

วันนี้จ่ายได้แปดพัน พรุ่งนี้ มะรืนนี้…เราจะมาอีก

จนกว่าจะใช้หมด เข้าใจไหม?”

จื่ออวี่หยิบมือถือขึ้นมา สแกนคิวอาร์โค้ดรับเงินของชายแผลเป็น

เสียงแจ้งเตือน “โอนเงินสำเร็จ” ดังขึ้น

แปดพันบาท

ชายแผลเป็นมองหน้าจอ พยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก มองจื่ออวี่ลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะพาอีกสองคนเดินจากไป

จื่ออวี่มองพวกเขาหายไปตรงหัวมุมถนน บนหน้าไม่ได้มีสีหน้าโล่งใจแม้แต่นิด กลับยิ่งดูเย็นชา

เงินแปดพันที่โอนออกไป ไม่ได้ทำให้ใจเขาสั่นไหวอะไร

คนที่มาขอเงินจากเขา ไม่ได้มีแค่นี้

หลินเจี้ยนหาวเป็นนักพนัน และเป็นนักพนันที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง

เวลาเสียจนตาแดง อะไรก็เอาไปจำนำได้

หนี้ที่ก่อไว้กระจัดกระจาย ไปคนละเจ้าหนี้

ตอนนี้ทุกเดือน จื่ออวี่ต้องจ่ายเป็นประจำ นอกจากเจ้านี้แล้ว ยังมีอีกสองก้อนที่เป็นงวดค่อนข้างตายตัว

เขาไม่ใช่คนโง่ และไม่ใช่ลูกพลับนิ่มให้ใครมาบีบ

เหตุผลที่เขายังยอมถมหลุมไม่รู้จบนี้ให้หลินเจี้ยนหาว ก็เพราะในใจเขามีบัญชีที่คำนวณไว้ชัดเจน

ตั้งแต่แม่ของเขา โจวซิ่วหลาน พาเขาในวัยเจ็ดขวบแต่งเข้าบ้านตระกูลหลิน

จนถึงอายุสิบหก ที่เขาสามารถใช้ชีวิตได้แทบจะพึ่งตัวเอง

เก้าปีนี้ บ้านหลินใช้เงินกับเขาไปเท่าไหร่

ค่าอาหาร ค่าที่อยู่ ค่าใช้จ่าย ค่าเรียน…

ทุกบาททุกสตางค์ เขาพยายามจำให้ได้มากที่สุด

ไม่ใช่เพราะสำนึกบุญคุณ แต่เพื่อคำนวณ

เขาใช้วิธีของตัวเอง ค่อย ๆ ชดใช้ต้นทุนของการเลี้ยงดูและการให้ที่พักพิงตลอดเก้าปีนั้น

แม้ว่า “การเลี้ยงดู” ที่ว่านั้น จะเต็มไปด้วยสายตาเย็นชาและความรำคาญของหลินเจี้ยนหาว

รวมถึงสายตาของแม่ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดแต่ก็ไร้ทางเลือก

เมื่อเธอจำเป็นต้องเททรัพยากรและความรักไปให้ลูกชายคนเล็ก หลินฮ่าว มากกว่า

ใกล้แล้ว

เขาคำนวณในใจ

พอชำระหนี้ทุกอย่างที่บันทึกไว้ชัดเจนเสร็จ เขาก็จะเป็นอิสระอย่างแท้จริง

เขาจะออกจากเมืองนี้ ออกจากครอบครัวที่ทำให้เขาหายใจไม่ออก

ไปยังที่ที่ไม่มีใครรู้จักเขา แล้วเริ่มต้นใหม่

ส่วนแม่ โจวซิ่วหลาน เขาจะทิ้งเงินก้อนหนึ่งไว้ให้

มากพอสำหรับใช้ประทังช่วงหนึ่ง หรือจ่ายค่าเรียนพิเศษให้หลินฮ่าวได้อีกสองสามครั้ง

นี่คือการชดใช้ครั้งสุดท้าย

แทนธนบัตรยับยู่ยี่ที่เคยถูกแอบยัดไว้ใต้หมอน

แทนเสียงถอนหายใจยามดึก

และแทนการลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดในวัยเด็กของเขา

ใช้หนี้หมด ก็ถือว่าหายกัน

แม่รักน้องมากกว่า เขารู้มานานแล้ว และยอมรับมัน

เขาไม่ต้องการความรักของแม่ที่ไม่สมบูรณ์และเต็มไปด้วยการคำนวณอีกแล้ว

เขาเหนื่อย

จากการทำงานพิเศษวันแล้ววันเล่า

ใช้หนี้

รับมือกับการทวงหนี้

ความคาดหวังสุดท้ายต่อ “บ้าน” และ “ครอบครัว” ถูกใช้หมดไปนานแล้ว

เขาแค่อยากจากไปอย่างสะอาด ไม่ติดค้างใคร

แล้วใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สงบ เป็นของตัวเองจริง ๆ สักที

แสงแดดยังจ้า เสียงในมหาวิทยาลัยยังคงอึกทึก

จื่ออวี่เก็บมือถือใส่กระเป๋า สะพายเป้ สีหน้ากลับสู่ความสงบนิ่งห่างเหินดังเดิม

จัดการคนทวงหนี้เสร็จ เขาก็มุ่งหน้าไปห้องสมุดทันที

เลือกมุมนั่งใกล้หน้าต่าง กางตำราเฉพาะทางเล่มหนาและสมุดโน้ตออกมา

พยายามดึงสมาธิทั้งหมดเข้าสู่สูตรซับซ้อนและกรณีศึกษาต่าง ๆ

ทะเลแห่งความรู้ช่วยให้เขาลืมความวุ่นวายในชีวิตจริงได้ชั่วคราว

เขามีประสิทธิภาพสูง ไม่นานก็จมอยู่กับเนื้อหา ปลายปากกาขูดกระดาษเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

พักระหว่างทาง เขาเปิดมือถือเช็กอีเมล

เห็นอีเมลจากอาจารย์เฉิน แห่งคณะการเงิน อาจารย์ที่เขาเคารพนับถือมาก

ในเมลกล่าวถึงโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในฮ่องกง ภาคการศึกษาหน้า

อาจารย์เฉินเป็นหนึ่งในอาจารย์ผู้ดูแลโครงการ

ถ้อยคำในเมลจริงใจมาก เห็นว่าโครงการนี้ช่วยเปิดมุมมองนานาชาติและเข้าถึงการปฏิบัติทางการเงินแนวหน้าได้ดี

แนะนำให้จื่ออวี่สมัครอย่างยิ่ง

และยังบอกว่า หากกังวลเรื่องการเงิน สามารถลองขอทุนโครงการหรือสมัครตำแหน่งผู้ช่วยวิจัยได้

ฮ่องกง

เวทีที่กว้างกว่า

โอกาสที่ดีกว่า

สิ่งเหล่านี้ดึงดูดเขาอย่างมากต่ออนาคต

อาจารย์เฉินก็ชื่นชมเขามาโดยตลอด และเคยบอกหลายครั้งว่ายินดีช่วยเหลือ

จื่ออวี่ปิดอีเมล ยังไม่ตอบในทันที

เขากดปัญหานี้ไว้ลึก ๆ ในใจ แล้วหันกลับไปจดจ่อกับหนังสืออีกครั้ง

อ่านต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วโมง

มือถือบนโต๊ะก็สั่นขึ้น หน้าจอสว่าง

เถียนสวี่หนิง:

เมีย อยู่ไหนอะ?

บ่ายนี้คณะเรามีแข่งบาส นัดชิงนะ!

เมียจะมาดูไหม?

ฉันเล่นโคตรเท่เลย!

แนบรูปตารางแข่ง

และรูปเซลฟี่ใส่ชุดนักกีฬา ชูสองนิ้ว ยิ้มโง่ ๆ หน้ากระจก

สายตาของจื่ออวี่หยุดอยู่ที่หน้าจอ

เขาเหมือนจะเห็นภาพตอนเถียนสวี่หนิงส่งข้อความนี้

ดวงตาเป็นประกาย เต็มไปด้วยความคาดหวัง

หัวใจเหมือนเต้นข้ามจังหวะไปหนึ่งที

จื่ออวี่เองก็ชะงัก

ในหัวผุดภาพเหตุการณ์วุ่นวายระหว่างเขากับเถียนสวี่หนิงตลอดสองวันที่ผ่านมา

ทุกอย่างผิดที่ผิดทางไปหมด

เขาส่ายหัว สลัดความรู้สึกประหลาดนั้นออกไป

ต้องเป็นเพราะเมื่อคืนไม่ได้นอน สมองเลยรวนแน่

เขาไม่ตอบ

คว่ำหน้าจอลงบนโต๊ะ หยิบปากกาขึ้นมาใหม่

พยายามไล่ภาพและจังหวะหัวใจที่ไม่เข้าท่าออกจากหัว

บังคับตัวเองให้จดจ่อกับตัวหนังสือตรงหน้า

ในสนามบาสเกตบอล บรรยากาศคึกคัก

การแข่งขันรอบชิงกำลังดำเนินอยู่

เสียงเชียร์ เสียงรองเท้าเสียดสีกับพื้น และเสียงนกหวีดผู้ตัดสินผสานกัน

ทีมคณะเศรษฐศาสตร์ของเถียนสวี่หนิงนำอยู่เล็กน้อย

เสียงนกหวีดพักครึ่งดังขึ้น

นักกีฬาทั้งหมดเหงื่อท่วม เดินไปยังข้างสนาม

เถียนสวี่หนิงทิ้งตัวนั่งลงบนม้านั่ง

สิ่งแรกที่เขาทำ ไม่ใช่รับผ้าเช็ดหน้าจากเพื่อน

แต่หยิบมือถือขึ้นมา เปิดหน้าจอทันที

ไม่มีข้อความใหม่

ในแชต ข้อความสุดท้ายยังเป็นคำเชิญที่เขาส่งไป

โดดเดี่ยว ไม่มีการตอบกลับ

เขาเม้มริมฝีปาก

นิ้วไถหน้าจอไปมา

แววตาฉายความผิดหวังอย่างชัดเจน

“พี่เถียน เหม่ออะไรอะ วันนี้ฟอร์มดีนะ แค่ดูเหมือนใจลอย ๆ?”

หวังซวี่ เพื่อนร่วมทีม เอาศอกกระแทกเขา แซวด้วยรอยยิ้ม

“ไง คิดถึงสาวรึไง?”

เถียนสวี่หนิงยังจ้องจออยู่

ได้ยินแบบนั้นก็อืมเบา ๆ

หวังซวี่: “……?”

รอยยิ้มบนหน้าเขาแข็งค้าง

เขาหันไปมองเพื่อนอีกคน ทั้งคู่เห็นความช็อกในสายตากันและกัน

หวังซวี่กอดคอเพื่อนอีกคนอย่างเว่อร์ ๆ ก้มเสียงลง

“เชี่ย เอาจริงเหรอวะ? พี่เถียนโดนผีเข้าแน่ ๆ หมดทางเยียวยาแล้ว!”

เถียนสวี่หนิงเพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อกี้ตอบอะไรไป หน้าเริ่มเสีย

เขาถลึงตามองหวังซวี่

“ไสหัวไป!”

แต่น้ำเสียงกลับไม่ค่อยมีพลัง

สายตายังเผลอเหลือบไปที่มือถืออีก

วันนี้รอบชิง เขาเล่นเต็มที่พอสมควร

แต่ในใจก็เหมือนขาดอะไรบางอย่าง

มองดูคนบนอัฒจันทร์ ทั้งหน้าคุ้นและหน้าไม่คุ้นที่เชียร์คณะของเขา

เขาอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าจื่ออวี่นั่งอยู่ตรงนั้นก็คงดี

มาดูเขาเล่นบาส

เชียร์เขา

หรือแค่นั่งดูเงียบ ๆ ก็ยังดี

ความกระวนกระวายของการรอคอย

และความรู้สึกอยากถูก “คนคนนั้น” มองเห็น

ไม่รู้ทำไม ถึงทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

เหมือนนานมาแล้ว

เขาเคยมีช่วงเวลาแบบนี้

ในหัวผุดภาพเลือนราง

สนามบาสที่จอแจ

เสียงเชียร์ทั่วสนาม

เสื้อแข่งเปียกเหงื่อ

แต่เขากลับกำลังมองหาอะไรบางอย่างในฝูงชน

หัวใจถูกบีบด้วยความคาดหวังและความผิดหวัง

ความรู้สึกนั้นชัดเจน

แต่เหมือนมีหมอกฝ้ากั้นไว้

มองไม่เห็นภาพหรือใบหน้าชัดเจน

มีเพียงความโหยหาการตอบสนอง

ที่ซ้อนทับกับความรู้สึกในตอนนี้อย่างน่าประหลาด

สมัยมัธยมรึเปล่า?

เขาเคยยืนอยู่ในสนาม

แล้วเฝ้ารอสายตาของใครสักคนเหมือนกันหรือ?

ความคิดนี้วาบขึ้นมา

ก่อนจะจมหายไปในหมอกแห่งความทรงจำ

ไม่เหลือเบาะแสให้คว้า

เขาไม่รู้ว่าวันนี้จื่ออวี่มีแผนอะไร

เมื่อคืนมัวแต่ร้องไห้

ก็ไม่ได้ถาม

พอนึกถึงการงอแงและน้ำตาของตัวเองเมื่อคืน

หูของเถียนสวี่หนิงก็ร้อนขึ้น

ทั้งอาย ทั้งหงุดหงิดตัวเอง

มัวแต่ร้อง ๆ ๆ แบบนั้น

เมียจะโดนร้องจนหายไปจริง ๆ แล้ว!

รู้งี้น่าจะถามเมียให้ชัด

ว่าวันนี้เมียจะไปไหนบ้าง!



Chapter 22


ข้าง ๆ เหล่าเพื่อนร่วมทีมเริ่มคุยกันอย่างตื่นเต้น ว่าถ้าชนะการแข่งขันคืนนี้จะไปฉลองกินข้าวที่ไหน เสียงพูดคุยอื้ออึง เจี๊ยวจ๊าว คึกคักสุด ๆ

แต่เถียนสวี่หนิงกลับดูไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วม เขาหยิบผ้าขนหนูสะอาดที่พาดอยู่ข้างตัวขึ้นมา เช็ดเหงื่อบนหน้าและลำคอแบบลวก ๆ สายตายังคงเหม่อลอยอยู่เล็กน้อย

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มัดผมหางม้า รอยยิ้มหวานสดใส วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา แล้วยื่นเครื่องดื่มเกลือแร่แช่เย็นให้หวังซวี่ เสียงใสชัด

“อาซวี่ น้ำจ้ะ! ครึ่งหลังสู้ ๆ นะ!”

“ขอบคุณนะที่รัก!”

หวังซวี่รับน้ำมา บิดฝาแล้วดื่มอึกใหญ่ ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ แถมยังตั้งใจเขย่าขวดน้ำโชว์ต่อหน้าเถียนสวี่หนิงอีกต่างหาก

เถียนสวี่หนิงมองขวดน้ำนั้น แล้วมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความได้ใจและความสุขของหวังซวี่ ความรู้สึกว่างเปล่าในใจก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

เขาเองก็อยากดื่มน้ำที่เมียเป็นคนเอามาให้เหมือนกัน น้ำที่เมียยื่นให้ คงจะหวานเป็นพิเศษแน่ ๆ

“พี่เถียน กระหายน้ำเหรอ?”

หวังซวี่สังเกตเห็นสายตาของเขา ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วขยับเข้าใกล้

“อิจฉาล่ะสิ? พี่ก็มีคนเอาน้ำมาให้นะ ดูสิ—”

เขายังพูดไม่ทันจบ ก็มีเด็กผู้หญิงหลายคนที่รออยู่ข้างสนามอยู่แล้ว ผลักกันไปมา ก่อนจะรวบรวมความกล้าเดินเข้ามา แต่ละคนถือเครื่องดื่มหรือขวดน้ำแร่คนละแบบ หน้าแดงระเรื่อ แล้วยื่นให้เถียนสวี่หนิง

“ดื่มน้ำไหม เถียนสวี่หนิง?”

“รุ่นพี่คะ อันนี้ให้ค่ะ!”

เสียงเจื้อยแจ้ว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมา นี่คือภาพที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งหลังจบการแข่งขัน

ปกติเขาอาจจะรับมาแบบขอไปทีสักขวด หรือไม่ก็โบกมือให้พวกเธอเอาไปให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่น แต่วันนี้ เมื่อมองเครื่องดื่มตรงหน้า กลับไม่มีคลื่นอารมณ์ใด ๆ ในใจเลย

เขารีบโบกมือปฏิเสธ

“ไม่ดีกว่าครับ ขอบคุณนะ ผมมีของผมอยู่แล้ว”

เด็กผู้หญิงพวกนั้นถอยออกไปอย่างผิดหวัง แต่สายตายังคงอาลัยอาวรณ์จ้องมองเขาอยู่

หวังซวี่มองท่าทีเหมือนหลบหนีของเขาแล้วเลิกคิ้วขึ้น

เขาเห็นชัดเจนเลยว่า เมื่อครู่ตอนแฟนสาวเอาน้ำมาให้ตัวเอง สายตาที่เถียนสวี่หนิงมองมานั้น เต็มไปด้วยความอิจฉา ไม่ได้ปิดบังแม้แต่น้อย

เถียนสวี่หนิงไม่สนใจคำแซวของเขา หยิบขวดน้ำแร่ที่ทีมเตรียมไว้ให้ เปิดฝาแล้วยกดื่มอึกใหญ่

น้ำเย็นเฉียบไหลผ่านลำคอ แต่กลับไม่อาจดับความรู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ ที่ลุกขึ้นในใจ เพราะความคาดหวังที่ไม่สมหวังได้

เสียงนกหวีดเริ่มครึ่งหลังดังขึ้น

เถียนสวี่หนิงวางขวดน้ำลง ใช้ฝ่ามือตบหน้าตัวเองแรง ๆ พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดออกไป

ออกจากห้องสมุดมา ก็เป็นช่วงเย็นพอดี

จื่ออวี่สะพายกระเป๋า ตั้งใจจะเดินผ่านทางร่มไม้ข้างสนามบาส เพื่อไปทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟให้เร็วขึ้น

เมื่อเดินผ่านสนามบาส เสียงโห่ร้องและเสียงเชียร์อันดังสนั่นทำให้เขาชะลอฝีเท้าลง

มองผ่านรั้วลวดตาข่ายสูง เขาเห็นการแข่งขันอันดุเดือดกำลังดำเนินอยู่ ผู้คนเบียดเสียด บรรยากาศร้อนแรงถึงขีดสุด

สายตาของเขาเผลอค้นหาร่างสูงที่คุ้นเคยในกลุ่มผู้เล่นที่วิ่งและกระโดดไปมา

และก็พบมันในทันที

เถียนสวี่หนิงสวมเสื้อแข่งสีแดง ผมเปียกเหงื่อปลิวไหวตามการเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว

เขาเพิ่งแย่งบอลมาได้อย่างสวยงาม พาบอลพุ่งไปข้างหน้าเหมือนเสือดาว หลบผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามสองคน ก่อนจะหยุดฉับที่เส้นสามแต้ม กระโดดขึ้น ข้อมือกดลง

ลูกบาสพุ่งเป็นเส้นโค้งงดงาม

แล้วก็ลงห่วงอย่างหมดจด

เสียงเชียร์รอบสนามแทบจะยกหลังคาขึ้น

เถียนสวี่หนิงลงพื้นพร้อมรอยยิ้มเจิดจ้า ยกมือทั้งสองข้างขึ้นสูง ตบมือกับเพื่อนร่วมทีมที่วิ่งเข้ามา ดวงตาและคิ้วเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและความสดใสแบบวัยรุ่น

หยาดเหงื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น จนทั้งร่างดูโดดเด่นราวกับจะส่องแสงแสบตา

จื่ออวี่ยืนอยู่นอกรั้ว เว้นระยะห่างไว้ เงียบ ๆ มองภาพนั้น

รอยยิ้มของเขามีพลังเหลือเกิน จนบรรยากาศรอบข้างเหมือนจะร้อนแรงตามไปด้วย

เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตามจังหวะในสนาม ชัดเจนทีละจังหวะ

มองอยู่ครู่หนึ่ง

เมื่อเถียนสวี่หนิงทำแต้มได้อีกครั้ง และถูกเพื่อนร่วมทีมล้อมฉลอง สายตากวาดมาทางข้างสนาม

จื่ออวี่ก็หลบสายตาลงอย่างเงียบงัน

เขาดึงสายกระเป๋าบนไหล่ แล้วหันหลัง เดินกลืนหายไปในแสงยามเย็นของทางร่มไม้ มุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟ

เมื่อเปิดประตูร้านกาแฟเข้าไป เสี่ยวอวี้มาอยู่ก่อนแล้ว กำลังก้มศีรษะชนกับเด็กผู้หญิงผมมวยคนหนึ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ จ้องหน้าจอโทรศัพท์และกระซิบคุยกันอย่างตื่นเต้น

ได้ยินเสียงประตู เสี่ยวอวี้เงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นจื่ออวี่ ดวงตาก็สว่างวาบ รีบโบกมือเรียก

“เสี่ยวอวี่! มาเร็ว ๆ!”

จื่ออวี่เดินเข้าไป ก่อนจะพยักหน้าให้เพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์อีกคนหนึ่ง แล้วจึงหันไปถาม

“มีอะไรเหรอ?”

“แนะนำหน่อย นี่เพื่อนฉัน เสี่ยวมี่ เรียนมหาลัยเดียวกับเรา!”

เสี่ยวอวี้ดึงเด็กผู้หญิงผมมวยเข้ามา

“สวัสดีค่ะ รุ่นพี่จื่ออวี่! ได้ยินชื่อมานานแล้ว!”

เสี่ยวมี่ทักอย่างเปิดเผย ดวงตาเป็นประกาย

จื่ออวี่พยักหน้าให้เล็กน้อยเป็นการตอบรับ ก่อนจะหันไปมองเสี่ยวอวี่อีกครั้ง

เสี่ยวอวี่ยกโทรศัพท์ขึ้นมา สีหน้าปิดความตื่นเต้นไม่มิด

“ดูนี่สิ! ฟอรั่มมหาลัย โพสต์ที่ดังที่สุดวันนี้!”

บนหน้าจอปรากฏหัวข้อหนาเตะตา

‘สองหนุ่มหล่อประจำมหาลัย ความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาหรือเปล่า?! มีภาพ มีความจริง!’

ด้านล่างมีคอมเมนต์ตามมาเป็นพัน ๆ ความเห็น

“โอ้โห เสี่ยวอวี่ นายกับเถียนสวี่หนิงโดนถ่ายรูปไว้เพียบเลย แค่ช่วงสองสามวันนี้เอง!”

เสี่ยวอวี่พูดอย่างตื่นเต้น

“ฟอรั่มแทบแตกแล้ว ทั้งวิเคราะห์ ทั้งเดา พูดกันไปสารพัด!”

เสี่ยวมี่เสริมขึ้น

“ไม่ใช่แค่ฟอรั่มนะ! กำแพงสารภาพใจก็ระเบิดเหมือนกัน เต็มไปหมดเลยที่ถามถึงพวกนาย แถมข่าวลือยังลามไปถึงมหาลัย C กับ D แล้ว เพื่อนต่างสถาบันฉันถามกันใหญ่ ว่าจริงไหม บอกว่าหนุ่มหล่อที่สุดสองคนของ A เก็บกันเอง ไม่เผื่อใครเลย!”

เธอพูดไปก็จัดการโทรศัพท์ไป

“เดี๋ยวฉันส่งลิงก์ให้พี่นะ ดูสิ ดังจริง ๆ!”

จื่ออวี่มองภาพเหล่านั้นที่ถูกหยุด ถูกขยาย และถูกตีความต่าง ๆ นานา ฟังสองสาวพูดไม่หยุด สีหน้ากลับยังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม

เขารู้ว่าเถียนสวี่หนิงเป็นคนสะดุดตา และก็รู้ว่าช่วงสองวันนี้ ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบ่อยผิดปกติ

แต่เขาไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ และจะกลายเป็นศูนย์กลางข่าวซุบซิบของมหาลัยในลักษณะนี้

เขาหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา เห็นลิงก์ฟอรั่มที่เสี่ยวอวี่ส่งมา รวมถึงกระทู้ที่แชร์ต่อมาอีกหลายโพสต์

แต่เขาไม่ได้กดเข้าไป เพียงกดปิดหน้าจอแล้วเก็บเข้ากระเป๋า

จากนั้นมองสองสาวที่รอปฏิกิริยาอยู่ แล้วพูดเรียบ ๆ

“ถึงเวลาเปลี่ยนกะแล้ว เตรียมทำงานเถอะ”

พูดจบ เขาก็หันหลังเดินเข้าไปยังโซนพนักงาน เพื่อเปลี่ยนชุดทำงาน ทิ้งให้เสี่ยวอวี่กับเสี่ยวมี่มองหน้ากันเอง

“ว้าว… รุ่นพี่จื่ออวี่ใจนิ่งมากเลย” เสี่ยวมี่อุทาน

“เขาเป็นแบบนี้แหละ” เสี่ยวอวี่ยักไหล่ ดวงตาเต็มไปด้วยประกายอยากรู้อยากเห็น

“แต่ฉันบอกเลยนะ คราวก่อนเถียนสวี่หนิงมองเขาตลอดจริง ๆ”

สำหรับความวุ่นวายในฟอรั่มและกำแพงสารภาพใจ จื่ออวี่ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึก แต่เขาไม่อยากไปสนใจ

ข่าวลือเหล่านั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าไร้สาระ — เถียนสวี่หนิงเพียงแค่ความจำสับสนเพราะอาการสมองกระทบกระเทือน จึงจำเขาผิดว่าเป็นเมีย และทำเรื่องสะดุดตาเหล่านั้นออกมา

สายตาและคำวิจารณ์ของคนอื่น เขาไม่เคยใส่ใจอยู่แล้ว

สมัยมัธยมก็ถูกพูดถึงเรื่องฐานะ เรื่องนิสัย เขาชินเสียยิ่งกว่าชิน

ตอนนี้แค่ถูกพูดถึงความสัมพันธ์กับเถียนสวี่หนิง แก่นแท้ก็ไม่ต่างกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตประจำวันของเขาก็มีเรื่องให้ต้องรับมือมากพออยู่แล้ว

ทั้งการเรียนที่หนัก งานพาร์ตไทม์หลายที่ เจ้าหนี้ที่โผล่มาเหมือนเงา และโครงการแลกเปลี่ยนที่ฮ่องกงซึ่งเขาต้องพิจารณา

เขาไม่มีแรงเหลือพอจะไปแบ่งให้ข่าวลือไร้สาระเหล่านี้

เปลี่ยนชุดทำงานเรียบร้อย จื่ออวี่เดินไปที่เคาน์เตอร์ เตรียมวัตถุดิบและอุ่นเครื่องอย่างชำนาญ

กลิ่นหอมเข้มของเมล็ดกาแฟค่อย ๆ แผ่กระจาย ปิดกั้นเสียงวุ่นวายจากโลกภายนอก

เขาต้องการสมาธินี้ และต้องการรายได้ที่จับต้องได้จากงานนี้เช่นกัน



Chapter 23


อีกด้านหนึ่ง ภายในสนามบาสเกตบอล ความอึกทึกครึกโครมได้สงบลงแล้ว

ทีมคณะเศรษฐศาสตร์คว้าชัยชนะในรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ เหล่านักกีฬาต่างตื่นเต้น โผเข้ากอดกันและส่งเสียงเฮดังลั่น โดยมีเถียนซวี่หนิงถูกห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง

“พี่เถียน! ต้องเลี้ยงแล้วนะ!”

“ใช่! ไปกินข้าว! ฉลองกัน!”

เพื่อนร่วมทีมต่างพูดแซวกันเซ็งแซ่ เถียนซวี่หนิงยิ้ม ไม่ได้ปฏิเสธ

“ได้ พวกนายเลือกที่เลย”

เขาแวะไปอาบน้ำที่ห้องแต่งตัว เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดสะอาด พอเดินออกมา เพื่อน ๆ ก็ยังคงคุยกันอย่างตื่นเต้นว่าจะไปกินร้านไหนดี ส่วนเขากลับเดินรั้งท้าย และอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง

หน้าจอเงียบสนิท ไม่มีการแจ้งเตือนใด ๆ

ข้อความเชิญที่เขาส่งไปตอนบ่าย ยังไม่มีการตอบกลับ

ในใจก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ ความดีใจจากชัยชนะเมื่อครู่เหมือนจะจางลงไปไม่น้อย

หรือจื่ออวี่ไม่ได้เห็นข้อความ?

หรือเห็นแล้ว แต่ไม่อยากตอบเขา?

พวกเขาไปกินหม้อไฟร้านหนึ่งที่รีวิวดี ไอร้อนลอยกรุ่น น้ำซุปสีแดงเดือดพล่าน ทุกคนส่งเสียงดัง ดื่มเหล้า เล่นเป่ายิ้งฉุบ ฉลองชัยชนะกันอย่างครึกครื้น

เถียนซวี่หนิงนั่งอยู่ท่ามกลางนั้น บนใบหน้ามีรอยยิ้ม คอยตอบรับบ้างเป็นครั้งคราว แต่ดูเหมือนใจจะลอยไปไกล

ถ้วยน้ำจิ้มตรงหน้าแทบไม่ได้แตะ ตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมาแค่เชิงสัญลักษณ์ ลวกในหม้อเดือด ๆ แล้วก็วางลง กินไม่รู้รส

“พี่เถียน ทำไมไม่กินล่ะ วันนี้พี่คือฮีโร่เลยนะ!” หวังซวี่รินเบียร์ให้เขา

“หรือว่าเหนื่อย?” เพื่อนอีกคนถาม

เถียนซวี่หนิงส่ายหัว หยิบแก้วขึ้นมาจิบ ของเหลวเย็นไหลผ่านลำคอ แต่ไม่อาจดับความกระสับกระส่ายและความว่างเปล่าในใจได้

เขามองวัตถุดิบที่เดือดพล่านในหม้อ แต่ภาพที่ผุดขึ้นในหัวกลับเป็นเงาด้านข้างของจื่ออวี่ที่นั่งเงียบ ๆ ริมหน้าต่างห้องสมุด และภาพเขาในผ้ากันเปื้อน กำลังยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านกาแฟ

“พวกนายกินกันไปก่อนนะ ฉันมีธุระ ขอออกก่อน” เขาวางแก้วแล้วลุกขึ้น

“ห๊ะ? กลับเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”

“พี่เถียน นั่งต่ออีกหน่อยสิ!”

“ธุระอะไรด่วนขนาดนั้น?”

แม้เพื่อน ๆ จะรั้งไว้ แต่เถียนซวี่หนิงตัดสินใจแน่วแน่ เขาโบกมือ หยิบเสื้อคลุมที่พาดไว้บนพนักเก้าอี้

“มีธุระจริง ๆ พวกนายกินให้เต็มที่ เดี๋ยวฉันจ่ายเอง”

พูดจบก็หันหลังเดินออกจากร้านหม้อไฟที่ยังคงอึกทึก

ข้างนอก ลมกลางคืนพัดเย็น เขาไม่เรียกรถ ไม่กลับบ้านที่แสนว่างเปล่า

สองมือสอดกระเป๋าเสื้อ เดินไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่ฝีเท้ากลับเหมือนมีสติของตัวเอง พาเขาเลี้ยวไปยังถนนนักศึกษานอกประตูฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัย

เวลาประมาณสามทุ่มกว่า แสงไฟสีเหลืองอบอุ่นของร้านกาแฟส่องลอดกระจกบานใหญ่ ทอดตัวเงียบ ๆ ลงบนถนน

ข้างในมีลูกค้าไม่มาก เสียงดนตรีเบา ๆ ลอยมาแผ่ว ๆ

เถียนซวี่หนิงหยุดอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน

เขาเห็นร่างผอมสูงคุ้นตานั้นในทันที

จื่ออวี่ยืนหันหลังให้ประตู อยู่หลังเคาน์เตอร์ ดูเหมือนกำลังล้างอุปกรณ์ ท่าทางไม่รีบร้อน ใบหน้าด้านข้างภายใต้แสงไฟดูตั้งใจและสงบ

หัวใจเขากระตุกเบา ๆ ในชั่วขณะที่เห็นร่างนั้น ราวกับถูกใครกำไว้ แล้วค่อย ๆ คลายออก เหลือไว้เพียงความอุ่นนุ่มปนเปรี้ยวเล็ก ๆ

ความผิดหวังและความกระวนกระวายที่สะสมมาตลอดบ่าย คล้ายจะสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์

เขาไม่ได้เดินเข้าไป ไม่ได้ผลักประตูร้าน

แต่หันตัวเดินเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ข้างร้านกาแฟ ที่ค่อนข้างเงียบและแสงสลัว

เขาพิงกำแพงอิฐเย็นเฉียบ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จากมุมนี้ เขามองทะลุกระจกด้านข้างร้าน เห็นมุมหนึ่งของเคาน์เตอร์ และเงาร่างของจื่ออวี่ที่ขยับไปมาเป็นครั้งคราว

แค่มองอยู่แบบนี้…ก็ดีแล้ว

นอกตรอกคือถนนที่จอแจ เสียงผู้คนและรถยนต์ดังแว่วมา

แต่ในตรอกมีเพียงเขา แสงไฟอุ่นไกล ๆ และคนคนนั้นที่เขาห่วงใยเหลือเกิน

ความรู้สึกคุ้นเคยนั้นกลับมาอีกครั้ง

ราวกับว่าอารมณ์แบบนี้…เขาเคยมีมาก่อน นานมาแล้ว

เถียนซวี่หนิงพิงกำแพงอย่างเงียบงัน สายตามองไปทางนั้นเนิ่นนาน ราวกับจะยืนมองได้ทั้งคืน

เวลาล่วงเลยไปกว่าสี่ทุ่ม ร้านกาแฟใกล้ปิด ลูกค้ากลับไปหมดแล้ว

จื่ออวี่กำลังทำความสะอาดขั้นสุดท้าย เช็ดเคาน์เตอร์ให้สะอาด แล้วมัดถุงขยะที่แยกไว้เรียบร้อย

“เสี่ยวอวี่ ขยะเอาไปทิ้งพรุ่งนี้เช้าก็ได้นะ ดึกแล้ว” เสี่ยวอวี่พูดขณะนับเงินที่แคชเชียร์

“ไม่เป็นไรครับ ทิ้งเลยละกัน”

จื่ออวี่หยิบถุงขยะสองถุงที่ไม่ได้หนักมาก เปิดประตูหลังเดินออกไป

ประตูหลังร้านเชื่อมกับทางเดินแคบ ๆ ที่นำไปยังตรอกข้าง ๆ ซึ่งตั้งถังขยะไว้

บริเวณนี้มืดกว่าทางหน้าร้าน แสงไฟถนนไกล ๆ ส่องมาเป็นเพียงเงาลาง ๆ พอให้มองเห็นทางเท้า

จื่ออวี่ถือถุงขยะ เดินลึกเข้าไปในตรอก

ลมกลางคืนพัดเย็น

ขณะที่เขาใกล้จะถึงถังขยะ เงามืดข้าง ๆ ก็ยื่นมือออกมาอย่างกะทันหัน คว้าแขนเขาไว้ด้วยแรงมาก แล้วดึงทั้งตัวเขาเข้าไปในความมืด!

จื่ออวี่ตั้งตัวไม่ทัน เซถลา ถุงขยะหลุดจากมือ หล่นลงพื้นดัง “ปึก”

หัวใจเขากระตุกแน่น ตามสัญชาตญาณกำลังจะต่อต้าน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองคนที่ดึงเขาไว้ การเคลื่อนไหวก็หยุดชะงัก

ภายใต้แสงสลัว ใบหน้าของเถียนซวี่หนิงอยู่ใกล้แค่เอื้อม

เขาพิงกำแพงอิฐเย็น ๆ ใช้ร่างกายครอบคลุมอีกฝ่ายไว้ในเงาของตัวเอง

ดวงตาที่ปกติมักสดใสหรือชุ่มชื้น ตอนนี้กลับดูลึกและหนักแน่น เต็มไปด้วยอารมณ์ที่จื่ออวี่อ่านไม่ออก จ้องมองเขาไม่กะพริบ

ไม่มีรอยยิ้มซื่อ ๆ ไม่มีเสียงบ่นน้อยใจ

เขาเพียงจ้องมองเงียบ ๆ ลมหายใจหนักขึ้น ไออุ่นพัดผ่านใบหน้าของจื่ออวี่

คำอุทานและคำถามที่จ่ออยู่ปลายลิ้นของจื่ออวี่ถูกกลืนกลับไป

เขามองเถียนซวี่หนิง ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ และรับรู้ถึงบรรยากาศกดดันต่ำที่ต่างจากปกติอย่างชัดเจน

ไม่สบายใจ…เถียนซวี่หนิงกำลังเสียใจอยู่หรือเปล่า?

สายตาของเถียนซวี่หนิงค่อย ๆ เลื่อนจากดวงตาของเขา ลงมาหยุดที่ริมฝีปากซึ่งเผยอเล็กน้อยเพราะความตกใจ

สีปากซีดจาง ภายใต้แสงสลัวดูเหมือนกลีบดอกไม้ที่มีหยดน้ำค้างเกาะอยู่

วินาทีถัดมา เถียนซวี่หนิงก้มลงจูบเขา

จูบที่ร้อนรน ดุดัน ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ แทรกเข้ามาเปิดริมฝีปากของเขา

“อื้อ…!” จื่ออวี่เบิกตากว้าง สมองยังประมวลผลไม่ทัน

สัมผัสร้อนแรงและเอาแต่ใจบนริมฝีปาก พร้อมกลิ่นอายความเป็นชายของเถียนซวี่หนิงถาโถมเข้ามา

เขาเผลอผลักอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ มือดันอกแน่น ๆ นั้น พยายามดิ้นหนี

แต่แขนของเถียนซวี่หนิงรัดเอวเขาไว้แน่นราวกับปลอกเหล็ก ตรึงเขาไว้ระหว่างอกกับกำแพง

อีกมือกดท้ายทอย เพิ่มความลึกของจูบ

จูบของเขาอาจจะงุ่มง่าม เร่งรุก แต่กลับทำให้แรงต่อต้านของจื่ออวี่ค่อย ๆ อ่อนลง

แรงขัดขืนค่อย ๆ คลาย

เถียนซวี่หนิงเหมือนจะรับรู้ถึงความอ่อนตัวนั้น จูบจึงไม่ดุดันอีกต่อไป เปลี่ยนเป็นการเว้าวอน แสวงหาการปลอบโยน ลึกซึ้งและเนิ่นนาน

ปลายลิ้นของเขากวาดผ่านเพดานปาก ก่อนจะเกี่ยวรัดลิ้นของจื่ออวี่อย่างอ่อนโยน ดูดดึงช้า ๆ แต่หนักแน่น

ลมหายใจของจื่ออวี่ปั่นป่วน เขาถูกบังคับให้เงยหน้า รับจูบที่ลึกเกินไปนี้

อากาศถูกขโมยไป ความมึนงงถาโถมเข้ามาเป็นระลอก

เขาหลับตา ขนตายาวสั่นระริก มือที่เคยดันอกอีกฝ่าย ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็คลายแรง กลายเป็นเพียงการจับชายเสื้อของเถียนซวี่หนิงไว้หลวม ๆ

ในตรอกมืด มีเพียงเสียงริมฝีปากที่แนบแน่น เสียงน้ำ และเสียงหายใจที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ

ถุงขยะที่หล่นอยู่บนพื้นถูกเมินเฉย แสงไฟถนนไกล ๆ วาดเงาสองร่างที่โอบกอดแนบแน่น ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

จูบนี้ยาวนานเหลือเกิน

ยาวนานจนจื่ออวี่แทบจะขาดอากาศ เถียนซวี่หนิงถึงค่อย ๆ ปล่อยเขา

หน้าผากแนบหน้าผาก ปลายจมูกแตะกัน ทั้งคู่หอบหายใจแรง

เถียนซวี่หนิงมองริมฝีปากที่แดงช้ำชื้นจากฝีมือของตน และดวงตาที่พร่ามัวด้วยไอชื้นเพราะขาดอากาศ

ความว่างเปล่าและกระวนกระวายในใจ ถูกเติมเต็มด้วยอารมณ์อิ่มเอมชนิดหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์

เขาก้มลงอีกครั้ง จุบริมฝีปากที่ยังแดงอยู่นั้นเบา ๆ เสียงแหบพร่าจนแทบไม่เหมือนตัวเอง

“ผมส่งข้อความไปหา…

ทำไมคุณไม่ตอบผม?”




Chapter 24

จื่ออวี่ถูกเขากอดรัดไว้แน่น แผ่นหลังพิงกับกำแพงเย็นเฉียบ เบื้องหน้าคือแผงอกที่ร้อนผ่าวและแข็งแกร่ง แรงกระแทกจากจูบลึกเมื่อครู่ที่แทบจะแย่งเอาลมหายใจของเขาไปทั้งหมดยังไม่ทันจางหาย ขาอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ต้องพึ่งแขนที่แข็งแรงของเถียนสวี่หนิงคอยประคองไว้ ถึงจะไม่ไถลลงไป

คำถามอย่างน้อยใจของเถียนสวี่หนิง ทำให้สมองที่สับสนของจื่ออวี่เริ่มมีสติขึ้นเล็กน้อย เขาหอบหายใจถี่ พยายามปรับลมหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นระส่ำ แก้มและใบหูร้อนจัดอย่างน่าตกใจ

บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะอับอายหรือโกรธ เขาเบือนหน้าหนี แล้วอ้าปากกัดลงไปที่ไหล่ของเถียนสวี่หนิงซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“ซี้…”

เถียนสวี่หนิงไม่คิดว่าเขาจะกัด สะดุ้งด้วยความเจ็บจนเผลอสูดลมหายใจเย็นเข้าไป แต่แขนกลับยังกอดเขาไว้แน่น ไม่ได้คลายเลย

จื่ออวี่กัดแรงไม่น้อย จนได้ลิ้มรสกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ถึงได้ปล่อย เขาเงยหน้าขึ้น หางตายังแดงเรื่อเพราะจูบอันรุนแรงเมื่อครู่ น้ำเสียงเย็นชาแข็งกร้าว

“ไม่ได้ดูโทรศัพท์”

เถียนสวี่หนิงมองดวงตาที่แดงเรื่อของเขา พร้อมกับรับรู้ถึงความเจ็บชัดเจนที่ไหล่ เขาจ้องจื่ออวี่นิ่ง เม้มริมฝีปาก ก่อนจะพูดออกมาสองคำ

“โกหก”

คำพูดนั้นทำให้จื่ออวี่ชะงัก เขาเบือนหน้าหนี ไม่โต้แย้งอีก ซอยแคบตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ยังไม่ทันสงบของทั้งสองคน สะท้อนก้องอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ

ไม่มีใครพูดอะไร

ในตอนนั้นเอง เสียงเรียกจากปากซอยดังขึ้น จากไกลเข้ามาใกล้

“จื่ออวี่? อยู่ข้างในไหม? เมื่อกี้เหมือนเห็นเธอเดินมาทางนี้…”

เสียงเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

ร่างของจื่ออวี่แข็งทื่อ สัญชาตญาณบังคับให้เขาออกแรงดิ้นเพื่อหลุดจากอ้อมกอดนั้น แต่เถียนสวี่หนิงกลับไวกว่า แขนรัดแน่นขึ้น ไม่เพียงไม่ปล่อย ยังใช้ท่านั้นกึ่งอุ้มกึ่งกอด หมุนตัวอย่างคล่องแคล่ว พาเขาเข้าไปลึกกว่าเดิมในเงามืดของซอย

ตรงนั้นเป็นช่องเว้าเล็ก ๆ ประตูหลังของอาคารข้างเคียง มืดสนิท แทบไม่มีแสงลอดเข้าไปได้เลย

“อื้อ!”

จื่ออวี่ถูกดึงเข้าไปอย่างไม่ทันตั้งตัว แผ่นหลังชนกับผนังเย็นและหยาบ ใจสะดุ้งวูบ

ยังไม่ทันได้ปรับสายตากับความมืด ริมฝีปากร้อนผ่าวของเถียนสวี่หนิงก็กดลงมาอีกครั้ง รุนแรงและเร่งเร้ามากกว่าเดิม มือใหญ่ลูบไล้ไปตามเอวของเขาอย่างอยู่ไม่สุข

“อืม…”

ลมหายใจที่เพิ่งสงบไปนิดเดียวกลับปั่นป่วนอีกครั้ง ร่างกายอ่อนยวบอย่างควบคุมไม่ได้ จื่ออวี่โมโห กำหมัดแน่นแล้วทุบลงไปที่อกและไหล่แข็งแกร่งของเถียนสวี่หนิง

แต่แรงนั้นแทบไม่มีผล กลับยิ่งทำให้เขากอดแน่นขึ้น และจูบแรงขึ้นกว่าเดิม

“ปล่อย… ปล่อยนะ”

คำพูดถูกฝืนเบียดออกมาจากช่องว่างระหว่างริมฝีปาก ทั้งรีบทั้งโกรธ แต่เพราะขาดอากาศและความอับอาย เสียงจึงฟังดูอ่อนนุ่มไร้เรี่ยวแรง

เถียนสวี่หนิงถอยออกมาเพียงเล็กน้อย แต่ริมฝีปากยังแนบอยู่ ลมหายใจร้อนจัดพรมลงบนใบหน้า เสียงต่ำแหบเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์

“ถ้าอยากให้คนข้างนอกได้ยิน ก็ร้องดัง ๆ สิ”

จื่ออวี่เงียบกริบ เบิกตากว้าง ในความมืดเขาเห็นเพียงเค้าโครงใบหน้าที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม และดวงตาที่สว่างผิดปกติของเถียนสวี่หนิง เสียงฝีเท้าของคนด้านนอกวนเวียนอยู่ไม่กี่เมตร เสียงเรียกดังใกล้หู

เขากัดริมฝีปากล่างแน่น ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่นิดเดียว ถึงขั้นกลั้นหายใจ หน้าอกกระเพื่อมแรงเพราะจูบอันรุนแรงและอารมณ์ที่ถาโถม

เถียนสวี่หนิงรับรู้ถึงการยอมจำนนนั้น เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจูบลงมาอีกครั้ง คราวนี้แรงเบาลง แต่กลับยิ่งอ้อยอิ่งลึกซึ้ง มือที่วนเวียนอยู่ตรงเอวผ่อนจังหวะลง แต่ยังไม่ยอมไปไหน ความร้อนจากฝ่ามือซึมผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ แผดเผาผิวของจื่ออวี่

เวลาราวกับยืดออกยาว จื่ออวี่ถูกบังคับให้เงยหน้า รับจูบที่ไม่สมควรเอาเสียเลย แต่กลับทำให้ใจสั่น ท่ามกลางความมืด และการตามหาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ร่างกายอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ต้องพึ่งพาอีกฝ่ายถึงจะไม่ทรุดลง

ในที่สุด เสียงฝีเท้าและเสียงเรียกก็ค่อย ๆ ห่างออกไป เหมือนจะเดินผิดทางและออกจากซอยไป

เมื่อความเงียบกลับมา เถียนสวี่หนิงจึงยอมจบจูบอันยาวนานนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์ แต่เขายังไม่ปล่อย เพียงเอาหน้าผากแตะกับหน้าผากของจื่ออวี่ ลมหายใจของทั้งสองประสานกันในความมืด

“ไอ้บ้า!”

ทันทีที่ได้อิสระ จื่ออวี่ก็ยกมือตบเข้าไปเต็มแรง เถียนสวี่หนิงไม่หลบ รับไปเต็ม ๆ ส่งเสียงครางอู้อี้

เขาไม่โกรธ กลับหัวเราะต่ำ ๆ ก้มศีรษะลง สูดกลิ่นซอกคอของจื่ออวี่ลึก ๆ ราวกับสัตว์ตัวใหญ่ที่กำลังทำเครื่องหมายอาณาเขต

“เมีย…”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

“หอมจังเลย”

ไม่มีใครพูดอะไร

เถียนสวี่หนิงยังคงกักเขาไว้ระหว่างกำแพงกับตัวเอง แขนโอบเอวหลวม ๆ คางพาดบนศีรษะ

จื่ออวี่ไม่ดิ้นอีก ร่างกายอ่อนนุ่มพิงอยู่ในอ้อมกอดนั้น หายใจแผ่วเบา ใบหน้าซบอยู่ที่ซอกคออีกฝ่าย สูดกลิ่นสะอาดสดชื่น และรับรู้ถึงหัวใจที่แข็งแรงเต้นอยู่ใกล้ ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ความสั่นไหวจากจูบเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่ หลังจากอารมณ์รุนแรงถาโถมแล้วถอยหาย สิ่งที่เหลืออยู่คือความสงบ และความรู้สึกพึ่งพาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากขุดคุ้ย

เขาเหนื่อยมาทั้งวัน รับมือกับการทวงหนี้ คิดเรื่องอนาคต ปิดกั้นข่าวลือ แต่ในอ้อมกอดนี้ กลับรู้สึกอย่างประหลาดว่ามันสามารถกันโลกภายนอกออกไปได้

ทั้งสองยืนกอดกันเงียบ ๆ ในซอยมืด ราวกับสัตว์ตัวเล็กสองตัวที่ซุกตัวให้ความอบอุ่นกันในคืนหนาว แสงไฟจากร้านกาแฟไกล ๆ ส่องรำไร ทอดเงาเลือนลางลงแทบเท้า

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ร่างในอ้อมแขนค่อย ๆ ผ่อนคลาย ลมหายใจสม่ำเสมอขึ้น เถียนสวี่หนิงก้มลงมอง

จื่ออวี่หลับตา ขนตายาวทาบลงบนเปลือกตา แดงเรื่อบนใบหน้ายังไม่จาง ริมฝีปากบวมแดง แต่สีหน้าสงบ

ความน้อยใจและอัดอั้นทั้งหมดพลันสลาย เหลือเพียงความรู้สึกเปรี้ยว ๆ นุ่ม ๆ เอ่อล้นในใจ เขากระชับอ้อมแขน ราวกับต้องการเติมเต็มช่องว่างในหัวใจ

แม้จื่ออวี่จะไม่ตอบข้อความ แต่ตอนนี้ เขาอยู่ในอ้อมกอด อบอุ่น และมีตัวตนจริง

แค่นี้ก็พอแล้ว อย่างน้อย ในวินาทีนี้

การสูญเสียความทรงจำไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า แต่ยังทิ้งความไม่มั่นคงไว้ด้วย เขารู้สึกเหมือนยืนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งลอย ๆ ใต้เท้าคือเหวลึก มือคว้าไว้เพียงฟางเส้นบาง

เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงผูกพันกับคนคนนี้ลึกซึ้งขนาดนี้ ราวกับถูกสลักไว้ในวิญญาณ

อารมณ์ที่อธิบายไม่ได้ทั้งหมด—ความดีใจ ความโหยหา ความเจ็บปวด และความอิ่มเอมในอ้อมกอด—เหมือนเถาวัลย์ที่รัดหัวใจแน่น

มีเพียงการกอดเขาไว้แบบนี้ สัมผัสอุณหภูมิและการเต้นของหัวใจ ยืนยันการมีอยู่ของเขา เถียนสวี่หนิงถึงจะรู้สึกปลอดภัย

เขาถูแก้มกับเส้นผมบนศีรษะของจื่ออวี่เบา ๆ

แล้วถอนหายใจออกมา


Chapter 25

คืนนั้น จื่ออวี่ ยังกลับมาพร้อมกับ เถียนสวี่หนิง เหมือนเดิม

เมื่อเปิดประตูเข้าไปในอพาร์ตเมนต์กว้างขวาง จื่ออวี่ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักสายตา

เขาเริ่มสังเกตว่า ร่องรอยของ “ตัวเอง” ในพื้นที่แห่งนี้ กำลังเพิ่มขึ้นทีละนิดโดยไม่รู้ตัว

ตรงหน้าประตูมีรองเท้าแตะของเขาวางเพิ่มอีกหนึ่งคู่

ในตู้กระจกห้องน้ำมีของใช้ส่วนตัวของเขา

ในตู้เสื้อผ้าห้องรับแขก แขวนเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนไว้ไม่กี่ชุด

แม้แต่บนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่น ยังมีหนังสือวิชาการที่เขาเอามาแล้วอ่านไม่จบ วางคาไว้ตรงนั้น

ทั้งหมดนี้ทำให้จื่ออวี่รู้สึกไม่สบายใจ

ราวกับว่าเขากำลังค่อย ๆ บุกรุกพื้นที่ชีวิตของใครอีกคนอย่างเงียบงัน

หลังอาบน้ำเสร็จ จื่ออวี่เช็ดผม เดินออกมาเห็นเถียนสวี่หนิงนั่งขัดสมาธิบนโซฟา กอดโทรศัพท์ไว้ในมือ ดูจะกำลังหัวเราะกับอะไรบางอย่าง

เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วเปิดปากถาม

“เถียนสวี่หนิง…ช่วงนี้นายยังปวดหัวอยู่ไหม? นึกอะไรออกเพิ่มบ้างหรือเปล่า”

เถียนสวี่หนิงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าชะงักลง แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

“เมีย…ถามทำไมล่ะ?”

เขาวางโทรศัพท์ ขยับเข้ามาใกล้

“หรือว่าถ้าผมจำทุกอย่างได้แล้ว คุณจะไม่รักผมแล้ว? จะไม่ยอมรับว่าผมเป็นสามีคุณแล้ว?”

จื่ออวี่แทบจะสำลักกับตรรกะสุดเพี้ยนนี้ ความกังวลและความลังเลในใจถูกแทนที่ด้วยความหงุดหงิด

เขาคว้าผ้าขนหนูที่ยังชื้นในมือ ปาใส่หน้าเถียนสวี่หนิงตรง ๆ

“นายจะปกติสักหน่อยได้ไหม!”

ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ กระแทกหน้าเขาเบา ๆ แทบไม่มีแรง

เถียนสวี่หนิงดึงผ้าลงมากอดไว้กับอก มองจื่ออวี่ด้วยสายตาน่าสงสาร เหมือนหมาตัวโตที่ถูกเจ้าของเมิน

“ผมพูดจริงนะ…เมีย”

จื่ออวี่มองท่าทางแบบนั้น ความโกรธในใจก็สลายหายไปอย่างไร้เหตุผล

เขาขยี้ผมที่ยังไม่แห้งดีอย่างหงุดหงิด แล้วหันหลังเดินเข้าห้องนอน

ใช่…ถ้าเถียนสวี่หนิงยังไม่หาย เขาก็ต้องแบกรับสถานะ “เมีย” อันไร้สาระนี้ต่อไป

แต่ถ้าเถียนสวี่หนิงหายล่ะ?

ถ้าเขาฟื้นความทรงจำขึ้นมา

นึกถึงคำพูดและการกระทำอันแสนไร้สาระทั้งหมดในช่วงนี้

โดยเฉพาะความใกล้ชิดที่ค่อย ๆ ล้ำเส้นระหว่างพวกเขา

ตอนนั้น…อะไรจะรอเขาอยู่?

เถียนสวี่หนิงจะมองเขาอย่างไร

จะจัดการกับความสัมพันธ์นี้แบบไหน?

แค่คิด จื่ออวี่ก็รู้สึกหนังศีรษะชา หัวใจเย็นวาบ

เขาล้มตัวลงนอน หันหลังให้ประตู หลับตาพยายามไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป

ไม่นานนัก ที่นอนด้านหลังก็ยุบลง ร่างกายอุ่น ๆ แนบเข้ามา

แขนคุ้นเคยโอบรอบเอว ดึงเขาเข้าสู่อ้อมกอดเดิม

จื่ออวี่แข็งตัวเล็กน้อย แต่ไม่ได้ขยับ

ในความมืด เสียงแห้ง ๆ ของเขาดังขึ้น

“เถียนสวี่หนิง…ถ้าสมมุติว่า นายจำทุกอย่างได้ แล้วรู้ว่าฉันไม่ใช่ภรรยานายจริง ๆ นายจะทำยังไง?”

อ้อมกอดด้านหลังรัดแน่นขึ้นเล็กน้อย

เถียนสวี่หนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะออกแรงพลิกตัวเขาให้หันหน้าเข้าหากัน

แสงจันทร์อ่อน ๆ จากนอกหน้าต่างสะท้อนดวงตาที่สว่างจ้า ไม่มีความลังเลแม้แต่นิด

เขาโน้มตัวมาจุบริมฝีปากจื่ออวี่ “จุ๊บ” ดังชัด

แล้วพูดอย่างเอาแต่ใจ

“งั้นก็ทำให้คุณกลายเป็นเมียของผมสิ”

“……”

จื่ออวี่พูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง

เถียงกับคนความจำพัง ตรรกะเข้าข้างตัวเอง แถมพละกำลังเหนือมนุษย์—ไม่มีทางชนะ

เห็นเขาเงียบ เถียนสวี่หนิงคิดว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ จึงเริ่มบ่นไม่หยุด

“เมีย วันนี้ผมเล่นบาสเท่มากนะ! ลูกสามแต้มตอนหมดเวลาเห็นไหม! แล้วตอนแย่งบอลนั่นอีก เสียดายคุณไม่ได้ไปดู”

“เห็นแล้ว…” จื่ออวี่ตอบอ้อมแอ้ม

“จริงเหรอ?” เถียนสวี่หนิงตาเป็นประกาย ลุกพยุงตัวขึ้น

“ผมไม่เห็นคุณเลยนะ แอบมาดูผมหรือ? นั่งตรงไหน?”

“แค่เดินผ่าน…มองนิดเดียว”

“อ๋อ…” เขาดูผิดหวัง แต่ก็รีบนึกอะไรขึ้นได้

“แล้วคุณเห็นไหม คนฝั่งตรงข้าม ใส่เสื้อดำ เบอร์ห้า! เขาผลักผมล้ม! เข่าผมยังเจ็บอยู่เลย!”

จื่ออวี่ลืมตาขึ้นด้วยความแปลกใจ

“ทำไมเขาต้องผลักนาย?”

เถียนสวี่หนิงถอนหายใจอย่างจริงจัง

“老婆…ชีวิตผมมันเหมือนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ”

“?”

“คนเรามักจะโกรธผม เพราะผมไปแตะเค้กชิ้นเล็ก ๆ ของใครบางคนเข้า”

“……”

จื่ออวี่ฝังหน้าเข้ากับหมอนเงียบ ๆ

เขาเพิ่งกังวลว่าคนแบบนี้จะบาดเจ็บจริง ๆ สินะ

สมองเขาคงรวนไปแล้ว

“นอนเถอะ” เขาพูดเสียงอู้อี้ ตัดสินใจไม่สนใจนักแสดงมากบทอีก

ไม่นานนัก โทรศัพท์ข้างหมอนของเถียนสวี่หนิงก็สั่นไม่หยุด

เขาสะดุ้งตื่น กลัวจะรบกวนจื่ออวี่ จึงค่อย ๆ คลายแขน

จูบแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ เดินออกจากห้องนอน ปิดประตูเบา ๆ

ในห้องนั่งเล่น มีเพียงไฟหัวเตียงสลัว ๆ

เขาถูตา ปลดล็อกหน้าจอ

WeChat ขึ้นแจ้งเตือน 99+ กลุ่มแชตและข้อความส่วนตัวเด้งไม่หยุด

“อะไรเนี่ย…”

เขาเปิดกลุ่มทีมบาส

[ทีมบาส A มหา’ลัย (แชมป์) (18)]

หวังซู: @เถียนสวี่หนิง เถียนเกอไปดูบอร์ดด่วน! ระเบิดแล้ว!

หลี่เซียง: จริงเหรอวะ? เถียนเกอกับจื่ออวี่???

จางเหว่ย: @เถียนสวี่หนิง โคตรเก่ง! เงียบ ๆ แต่ทำเรื่องใหญ่

หวังซู: ลิงก์: ช็อก! ดาวคู่ A มหา’ลัย สงสัยกินกันเอง? มีภาพมีหลักฐาน!

เขาขมวดคิ้ว แล้วเปิดแชตส่วนตัวอีกอัน

เซี่ยอัน: นายไปดูเองเถอะ

เซี่ยอัน: ทั้งฟอรั่มทั้งกำแพงสารภาพรักแตกแล้ว ไม่ใช่แค่ในมหา’ลัยเรา

เซี่ยอัน: พวกนายจริงจังกันเหรอ?

ปกติเขาไม่เคยสนใจข่าวลือพวกนี้

แต่คราวนี้…มีชื่อ จื่ออวี่

เขากดเข้าไปดู

ภาพแรก: หน้าคาเฟ่ “ไกว่คา

มุมถ่ายสวยราวตั้งใจ

เถียนสวี่หนิงเปิดประตู มืออีกข้างโอบเอวจื่ออวี่

สายตาทั้งคู่สบกัน แสงเงาลงตัว บรรยากาศเต็มสิบ

เถียนสวี่หนิงตาเป็นประกาย กดเซฟทันที

ถ่ายเมียผมออกมาดีขนาดนี้ได้ยังไง

ไม่ใช่สิ—ถ่าย “ผมกับเมีย” ดีมาก!

คอมเมนต์ไหลไม่หยุด

รอสามชั่วโมง

คีบอาหารให้

เดินกลับด้วยกัน

อยู่ด้วยกันเหรอ?

แอบไปดูการแข่งขัน?

จนถึงคอมเมนต์หนึ่ง—

ภรรยาของผมทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านกาแฟ ผมเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ…

เถียนสวี่หนิงอ่านแล้วหัวใจพองโต

เขายิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว

เมียของผม

ทำไมจะไม่จริงล่ะ 😌


Chapter 26

24L: พูดถึงสมัยมัธยม ฉันอยู่ห้องเดียวกับจื่ออวี่นะ อยู่ ๆ ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ห้องเราอยู่ตรงบันไดชั้นสาม ส่วนห้องของเถียนสวี่หนิงอยู่ปลายอีกฝั่งของทางเดิน ช่วงม.6 นั่นแทบทุกคาบพัก จะเห็นเถียนสวี่หนิงกับเพื่อนผู้ชายกลุ่มหนึ่ง วิ่งมาป่วน ๆ เล่นกัน หรือไม่ก็พิงราวระเบียงคุยกันอยู่ตรงลานหน้าห้องเรา อยู่กันยาวทั้งช่วงพักเลย ตอนนั้นเด็กผู้หญิงในห้องตื่นเต้นกันมาก เดากันทุกวันว่าเถียนสวี่หนิงมาดูใคร แต่สายตาเขาก็ไม่ได้จ้องผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษเลย… พอมาคิดตอนนี้ เขาจะมาหาจื่ออวี่จริง ๆ ไหมนะ? แต่มันแปลกมาก เพราะตอนนั้นสองคนนี้ไม่เคยพูดกันสักคำเดียวเลย! จื่ออวี่พักคาบก็จะนั่งทำโจทย์อยู่ที่โต๊ะ ไม่เคยเงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ

25L (ตอบ 24L): !!! รายละเอียดใหม่อีกแล้ว!

26L (ตอบ 24L): ทุกคาบพักเลยเหรอ??? ความพยายามนี่มัน… เถียนสวี่หนิง ตอนม.ปลายมึงชัดเกินไปแล้วนะ

27L: โคตรช็อก… ไม่อยากเชื่อเลยว่าเถียนสวี่หนิงจะเคยแอบชอบใคร

28L: รวมกับข่าวลือก่อนหน้าที่ว่าแอบเดินตามตอนเลิกเรียน… เถียนสวี่หนิง มึงสมัยม.ปลายนี่คือสตอล์กเกอร์ใสซื่อขี้เขินชัด ๆ เลยปะ

29L: ขอรายละเอียดสมัยม.ปลายเพิ่ม! มีใครเคยถ่ายรูปที่เขาอยู่เฟรมเดียวกันบ้างไหม ต่อให้เป็นแค่ภาพ背影ก็ยังดี!

30L: ขอด้วย! นักโบราณคดีทั้งหลาย ลงมือได้!

31L: ขำไม่ออกเลย อ่านกระทู้นี้แล้วใจพัง จื่ออวี่สวยเดี่ยวไม่ดีกว่าเหรอ เขาจะไปชอบผู้ชายได้ยังไง ไม่ต้องผูกกับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะเถียนสวี่หนิงแบบนั้น…

32L: คนข้างบนเป็นอะไรอะ? “แบบนั้น” คือแบบไหน? แฟนคลับเถียนสวี่หนิงก็ขอไม่ผูกเหมือนกัน เถียนสวี่หนิงของพวกเราก็แค่หล่อ ใจดี เป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโรงเรียนเอง อย่ามโนเกินไป

33L: ไม่ไหวแล้ว พวกมโนฝั่งเมียแตกกันแล้วเหรอ? รูปก็ชัดขนาดนี้ กินข้าวด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน สายตาจะไหลเป็นน้ำอยู่แล้ว ยังจะบอกว่าแค่เป็นมิตรอีกเหรอ? มิตรเกินไปแล้วมั้ง

34L: สาย CP คือฟินมาก! จากแอบรักเงียบ ๆ กลายเป็นเปิดเผย แถมมีพล็อตต้องสงสัยว่าอยู่กินด้วยกันอีก แบบนี้ขึ้น TOP จิ้นเจียงได้เลยไหม

35L: สัดส่วนตัวต่างกันขนาดนี้ ยังจะจิ้นจิ้นเจียงอะไร ไปไห่ถังเลยเถอะ

36L: ตื่นเถอะ พวกเธอไม่รู้กำลังจิ้นอะไรอยู่ ผู้ชายสองคนจะมีอะไรเป็นไปได้ยังไง

37L: อย่าดูถูกพี่สะใภ้ผู้ชาย

38L: อย่าดูถูกพี่สะใภ้ผู้ชาย

39L: อย่าดูถูกพี่สะใภ้ผู้ชาย

40L: อย่าดูถูกพี่สะใภ้ผู้ชาย

41L: อย่าดูถูกพี่สะใภ้ผู้ชาย

42L: อย่าดูถูกพี่สะใภ้ผู้ชาย

43L: อย่าดูถูกพี่สะใภ้ผู้ชาย

44L: อย่าดูถูกพี่สะใภ้ผู้ชาย

45L: ขอออกนอกเรื่องนิดเดียว มีแค่ฉันคนเดียวไหมที่รู้สึกว่าหน้าตาเย็น ๆ ของจื่ออวี่มันโคตรมีเสน่ห์อะ จริง ๆ เขาเป็นคนดีมากนะ ถึงจะดูเข้าถึงยากเหมือนภูเขาน้ำแข็ง แต่ถ้าเพื่อนในคณะมีปัญหาไปขอให้ช่วย เขาก็จะช่วยอธิบายอย่างจริงจัง ถึงจะหน้านิ่งก็ตาม คนแอบชอบเขาในคณะมีเยอะมาก แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปคุย ออร่ามันแรงเกิน ตอนนี้ดูรูปที่เขาอยู่กับเถียนสวี่หนิง แล้วทำหน้าแบบเอือม ๆ จำใจ ๆ … โอ้โห ฉันเก็ต “ความน่ารักของคนหน้าดุ” เลย

46L (ตอบ 45L): กรี๊ดดด เธอไม่ได้อยู่คนเดียว! หน้าดุแต่น่ารัก +1 รูปที่เขาขมวดคิ้วมองซี่โครงในชามอะ เหมือนจะรำคาญแต่ก็ไม่หลบ ขำตาย

47L: คนนอกมหาลัยขอแจม! เถียนสวี่หนิงเล่นบาสหล่อมากจริงนะ! ทุกครั้งที่โรงเรียนเรามาแข่งกระชับมิตรกับ A ฉันแอบเชียร์ทีมที่เขาอยู่ตลอดเลย เล่นดุดัน เท่มาก หน้า หุ่น คือที่สุด เชียร์ลีดเดอร์โรงเรียนเราหลายคนเป็นแฟนหน้าเขา

48L (ตอบ 47L): ยินดีต้อนรับสายกิน瓜! เถียนสวี่หนิงเล่นบาสหล่อจริง แต่เขาชอบผู้ชายเหรอ? ไม่เคยได้ยินเลย

49L: เดี๋ยวนะ เถียนสวี่หนิงไม่น่าจะชอบผู้ชายนะ จากที่ฉันรู้ (ฉันเป็นเกย์) ในวงการเกย์เมืองเรานี่ เถียนสวี่หนิงคือ “ของดีระดับท็อป” เลยนะ ทั้งรูปร่าง หน้าตา ฐานะ มีคนรุกเข้าหาเป็นร้อย แต่เขาไม่เคยสนใจใครเลย พวกเรายังคิดกันว่าเขาไม่ใช่เกย์

50L: จริงเหรอ? คำว่า “ของดี” นี่… คิดดูดี ๆ ก็ใช่นะ หน้าตา ความสูง ครอบครัว…

51L (ตอบ 49L): ถ้าเขาไม่สนใจผู้ชาย แล้วเคยสนใจผู้หญิงบ้างไหมล่ะ

52L: เอ่อ… คิดดูแล้วก็เหมือนไม่มีนะ อย่างน้อยก็ไม่เคยได้ยินว่าเขาสนิทกับผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ

53L: กลับเข้าเรื่อง! บ้านเถียนสวี่หนิงไม่ธรรมดาอยู่แล้วนะ โรงยิมในร่มสุดหรูที่มหาลัยสร้างใหม่ปีที่แล้ว ได้ยินว่าบริษัทพ่อเขาเป็นคนบริจาค ตอนแรกนึกว่าแค่ข่าวลือ จนเทอมที่แล้วฉันไปงานเลี้ยงธุรกิจกับพ่อ แล้วเห็นเถียนสวี่หนิงจริง ๆ ใส่สูทสั่งตัด ยืนข้างพ่อ หล่อชิบหาย คนรุมพ่อเขาเต็มไปหมด มีคนอยากคุยกับเขาด้วย แต่สีหน้าเขาดูไม่ค่อยสนใจ

54L: จริง ๆ เถียนสวี่หนิงเข้าถึงง่ายนะ อย่างน้อยก็ดูง่ายกว่าจื่ออวี่ จื่ออวี่หน้าดุจริง ๆ น่ากลัวนิด ๆ … ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าทั้งสองคนอยู่ด้วยกันจะเป็นยังไง

55L: ฉันก็เคยได้ยิน บ้านรวยมาก แต่ใช้ชีวิตในโรงเรียนถือว่าต่ำ调แล้วนะ ของใช้ดีแต่ไม่เว่อร์ พอมาคิดว่าเขาวิ่งไปนั่งเฝ้าคนที่ร้านกาแฟทุกวัน มันแปลกจริง ๆ

56L: ข่าววงใน! ได้ยินว่าพ่อเถียนบริจาคตึกเพื่อให้ลูกเข้า A ได้สะดวก! งั้นฉันขอเดาแรง ๆ เลย เถียนสวี่หนิงเลือกเรียน A เพราะจื่ออวี่แน่ ๆ ไม่งั้นบ้านระดับนี้ไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศกันหมดเหรอ?!!!

57L: ??? เธอ CP brain หนักไปแล้วนะ เปลี่ยนชีวิต เลือกมหาลัยเพื่อคนคนเดียว แถมลากเรื่องบริจาคตึกพ่อมาผูกด้วย จิ้นก็อย่าจิ้นจนสมองพังสิ

58L (ตอบ 56L): คุณชาย~ เพื่อความรัก บริจาคตึกเข้า A

60L: คุณชาย~ เพื่อความรัก บริจาคตึกเข้า A

61L: คุณชาย~ เพื่อความรัก บริจาคตึกเข้า A

62L: คุณชาย~ เพื่อความรัก บริจาคตึกเข้า A

63L: คุณชาย~ เพื่อความรัก บริจาคตึกเข้า A

64L: บ้าจริง ฉันจิ้น CP ในวงการบันเทิงมานับไม่ถ้วน ประสบการณ์แน่นมาก บอกเลยคู่นี้ไม่เหมือนใครจริง ๆ

65L: ไม่เหมือนจริง ๆ!

66L: ไม่เหมือนจริง ๆ!

67L: งั้นตอนนี้คือทั้งมหาลัยกำลังกิน瓜ใช่ไหม เถียนสวี่หนิงกับจื่ออวี่รู้เรื่องกระทู้นี้หรือยัง

68L: ฉันพนันว่าเถียนสวี่หนิงรู้ แน่นอน นิสัยแบบเขา ป่านนี้คงแอบยิ้มอยู่ ส่วนจื่ออวี่ไม่แน่ เขาไม่เคยเข้าเว็บบอร์ดเลย

69L: รอเจ้าตัวออกมาเคลื่อนไหว

ในห้องนั่งเล่นที่มืดสลัว เถียนสวี่หนิงเอนหลังพิงโซฟา แสงจากหน้าจอโทรศัพท์สะท้อนสีหน้าที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เขาเลื่อนอ่านคอมเมนต์ในบอร์ดทีละอัน จนเห็นคนพูดถึงเรื่องสมัยม.ปลาย

แปลก…

เรื่องพวกนี้ เขาไม่มีความทรงจำเลยสักนิด

ในใจเถียนสวี่หนิงเกิดความไม่สบายใจเล็กน้อย แต่เขาก็กดมันลงไปอย่างรวดเร็ว หมอบอกแล้ว ความทรงจำเขาปะปน จำผิดบ้างเป็นเรื่องปกติ

เขาไม่ขุดคุ้ยรายละเอียดพวกนั้นต่อ กลับถูกคอมเมนต์แนว “หวานมาก” “เข้ากันสุด” “ฟินตาย” ทำให้ใจพองโต มุมปากยกขึ้นไม่หยุด

เขารู้สึกว่าคนในบอร์ดตื้นเขินเกินไป ไม่เข้าใจความรักระหว่างเขากับเมียเอาซะเลย! เขาแทบอยากสมัครบัญชีใหม่เดี๋ยวนี้ ตั้งชื่อว่า “จื่ออวี่คือเมียผม” แล้วเข้าไปโพสต์ยาวหมื่นคำ เล่าเรื่องราวความรักของเขากับจื่ออวี่ให้หมด

เขาหันไปมองทางห้องนอนอย่างพอใจ ปิดโทรศัพท์ แล้วเดินกลับเข้าไปเบา ๆ คนบนเตียงหลับสนิทแล้ว ลมหายใจสม่ำเสมอ เถียนสวี่หนิงค่อย ๆ แง้มผ้าห่มลงไปนอนตามความเคยชิน เอื้อมแขนดึงร่างนั้นเข้ามากอด

รับรู้ถึงร่างกายอุ่นนุ่มและกลิ่นที่คุ้นเคย เขาก้มลงจูบแก้มเย็น ๆ ของจื่ออวี่เบา ๆ แล้วพึมพำเสียงลมหายใจแนบผิว

“เมีย… เมียไปดูผมเล่นบาสจริง ๆ ด้วย…”

“ผมดีใจมากเลย…”

จื่ออวี่ในห้วงนิทราเหมือนจะถูกรบกวน ส่งเสียงอือเบา ๆ ก่อนจะซุกหน้าเข้ามาในอ้อมแขนเขาลึกขึ้นอีกนิด

เถียนสวี่หนิงรีบอยู่นิ่ง รักษาท่ากอดนั้นไว้ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโง่ ๆ แล้วหลับตาลง




Chapter 27

ช่วงเวลาสามทุ่มกว่า ในบาร์เล็ก ๆ สไตล์ชิลที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเงียบสงบ จื่ออวี่เพิ่งเดินเข้าไป ก็เห็นร่างที่คุ้นตานั่งอยู่ตรงคอกบูธริมหน้าต่าง โบกมือให้เขาอย่างแรง

“เสี่ยวอวี่! ทางนี้!”

คนเรียกคือ เฉินเคอ เพื่อนสนิทที่สุดและอดีตเพื่อนร่วมโต๊ะสมัยมัธยม หลังเรียนจบเธอก็ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ และเพิ่งกลับมาแบบกะทันหันครั้งนี้

จื่ออวี่เดินเข้าไป ยังไม่ทันได้นั่ง เฉินเคอก็ลุกขึ้นมากอดเขาแน่น

“โห คิดถึงจะตาย!” เธอผละออก มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไม่เลวเลยนะ เข้ามหาลัยแล้วหล่อขึ้นอีก คิดถึงฉันบ้างไหมล่ะ?”

ความกระตือรือร้นของเธอทำเอาจื่ออวี่ตั้งรับแทบไม่ทัน เขาเอียงหน้าเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างจนใจ

“ครั้งนี้กลับมานานแค่ไหน?”

“อย่าให้พูดเลย” เฉินเคอนั่งลง เรียกโมฮีโต้มาแก้วหนึ่ง “แม่ฉันต้องผ่าตัดเล็กน้อย เลยต้องกลับมาดูแลหน่อย คงอยู่จนกว่าแม่จะฟื้นดีแหละ ถือว่าได้พักผ่อนไปในตัว”

นิสัยเธอยังร่าเริงเหมือนเดิม ไม่นานก็เริ่มเมาท์ชีวิตต่างแดน โดยเฉพาะเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ

“วงการคนจีนที่นู่นเล็กจนน่ากลัวรู้ไหม แฟนเก่าคนล่าสุดของฉัน ดันเป็นรูมเมตของแฟนเก่าแฟนเก่าอีกที! ตอนรู้คืออยากซื้อตั๋วหนีกลับประเทศทันที!”

เธอจิบเหล้าแล้วเปลี่ยนเรื่อง “เออ พูดถึงในประเทศ ยังจำห้อง 24 ตอนม.ปลายได้ไหม ห้องที่โคตรวุ่นวายนั่นน่ะ”

มือที่ถือแก้วของจื่ออวี่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยน

“อืม”

“ถ้าจำห้อง 24 ไม่ได้ งั้นเถียนสวี่หนิงต้องจำได้สิ?” เฉินเคอพูดต่ออย่างไม่ทันสังเกตสีหน้าเขา “คนนั้นไง เล่นบาสเก่ง บ้านรวย หล่อจริงอะไรจริง ตอนนั้นสาว ๆ ตามกรี๊ดกันเพียบ”

จื่ออวี่ก้มตา ไม่ตอบ

“ฉันจะบอกว่าโลกมันกลมชะมัด!” เฉินเคอขยับเข้ามาใกล้ “ฉันรู้จักผู้ชายคนนึงที่ต่างประเทศ ชื่อหนิงอี้โน่ คนดีใช้ได้เลย เราลองคบกันอยู่พักหนึ่ง จนวันนึงคุยเล่นกันไปมา คุณเชื่อไหม เขาเป็นเด็ก附中เหมือนเรา! รุ่นเดียวกัน ห้อง 24 ด้วย! เขาบอกว่าสนิทกับเถียนสวี่หนิงมาก!”

หนิงอี้โน่… ชื่อนี้จื่ออวี่คุ้น ๆ เหมือนจะเห็นวนเวียนอยู่กับเถียนสวี่หนิงบ่อยครั้ง

เขายังไม่ทันพูดอะไร โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นขึ้นมา

จื่ออวี่หยิบออกมา หน้าจอสว่างขึ้น ชื่อที่แสดงอยู่คือ “เถียนสวี่หนิง”

หัวใจเขาสะดุดวูบหนึ่ง มือเผลอจะกดดับหน้าจอ แต่ช้าไปนิดเดียว เฉินเคอเห็นชื่อกับโน้ตชัดเจนเข้าแล้ว

“เอ๊ะ?” เฉินเคอกะพริบตา “เถียนสวี่หนิงโทรหานายเหรอ? ตอนนี้สนิทกันขนาดนี้เลย?”

เธอจำได้ดีว่าสมัยมัธยม ทั้งคู่แทบไม่เคยมีจุดตัดกันเลย

เฉินเคอไม่ใช่คนหลอกง่าย เธอเท้าคาง สายตามองสลับระหว่างใบหูที่เริ่มแดงกับท่าทีที่ดูไม่เป็นธรรมชาติของจื่ออวี่ ก่อนยิ้มมุมปากอย่างมีนัย

“ไม่ปกตินะ เสี่ยวอวี่ สารภาพมา นายกับเถียนสวี่หนิงเกิดอะไรขึ้น?”

จื่ออวี่รู้ว่าปิดไม่มิด เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเล่าแบบย่อ ๆ ถึงอุบัติเหตุที่ทำให้เถียนสวี่หนิงสมองกระทบกระเทือน ความจำสับสน และเข้าใจผิดว่าเขาเป็น เมีย รวมถึงเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นช่วงนี้

เฉินเคอฟังตอนแรกยังยิ้มแซว แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งตาโต อ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะเปล่งเสียงได้

“งั้น…เถียนสวี่หนิงเป็นเกย์เหรอ?”

ถามจบ เธอก็รู้ตัวว่าถามผิดจุด รีบส่ายหัว

“ไม่ใช่ เดี๋ยว ๆ ข้อมูลมันเยอะเกิน ขอฉันเรียบเรียงก่อน…”

เธอขมวดคิ้วครุ่นคิด “แต่เถียนสวี่หนิงสมัยม.ปลายมีคนที่ชอบนะ! หนิงอี้โน่เคยเล่าให้ฟัง บอกว่าเขามี ‘รักแรก’ หรือไม่ก็ ‘แสงจันทร์ขาว’ อะไรสักอย่าง ชอบมาก ถึงขั้นตามจีบ แต่โดนปฏิเสธ แล้วซึมไปนานเลย…”

รักแรก… ชอบมาก… ตามจีบ… ถูกปฏิเสธ…

มือจื่ออวี่ชะงัก คิ้วขมวดแน่น มองหน้าเฉินเคอ

“เขามีคนที่ชอบ?”

“ใช่ หนิงอี้โน่พูดแบบนั้น บอกว่ากลุ่มเพื่อนยังแซวว่าเขาขี้ขลาดด้วย แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร เขาไม่เล่าละเอียด”

เฉินเคอโบกมือ “ช่างเถอะ จะชอบใครก็เรื่องอดีตแล้ว แถมตอนนี้สมองเขายังไม่ปกติด้วย”

เธอมองจื่ออวี่จริงจัง “ประเด็นคือ ตอนนี้ เสี่ยวอวี่ นายจะปล่อยให้เขาเข้าใจผิดต่อไปแบบนี้จริง ๆ เหรอ?”

จื่ออวี่ไม่ตอบทันที เขาก้มมองของเหลวในแก้ว ใจเหมือนจมลงไปชั้นหนึ่ง

ที่เถียนสวี่หนิงพูดว่าเคยอยู่กับ “เมีย” ตั้งแต่ม.ปลาย อาจไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นทั้งหมด อย่างน้อยในความทรงจำที่สับสนของเขา อาจมีใครบางคนที่เขาเคยรักและเอื้อมไม่ถึงจริง ๆ

ส่วนตัวเขา… อาจเป็นแค่ตัวแทนที่ผิดพลาดจากโชคชะตา

ไม่น่าแปลกใจเลย ที่เวลาพูดถึงอดีต น้ำเสียงของเถียนสวี่หนิงถึงได้มั่นใจขนาดนั้น เพราะความมั่นใจนั้น… เดิมทีเป็นของคนอื่น

เขาดื่มเหล้าที่เหลือในแก้วหมดในรวดเดียว

“อีกสักพักเถอะ รอให้เขาอาการคงที่ขึ้น ฉันจะพูดความจริงกับเขา”

หลังส่งเฉินเคอกลับ จื่ออวี่ยืนอยู่หน้าบาร์คนเดียว ลมกลางคืนพัดมา ทำให้ฤทธิ์เหล้ายิ่งตีขึ้น เขาไม่ใช่คนดื่มเก่งอยู่แล้ว แถมคืนนี้ยังดื่มเร็วเกินไป หัวเริ่มหนัก ภาพตรงหน้าเบลอเล็กน้อย ก้าวเดินก็ไม่มั่นคง

บาร์อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย เขาเดินไปตามถนนที่คุ้นเคยช้า ๆ ความเย็นของค่ำคืนช่วยให้สร่างเมาบ้าง แต่ความคิดกลับยิ่งสับสน

ประมาณยี่สิบนาที ประตูมหาวิทยาลัย A ก็อยู่ตรงหน้า เขาเดินเข้าไป มุ่งไปทางหอพัก

พอถึงใต้ตึกหอ แสงไฟถนนสีเหลืองสลัว ๆ เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น

เถียนสวี่หนิง

เขาน่าจะรอมานาน ยืนหันหลังให้ไฟ เงาทอดยาว พอได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันมา

ทั้งสองสบตากัน จื่ออวี่หยุดเดิน แอลกอฮอล์ทำให้ปฏิกิริยาเขาช้าลงไปครึ่งจังหวะ เถียนสวี่หนิงก้าวเข้ามาใกล้ จนได้กลิ่นเหล้าจาง ๆ จากตัวเขา คิ้วก็ขมวดทันที

“นายดื่มเหล้า?”

จื่ออวี่พยักหน้าช้า ๆ ดวงตาฉ่ำน้ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ มองเขาแล้วตอบเสียงเบา

“อืม…”

เสียงนั้นนุ่มกว่าปกติ

ความหงุดหงิดและกังวลที่เถียนสวี่หนิงสะสมไว้จากการโทรหาไม่ติด หาเท่าไรก็ไม่เจอ หายไปในทันที เหลือเพียงความเอ็นดู

เขายื่นมือไปบีบแก้มที่ร้อนผ่าวของจื่ออวี่เบา ๆ

“ยังจะอืมอีก เมาแล้วใช่ไหม?”

แก้มจื่ออวี่แดงขึ้นกว่าเดิม ดวงตาเหม่อลอย พยายามเพ่งมองหน้าเขาแต่โฟกัสไม่ค่อยตรง ท่าทางมึน ๆ เชื่อฟังแบบนี้ ทำให้หัวใจเถียนสวี่หนิงอ่อนยวบลงทันที

เขาหาจื่ออวี่มาทั้งคืน โทรไม่รับ ไลน์ไม่ตอบ ไปทั้งห้องสมุด ร้านกาแฟ แม้แต่แถวที่เคยไปสอนพิเศษ สุดท้ายก็ได้แต่มานั่งรอใต้หอ ใจร้อนรนจนลมเย็นยังรู้สึกหนาว

ตอนนี้คนที่ตามหากลับมาแล้ว แม้จะดื่มมา แต่ก็ปลอดภัย

เถียนสวี่หนิงก้าวเข้าไปอีกขั้น อ้าแขนโอบร่างนั้นไว้ แนบคนตัวบางเข้ากับอก คางวางบนกระหม่อม สูดกลิ่นเหล้าจาง ๆ ปนกับกลิ่นสะอาดคุ้นเคย เสียงเขาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว

“กลับบ้านกับฉันนะ…ได้ไหม”


Chapter 28

คนในอ้อมแขนชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว

แอลกอฮอล์ทำให้การป้องกันตัวของจื่ออวี้ลดลงจนแทบไม่เหลือ ความคิดก็เชื่องช้าลงไปด้วย

เขารู้สึกได้ว่าอ้อมกอดนี้อบอุ่นมาก คุ้นเคยมาก ทำให้เขารู้สึกสบายใจ

เขาพิงอกของเถียนซวี่หนิง เงียบไปไม่กี่วินาที ก่อนจะพยักหน้าอย่างแผ่วเบาและช้า ๆ แล้วตอบอย่างอ้อแอ้ว่า

“……อืม”

คราวนี้กลับเป็นเถียนซวี่หนิงที่นิ่งไป

ปกติแล้วจื่ออวี้ในยามมีสติจะเต็มไปด้วยความห่างเหินและการปฏิเสธ ต่อให้ยอมกลับไปกับเขา ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะจำใจหรือโดนตื๊อจนหมดทางเลือก

การยอมตามอย่างว่าง่ายแบบนี้ เป็นครั้งแรกจริง ๆ

เขาหลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมา กอดคนในอ้อมแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย เอียงหน้าไปกระซิบข้างหูที่แดงระเรื่อของจื่ออวี้ด้วยเสียงแผ่ว

“เมาแล้วทำไมถึงเชื่อฟังขนาดนี้นะ……”

เขาคลายอ้อมกอด เปลี่ยนมาเป็นจับมือจื่ออวี้แทน

ฝ่ามือของจื่ออวี้ค่อนข้างเย็น แต่ตอนนี้เขากลับยอมให้จูงอย่างว่าง่าย ไม่ได้ดึงมือกลับเลย

เถียนซวี่หนิงจูงเขา เดินช้า ๆ ออกไปนอกมหาวิทยาลัย

ก้าวเท้าของจื่ออวี้ค่อนข้างโคลงเคลง แต่ก็เชื่อฟัง เดินตามเขามาอย่างใกล้ชิด

ค่ำคืนดึกแล้ว ถนนสายหลักในมหาวิทยาลัยมีเพียงนักศึกษาที่กลับดึกประปราย

บางครั้งก็มีนักศึกษาที่เดินผ่านมาจำพวกเขาได้ แต่เถียนซวี่หนิงไม่สนใจเลย

ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเขา อยู่ที่คนข้างกายที่เมาแล้วเชื่อฟังผิดปกติ

เขาเดินช้ามาก คอยปรับจังหวะให้เข้ากับจื่ออวี้ และหันไปมองเป็นระยะเพื่อเช็กว่าอีกฝ่ายยังเดินไหวดีอยู่ไหม

ทั้งสองจับมือกันแบบนั้น ค่อย ๆ เดินออกจากประตูมหาวิทยาลัย ข้ามถนน และเข้าใกล้คอนโดที่เถียนซวี่หนิงพักอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ

ถนนยามค่ำคืนเงียบลงกว่ามาก

พอใกล้ถึงหน้าคอนโด จื่ออวี้ที่เดินตามมาอย่างเงียบ ๆ ตลอด อยู่ ๆ ก็ไปนั่งลงตรงขอบแปลงดอกไม้เตี้ย ๆ ข้างทางเดินโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

เถียนซวี่หนิงชะงักไปกับท่าทางนั้น และหยุดเดินตามไปด้วย มองเขาอย่างไม่เข้าใจ

แสงไฟถนนส่องมาจากด้านข้าง ทิ้งเงาพร่า ๆ บนใบหน้าด้านข้างที่ก้มต่ำของจื่ออวี้

เขานั่งอยู่ตรงนั้น ก้มหน้า มือวางบนเข่า ไม่ขยับ ไม่พูดอะไรเลย

หัวใจของเถียนซวี่หนิงอ่อนยวบลงไปหมด

เขาไม่ได้ถามเหตุผล แค่ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ตรงหน้าจื่ออวี้ เงยหน้ามองเขาเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนโยนจนแทบไม่เหมือนตัวเอง

“เป็นอะไรเหรอ เดินไม่ไหวแล้วใช่ไหม?”

จื่ออวี้ยังคงก้มหน้า ได้ยินคำถามก็ส่งเสียง “อืม” เบา ๆ เสียงขึ้นจมูก นุ่มนิ่ม

เถียนซวี่หนิงโดนคำตอบที่ซื่อและแฝงความน้อยใจนั้นทำให้หลุดยิ้ม

เขายื่นมือไปปัดผมหน้าม้าที่โดนลมพัดกระเซิงของจื่ออวี้เบา ๆ

“งั้นให้ฉันแบกดีไหม เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว”

จื่ออวี้ส่ายหน้า

เถียนซวี่หนิงก็ไม่ฝืน แค่นั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าเขาเป็นเพื่อนแบบนั้น

ถนนยามดึกมีรถแล่นผ่านเป็นครั้งคราว แสงไฟรถส่องผ่าน ร่างของทั้งสองสว่างขึ้นชั่วครู่ แล้วก็กลับสู่ความมืดอีกครั้ง

เถียนซวี่หนิงมีความอดทนมาก ไม่เร่ง ไม่กระตุ้น

เขามองใบหน้าที่ก้มต่ำของจื่ออวี้เงียบ ๆ รับรู้ถึงช่วงเวลาของความใกล้ชิดที่ปราศจากการป้องกันตัวนี้ ซึ่งหาได้ยากยิ่ง

ผ่านไปนานพอสมควร จื่ออวี้ที่เงียบมาตลอดก็พูดขึ้นอีกครั้ง

“ยังมีเรื่องอีกเยอะ……ที่ทำไม่เสร็จ……”

เถียนซวี่หนิง: “เรื่องอะไร บอกฉันสิ ฉันช่วยได้”

จื่ออวี้ลังเลเล็กน้อย

แอลกอฮอล์ทำให้ความคิดเขากระโดดไปมา และลดกำแพงในใจลงจนต่ำมาก

เขาพูดช้า ๆ ว่า

“ต้องหาเงิน……ยังติดเงินคนอีกเยอะ……”

เถียนซวี่หนิง: “ต้องใช้เท่าไหร่ ฉันให้”

จื่ออวี้: “รับไม่ได้”

หัวใจของเถียนซวี่หนิงทั้งเจ็บทั้งอ่อนโยน

เขารู้ว่าจื่ออวี้เป็นคนพึ่งพาตัวเองสูง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่นง่าย ๆ

เขาเลยไม่ยืนกรานต่อ เสียงอ่อนลง

“งั้นยังมีเรื่องอื่นอีกไหม?”

จื่ออวี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดอีก

“ทุกคนไม่ชอบฉัน……คุณก็ด้วย”

“ไม่ใช่!!!”

เถียนซวี่หนิงตะโกนโพล่งออกมาอย่างร้อนรน

“ฉันชอบคุณ! ฉันชอบคุณที่สุดแล้ว!”

เขาพูดอย่างสับสน เหมือนอยากควักหัวใจออกมาให้ดู

“ฉันชอบแค่คุณ! จริง ๆ นะ! เมีย เบบี๋ เด็กดี มองฉันสิ ฉันชอบแค่คุณคนเดียว! คนอื่นฉันไม่ชอบ ฉันชอบแค่คุณ! มองแค่คุณ!”

จื่ออวี้โดนคำสารภาพรัว ๆ นั้นทำเอามึนไปหมด

เขากะพริบตา ดวงตายังพร่าเลือน ไม่ได้ตอบอะไร

เถียนซวี่หนิงร้อนใจจนขอบตาแดง

เขาประคองใบหน้าของจื่ออวี้ไว้ ราวกับอยากจะสลักคำว่า “ฉันชอบคุณ” ลงไปในสมองของเขา

จื่ออวี้โดนเขาเขย่าจนเวียนหัว ขมวดคิ้ว เหมือนจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายเสียงดังเกินไป

เขาก้มหน้าลงอีกครั้ง พูดเสียงอู้อี้

“ยังมีอีก……หลายเรื่อง……ทำไม่หมด รู้สึกกังวล……”

เถียนซวี่หนิงดึงเขาเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้ง ให้หน้าผากของเขาพิงอยู่บนไหล่ตัวเอง ราวกับกล่อมเด็ก

“กังวลก็ไม่เป็นไรนะ”

เขาพยายามจะพูดอะไรให้เบาลง แต่สมองกลับตัน

สุดท้ายก็หลุดออกมาแค่ประโยคเดียว

“เหมือนหมูย่างที่ไหม้นิด ๆ ก็ยังอร่อย……”

แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าเปรียบเทียบได้น่าโง่

กำลังจะพูดอะไรต่อ คนในอ้อมแขนก็ไม่ค่อยมีปฏิกิริยา

แต่เขาเองกลับทนไม่ไหวก่อน

แค่คิดว่าจื่ออวี้เหนื่อยขนาดนั้น เรื่องต้องทำตั้งมากมาย ในใจเต็มไปด้วยความกังวล แต่ยังฝืนแบกทุกอย่างไว้เอง ไม่ยอมให้เขาช่วย

หัวใจก็เจ็บจนแทบทนไม่ไหว

“เฮ้อ……” เถียนซวี่หนิงสะอื้น ขอบตาแดงขึ้นมาทันที เสียงแหบลง

“แค่คิดว่าคุณเหนื่อยขนาดนั้น วุ่นวายขนาดนั้น ฉันก็……ฉันก็ทรมาน……”

จื่ออวี้ที่เดิมทีซึม ๆ อยู่ในอ้อมแขน เหมือนจะรู้สึกถึงความเปียกชื้นตรงหัวไหล่ และรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของน้ำเสียง

เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก มองเถียนซวี่หนิงอย่างงง ๆ

ใต้แสงไฟถนน วงตาของเถียนซวี่หนิงแดงก่ำ น้ำตาคลอจนแทบจะร่วง

“คุณร้องไห้ทำไม?”

จื่ออวี้ถามอย่างมึนงง ด้วยอาการเมาและการตอบสนองที่เชื่องช้า

“ก็ฉันสงสารคุณไง!”

เถียนซวี่หนิงพูดเสียงสั่น น้ำตาหยดลงมาหนึ่งหยด

“คุณไม่ยอมให้ฉันช่วย! แบกทุกอย่างไว้คนเดียว ฉันเห็นแล้วจะไม่ร้อนใจได้ยังไง? ยิ่งร้อนใจ ยิ่งสงสาร ก็ยิ่งอยากร้องไห้! ฉันห้ามไม่ได้!”

เขาพูดไป เช็ดน้ำตาไปด้วย ใช้หลังมือปาดอย่างลวก ๆ เช็ดไม่หมดก็เอาไปซับที่ไหล่ของจื่ออวี้

ทั้งน้อยใจทั้งดื้อรั้น

“คุณจะพูดอีกใช่ไหมว่าฉันขี้แย? ใช่! ฉันมันขี้แย! แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ! คุณให้ฉันช่วยหน่อยสิ แค่นิดเดียวก็ได้! ถ้าคุณไม่ให้ฉันช่วย ฉันก็ได้แต่นั่งร้อนใจอยู่ตรงนี้ แล้วก็……ก็ทำได้แค่ร้องไห้เท่านั้นแหละ!”

สถานการณ์นี้ทั้งประหลาดทั้งน่าขำ

กลางดึกริมถนน ผู้ชายร่างสูงหน้าตาดีคนหนึ่งกอดผู้ชายร่างผอมอีกคนไว้ แต่ตัวเองกลับร้องไห้สะอึกสะอื้น ปากก็พร่ำฟ้องอีกฝ่ายไม่หยุด

ถ้ามีคนไม่รู้เรื่องเดินผ่านมาเห็นเข้า คงคิดไปแล้วแปดส่วนว่าจื่ออวี้เป็นคนทิ้งเขาอย่างโหดร้าย ถึงทำให้เขาร้องไห้ขนาดนี้

จื่ออวี้โดนเขาร้องไห้ใส่จนงง

เขายกมือขึ้นอย่างเชื่องช้า แตะไปที่แก้มเปียก ๆ ของเถียนซวี่หนิง

สัมผัสนั้นอุ่นมาก

จื่ออวี้ก้มหน้าลงอีกนิด

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาพูดเสียงเบามากประโยคหนึ่ง

“เถียนซวี่หนิง อย่าร้องเลย ฉันกำลังจะไปแล้ว”

เถียนซวี่หนิงฟังไม่เข้าใจ

“หืม?”

เขายื่นมือออกไป รองคางของจื่ออวี้ไว้ในฝ่ามือ บังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้ามาสบตา

จื่ออวี้เหมือนจะรู้สึกว่าท่านี้สบาย ไม่เพียงไม่ต่อต้าน ยังเหมือนแมวที่เอาแก้มมาถูฝ่ามืออุ่น ๆ ของเขา

เถียนซวี่หนิง: “จะไปไหน? จะกลับบ้านเหรอ เบบี๋”

จื่ออวี้ไม่พูดอีก

เขาถูกบังคับให้เงยหน้าเล็กน้อย กะพริบตา ขนตายาวทอดเงาเป็นแถบเล็ก ๆ ใต้เปลือกตา

แอลกอฮอล์ทำให้แววตานั้นสูญเสียความใสและความห่างเหินในยามปกติ

เขามองเถียนซวี่หนิงตรง ๆ อย่างไร้การป้องกัน

แสงไฟถนนไม่สว่างมาก แต่ก็พอให้เถียนซวี่หนิงเห็นรายละเอียดบนใบหน้าของเขาทุกจุด

เขาสวยมาก

สีแดงบาง ๆ จากฤทธิ์แอลกอฮอล์ไล่จากแก้มไปถึงหางตา ริมฝีปากก็แดงกว่าปกติ

เถียนซวี่หนิงถูกสายตานั้นมองจนหัวใจอ่อนยวบไปหมด

ลูกกระเดือกเขาขยับ

“เบบี๋ ทำไมน่ารักขนาดนี้นะ? หืม? เป็นลูกแมวเหรอ?”

จื่ออวี้เอียงหัวเล็กน้อย พยายามเพ่งมองใบหน้าของเถียนซวี่หนิงที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

มองอยู่นาน ก่อนจะยื่นมือทั้งสองข้างออกมา ฝ่ามือค่อนข้างเย็น ค่อย ๆ ประคองแก้มของเขา

เถียนซวี่หนิงชะงักทั้งตัว

หัวใจเต้นพลาดไปหลายจังหวะ

มือคู่นั้นกำลังแนบอยู่บนแก้มของเขาอย่างตั้งใจ

เขากลั้นหายใจ ไม่กล้าขยับเลย

จื่ออวี้ประคองหน้าเขา เหมือนจะรู้สึกว่ายังไม่พอ

เขาออกแรงดึงหน้าเถียนซวี่หนิงเข้ามา แล้วเอาแก้มของตัวเองแนบเข้าไปด้วย

ผิวหนังแนบชิดกัน

แก้มของจื่ออวี้ร้อนมาก จากสีแดงผิดปกติของแอลกอฮอล์

ความร้อนนั้นส่งผ่านมาทางผิวที่แนบกัน

ส่วนแก้มของเถียนซวี่หนิงกลับเย็นนิด ๆ เพราะลมกลางคืนและเพิ่งร้องไห้ไป

“อืม……”

จื่ออวี้พอใจ เอาแก้มถูแก้มของเถียนซวี่หนิงอย่างพึ่งพา

เถียนซวี่หนิงโดนความใกล้ชิดนี้ทำเอาหัวใจเต้นแรง เลือดพุ่งขึ้นหัว

เขาเอียงหน้าเล็กน้อยอย่างให้ความร่วมมือ ทำให้แก้มของทั้งคู่แนบกันแน่นขึ้น

“เป็นอะไรเหรอ เบบี๋?”

จื่ออวี้จมอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง

เขาหลับตา ขนตายาวปัดผ่านขมับของเถียนซวี่หนิง ถูไปมา

พึมพำเสียงเบา

“หน้า……ร้อน……”

“แบบนี้……เย็นลง”

ที่แท้เขารู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนเกินไป ส่วนหน้าเถียนซวี่หนิงเย็น ๆ

เอามาแนบแล้วสบาย ช่วยลดอุณหภูมิได้

เถียนซวี่หนิงหัวเราะต่ำ ๆ

ขยับหน้าเย็น ๆ ของตัวเองแนบกับผิวที่ร้อนนั้นแน่นขึ้น

“ฉลาดจังเลยนะคุณ”

เขากดกลั้นความสะอื้นไว้ในลำคอ

กระซิบเสียงเบา

“ไม่ต้องกลัวนะ ฉันอยู่นี่แล้ว เหนื่อยก็พิงฉัน ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น โอเคไหม?”

ทั้งคู่คงท่าทางที่ถูกประคองหน้า แก้มแนบแก้มแบบนั้น

คนในอ้อมแขนพิงเขาอย่างพึ่งพา

จื่ออวี้รู้สึกว่าท่านี้อบอุ่น ปลอดภัย

เขากะพริบตา ขนตายาวปัดผ่านผิวของเถียนซวี่หนิง

จากนั้นดวงตาก็ค่อย ๆ ปิดลง

ร่างกายผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง

ทั้งตัวเอนซบเข้าไปในอ้อมแขนของเถียนซวี่หนิง




Chapter 29


ช่วงไม่กี่วันนี้ เถียนซวี่หนิงติดแจจื่ออวี้ยิ่งกว่าช่วงก่อนหน้า แทบจะเรียกว่าไม่ห่างกันแม้แต่ก้าวเดียว

จื่ออวี้ไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด เขาก็สะพายกระเป๋านักเรียนใบเปล่า ๆ ในนั้นอาจมีแค่ขวดน้ำกับพาวเวอร์แบงก์ แล้วเดินตามมาติด ๆ ก่อนจะหาที่นั่งข้าง ๆ จื่ออวี้

ตอนแรกจื่ออวี้คิดว่าเขาแค่เปลี่ยนที่ไปเล่นมือถือหรือไม่ก็นอนหลับ

แต่พอเหลือบไปมองเป็นครั้งคราว กลับเห็นเถียนซวี่หนิงขมวดคิ้ว จ้องตำราที่ไม่รู้ไปยืมมาจากไหนอย่างทุกข์ทรมาน มือยังถือปากกา ขีดเขียนอะไรเลอะเทอะลงบนกระดาษร่างเป็นพัก ๆ

ดูจากสีหน้าก็รู้ว่าเขาคงอ่านไม่เข้าไปกี่บรรทัด แต่ท่าทางแกล้งทำเป็นนั่งเรียนเป็นเพื่อนนั้น ทำได้เหมือนมาก

เขาแทบไม่รบกวนจื่ออวี้

จื่ออวี้จมอยู่กับหนังสือหรือโน้ตของตัวเอง พอรักษาท่าเดิมนาน ๆ ก็จะรู้สึกว่าข้างตัวมีการเคลื่อนไหว

บางครั้งเป็นหัวฟู ๆ ของเถียนซวี่หนิงที่ค่อย ๆ ขยับเข้ามา

จื่ออวี้มักไม่รู้ตัวทันที จนกระทั่งหัวนั้นเกือบจะชนไหล่เขา เขาถึงได้หันหน้าไปช้า ๆ อย่างเพิ่งรู้ตัว

สายตาทั้งสองสบกัน

ดวงตาของเถียนซวี่หนิงเป็นประกาย

จื่ออวี้มองเขา ไม่พูดอะไร ยกมือขึ้นวางบนศีรษะที่ขยับเข้ามา แล้วลูบผมที่นุ่มฟูนั้นเบา ๆ

เส้นผมของเถียนซวี่หนิงคุณภาพดีมาก สัมผัสแล้วให้ความรู้สึกดีกว่าที่คิด

เถียนซวี่หนิงที่โดนลูบหัว เหมือนได้รับรางวัลหรือสัญญาณอะไรบางอย่าง

ดวงตาจะสว่างขึ้นทันที มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกขึ้น

นอกจากหัวแล้ว บางครั้งก็เป็นมือ

โต๊ะในห้องสมุดกว้างมาก ทั้งสองนั่งข้างกัน ยังมีระยะห่างเล็กน้อย

บางทีจื่ออวี้กำลังตั้งใจคำนวณ มือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว

จู่ ๆ ก็จะรู้สึกถึงฝ่ามืออุ่นและกว้างข้างหนึ่ง ค่อย ๆ ทาบลงมาจับนิ้วมือของเขาอย่างระมัดระวัง

มือคู่นั้นขยับเบามาก ไม่ได้กำแน่น แค่แตะไว้ลอย ๆ

นิ้วของจื่ออวี้แข็งไปชั่วครู่ ปลายปากกาหยุดนิ่งบนกระดาษ

เขาไม่ได้ชักมือกลับทันที และก็ไม่ได้หันไปมองเถียนซวี่หนิง

ผ่านไปไม่กี่วินาที หรืออาจสิบกว่าวินาที

มือนั้นก็จะค่อย ๆ คลายออกเอง แล้วกลับไปที่เดิม

เช้าวันนี้ ทั้งสองอยู่ในห้องสมุดจนเกือบเที่ยง

ตอนเก็บของจะออกไป เถียนซวี่หนิงดึงชายเสื้อของจื่ออวี้ ดวงตาเป็นประกาย มองเขาแล้วพูดว่า

“เมีย ตอนบ่ายคณะเรามีแข่งบาสกระชับมิตร ไม่ใช่แข่งจริง แต่ผมก็ลงสนามนะ คุณ……คุณมาดูผมเล่นได้ไหม?”

แล้วก็รีบเสริมว่า

“ผมสัญญาว่าจะเล่นหล่อมาก!”

แสงแดดส่องผ่านประตูกระจกสูงของห้องสมุด ตกลงบนใบหน้าของเถียนซวี่หนิง

เหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังส่ายหาง รอเจ้าของอนุญาตให้ออกไปเล่น

ฝีเท้าของจื่ออวี้ชะงัก เขาหันไปมองเถียนซวี่หนิง

เถียนซวี่หนิงความจำเสื่อมมาระยะหนึ่งแล้ว หมอบอกว่านี่เป็นเพียงความสับสนชั่วคราว

แต่ดูจากตอนนี้ เหมือนไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย

หลายครั้งจื่ออวี้อยากจะพูดให้เคลียร์ทั้งหมด จบเรื่องวุ่นวายไร้สาระนี้

แต่ทุกครั้งที่คำจะหลุดออกมา พอเห็นดวงตาของเถียนซวี่หนิง ก็ไม่รู้ทำไมถึงกลืนมันกลับลงไป

เขากำลังใจอ่อน ซึ่งมันไม่ถูกต้องเลย

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ควรถ่วงต่อไปแล้ว

ต้องหาเวลาคุยกับเขาดี ๆ สักครั้ง

ไปดูเขาเล่นบาสเหรอ?

จื่ออวี้ลังเลอยู่ในใจ

นิสัยเขาค่อนข้างเย็นชา ไม่ชอบที่คนเยอะเสียงดัง

สนามบาสที่เต็มไปด้วยเหงื่อและเสียงเชียร์ ไม่ใช่ที่ที่เขาจะไปเองโดยสมัครใจ

จื่ออวี้พูดว่า: “บ่ายฉันมีเรียน”

อย่างที่คิด แววตาของเถียนซวี่หนิงหม่นลงทันที มุมปากก็ตกลง ความผิดหวังเห็นได้ชัด

จื่ออวี้เห็นท่าทางนั้น ใจกลับไหวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

เขาเบือนสายตา มองไปยังแสงแดดจ้าเบื้องนอก แล้วเผลอพูดเสริมขึ้นมา

“……ถ้าเลิกเรียนแล้วคุณยังแข่งอยู่ ฉันอาจจะไปดูสักหน่อย”

พูดอย่างคลุมเครือ ไม่ได้ให้คำรับรอง

ดวงตาของเถียนซวี่หนิงสว่างขึ้นทันที

“จริงเหรอ? ปกติแข่งกันนานพอสมควรเลยนะ!”

“ดูสถานการณ์ก่อน”

จื่ออวี้ไม่ให้เวลาที่แน่ชัด แล้วหันเดินไปทางโรงอาหาร

ตอนบ่าย วิชาเลือกเฉพาะทางของคณะการเงิน

อาจารย์พูดบนเวทีอย่างออกรส PPT เปลี่ยนไปทีละหน้า

จื่ออวี้นั่งริมหน้าต่าง ปากกาขีดไปมาที่ขอบสมุด

แดดข้างนอกดีมาก

ไกล ๆ เหมือนจะมีเสียงอึกทึกจากสนามกีฬา ไม่รู้ใช่ที่พวกเถียนซวี่หนิงแข่งหรือเปล่า

เขามองเวลา เพิ่งผ่านไปครึ่งชั่วโมง

อีกสิบนาทีผ่านไป

อาจารย์กำลังอธิบายการพิสูจน์โมเดลที่ซับซ้อน

จื่ออวี้ปิดสมุดอย่างแผ่วเบา

อาศัยจังหวะที่อาจารย์หันไปเขียนกระดาน เขาเก็บกระเป๋าเงียบ ๆ แล้วออกจากห้องทางประตูหลัง

ฝีเท้ามุ่งไปทางโรงยิม

ยิ่งเข้าใกล้ เสียงยิ่งดังชัด

เสียงเชียร์ เสียงนกหวีด เสียงรองเท้าสีกับพื้น ผสมกันเต็มไปด้วยพลังของวัยรุ่น

จื่ออวี้เข้าทางประตูด้านข้าง

ข้างในมีคนเยอะ อัฒจันทร์เต็มไปด้วยนักศึกษา บรรยากาศคึกคัก

เขากวาดตามอง หาที่นั่งมุม ๆ ที่ไม่เด่น แล้วนั่งลง

มุมนี้พอดีมองเห็นสนามทั้งสนาม

ในสนาม ทีมเสื้อแดงกับเสื้อขาวกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด

เขาเห็นร่างสีแดงคนนั้นทันที

เถียนซวี่หนิงเลี้ยงบอลบุก เคลื่อนไหวรวดเร็วและทรงพลัง

หลอกกองหลังอย่างสวยงาม กระโดด ยิง

ลูกลงห่วง!

“เถียนซวี่หนิง! เถียนซวี่หนิง!”

เสียงเชียร์ระเบิดขึ้นทันที มีนักศึกษาหญิงหลายคนตะโกนชื่อเขา

เถียนซวี่หนิงลงพื้น ตบมือฉลองกับเพื่อนร่วมทีม

เหงื่อเกาะหน้า รอยยิ้มสดใส

ทั้งตัวเปล่งประกายความมั่นใจ

แตกต่างจากคนที่ติดแจ ร้องไห้ง่าย และชอบอ้อนเขาในชีวิตประจำวันโดยสิ้นเชิง

จื่ออวี้มองเงียบ ๆ

มองว่าเขาป้องกันยังไง ส่งบอลยังไง

ยืนออกมาทำคะแนนในจังหวะสำคัญยังไง

เหงื่อชุ่มเสื้อ กล้ามเนื้อแข็งแรงได้รูป

ลมที่เกิดจากการวิ่งเหมือนจะรู้สึกได้แม้อยู่ห่าง ๆ

เถียนซวี่หนิงเหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่าง

ตอนพักยิงโทษ เขาเช็ดเหงื่อแล้วเผลอมองไปทางอัฒจันทร์

จากสายตาเฉย ๆ กลายเป็นหยุดนิ่ง ล็อกเป้าไปที่มุมหนึ่ง

จื่ออวี้นั่งอยู่ตรงนั้น

เงียบงัน ท่ามกลางความอึกทึก

แต่ดึงดูดความสนใจทั้งหมดของเขา

เถียนซวี่หนิงเบิกตากว้าง

ถึงขั้นลืมว่ากำลังแข่งอยู่

จ้องไปทางจื่ออวี้ ปากอ้าเล็กน้อย

ไม่ได้ยินเสียงเตือนของเพื่อนร่วมทีม

“พี่เถียน! บอล!”

เพื่อนตะโกน

เขาสะดุ้งได้สติ รับบอลอย่างลนลาน เกือบพลาด

แต่ก็ปรับตัวทันที

หลังจากนั้นเขาเหมือนได้พลังเพิ่ม

บุกหนักขึ้น รับแน่นขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความอยากโชว์

แต่สายตาก็ยังแอบมองไปที่มุมนั้นเป็นระยะ เพื่อเช็กว่าคนนั้นยังอยู่ไหม

สามแต้มอีกลูกลงห่วงอย่างสวยงาม

เสียงเชียร์ดังยิ่งกว่าเดิม

ตอนถอยกลับตั้งรับ เถียนซวี่หนิงอดไม่ได้ที่จะมองไปทางจื่ออวี้อีกครั้ง

ยิ้มกว้าง แล้วยกมือทำท่า “เย้” แอบส่งไปให้

ก่อนจะโดนเพื่อนคล้องคอลากไป

เสียงนกหวีดพักครึ่งดังขึ้น

เถียนซวี่หนิงเช็ดเหงื่อด้วยผ้าขนหนู แล้วเดินตรงไปยังมุมอัฒจันทร์ที่มีร่างผอมบางคนนั้น

จื่ออวี้มองร่างสูงในเสื้อแดงเดินเข้ามาหา

หัวใจเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว

สายตารอบข้างเริ่มจับจ้อง เสียงซุบซิบและเสียงถ่ายรูปดังขึ้น

ช่วงนี้เขากับเถียนซวี่หนิงเป็นประเด็นในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

การกระทำที่ไม่ปิดบังแบบนี้ เหมือนสาดน้ำใส่น้ำมันร้อนเข้าไปอีก

ร่างกายของจื่ออวี้แข็งเล็กน้อย

เขาไม่ชินกับการเป็นจุดสนใจ

เถียนซวี่หนิงเดินเข้ามาแล้วสังเกตได้

เขาไม่หยุดเดิน แต่ยิ้มสดใส แล้วหันไปพูดกับนักศึกษาหญิงใกล้ ๆ ที่กำลังถือมือถือ

“เฮ้ย อย่าถ่าย ๆ เดี๋ยวเขาเขิน คราวหน้าจะไม่มาดูผมเล่นนะ พวกคุณรับผิดชอบไหวเหรอ?”

คำพูดนั้นทำให้พวกเธอหัวเราะ

มีคนแซวว่า

“โอ้~ คู่ที่เราชิปเป็นเรื่องจริงเหรอ?”

เถียนซวี่หนิงไม่ยอมรับก็ไม่ปฏิเสธ

เขานั่งลงตรงที่ว่างข้างจื่ออวี้

ที่นั่งแคบ ร่างสูงแนบเข้ามา

กลิ่นเหงื่อและไอร้อนหลังออกกำลังกายห่อหุ้มทันที

จื่ออวี้เหลืออด หันไปมองเขา

เถียนซวี่หนิงรับสายตานั้นได้แต่ยิ้ม โชว์ฟันขาว ไม่พูดอะไร

เขารู้ว่าคนเยอะ ไม่ใช่ที่คุย

เขามาแค่อยากนั่งใกล้ ๆ

เพื่อนร่วมทีมวิ่งมา ส่งน้ำให้

เถียนซวี่หนิงรับมา เปิดฝา ดื่มไปหลายอึก

จื่ออวี้เห็นขวดน้ำ ถึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมามือเปล่า

เขาเม้มริมฝีปาก ลังเลจะพูด

“ฉัน……”

“ไม่เป็นไร”

เถียนซวี่หนิงตัดบททันที หันมามองเขา

ดวงตาสว่างเพราะการออกแรง ผมหน้าผากเปียกเหงื่อแนบแก้ม

“ครั้งหน้า……คุณจะมาอีกใช่ไหม?”

คำว่า “ไม่แน่” วนอยู่ที่ปลายลิ้นของจื่ออวี้

สุดท้ายกลายเป็นการพยักหน้า

ครึ่งหลังเริ่มแข่งอย่างรวดเร็ว

เถียนซวี่หนิงกลับลงสนาม สภาพยิ่งฮึกเหิมกว่าเดิม

การแข่งขันจบลงอย่างไม่มีข้อกังขา

เพื่อนร่วมทีมล้อมฉลองกันเสียงดัง ชวนกันไปกินข้าวต่อ

“พี่เถียน! ไปสิ!”

“ต้องฉลอง วันนี้มันส์มาก!”

เถียนซวี่หนิงรับมือกับเสียงตบหลัง

สายตากลับมองหาร่างที่กำลังลุกขึ้นเงียบ ๆ เตรียมจะออกไป

“ไม่ไปแล้ว”

เขาแหวกเพื่อน

“ผมมีธุระ พวกคุณสนุกกันนะ เดี๋ยวผมออกให้”

“หา? ไม่ไปอีกแล้ว?”

“พี่เถียนช่วงนี้เป็นอะไร ทำไมมีธุระตลอด?”

เถียนซวี่หนิงไม่สนใจคำรั้งหรือแซว

คว้าเสื้อคลุมแล้ววิ่งตามออกไป

จื่ออวี้เดินไม่เร็ว

เขารออยู่ปลายทางเดินหน้ากีฬา

เถียนซวี่หนิงลากเขาเข้าไปในห้องแต่งตัว

เวลานี้คนอื่นไม่ก็ยังฉลอง ไม่ก็กลับไปแล้ว

ข้างในโล่ง มีแต่ตู้กับม้านั่ง

“นั่งรอผมตรงนี้ เดี๋ยวเสร็จ!”

เถียนซวี่หนิงกดให้จื่ออวี้นั่งที่ม้านั่งชิดผนัง

ตัวเองเปิดตู้ หยิบเสื้อผ้าและผ้าขนหนู แล้วเข้าไปอาบน้ำ

จื่ออวี้นั่งอยู่

คิดถึงเถียนซวี่หนิงในสนาม

คิดถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความดีใจและพึ่งพา

และ……คนที่เฉินเค่อพูดถึง — แสงจันทร์ขาวคนนั้น

ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

สักพัก ประตูห้องอาบน้ำเปิดออก

เถียนซวี่หนิงเดินออกมาพร้อมไออุ่นชื้น ๆ

ผมยังหยดน้ำ เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดสีเทาดำกับกางเกงกีฬา

ดูสดชื่นขึ้นมาก

เขาเห็นจื่ออวี้ยังนั่งรอเงียบ ๆ

ดวงตาโค้งยิ้ม

“ไปกันเถอะ”

เขาเช็ดผม เดินมาหา แล้วเอื้อมมือจะจับมือจื่ออวี้ตามธรรมชาติ

จื่ออวี้ยืนขึ้น หลบมือเขา แล้วเดินนำไปทางประตู

มือของเถียนซวี่หนิงคว้าอากาศ

เขาชะงักไปนิด แต่ก็ไม่คิดมาก รีบเดินตาม

ทั้งสองออกจากห้องแต่งตัว

ไฟทางเดินด้านนอกเสีย

พอเดินถึงมุมที่มืดที่สุด

เถียนซวี่หนิงยื่นมือออกมา คว้าข้อมือของจื่ออวี้ ดึงเขาเข้าหา

ทั้งสองเผชิญหน้ากัน ชิดกำแพง

จื่ออวี้ถูกดึงไปชนผนังเย็น ๆ

ตรงหน้าเป็นร่างอบอุ่นแข็งแรงของเถียนซวี่หนิง

ความมืดขยายประสาทสัมผัส

เขาได้กลิ่นสะอาดหลังอาบน้ำของเถียนซวี่หนิง

สายตาของอีกฝ่ายจ้องเขาแน่น

ลมหายใจก็เริ่มถี่ขึ้น

หัวใจของจื่ออวี้สะดุดไปหนึ่งจังหวะ

เขารู้ดีว่าสายตานั้นหมายถึงอะไร

เป็นอย่างที่คิด

เถียนซวี่หนิงก้มหน้า ค่อย ๆ โน้มเข้ามา

“ไม่ได้”

จื่ออวี้เบือนหน้าออกไป



Chapter 30

Chapter Notes

See the end of the chapter for notes

การเคลื่อนไหวของเถียนซวี่หนิงชะงักค้าง ริมฝีปากของเขาเกือบจะสัมผัสแก้มของจื่ออวี่ เขาค้างอยู่ในท่านั้น ไม่ขยับ แล้วถามเสียงต่ำว่า

“ทำไม?”

ในเมื่อเขารู้แล้วว่าในใจของเถียนซวี่หนิงอาจจะมีคนอื่นอยู่ ในเมื่อทุกอย่างนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจผิด เขาจึงไม่อาจปล่อยให้ความใกล้ชิดที่คลุมเครือแบบนี้ดำเนินต่อไปได้อีก

เขายังมีสติ และจำเป็นต้องมีขอบเขต

จื่ออวี่ไม่ได้ตอบว่าทำไม เพียงพูดซ้ำอีกครั้ง

“ไม่ได้”

เถียนซวี่หนิงเหมือนไม่ได้ยิน หรือไม่ก็ไม่อยากจะได้ยิน หลังจากหยุดไปชั่วครู่ เขาก็ดื้อดึงจะก้มเข้าไปอีก

ในจังหวะที่เขาขยับ แขนของเขาเผลอเหวี่ยงแรงไปโดนขวดน้ำแร่ที่ไม่รู้ว่าใครวางทิ้งไว้ ขวดนั้นเปิดฝาแง้มอยู่

“ซ่า——!”

ขวดล้ม น้ำที่เหลืออยู่ครึ่งขวดสาดออกมาหมด พอดิบพอดี ราดลงบนหน้าอกและไหล่ของจื่ออวี่

น้ำเย็นเฉียบซึมผ่านเสื้อบาง ๆ จื่ออวี่สะดุ้งวาบด้วยความหนาว เถียนซวี่หนิงเองก็อึ้งไป การเคลื่อนไหวแข็งค้างอยู่ตรงนั้น

ไม่กี่วินาทีต่อมา เถียนซวี่หนิงเป็นฝ่ายได้สติก่อน เขามองเสื้อของจื่ออวี่ที่เปียกเป็นวงกว้างอย่างรู้สึกผิด

“ขะ…ขอโทษ! เมีย! ผมไม่ได้ตั้งใจ!”

เขาลนลานจะใช้ผ้าขนหนูของตัวเองเช็ดให้ แต่ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะ

“คุณรออยู่ตรงนี้นะ! ผมไปเอาเสื้อแห้งมาให้!”

เขานึกขึ้นได้ว่าในล็อกเกอร์ที่ใช้ตอนมาเล่นบาสยังมีเสื้อยืดสะอาดสำรองอยู่ จึงรีบหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในห้องแต่งตัว

ไม่นาน เขาก็วิ่งกลับมาพร้อมเสื้อยืดสีขาวตัวหนึ่ง ยื่นให้จื่ออวี่

“ตัวนี้…สะอาดนะ ผมแทบไม่ได้ใส่ คุณรีบเปลี่ยนเถอะ อย่าให้เป็นหวัด”

จื่ออวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับเสื้อมาถือไว้

“คุณ…ออกไปรอข้างนอก” เขาพูดเสียงเบา เป็นเชิงให้เถียนซวี่หนิงหันหลัง

“อ้อ…โอเค!”

เถียนซวี่หนิงเพิ่งนึกได้ว่าทางเดินหน้าห้องแต่งตัวไม่ใช่ที่เปลี่ยนเสื้อผ้า รีบพยักหน้า แล้วเสริมว่า

“ข้างในไฟเปิดอยู่นะ คุณเข้าไปเปลี่ยน ผมจะรออยู่หน้าประตู”

เถียนซวี่หนิงหันหลังให้ประตูห้องแต่งตัว ยืนอยู่อย่างว่าง่าย ในใจกำลังคิดอยู่ว่าจะขอโทษจื่ออวี่ยังไงดี

ทันใดนั้น หางตาของเขาเหลือบเห็นทางเดินอีกฝั่ง มีผู้ชายสามสี่คนโผล่หัวมามองทางนี้ ท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่เหมือนนักศึกษา

เถียนซวี่หนิงขมวดคิ้ว บริเวณนี้ตอนกลางคืนคนไม่มาก และคนพวกนั้นก็ดูไม่เหมือนมาออกกำลังกาย

เขาเป็นห่วงจื่ออวี่ ไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่น แต่สายตาของพวกนั้นที่ชำเลืองมองไปทางประตูห้องแต่งตัวเป็นระยะ ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบมาพากล

ในเมื่อจื่ออวี่ยังต้องใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อ เขาจึงหันตัว เดินเข้าไปหาพวกนั้น

“พวกคุณหาใคร?”

เถียนซวี่หนิงตัวสูง แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็แผ่บรรยากาศที่ไม่น่าเข้าใกล้ออกมา

ชายแผลเป็นที่เป็นหัวหน้าชะงักไปเล็กน้อย เขาเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงคนนี้นั่งอยู่ข้างจื่ออวี่ตลอดที่ข้างสนาม ดูสนิทกันมาก

เขากลอกตา ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา

“ไม่มีอะไรหรอก พวกเราหาคนอยู่ ขอถามหน่อยนะ น้องที่เข้าไปเปลี่ยนเสื้อเมื่อกี้ ชื่อจื่ออวี่ใช่ไหม?”

— พวกมันมุ่งเป้ามาที่จื่ออวี่จริง ๆ

สายตาของเถียนซวี่หนิงเย็นลงทันที แต่สีหน้าไม่แสดงออก

“พวกคุณมีธุระอะไรกับเขา?”

ชายแผลเป็นเห็นปฏิกิริยาแบบนี้ ก็ยิ่งมั่นใจ หัวเราะแห้ง ๆ

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ก็แค่ที่บ้านเขาติดหนี้อยู่นิดหน่อย ค้างมานานแล้ว พวกเรามาถามข่าว

น้องชาย ถ้ารู้จักเขา ก็ช่วยพูดให้หน่อย หนี้ยังไงก็ต้องใช้ ถูกไหม?”

หนี้?

เถียนซวี่หนิงนึกถึงตอนที่จื่ออวี่เมา พูดพึมพำเรื่องหาเงิน ความกังวล และคำว่า ‘ต้องใช้หนี้’

ที่แท้ต้นตอมันอยู่ตรงนี้

ไฟในใจเขาพุ่งขึ้นทันที

“เขาติดพวกคุณเท่าไหร่?”

ชายแผลเป็นแปลกใจเล็กน้อย แต่ดูจากการแต่งตัวและท่าทางของเถียนซวี่หนิง ก็ไม่เหมือนนักศึกษาธรรมดา

เขาลองรายงานตัวเลข

“รวมต้นรวมดอก เหลือประมาณหนึ่งแสนเก้าหมื่น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับน้องหรอก พวกเราก็ทำตามกติกา…”

“หนึ่งแสนเก้าหมื่นใช่ไหม?”

เถียนซวี่หนิงขัดขึ้นทันที ไม่อยากฟังต่อ ควักมือถือออกมา

“เอาคิวอาร์โค้ดมา”

“หา?”

ชายแผลเป็นกับลูกน้องอีกหลายคนงงไปหมด มองหน้ากันไปมา

“ผมบอกว่า เอาคิวอาร์โค้ดมา”

เถียนซวี่หนิงพูดซ้ำอย่างไม่อดทน สายตาเต็มไปด้วยคำเตือน

“ผมจ่ายเอง เอาเงินไปแล้ว ต่อไปอย่าให้ผมเห็นพวกคุณโผล่มาให้เขาเห็นอีก หรือไปกวนครอบครัวเขา เข้าใจไหม?”

ชายแผลเป็นถึงบางอ้อ นี่คือเจอเจ้ามือของจริง

รีบเปิดคิวอาร์โค้ด พร้อมยิ้มประจบ

“โอ้โห น้องชายใจกว้างจริง ๆ ไม่ต้องห่วง พวกเรารักษาคำพูด เงินเคลียร์แล้ว เรื่องก็จบ…”

“อย่าพูดมาก”

เถียนซวี่หนิงสแกนโค้ด โอนเงินทันทีหนึ่งแสนเก้าหมื่น

เขาโชว์หน้าจอให้ดู

“เงินผมจ่ายแทนเขาแล้ว ต่อไปถ้ายังไปยุ่งกับเขา หรือครอบครัวเขา ผมรับรองว่า เงินที่พวกคุณเอาไป จะคายออกมาครบ แถมต้องจ่ายอย่างอื่นเพิ่มด้วย ไม่เชื่อก็ลองดู”

น้ำเสียงนั้นทำให้แม้แต่ชายแผลเป็นที่ผ่านอะไรมาเยอะ ยังรู้สึกหนาวสันหลัง

รีบพยักหน้าไม่หยุด

“เข้าใจครับ ๆ พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้ ต่อไปไม่มาอีกแล้ว! เงินเคลียร์แล้ว ถือว่าจบกัน!”

ในตอนนั้นเอง ประตูห้องแต่งตัวเปิดออกพร้อมเสียงคลิก

จื่ออวี่เปลี่ยนเสื้อยืดสีขาวตัวหลวมเสร็จแล้ว เดินออกมา

เสื้อตัวนั้นใหญ่กว่าขนาดตัวเขาชัดเจน ใส่แล้วดูโคร่ง คอเสื้อหลวม เผยให้เห็นไหปลาร้าผอมบาง ชายเสื้อยาวปิดถึงสะโพก ยิ่งทำให้เขาดูบอบบาง

เขาเห็นเถียนซวี่หนิงยืนคุยกับพวกนั้นทันที ขมวดคิ้ว แล้วรีบเดินเข้าไป

เถียนซวี่หนิงได้ยินเสียง ก็รีบหันกลับมาโดยสัญชาตญาณ ตั้งใจจะยืนบังเขาไว้ สีหน้าแข็งกร้าวยังเก็บไม่หมด

พวกชายแผลเป็นเห็นจื่ออวี่ออกมา ก็รีบเปลี่ยนสีหน้า

ชายแผลเป็นยิ้มประจบ

“เสี่ยวอวี่ เรื่องมันเป็นแบบนี้… เพื่อนคุณนี่สุดยอดจริง ๆ ใจกว้างมาก เงินเคลียร์ให้หมดแล้ว หนึ่งแสนเก้าหมื่น ไม่ขาดสักบาท

ต่อไปพวกเราจะไม่ไปหาคุณอีกแล้ว คุณไปบอกแม่คุณ…กับพ่อเลี้ยงให้เขาระวังตัวหน่อยก็พอ นักเรียนอย่างคุณ ดันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้…”

เขาเห็นสีหน้าของจื่ออวี่ซีดลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า หนึ่งแสนเก้าหมื่น และ พ่อเลี้ยง

สายตาเย็นเฉียบ

ชายแผลเป็นรู้ตัว รีบหยุดพูด

“เอาเป็นว่า พวกเราไปก่อนนะ ไปแล้ว ๆ พวกคุณคุยกันเถอะ”

พูดจบ เขารีบพาคนของตัวเองเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็หายลับไป

ทางเดินกลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเถียนซวี่หนิงกับจื่ออวี่

จื่ออวี่ยืนอยู่ตรงนั้น ผมยังชื้นเล็กน้อย แนบกับขมับ

เขามองไปยังทิศทางที่พวกนั้นจากไป ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองเถียนซวี่หนิง

สีหน้าเรียบเฉย ริมฝีปากเม้มแน่น

เถียนซวี่หนิงรู้สึกใจฝ่อ ความเด็ดขาดและความเย็นชาที่ใช้ข่มคนเมื่อครู่หายไปหมด เหลือเพียงความไม่มั่นใจ

เขาอ้าปากจะอธิบาย

“เมีย ผม…”

“เถียนซวี่หนิง”

จื่ออวี่เอ่ยเสียงไม่ดัง

“ใครให้คุณช่วยผมใช้หนี้?”

เถียนซวี่หนิงชะงัก

“ผม…ผมเห็นพวกนั้นมาหาเรื่องคุณ แล้วก่อนหน้านี้คุณก็พูดว่าจะใช้หนี้ ผมเลย…”

“คุณเป็นอะไรกับผม?”

จื่ออวี่ตัดบท

“ใครให้คุณมาตัดสินใจแทนผม จัดการเรื่องของผม?”

“คุณไม่ใช่เมียของผมหรอ?”

เถียนซวี่หนิงเริ่มร้อนรน

“เรื่องของคุณก็คือเรื่องของผม ผมจะทนดูพวกนั้นบีบคุณได้ยังไง…”

“ไม่ใช่”

จื่ออวี่พูดอย่างหนักแน่น มองหน้าเขาที่ซีดเผือดทีละคำ

“ผมไม่ใช่เมียของคุณ เถียนซวี่หนิง ฟังให้ดี

ก่อนที่คุณจะ失忆 พวกเราไม่เคยรู้จักกัน ไม่ใช่เพื่อนด้วยซ้ำ เป็นแค่คนแปลกหน้าที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันแต่ไม่มีจุดตัดใด ๆ”

เถียนซวี่หนิงถอยหลังไปครึ่งก้าว มองเขาไม่วางตา ริมฝีปากสั่น อยากพูด แต่ไม่มีเสียงออกมา

จื่ออวี่ไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว

“คุณจำคนผิด คนที่อยู่ในความทรงจำของคุณ คนที่คุณคิดว่าคบกันตั้งแต่มัธยม ไม่ใช่ผม”

เขาหยุดไปเล็กน้อย นึกถึงคำพูดของเฉินเข่อ

“คุณมีคนที่ชอบจริง ๆ ตอนมัธยม ผมก็เคยได้ยินมา แต่คนนั้นไม่ใช่ผม เพราะงั้น อย่าเอาความรู้สึกหรือความรับผิดชอบของคุณมาวางไว้ที่ผม”

“เรื่องของผม ไม่ต้องให้คุณมายุ่ง”

จื่ออวี่มองเขา

“คุณไม่จำเป็นต้องช่วยผมใช้หนี้ และผมก็ไม่อยากติดค้างคุณ

ยิ่งไม่อยากให้เรามาพัวพันกัน เพราะความช่วยเหลือที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดแบบนี้”

เสียงของเขาเริ่มสั่นโดยไม่อาจควบคุมได้ เขาสูดลมหายใจลึก พยายามสงบ แต่ดวงตากลับร้อนผ่าว

“ที่ไม่พูดให้ชัดตั้งแต่แรก เป็นความผิดของผม”

เขาเบือนหน้า ไม่อยากให้เถียนซวี่หนิงเห็นน้ำตา

“ช่วงเวลานี้ ที่ผมได้รับการดูแล…และความหวังดีจากคุณ ก็เป็นความผิดของผมเหมือนกัน”

“เรื่องนี้ผิดตั้งแต่ต้น ผมรู้ว่าคุณความจำสับสน จำคนผิด แต่ก็ไม่หยุด ปล่อยให้มันเป็นมาจนถึงตอนนี้…เป็นความรับผิดชอบของผม”

เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงอยากร้องไห้

อาจเป็นเพราะแรงกดดันที่แบกไว้คนเดียวมานาน

อาจเป็นเพราะไม่รู้จะรับความหวังดีนี้ยังไง

หรืออาจเป็นเพราะ…เถียนซวี่หนิงดีกับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ความพึ่งพาก็ยิ่งหนักขึ้น ทำให้เขายิ่งกลัว

กลัวจะชิน

กลัวจะจม

“ผมไม่อยากติดค้างคุณมากขนาดนี้ เถียนซวี่หนิง

เงิน ผมจะคืนให้ครบ ไม่ขาด

ส่วนอย่างอื่น…คุณจะต้องได้ความทรงจำกลับมาในสักวัน

ตอนนั้นคุณจะเข้าใจว่า ความรู้สึกและการพึ่งพาทั้งหมดนี้ คุณวางผิดคน”

“ผมไม่อยากรอจนถึงวันนั้น แล้วให้คุณรู้สึกว่า…ผมหลอกคุณ หรือใช้ประโยชน์จากความสับสนของคุณ”

เขาสะอื้นเล็กน้อย รีบกะพริบตากลั้นน้ำตา

“เพราะงั้น…แค่นี้เถอะ”

เถียนซวี่หนิงยืนฟังอย่างเหม่อลอย

แต่…

แต่

แต่

“จื่ออวี่…”

เขาปาดน้ำตาลวก ๆ พยายามมองให้ชัด คนที่ยืนไม่ไกลแต่กำลังพูดคำที่โหดร้ายที่สุด

“ถ้าทุกอย่างมันเป็นแค่ความผิดพลาด กับความรำคาญ

แล้วคุณร้องไห้ทำไม?”

เขาจ้องเขา

“คำพูดของคุณ ผมไม่เชื่อ”

จื่ออวี่ชะงัก เงยหน้าขึ้นมองเขา

เถียนซวี่หนิงมองตอบ

“ถ้า ถ้าคนที่ผมชอบจริง ๆ ไม่ใช่คุณ เป็นคนอื่น

แล้วทำไมตอนผมความจำเสื่อม ตื่นขึ้นมา คนแรกที่ผมเห็นถึงเป็นคุณ แล้วผมก็ยืนยันว่าเป็นคุณ?

ทำไมผมถึงจำได้ว่าต้องตามหาคุณ?

ทำไมแค่เห็นคุณ หัวใจผมก็เต้นแรง

ไม่เห็นคุณ ผมก็ร้อนรน

ทำไมในฝันของผมถึงมีแต่คุณ

ทำไมผมถึงอยากดีกับคุณ อยากเอาทุกอย่างให้คุณ?”

เขาสะอื้นหนักขึ้น ถามคนตรงหน้าที่กำลังผลักเขาออกไป

“คุณบอกว่าเราไม่เคยรู้จัก ไม่มีจุดตัด โอเค สมมติว่าผมจำผิด ความจำผมพังเละ”

เขาขยับเข้าไปอีกก้าว อยากอยู่ใกล้ขึ้น อยากเห็นอารมณ์ทั้งหมดในดวงตาเขา

“แล้วหัวใจผมล่ะ?

การเต้นของหัวใจ ความเจ็บ ความสุขของผม มันก็ปลอมไปด้วยเหรอ?

มันก็สามารถจำผิดคนได้เหมือนกันงั้นเหรอ?”

“จื่ออวี่ บอกผมหน่อย”

เสียงเขาแผ่วลง

“ถ้าความชอบของผมที่มีต่อคุณ มันตั้งอยู่บนความผิดพลาดทั้งหมด

แล้วทำไมความผิดพลาดนี้ ถึงทำให้ผมเจ็บจริงขนาดนี้

และทำให้คุณเจ็บขนาดนี้ด้วย?”

“ผมไม่เชื่อ”

เถียนซวี่หนิงส่ายหน้า

“สมองผมอาจพัง จำอะไรไม่ได้

แต่หัวใจของผม…มันรู้จักคุณ”

“มันบอกผมว่า เป็นคุณ

มีแค่คุณเท่านั้น”

จื่ออวี่ยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนถูกคำพูดเหล่านั้นตรึงไว้

น้ำตาของเถียนซวี่หนิง คำถามของเขา โถมใส่กำแพงที่จื่ออวี่พยายามสร้างขึ้นอย่างยากลำบาก

แต่เขาไม่มีคำตอบ

เขาให้คำตอบที่เถียนซวี่หนิงต้องการไม่ได้

เพราะความรักของเถียนซวี่หนิง เป็นเหมือนปราสาทที่สร้างบนชายหาด

แม้ตอนนี้จะดูแข็งแรง ร้อนแรง

แต่ก็อาจพังทลายลงได้ทุกเมื่อ เมื่อความทรงจำกลับมา

เขาแบกรับความรู้สึกที่รุนแรงขนาดนี้ไม่ไหว

เขาให้คำตอบไม่ได้

และไม่กล้ารับมันไว้

ความเงียบแผ่ขยายระหว่างทั้งสอง

นานมาก

นานจนแสงในดวงตาของเถียนซวี่หนิงค่อย ๆ ดับลง

ในที่สุด จื่ออวี่ก็ขยับ

เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเอง แล้วพูดว่า

“ผมกลับหอแล้ว”

เขาไม่ได้ตอบคำถามของเถียนซวี่หนิง

เขาไม่รู้ว่าที่ไหนกันแน่ที่ผิด

และไม่รู้ว่า

มันยังจะถูกได้อีกหรือเปล่า

Chapter End Notes

: นายไม่ชอบฉันใช่ไหม พูดเยอะสารพัด

: ฉันไม่เชื่อ! (ขำตาย ผู้ชายคนนี้มั่นใจจริง ๆ)

⚡🐟


ความคิดเห็น