ศัตรูตัวฉกาจ 12-20 | 57 ตอน

Protected Page






Chapter 11


ดูเหมือนเขาจะเพิ่งจบหัวข้อสนทนาอะไรบางอย่าง รอยยิ้มบนใบหน้ายังไม่จาง สายตากวาดมองไปรอบห้องเรียนอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่จื่ออวี่

สายตาประสานกัน

ฝีเท้าของเถียนซวี่หนิงชะงักไปเล็กน้อย

จื่ออวี่เป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน รีบหลบสายตาอย่างกับโดนไฟช็อต ก้มหน้าลงแกล้งจัดโต๊ะที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้า แต่หัวใจก็ดันเต้นพลาดจังหวะไปหนึ่งทีอย่างไร้เหตุผล

โชคดีที่เถียนซวี่หนิงหยุดไปแค่ชั่วครู่เดียว ไม่ได้ทำอะไรน่าตกใจต่อหน้าคนทั้งห้องอย่างที่เขากังวล

 ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ คุยกับคนข้าง ๆ ต่อ แล้วเดินไปทางด้านหลังห้องเรียน

จื่ออวี่แอบถอนหายใจโล่งอก

เถียนซวี่หนิงถูกเหอเล่อเล่อกับพวกนั้นส่งเสียงเอะอะโหวกเหวกดันเข้ามาในห้อง เขารับมือกับคำบ่นของเซี่ยอันไปส่ง ๆ พลางกวาดตามองหาเมียในห้องเรียน

แล้วเขาก็เห็นที่นั่งริมหน้าต่าง แถวที่สาม

 จื่ออวี่กำลังค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากวงแขน ใบหน้าขาวผ่องมีสีแดงระเรื่อของคนเพิ่งตื่น ดวงตายังพร่าเลือน

 ในวินาทีที่สายตานั้นมองมา เถียนซวี่หนิงรู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองหยุดไปเลย

ในหัวของเขาดังขึ้นมาเองเป็น BGM พร้อมฟองสีชมพู

 “มันคือความใจสั่นใช่ไหม~ สายตานี้หลบไม่พ้น~~”

โอ้พระเจ้า! พระเจ้า! พระเจ้า!

เมียเขาทำไมถึงได้ดูดีขนาดนี้!

 นั่งอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ ผิวขาวเหมือนจะเปล่งแสง แสงแดดแต่งขอบสีทองนุ่มฟูให้ทั้งตัว ดูทั้งนิ่มทั้งเชื่อง…

 แล้วเมื่อกี้ยังหันมามองเขาอีก! สายตานั่น! ถึงจะหลบไปเร็วมาก แต่เถียนซวี่หนิงมั่นใจว่าเมียเห็นเขาแล้ว!

 แถมวันนี้เขาก็แต่งตัวหล่อมากด้วย!

ตึก! ตึก! ตึก!

หัวใจเหมือนโดนขนนกสะกิดแรง ๆ อีกทั้งเหมือนถูกกรอกน้ำอัดลมทั้งขวด ฟองหวานซ่า ๆ ผุดขึ้นไม่หยุด

 ทั้งแน่นทั้งเอ่อล้น ราวกับจะกระโดดออกมาทางลำคอ

 ความหวานรุนแรงกับแรงกระตุ้นที่อธิบายไม่ถูกถาโถมไปทั่วร่าง

เมียสุดที่รักของเขา! ของเขาคนเดียว!

“เฮ้! ยืนเหม่ออะไร เข้าไปสิ! ขวางทางเขาอยู่!”

 ไหล่โดนผลักแรง ๆ เสียงหงุดหงิดของเซี่ยอันดังข้างหู ตัด BGM ที่เขาอินอยู่ในหัวอย่างแรง

เถียนซวี่หนิงได้สติ กลายเป็นว่าตัวเองยืนเหม่ออยู่กลางทางเดินจริง ๆ ขวางเพื่อนร่วมชั้นด้านหลัง

 เขาไอแห้ง ๆ หนึ่งที กลบเกลื่อนใบหูที่เริ่มร้อน แล้วรีบเดินเข้าไป

ปกติพวกเขามาเรียนวิชาบรรยายใหญ่แบบนี้ ก็จะเลือกความสะดวก ยึดโซนกลางแถวหลัง ๆ เป็นที่มั่น เปิดโหมดวอกแวกหนีเรียนได้ง่าย

แต่วันนี้ สายตาของเถียนซวี่หนิงกวาดผ่านแถวกลางที่ยังว่างอยู่ เท้ากลับไม่หยุดเลย

 เขาเดินตรงไปยังฝั่งซ้ายริมหน้าต่าง เป้าหมายชัดเจน—แถวสุดท้าย

“เอ๊ะ? นายจะไปไหน?” เหอเล่อเล่อชะงักไป

 “ตรงนี้แหละ” เถียนซวี่หนิงนั่งลงที่แถวสุดท้ายฝั่งริมหน้าต่าง จากมุมนี้ แค่เอียงหัวนิดเดียว ก็สามารถมองเห็นร่างผอมบางตรงแถวสามริมหน้าต่างได้ทั้งหมด

เซี่ยอันเดินตามมา นั่งลงข้าง ๆ อย่างแรง สีหน้าเหมือนจะด่า

 “เป็นบ้าอะไร? มานั่งไกลขนาดนี้ เดี๋ยวจะหนีเรียนก็ลำบากนะเว้ย?”

เถียนซวี่หนิงไม่สนใจ เขาเอาศอกค้ำโต๊ะ มือเท้าคาง สายตาติดหนึบอยู่ที่ร่างด้านหน้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโง่ ๆ โดยไม่รู้ตัว

ลำบากอะไร? มองเมียไม่เห็นจะลำบาก

 ที่นั่งนี้… สมบูรณ์แบบ

เซี่ยอันมองตามสายตาที่แทบจะน้ำลายไหลของเถียนซวี่หนิง และเห็นร่างหล่อเหลาคนหนึ่งนั่งอยู่แถวที่สามริมหน้าต่าง—นั่นคือจื่ออวี่ เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของเถียนซวี่หนิงเมื่อเร็วๆ นี้—เช่น จู่ๆ ก็แอดเพื่อนใน WeChat โผล่มาให้อาหารยุงหน้าอาคารเรียนพิเศษโดยไม่มีเหตุผล ขับรถซูเปอร์คาร์หรูมาจอดหน้าโรงเรียนตอนกลางวันแสกๆ เพื่ออวดรถ—

ความคิดที่เหลือเชื่อผุดขึ้นมาในหัว

 เขาลดเสียง กระซิบใกล้ ๆ

 “เฮ้ เถียนซวี่หนิง บอกตรง ๆ มา นาย…ไม่ได้ชอบจื่ออวี่เข้าแล้วใช่ไหม?”

เถียนซวี่หนิงได้ยินก็ละสายตาจากเมีย หันมามองเซี่ยอันอย่างงงงัน

 ชอบอะไร? นี่มันเมียเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!

ในความทรงจำของเขา ชัดเจนมากว่าเขากับจื่ออวี่อยู่ด้วยกันมาหลายปี เพื่อน ๆ ก็รู้กันหมด แถมยังอวยพรกันทั้งนั้น

 แล้วเซี่ยอันจะถามคำถามแบบนี้ได้ยังไง?

หรือว่าความจำเขาจะสับสนจริง ๆ?

 หัวใจเถียนซวี่หนิงกระตุกวูบหนึ่ง แต่สีหน้ายังฝืนคุมไว้

 เขาห้ามแสดงออกว่าความจำมีปัญหา ไม่งั้นเมียจะกังวล

 ต้องเล่นไปตาม “ความจริง” ตอนนี้

เขาเลยเลือกคำตอบกึ่งกลางที่ในความเข้าใจของเขา สอดคล้องกับความเป็นจริงที่สุด

“ฉันก็ชอบเขาอยู่แล้ว”

คำว่า “ชอบ” ยังดูเบาไปด้วยซ้ำ ควรจะเป็น “รัก” รักแบบลึกซึ้งต่างหาก

“???”

 ตาเซี่ยอันถลนแทบหลุดจากเบ้า เกือบเด้งตกจากเก้าอี้ เขายกมือฟาดไปที่ท้ายทอยเถียนซวี่หนิงหนึ่งที

 “นายไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหมเถียนซวี่หนิง? สมองโดนชนจนพังไปแล้วหรือเปล่า? ท่าทีนายเมื่อก่อนนายลืมแล้วเหรอ? เมื่อก่อนพวกเราพูดถึงเขา นายยังทำหน้าเบื่อ บอกให้เลิกพูด บอกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ นี่มันกี่วันเอง? อยู่ ๆ นายกลับลำร้อยแปดสิบองศา? ผีเข้าเหรอวะ!”

เถียนซวี่หนิงโดนตบจนตัวเอนไปข้างหน้าอย่างไม่พอใจ ลูบท้ายทอยแล้วกลอกตา

 “นายจำผิดหรือเปล่า? ฉันเคยพูดแบบนั้นตอนไหน?”

ในความทรงจำของเขา เขาทะนุถนอมเมียยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น กลัวตก กลัวแตก กลัวละลาย

 จะไปพูดแบบนั้นกับเมียได้ยังไง เซี่ยอันต้องมั่วแน่ ๆ

“……”

 เซี่ยอันอึ้งจนพูดไม่ออก มองเถียนซวี่หนิงที่ทำหน้าแน่วแน่อย่างไม่รู้สึกรู้สา เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสงสัยตัวเองอย่างหนัก

 หรือว่า… เขาจะจำผิดจริง ๆ?

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ย่อยข้อมูลมหาศาลนี้ แล้วเปลี่ยนมุมพูด พยายามดึงเพื่อนกลับสู่ความเป็นจริง

 “โอเค ต่อให้…ต่อให้นายชอบเขาตอนนี้แล้วกัน แต่นายเคยคิดไหม ถ้าจื่ออวี่เป็นผู้ชายแท้ล่ะ? นายเล่นใหญ่ขนาดนี้ ทั้งรถ ทั้งมานั่งจ้องเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง มันจะได้ผลเหรอ? ระวังเถอะ เดี๋ยวทำเขาตกใจ หนีไป ไม่เหลือแม้แต่เพื่อน”

“ผู้ชายแท้?”

 เถียนซวี่หนิงขมวดคิ้ว มองเซี่ยอันเหมือนมองคนโง่

 ผู้ชายแท้อะไร? ผู้ชายที่รักเถียนซวี่หนิงตรง ๆ งั้นเหรอ?

เมียเขารักเขาจะตาย ไล่ตามเขาเป็นปี ๆ กว่าจะคบกันได้

 จะเป็นผู้ชายแท้ได้ยังไง?


วันนี้เซี่ยอันเป็นอะไรไป พูดแต่เรื่องเพี้ยน ๆ มาทำลายความสัมพันธ์ผัวเมียของพวกเขาอยู่ได้!

Chapter 12


เขาโน้มเข้าไปใกล้เซี่ยอัน กระซิบเสียงต่ำแต่จริงจัง
“เซี่ยอัน ฉันเตือนนายไว้ก่อนนะ อย่ามาพูดมั่ว ๆ แถวนี้ นายไม่รู้อะไรทั้งนั้น อย่าเดาไปเอง และยิ่งห้ามเอาไปพูดต่อข้างนอก ได้ยินไหม? นายกำลังทำร้ายฉันอยู่!”

เซี่ยอัน: “……”

เขามองใบหน้าที่จริงจังผิดปกติของเถียนซวี่หนิง ฟังคำพูดที่ฟังดูมีเหตุมีผลในตัวเอง แต่กลับหลุดออกจากความเป็นจริงไปไกลลิบ จนเขาพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนมีลมเย็น ๆ ไหลผ่านแผ่นหลัง

ซวยแล้ว…อาการของเพื่อนเขาคนนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดา
นี่ไม่ใช่แค่ความจำสับสนธรรมดา แต่มันคือการสร้าง “เรื่องราว” ขึ้นมาเองทั้งระบบ เป็นตรรกะปิดสมบูรณ์แบบ แถมดื่มด่ำจนเชื่อสนิท!

เซี่ยอันอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ออกเสียง ได้แต่วางมือไว้บนไหล่เถียนซวี่หนิงเบา ๆ มองเขาด้วยสายตาซับซ้อน ถอนหายใจ แล้วหันกลับไปเงียบ ๆ พร้อมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา

เขารู้สึกว่าตัวเองอาจต้องไปค้นดูสักหน่อยว่า
อาการแทรกซ้อนทางจิตจากสมองกระทบกระเทือน มี “โรคหลงผิด” รวมอยู่ด้วยไหม
และในฐานะเพื่อน เขาควรจะเริ่มคิดหาวิธีแนะนำตระกูลเถียนอย่างอ้อม ๆ ให้พาเถียนซวี่หนิงไปพบจิตแพทย์หรือแพทย์ด้านจิตเวชหรือเปล่า?

ทันทีที่เสียงกริ่งเลิกคาบดังขึ้น เซี่ยอัน เหอเล่อเล่อ และคนอื่น ๆ ก็กรูกันมาล้อมโต๊ะเถียนซวี่หนิง
เหอเล่อเล่อยิ้มตาเป็นประกาย ถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น
“พี่เถียน! บ่ายนี้ไม่มีเรียนแล้ว เปิดรถใหม่พาแก๊งเราไปขับเล่นหน่อยสิ!”

“ใช่ ๆ ขอผมลองนั่งเบาะผู้โดยสารซูเปอร์คาร์หน่อยเถอะ!” อีกคนก็โห่ตาม

แต่เถียนซวี่หนิงกลับใจลอย สายตาเขาล็อกอยู่ที่แผ่นหลังด้านหน้าที่กำลังเก็บกระเป๋าอย่างไม่เร่งรีบ
เขาคว้ากุญแจรถบนโต๊ะ ยัดใส่มือเซี่ยอันทันทีโดยไม่แม้แต่จะมอง
“พวกนายไปกันเอง กุญแจให้นาย ฉันมีธุระ”

“หา? ธุระอะไรสำคัญกว่าพารถใหม่ไปขับอีก?” เหอเล่อเล่ออึ้ง

เถียนซวี่หนิงไม่สนเสียงโอดครวญหรือคำถาม คว้ากระเป๋าเปล่าที่แทบไม่ได้เปิดใช้ ลุกขึ้นเดินตรงไปยังแถวที่สาม
ทิ้งให้เซี่ยอันกับคนอื่นมองหน้ากันไปมา

เซี่ยอันกำกุญแจรถ มองแผ่นหลังที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจนของเถียนซวี่หนิง แล้วนึกถึงบทสนทนาประหลาดในคาบเรียนก่อนหน้า ก็ได้แต่ถอนหายใจยาว
เขารู้สึกได้ว่า…ช่วงเวลาต่อจากนี้ อาการ “ป่วย” ของเพื่อนเขา คงยังไม่จบง่าย ๆ แน่

ในห้องเรียน คนเริ่มทยอยออกไปจนเกือบหมด
จื่ออวี่เพิ่งรูดซิปกระเป๋าเสร็จ เงาสูงใหญ่ก็ทาบลงมา พร้อมเสียงที่จงใจลดต่ำแต่กลบความดีใจไม่มิด
“เมีย~”

มือของจื่ออวี่ชะงัก เขาเงยหน้าขึ้น เห็นเถียนซวี่หนิงก้มตัว มือยันขอบโต๊ะ ดวงตาเป็นประกายมองเขา รอบข้างแทบไม่มีใครแล้ว
“มีอะไร?”

“ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ!” เถียนซวี่หนิงยืดตัวตรง ดีดนิ้วตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้ม “แล้วกลับบ้านด้วยกัน”

“กินข้าวได้” จื่ออวี่สะพายกระเป๋า เดินอ้อมเขาออกไป “แต่ตอนเย็นไม่ได้ ฉันต้องไปทำพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟหน้าประตูมหาลัย แปดโมงถึงห้าทุ่ม กลับบ้านกับนายไม่ได้”

“ทำงานพิเศษ?” เถียนซวี่หนิงเดินตามติด คิ้วขมวด นึกถึงที่เซี่ยอันเคยพูดว่าครอบครัวเขาไม่ค่อยดี ยุ่งมาก ใจเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง “เมีย นายไม่ต้องไปทำก็ได้นะ มันเหนื่อย ฉัน—”

“เรื่องของฉัน ฉันจัดการเอง”
จื่ออวี่ขัดขึ้น น้ำเสียงเรียบ เขาไม่ต้องการความสงสารจากใคร โดยเฉพาะจากเถียนซวี่หนิง

เถียนซวี่หนิงสะอึก มองใบหน้าด้านข้างที่สงบนิ่ง คำว่า “ฉันเลี้ยงนายเอง” ถูกกลืนกลับลงคอไป
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าพูดตอนนี้ คนตรงหน้าคงไม่พอใจ

เขารีบเปลี่ยนกลยุทธ์ พูดเสียงออดอ้อนติดหนึบ
“งั้น…งั้นฉันไปเป็นเพื่อน! รอจนเลิกงาน แล้วเรากลับบ้านด้วยกัน!”

พูดไปทั้งสองก็เดินออกจากอาคารเรียนแล้ว
ในมหาวิทยาลัยผู้คนขวักไขว่ คนหนึ่งเย็นชา หล่อสะอาดตา ดูห่างเหิน
อีกคนสูงใหญ่ หล่อสะดุดตา
สองคนเดินเคียงกันใต้แนวต้นไม้ อัตราการหันมองแทบจะสองร้อยเปอร์เซ็นต์

สายตาสงสัย ตื่นตา และอยากรู้อยากเห็น สาดเข้ามาจากรอบด้าน พร้อมเสียงกระซิบเบา ๆ

“ดูสิ! จื่ออวี่กับเถียนซวี่หนิง!”
“สองคนนี้มาเดินด้วยกันได้ยังไง?”
“เถียนซวี่หนิงวันนี้หล่อมาก!”
“จื่ออวี่ก็หล่อ แบบเย็น ๆ นิ่ง ๆ …”
“สนิทกันขนาดนี้เลยเหรอ?”

จื่ออวี่รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
เขาคุ้นเคยกับความเงียบ ความโดดเดี่ยว ไม่เคยชินกับการถูกจับจ้องเหมือนเป็นจุดสนใจ
เขาเร่งฝีเท้า อยากหนีจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้ให้เร็วที่สุด

ในใจแอบโทษตัวเองอีกครั้ง
เมื่อกี้ตอบตกลงมาทำไม น่าจะปฏิเสธแล้วแยกทางไปเลย

ตรงกันข้าม เถียนซวี่หนิงกลับไม่ใส่ใจสายตารอบข้าง แถมยังเหมือนจะเพลิดเพลิน
วันนี้เขาตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษ เดินข้างจื่ออวี่ อกผาย หลังตรง มุมปากมีรอยยิ้มบาง ๆ
เหมือนนกยูงที่กางหางสำเร็จ อยากประกาศให้โลกรู้ว่า
คนข้าง ๆ นี่แหละ—เมียผม

เขาเป็นที่นิยมอยู่แล้ว ตลอดทางมีคนทักไม่ขาด
“พี่เถียน! ไปตีบาสไหม?”
“พี่เถียน! วันนี้โคตรเท่!”
“รุ่นพี่ซวี่หนิง! บ่ายนี้มีกิจกรรมชมรมมานะ!”

เถียนซวี่หนิงตอบรับไปเรื่อย แต่สายตาไม่เคยละจากจื่ออวี่
จนกระทั่งเพื่อนที่เล่นบาสด้วยกันประจำเข้ามาล้อม กอดคอรั้งไว้
“ในที่สุดก็เจอ! ไป ๆ สนามรออยู่ วันนี้ต้องถล่มอีกฝั่งให้เละ!”

“ไม่ไป มีธุระ” เขาพยายามสะบัดออก

“ธุระอะไรสำคัญกว่าบาส?”
“ใช่ อย่าทำเสียบรรยากาศสิพี่เถียน!”

พวกนั้นหัวเราะคิกคักไม่ยอมปล่อย
เถียนซวี่หนิงรับมือไป มองไปข้างหน้าอย่างร้อนใจ
แค่พริบตาเดียว จื่ออวี่ก็เดินไปไกลกว่าสิบเมตรแล้ว แผ่นหลังใกล้จะเลี้ยวตรงหัวมุม

“มีธุระจริง ๆ! คราวหน้า! คราวหน้าชัวร์!”
เขาออกแรงสะบัดหลุด ไม่สนเสียงบ่นด้านหลัง วิ่งไล่ตามทันที

“รอฉันด้วย!”

เขาไล่ทันในไม่กี่ก้าว หายใจถี่นิดหน่อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเอาใจ
“พวกนั้นน่ารำคาญ เราไปเถอะ นายอยากกินอะไร? ฉันเลี้ยง!”

จื่ออวี่เหลือบมองเขา เดินต่อไม่หยุด น้ำเสียงเย็น
“นายมีธุระก็ไปเถอะ ไม่ต้องฝืนมาส่งฉัน”

“ฉันไม่มีธุระ!” เถียนซวี่หนิงปฏิเสธทันที เสียงเผลอสูงขึ้น ก่อนจะรีบกดต่ำ
“ถึงมีก็เถอะ ยังไงก็ไม่สำคัญเท่าเมียของฉันหรอก! มีอะไรจะสำคัญกว่าการกินข้าวกับนายล่ะ?”



Chapter 13

Chapter Notes

See the end of the chapter for notes


จื่ออวี่หยุดฝีเท้า หันศีรษะไปมองเถียนซวี่หนิง
อีกฝ่ายก้มลงมองเขา แสงแดดตกกระทบในดวงตาคู่นั้น แววตาบริสุทธิ์และร้อนแรงอย่างไม่ปิดบัง
จื่ออวี่อ้าปาก ประโยค “ฉันไม่ใช่เมียของนาย นายไม่จำเป็นต้องดีกับฉันขนาดนี้” เกือบหลุดออกมา
 แต่พอสบเข้ากับดวงตาที่เป็นประกายคู่นั้น คำพูดกลับติดอยู่ตรงปลายลิ้น ก่อนจะถูกกลืนกลับลงไปทั้งอย่างนั้น
ช่างมันเถอะ เขาบอกตัวเองในใจ
คำพูดของหมอดังขึ้นในหัว—
 สภาพของเถียนซวี่หนิงตอนนี้ เหมือนบ้านแก้วที่สร้างขึ้นจากจินตนาการ หากบุกทลายอย่างรุนแรง อาจกระตุ้นให้เกิดปัญหาที่รุนแรงกว่านี้ได้
ช่วงนี้…ก็ปล่อยให้เขาเป็นแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน
จื่ออวี่ไม่พูดอะไรอีก เท่ากับยอมรับการติดตามของเถียนซวี่หนิงโดยปริยาย
มื้อเย็นยังคงกินกันที่โรงอาหาร
 จื่ออวี่ไม่อยากเสียเวลาไปกลับร้านนอกมหาวิทยาลัย
เมื่อทั้งสองปรากฏตัวพร้อมกันอีกครั้งในโรงอาหารที่แน่นขนัด ก็ไม่แปลกที่จะเรียกสายตาและเสียงซุบซิบขึ้นมาอีกระลอก
 ตอนแรกจื่ออวี่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่เห็นเถียนซวี่หนิงทำตัวเหมือนไม่มีใครอยู่รอบข้าง เขาก็ฝืนบอกตัวเองให้มองข้ามสายตาเหล่านั้น แล้วโฟกัสกับอาหารตรงหน้า
จื่ออวี่ตักแค่ผัดผักน้ำมันใสหนึ่งจาน กับไข่ผัดมะเขือเทศ
 ส่วนถาดของเถียนซวี่หนิง…พูนราวกับภูเขาลูกย่อม ๆ
 หมูแดงตุ๋น กุ้งทอดเกลือ พริกไก่ผัดเผ็ด ปลาอบนึ่ง และผักใบเขียวอีกสองอย่าง
พอหาที่นั่งได้ เถียนซวี่หนิงมองถาดอาหารจืดชืดของจื่ออวี่ แล้วหันมาดู “ภูเขาอาหาร” ของตัวเอง คิ้วขมวดเป็นปมทันที
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าตะเกียบขึ้นมา
 คีบหมูตุ๋นที่ไม่มันที่สุด กุ้งทอดตัวใหญ่เต็มคำ ชิ้นไก่ที่ดูนุ่มที่สุด และปลาอบครึ่งหนึ่ง
 กองพรวดเดียวลงบนข้าวของจื่ออวี่
เพียงพริบตาเดียว ถาดอาหารที่เคยดูสะอาดตาก็ถูกปกคลุมด้วยกับข้าวเนื้อสัตว์สารพัด
“นายทำอะไร?” จื่ออวี่ขมวดคิ้ว จะคีบอาหารคืนกลับไป
“นายกินน้อยเกินไปนะ เมีย”
 เถียนซวี่หนิงกดมือเขาไว้ เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นน่าสงสาร
 “แล้วฉันตักมาเยอะเกิน กินไม่หมดแน่ ๆ นายไม่ช่วยกิน ก็ต้องทิ้งเปล่า ๆ”
เขาชี้ไปที่ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานจานหนึ่ง ที่ตั้งใจเดินอ้อมไปตักเพิ่ม
 “อันนี้ฉันตักมาให้นายโดยเฉพาะ นายชอบที่สุดใช่ไหม?”
ซี่โครงหมูเคลือบซอสเป็นมันเงา กลิ่นเปรี้ยวหวานลอยเข้าจมูก
 จื่ออวี่มองถาดอาหารของตัวเอง แล้วมองดวงตาที่ดูไร้เดียงสา แต่แฝงความเจ้าเล่ห์และคาดหวังของอีกฝ่าย
 คำปฏิเสธหมุนวนอยู่บนลิ้น สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
ใจอ่อนอีกแล้ว…เขาคิด
เขาคีบซี่โครงหมูขึ้นมาก่อนเป็นอย่างแรก
ดวงตาของเถียนซวี่หนิงสว่างขึ้นทันที
 เขาเองก็เริ่มกินอย่างอารมณ์ดี คอยแอบชำเลืองดูจื่ออวี่เป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังช่วย “จัดการ” อาหารเหล่านั้นจริง ๆ
มื้อนั้น น่าจะเป็นมื้อที่จื่ออวี่กินอิ่มที่สุดในช่วงหลังมานี้
 ท้องแน่น ใจก็ยุ่งเหยิงไม่แพ้กัน
หลังอาหาร จื่ออวี่เก็บถาด แล้วพูดกับเถียนซวี่หนิงที่ยังซดซุปช้า ๆ
 “ฉันต้องไปทำงานแล้ว”
“ฉันไปส่ง!” เถียนซวี่หนิงวางช้อน ลุกขึ้นทันที
“ไม่ต้อง อยู่แค่หน้าประตูมหาลัย เดินไม่กี่ก้าว”
“ไม่กี่ก้าวก็คือทางเดิน”
จื่ออวี่ขี้เกียจเถียง ยังไงก็เถียงไม่ชนะ
 ทั้งสองเดินออกจากโรงอาหาร ผ่านมหาวิทยาลัยที่เริ่มเงียบลงในยามเย็น มุ่งหน้าไปยังถนนของกินด้านนอกประตูฝั่งตะวันตก
“ร้านกาแฟอินดี้” ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ติดกับทะเลสาบ
 กระจกบานใหญ่เผยแสงไฟสีเหลืองอุ่นด้านใน เชื่อมกับผิวน้ำที่สะท้อนแสงระยิบระยับด้านนอก
 เป็นสถานที่ยอดนิยมของนักศึกษาสำหรับอ่านหนังสือ เดต และถ่ายรูป
ถึงหน้าร้าน จื่ออวี่หยุดมือที่จับลูกบิดทองเหลืองเย็น ๆ แล้วหันไปมองเถียนซวี่หนิง
 “ฉันทำงานสามชั่วโมง ถ้านายมีธุระ…ก็กลับไปก่อนได้”
เถียนซวี่หนิงทำเหมือนไม่ได้ยิน
 อาศัยความสูงก้าวเข้าไปอีกก้าว กักจื่ออวี่ไว้ระหว่างตัวเขากับบานประตู
 มือใหญ่ทาบลงบนมือของจื่ออวี่ที่จับลูกบิด ไม่ได้ออกแรง เพียงถ่ายทอดความอุ่น
เขาก้มลง สายตาตกอยู่บนขนตาของจื่ออวี่
 “ไม่มีธุระนะ ฉันก็กำลังอยากดื่มกาแฟพอดี”
พูดจบก็ผลักประตูแก้วหนัก ๆ เปิดออกทันที
 จื่ออวี่ไม่มีทางเลือก นอกจากเดินตามเข้าไป
ในร้านมีลูกค้าไม่มาก
 เสี่ยวอวี่ เด็กสาวที่จัดอุปกรณ์อยู่หน้าเคาน์เตอร์ เงยหน้าขึ้นยิ้ม
 “เสี่ยวอวี่ มาแล้วเหรอ!”
แต่พอสายตาเธอเลื่อนไปเห็นร่างสูงด้านหลัง รอยยิ้มก็ชะงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
จื่ออวี่พยักหน้าเป็นการทักทาย เดินตรงไปยังห้องพนักงาน เปลี่ยนเป็นผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเนื้อนุ่ม
พอเขาออกมา เสี่ยวอวี่กอดสมุดบันทึก แต่สายตากลับแอบเหลือบไปทางที่นั่งริมหน้าต่าง
 เห็นจื่ออวี่ออกมา ก็รีบโบกมือเรียก
“เป็นอะไร?” เขาถามเสียงต่ำ
เสี่ยวอวี่กระซิบข้างหู ใช้มือบังปาก
 “เสี่ยวอวี่! นายกับเถียนซวี่หนิง…ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่? พระเจ้า เขาเข้ามาแล้วไปนั่งตรงที่วิวดีที่สุดเลยนะ แล้วก็นั่งจ้องฝั่งพนักงานไม่หยุด! พอนายออกมา เขายิ่งไม่ละสายตาเลย! สายตานั่นมัน…”
เธอพูดไม่จบก็ชะงัก หดคอ เสียงเบาลงอีก
 “เขา…เขากำลังจ้องฉันอยู่หรือเปล่า?”
จื่ออวี่มองตามสายตาเธอไป
ริมกระจก แสงโคมสีอุ่นสาดลงมา
 เถียนซวี่หนิงนั่งอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
 ตรงหน้าเป็นลาเต้ร้อน แต่เขาไม่สนใจมันเลย มือหนึ่งค้ำคาง สายตามองตรงมาที่จื่ออวี่อย่างไม่ปิดบัง
เหมือนจะรับรู้ถึงสายตานั้น
เถียนซวี่หนิงยิ้มกว้างจนแสบตา ยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ไปทางจื่ออวี่
มุมปากยกสูงขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหมาตัวใหญ่ที่ในที่สุดก็ได้สบตาเจ้าของ
เสี่ยวหยูที่มองอยู่ด้านข้างถึงกับอ้าปากค้าง เอามือปิดปาก สายตาเหลือบมองระหว่างจื่อหยูและเทียนซูหนิงอย่างรวดเร็ว จื่ออวี่: "..." เขาเบี่ยงสายตาไปอย่างไม่มีอารมณ์ใดๆ แล้วพูดกับเสี่ยวอวี่ว่า "อย่าคิดมาก ไม่มีอะไรผิดปกติหรอก เขาแค่...สับสนนิดหน่อย" จากนั้นเขาก็หันหลังเดินไปที่โต๊ะทำงาน เริ่มตรวจสอบวัสดุที่จำเป็นสำหรับคืนนี้ พยายามไม่สนใจสายตาที่จ้องมองอย่างดุดันราวกับจะเผาหลังเขา

Chapter End Notes

เถียน: ถ้าคุณชอบใครสักคน คุณควรเรียกเขาว่า "เมีย" ไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะกลายเป็นเมียของคุณ สวัสดีตอนเช้า มีย ราตรีสวัสดิ์ มีย โอเค มีย คุณทำงานหนักมาก มีย ฉันรักคุณ มีย การเรียกใครสักคนว่า "มีย" นั้นยอดเยี่ยม ขอให้คุณเจริญรุ่งเรืองและโชคดี!





Chapter 14

Chapter Notes

See the end of the chapter for notes

คืนนี้ในร้านคนไม่เยอะมาก มีเพียงโต๊ะนักศึกษาที่มานั่งอ่านหนังสือประปรายไม่กี่โต๊ะ กับคู่รักคู่หนึ่งที่นั่งคุยกันเสียงเบา

จื่ออวี่กำลังก้มหน้าเช็ดเครื่องชงกาแฟอยู่ จู่ ๆ โทรศัพท์ในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนก็สั่นขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาหยิบออกมาดู เห็นสายเรียกเข้าจากแม่ของเขา

เขาวางผ้าเช็ด เดินไปยังมุมเงียบ ๆ ของโซนเตรียมวัตถุดิบ แล้วกดรับสาย

“ฮัลโหล แม่”

ปลายสายเป็นเสียงของโจวซิ่วหลาน แม่ของเขา เสียงที่ตั้งใจลดต่ำแต่ก็ยังปิดไม่มิดความกังวล
“เสี่ยวอวี่… ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหนเหรอ พูดสะดวกไหม”

“ว่ามาเลย” น้ำเสียงของจื่ออวี่เรียบเฉย

“คือว่า… เมื่อกี้ หลังอาหารเย็นไม่นาน คนกลุ่มนั้นกลับมาอีกแล้ว” เสียงเธอยังมีแววหวาดกลัว
“มาที่บ้าน… อาละวาดอยู่พักหนึ่ง เอาไมโครเวฟเก่าในครัวกับทีวีในห้องนั่งเล่นไป บอกว่าเอาไปหักดอกเบี้ย เฮ้อ… ก็ของไร้ค่าอยู่แล้ว ตอนจะไปเขายัง… ยังพูดทิ้งท้ายไว้ด้วย บอกว่ารู้ว่าลูกเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย A ถ้าคราวหน้ายังจ่ายไม่ได้อีก…”

เธอไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายชัดเจน—เจ้าหนี้อาจจะไปหาจื่ออวี่ถึงที่มหาวิทยาลัย

นิ้วของจื่ออวี่ที่กำโทรศัพท์แน่นขึ้น ปลายสายมีเสียงพ่อของเขาตะโกนโวยวายแว่วมา แม้จะฟังไม่ชัด แต่คำบางคำกลับแทงหูอย่างแรง
“จะไปบอกเขาทำไม! เขาอยู่นอกบ้าน! ก็ต้องให้เขาหาทางเอง! เขาไม่ใช่หาเงินได้เหรอ! เรียนหนังสือไปทำไม! รีบ ๆ ……”

เสียงด้านหลังถูกโจวซิ่วหลานรีบเอามือปิดไว้ เหมือนเธอเดินออกไปไกลขึ้นเล็กน้อย

จื่ออวี่หลับตา สูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่นิ่งกว่าเดิม
“อืม รู้แล้ว ผมจะระวัง”

“เสี่ยวอวี่…” แม่ของเขาเหมือนยังอยากพูดอะไร
“ลูก… ลูกอยู่ข้างนอกต้องระวังตัวนะ แม่รู้ว่าลูกลำบาก แต่ที่บ้านมัน…”

“แม่ ผมกำลังทำงาน เดี๋ยวค่อยคุยนะ”

เขาตัดบท กดวางสายทันทีโดยไม่รอคำตอบ

หน้าจอโทรศัพท์ดับลง เขาพิงกำแพงเย็นเฉียบ เงยหน้าหลับตา ห้องพักพนักงานอบอวลไปด้วยกลิ่นเมล็ดกาแฟ ตัดขาดจากเสียงดนตรีด้านนอก

เป็นแบบนี้ทุกครั้ง
ทุกครั้ง

คนหนึ่งโทรมาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและจนใจ ส่งต่อปัญหาและความกังวล
อีกคนหนึ่งอยู่ในเสียงพื้นหลัง โยนความกดดันและคำตำหนิใส่เขาอย่างไม่ปิดบัง ราวกับว่าทุกอย่างที่เขาแบกรับนั้นเป็นเรื่องสมควรแล้ว และยังไม่พอด้วยซ้ำ

เขาเคยคิดมานับครั้งไม่ถ้วน
คิดว่าจะบล็อกเบอร์ทุกคน เปลี่ยนเมือง หายไปให้หมด

เขาเบื่อการเป็นเหมือนตู้ ATM ที่ไม่มีวันหยุด เบื่อการถูกบีบคั้นทั้งจากคำว่า “ครอบครัว” และ “หนี้สิน” จนแทบหายใจไม่ออก
เขาไม่ใช่นักบุญ เขาก็เหนื่อย เขาก็เกลียด และเขาก็อยากเห็นแก่ตัวบ้าง

แต่ความทรงจำก็มักจะโผล่มาในเวลาที่ไม่เหมาะสม
ไม่ใช่ภาพทะเลาะ ด่าทอ หรือการลำเอียงเข้าข้างน้องชาย

แต่เป็นภาพที่เก่ากว่านั้น
ตอนเขายังเรียนประถม น้องชายร่างกายอ่อนแอ เข้าโรงพยาบาลบ่อย เงินเก็บในบ้านร่อยหรอ

คืนหนึ่ง เขาตื่นเพราะเสียงเปิดประตู เห็นโจวซิ่วหลานเดินเข้ามาเบา ๆ ดูว่าเขาถีบผ้าห่มหรือไม่ แล้วสอดอะไรบางอย่างไว้ใต้หมอน

เป็นธนบัตรยับยู่ยี่สองใบ ใบละสิบหยวน

แม่ลูบหัวเขาเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แทบไม่เคยมี
“พรุ่งนี้เลิกเรียน ไปซื้อของที่ลูกอยากกินนะ… อย่าบอกพ่อ”

มันเป็นช่วงเวลาที่หายากยิ่งในวัยเด็กอันหม่นหมอง
เป็นความเอ็นดูเล็กน้อย ที่แม่ซึ่งถูกชีวิตกดทับจนแทบยืนไม่ไหว แอบงัดออกมาจากรอยแยกเล็ก ๆ ของชีวิต

ความอบอุ่นเพียงนิดเดียวนี้ เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกฝังไว้ใต้ดินเยือกแข็ง
หลายปีผ่านไป มันกลับยังไม่ตายสนิท

เขารู้ดี
รู้ดีเสียยิ่งกว่าใคร

ว่าในใจแม่ น้องชายจะมาก่อนเสมอ
แม่เห็นว่าเขาควรจ่ายมากกว่า แบกรับมากกว่า
แม่รู้ว่าเขาลำบาก รู้ว่าเขาเหนื่อย แต่ทุกครั้งที่บ้านมีเรื่อง คนแรกที่เธอคิดจะโทรหาก็คือเขา

แต่เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น และได้ยินความกังวลกับความรู้สึกผิดในน้ำเสียงของเธอ
น้ำแข็งแข็งกร้าวในใจเขาก็ยังแตกร้าวออกมาเงียบ ๆ

แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
“ช่างมันเถอะ อย่างน้อย เธอก็ไม่เคยยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามฉันเสียทั้งหมด”

สายสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ตัดไม่ขาด แก้ไม่หลุด
ความรู้สึกติดค้าง ความรับผิดชอบ และเศษเสี้ยวความอบอุ่นในอดีต
กลายเป็นโคลนตมที่ทุกครั้งที่เขาคิดจะดิ้นหลุด
กลับยิ่งจมลึกลงไปอีก

พักพิงกำแพงอยู่ครู่หนึ่ง จื่ออวี่ก็ลืมตาขึ้น
แววสั่นไหวในดวงตาถูกกดเก็บลง เหลือเพียงความสงบตามเคย

เขาจัดผ้ากันเปื้อน เปิดประตู และเดินกลับเข้าสู่แสงไฟสว่างของร้านกาแฟอีกครั้ง

ตลอดสามชั่วโมง เถียนซวี่หนิงนั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่างแทบไม่ขยับ
มีเพื่อนและรุ่นน้องที่รู้จักกันเข้ามาซื้อกาแฟ เห็นเขาแล้วก็ทักด้วยความประหลาดใจ ชวนไปเที่ยวหรือกลับไปเล่นบาสที่มหาวิทยาลัย
ทั้งหมดถูกเขาปัดไปด้วยคำไม่กี่คำ

ความสนใจของเขาอยู่ที่ร่างผอมบางที่กำลังยุ่งอยู่ระหว่างเคาน์เตอร์กับบาร์กาแฟ

ด้านบาร์ จื่ออวี่ก้มหน้าทำงาน ดูไม่ต่างจากปกติ
แต่เถียนซวี่หนิงมองออก

ตั้งแต่รับโทรศัพท์สายนั้น เขาก็ไม่เหมือนเดิม
เหมือนร่างยังอยู่ตรงนั้น แต่จิตใจถูกบางอย่างลากออกไปไกล

จื่ออวี่ไม่ค่อยยิ้มอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ แม้แต่ความสงบก็ยังดูฝืน
ท่าทางยังเรียบร้อย แต่เหมือนเท้าไม่แตะพื้น

เถียนซวี่หนิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่กล้าเข้าไปถามตรง ๆ
เขาหยิบโทรศัพท์ เปิดแชตกับจื่ออวี่ จ้องช่องพิมพ์อยู่นาน
ไม่พิมพ์อะไรสักคำ

เขาเกาหัวอย่างกระสับกระส่าย
จะถามว่า “เมียเป็นอะไรหรือเปล่า?” ก็ดูตรงเกินไป
ส่งสติกเกอร์ดีไหม?

ลังเลอยู่นาน
สุดท้ายเขายื่นนิ้วชี้ไปแตะรูปโปรไฟล์ของจื่ออวี่เบา ๆ สองครั้ง

ระบบแจ้งเตือน
【ฉันแตะตัว “เมียของฉัน”】

พร้อมกันนั้น เถียนซวี่หนิงก็เห็นจื่ออวี่หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ก้มดูหนึ่งครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย สายตาข้ามผ่านร้านกาแฟไปหยุดที่เขา

สายตาประสานกัน
หัวใจของเถียนซวี่หนิงกระตุกแรง

แค่สายตานั้น เขารู้สึกว่าครึ่งตัวแทบจะอ่อนยวบ

เขารีบกุมอก ยิ้มกว้างให้จื่ออวี่

จื่ออวี่มองเขาเพียงวินาทีเดียว แล้วก็ละสายตากลับไปทำงานต่อ สีหน้าเหมือนไม่อยากสนใจ

รอยยิ้มของเถียนซวี่หนิงแข็งค้าง
หูตก
เมียไม่สนใจเขา

แต่เขาไม่ท้อ
กลับยิ่งฮึกเหิม

สายตากวาดไปบนโต๊ะ ก่อนจะล็อกเป้าที่แก้วกาแฟว่างสามใบตรงหน้า
เขาหยิบมือถือ ปรับมุม ถ่ายรูปแก้วทั้งสามใบที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แล้วรีบส่งให้จื่ออวี่

เถียนซวี่หนิง: เมีย ดูสิ! ผมกินหมดแล้ว!

ส่งเสร็จ เขาก็เงยหน้ามองไปอย่างคาดหวัง

คราวนี้ โทรศัพท์ของจื่ออวี่สั่นอีกครั้ง
เขาหยิบขึ้นดู นิ้วพิมพ์อะไรบางอย่าง

เมียของฉัน: 6

เถียนซวี่หนิง: “???”

เขาจ้องตัวเลขอารบิกที่เต็มไปด้วยปรัชญาโซเชียลยุคใหม่
6?

6 หมายความว่าอะไร?

🥰
🥰

หรือว่า…
เมียกำลังสื่ออะไรบางอย่าง?

6…
หก…
หกครั้ง?!

หมายความว่า… คืนนี้ต้องส่งการบ้านหกครั้ง?!

เถียนซวี่หนิงเริ่มมึนหัวอีกแล้ว
แต่คราวนี้ไม่ใช่อาการสมองกระทบกระเทือน
เป็นเพราะความสุขโจมตี

คืนเดียวหกครั้ง?
เขา… เขาจะไหวไหมนะ?

แต่คิดไปคิดมา ก็รู้สึกแปลก
เมื่อวานเขาแอบเปิดลิ้นชักข้างเตียงกับตู้เก็บของในห้องน้ำ
อย่าว่าแต่ถุงยางเป็นกล่อง
แม้แต่ซองเดี่ยวก็ไม่เห็นสักอัน

ของใช้เสริมที่น่าจะมีในชีวิตผัวเมีย
ก็ไม่มีเลย

หรือว่า… ใช้หมดแล้ว?
ใช้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?

พระเจ้า…
เขาเก่งขนาดนั้นเลยเหรอเมื่อก่อน?

ไม่น่าแปลกใจที่เมียจะบอกใบ้หกครั้ง!
นี่คือการยอมรับความสามารถของเขา
และตั้งความคาดหวังที่สูงขึ้น!

หน้าเถียนซวี่หนิงแดงจนแทบหยดเป็นเลือด
เขาแอบเหลือบมองร่างด้านข้างของจื่ออวี่ที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์

เมียดูนิ่ง ดูเย็นชา ดูเหมือนคนถือศีล
ที่แท้ในที่ลับ
กลับเรียกร้องเขาสูงขนาดนี้เลยเหรอ?


Chapter End Notes

พ่อที่เป็นหนี้
แม่ที่ลำเอียง
น้องชายที่ป่วย
และตัวเขาที่แตกสลาย

ตอนนี้ยังเพิ่ม
ผัวขี้หื่นอีกหนึ่งคน

ไอ้เวรเถียนเหลย
ต้องดูแลเมียให้ดีนะเว้ย
🥺🥺
😭


Chapter 15


Chapter Notes See the end of the chapter for notes
เถียนซวี่หนิงกดวางสาย ความกังวลก้อนใหญ่ในใจเหมือนถูกยกออกไปทั้งก้อน เขารู้สึกโล่งอกและแอบยิ้มหวาน ๆ คิดอย่างมีความสุขว่า พรุ่งนี้เมียก็จะมีเงินแล้ว ลมยามค่ำพัดมาเบา ๆ บริเวณแขนที่ถูกยุงกัดเริ่มคันขึ้นอีก เขาอดไม่ได้ต้องยื่นมือไปเกา ผลคือยิ่งเกายิ่งแดง ปลายนิ้วแตะถูกผิวหนังที่บวมแดง ภาพเมื่อคืนที่จื่ออวี่ทายาให้เขาก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขากำลังใจลอยเคลิ้มไปกับความทรงจำนั้นอยู่พอดี ประตูร้านกาแฟก็ถูกผลักเปิด พร้อมเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊ง จื่ออวี่เปลี่ยนกลับมาใส่เสื้อผ้าของตัวเอง สะพายกระเป๋าเดินออกมา เพียงแค่เงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นเถียนซวี่หนิงยืนชะงักอยู่ตรงประตู สีหน้าดูเหม่อลอยเล็กน้อย คิ้วของเขาขมวดลงทันที “ทำไมยังไม่กลับ?” เถียนซวี่หนิงได้สติทันที ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “ผมก็ยังไม่ได้ไปไหนตั้งแต่แรก! ผมรอเมียเลิกงานอยู่ตรงนี้ตลอด!” พูดจบก็ยื่นแขนที่ถูกเกาจนแดงไปตรงหน้าจื่ออวี่ สีหน้าเหมือนเด็กโดนรังแก “เมียดูสิ! ยุงกัดผมอีกแล้ว! เป็นตุ่มเต็มไปหมดเลย! คันมาก!” จื่ออวี่ก้มตามอง แขนของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยรอยยุงกัดใหม่เก่าปะปนกัน ยังมีรอยแดงที่เกิดจากการเกาเองอีกด้วย เขายกมือขึ้น สีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ไปแตะตุ่มพวกนั้น แต่ เพี๊ยะ! ฟาดลงบนท่อนแขนแข็งแรงของเถียนซวี่หนิงแทน “สมควร” พูดจบ เขาก็หันหลังจะเดินต่อ เขานึกว่าเถียนซวี่หนิงคงรอจนหมดความอดทนแล้วกลับไปเอง เขาจะได้กลับหอได้อย่างเป็นธรรมชาติ เลี่ยงการนอนเตียงเดียวกันแบบชวนขนลุกเหมือนเมื่อคืน แต่ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะรออยู่จริง ๆ จนถึงตอนนี้… เถียนซวี่หนิงโดนตีหนึ่งที แต่ไม่รู้สึกเจ็บเลย เขารีบเดินตามไปติด ๆ เห็นว่าจื่ออวี่ไม่ได้ไล่เขาทันที ใจเขาก็แทบจะบานเป็นดอกไม้ ช่างมันเถอะ จื่ออวี่บอกตัวเองในใจ เห็นแก่ที่เขารอมาหลายชั่วโมง อีกอย่างหมอยังเคยกำชับไว้ จะปล่อยเขาไว้ตามลำพังคงไม่ได้จริง ๆ เขาหยุดเดิน ไม่ได้หันกลับมา “ไปเถอะ กลับบ้าน” “ครับ!” เถียนซวี่หนิงตอบเสียงดัง ยิ้มกว้างจนแทบแสบตา แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมา รีบพูดเสริม “เมีย ก่อนกลับบ้านต้องแวะร้านสะดวกซื้อก่อนนะ! ผมมีของจะซื้อ!” จื่ออวี่คิดว่าตัวเองก็อยากซื้อน้ำหรือขนมปังสำหรับมื้อเช้าพรุ่งนี้พอดี จึงพยักหน้า “อืม ไปด้วยกันก็ได้ ผมก็ต้องซื้อของเหมือนกัน” “หา?” เถียนซวี่หนิงชะงัก สีหน้าดูเขิน ๆ เขาขยับเข้าไปใกล้ ก้มเสียงลง “เมีย ของที่ผมจะซื้อ มัน…อาจไม่ค่อยสะดวกให้คุณเลือกด้วยกัน ผมไปซื้อเองดีกว่า เดี๋ยวคุณจะเขินเอา” จื่ออวี่ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม รู้สึกงง “ซื้อของมันจะน่าอายอะไร?” เขาไม่ได้คิดมาก มองว่าเถียนซวี่หนิงคงกำลังจะเล่นอะไรประหลาด ๆ อีก เลยไม่อยากเถียง เดินตรงไปยังร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงที่เปิดไฟสว่างอยู่ไม่ไกล ในร้านเปิดแอร์เย็นจัด จื่ออวี่เดินไปโซนตู้แช่หยิบน้ำ ส่วนเถียนซวี่หนิงมุ่งหน้าไปยังชั้นวางพิเศษมุมหนึ่งอย่างชัดเจน ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสองยืนอยู่หน้าช่องแคชเชียร์ ตอนนั้นเอง จื่ออวี่ถึงได้เข้าใจคำว่า อึดอัด อย่างแท้จริง เถียนซวี่หนิง หยิบถุงยางจากชั้นวาง ทุกแบบ ทั้งหมด บางพิเศษ บางมาก แบบมีลาย แบบมีปุ่ม รสสตรอว์เบอร์รี รสมินต์ รสพีช ยังมีแบบแพ็กเรืองแสงตอนกลางคืน เรียงเป็นแถว เต็มเคาน์เตอร์ พนักงานคิดเงินหนุ่มถึงกับชะงัก มือที่ถือเครื่องสแกนค้างอยู่กลางอากาศ สายตาสลับไปมาระหว่างกองสินค้าพิเศษกับลูกค้าสองคนหน้าตาดีตรงหน้า โดยเฉพาะตอนที่เขาเห็นใบหน้าหล่อสะอาดของจื่ออวี่ที่ซีดเผือดในพริบตา ก่อนจะขึ้นสีแดงจัดอย่างรวดเร็ว สายตานั้นก็หยุดมองอย่างมีนัยอยู่นานเป็นพิเศษ เลือดทั่วร่างของจื่ออวี่เหมือนหยุดไหลในเสี้ยววินาที ก่อนจะพุ่งย้อนกลับอย่างบ้าคลั่ง เสียงในหูดังอื้อ ใบหน้าร้อนจนแทบลุกเป็นไฟ ความอับอายและแรงกระตุ้นอยากบีบคอเถียนซวี่หนิงให้ตายคาที่พุ่งชนสติของเขา ตอนที่พนักงานตั้งสติได้และหยิบกล่องแรกขึ้นมาเตรียมสแกน จื่ออวี่หลับตาลง ไม่พูดอะไร ไม่มองเถียนซวี่หนิงแม้แต่นิดเดียว เขาขยับตัวแข็งทื่อ วางขวดน้ำกับขนมปังในมือลงบนช่องว่างของชั้นข้าง ๆ ปึง แล้วหันหลังเดินออกจากร้านอย่างรวดเร็ว ไม่หันกลับมาอีก ปล่อยให้ร่างตัวเองกลืนหายไปกับความมืดของยามค่ำ ทั้งสองกลับถึงอพาร์ตเมนต์ของเถียนซวี่หนิงโดยไม่พูดกันสักคำ จื่ออวี่เข้าประตูไปโดยไม่มองคนที่ถือถุงของอยู่ด้านหลัง เขาหยิบเสื้อผ้าแล้วปิดประตูห้องน้ำ ปึง ตัดขาดทุกสายตา น้ำอุ่นไหลผ่านร่างกาย แต่ไม่อาจล้างความร้อนบนใบหน้าและความรู้สึกทั้งอับอายทั้งไร้สาระในใจออกไปได้ เขาหลับตาแน่น บังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงเหตุการณ์ในร้านสะดวกซื้อที่ชวนหายใจไม่ออกนั้นอีก เมื่อเขาเช็ดผมเสร็จ ใส่ชุดนอนเรียบร้อยแล้วออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นว่าเถียนซวี่หนิงอาบน้ำเสร็จแล้ว เปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าไหมสีเทาเข้ม นั่งขัดสมาธิอยู่กลางเตียง จ้องไปทางประตูห้องน้ำไม่กะพริบตา พอเห็นจื่ออวี่ออกมา ดวงตาของเถียนซวี่หนิงก็สว่างวาบขึ้นทันที จื่ออวี่เหลือบมองเขาเล็กน้อย ไม่พูดอะไร เดินไปที่เตียง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เงาของเมื่อคืนยังตามหลอกหลอน แต่สุดท้ายก็เปิดผ้าห่มฝั่งตัวเอง ล้มตัวลงนอนอย่างแข็ง ๆ เว้นเส้นแบ่งเขตแดนให้กว้างกว่าคืนก่อนอย่างชัดเจน “ยังไม่หลับอีกเหรอ?” เขาถามทั้งที่หลับตา เถียนซวี่หนิงไม่ตอบ ขยับตัวซุกซิกเข้ามาใกล้ จื่ออวี่ลืมตาทันทีอย่างระแวดระวัง ก็เห็นว่าอีกฝ่ายถือบัตรธนาคารสีดำใบหนึ่ง ยื่นมาตรงหน้าเขา “เมีย” เถียนซวี่หนิงพูด “ในบัตรนี้ ตอนนี้มีอยู่แปดแสนกว่านิด ๆ เป็นเงินค่าขนมที่ผมเก็บไว้ พรุ่งนี้…พรุ่งนี้พ่อผมจะโอนมาให้อีกห้าล้าน นี่คือเงินทั้งหมดที่ผมใช้ได้ตอนนี้ ผมให้คุณหมดเลย” เขาขยับบัตรเข้ามาใกล้อีกนิด “รหัสคือวันเกิดคุณ คุณอย่าไปทำงานพิเศษอีกเลย เหนื่อยเกินไป หลังจากนี้อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากทำอะไรก็ทำ เงินไม่พอก็บอกผม ผมจะหาทางเอง” หาทางไปขอพ่อเขา Chapter End Notes
ต่อไปต้องเตือนไว้ก่อนเลย เรื่องนี้เป็น คนละบทบาท (ooc) เป็นแนว เคะร้องไห้… เอ้ย ไม่ใช่ เป็น ผัวขี้ร้อง ร้องง่าย ทำก็ร้อง (ร้องเพราะฟิน) กลัวเมียเจ็บก็ร้อง รับไม่ได้กับเซ็ตติ้งนี้ หนีได้เลย 🥺 🤲


Chapter 16


เถียนสวี่หนิงวางสายโทรศัพท์ ในใจรู้สึกเหมือนยกร่องหินใหญ่ออกไปได้แล้ว เขาคิดอย่างมีความสุขว่าพรุ่งนี้ภรรยาของเขาจะมีเงินแล้ว พอลมเย็นยามค่ำคืนพัดมา ตรงที่ถูกยุงกัดบนแขนก็เริ่มคันขึ้นมาอีกครั้ง เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปเกา ผลคือยิ่งเกาก็ยิ่งแดง นิ้วมือสัมผัสโดนผิวหนังที่บวมแดง แต่กลับนึกไปถึงเหตุการณ์ตอนที่จื่ออวี่ทายาให้เขาเมื่อคืนนี้อย่างประหลาด ในขณะที่เขากำลังคิดฟุ้งซ่านและหวนนึกถึงอยู่นั้น ประตูร้านกาแฟก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊ง จื่ออวี่เปลี่ยนกลับมาใส่เสื้อผ้าของตัวเองแล้วสะพายกระเป๋าเดินออกมา เขาเห็นเถียนสวี่หนิงที่ยืนบื้ออยู่ตรงประตูในทันที จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย: "ทำไมคุณยังไม่ไปอีก?" เถียนสวี่หนิงได้สติกลับมาทันทีและพูดอย่างมั่นใจ: "ผมไม่ได้ไปไหนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว! ผมรอภรรยาเลิกงานอยู่ที่นี่ตลอดเลย!" พูดไปพลางยื่นแขนที่เพิ่งเกาจนแดงไปตรงหน้าจื่ออวี่ แล้วพูดอย่างน้อยใจว่า: "ภรรยาดูสิ! ยุงกัดผมอีกแล้ว! หลายตุ่มเลย! คันมากเลย!" จื่ออวี่หลุบตาลง มองไปที่แขนที่มีรอยยุงกัดทั้งเก่าและใหม่สลับกันจนดูไม่ได้ ซึ่งบนนั้นยังมีรอยเล็บที่เขาเกาเองจนเป็นทางสีแดง เขาชูมือขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ไปแตะต้องตุ่มเหล่านั้น แต่กลับตีลงบนท่อนแขนที่แข็งแรงของเถียนสวี่หนิงดังเพียะ "สมควรแล้ว" จื่ออวี่ทิ้งคำพูดไว้สองคำแล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป เขาเดิมทีคิดว่าเถียนสวี่หนิงคงรอจนหมดความอดทนแล้วไปเองแล้ว เขาจะได้กลับหอพักได้อย่างสมเหตุสมผล เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนร่วมเตียงที่ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนเมื่อคืน แต่หมอนี่กลับรออยู่จนถึงตอนนี้จริงๆ... เถียนสวี่หนิงถูกตีไปหนึ่งทีแต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บ เขาเดินตามติดไปทุกฝีเก้า เมื่อเห็นว่าจื่ออวี่ไม่มีท่าทีจะไล่เขาไปในทันที ในใจเขาก็เบิกบานราวกับดอกไม้ผลิ ช่างเถอะ จื่ออวี่พูดกับตัวเองในใจ เห็นแก่ที่เขารอมาหลายชั่วโมง และอีกอย่างหมอก็สั่งไว้ว่าจะทิ้งเขาไว้เฉยๆ ไม่ได้จริงๆ เขาหยุดฝีเท้าลงโดยไม่หันกลับไปมอง: "ไปเถอะ กลับบ้าน" "ครับ!" เถียนสวี่หนิงขานรับเสียงดัง รอยยิ้มสดใสจนแสบตา แต่แล้วเขาก็นึกเรื่องของตัวเองขึ้นมาได้ จึงรีบเสริมว่า: "ภรรยาครับ ก่อนกลับบ้านต้องไปที่ร้านสะดวกซื้อก่อน! ผมมีของต้องซื้อนิดหน่อย!" จื่ออวี่คิดว่าตัวเองก็จำเป็นต้องซื้อน้ำสักขวดหรือขนมปังสำหรับมื้อเช้าวันพรุ่งนี้จริงๆ จึงพยักหน้า: "อืม ไปด้วยกันเถอะ ฉันก็จะซื้อของบางอย่างเหมือนกัน" "เอ๊ะ?" เถียนสวี่หนิงกลับชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าแสดงสีหน้าเอียงอายออกมา เขาขยับเข้าไปใกล้จื่ออวี่แล้วลดเสียงต่ำพูดว่า: "ภรรยาครับ คือของที่ผมจะซื้อน่ะ อาจจะไม่ค่อยสะดวกที่จะเลือกด้วยกันกับคุณ ผมไปซื้อคนเดียวดีกว่า กลัวว่าถึงตอนนั้นคุณจะเขินเอา" จื่ออวี่รู้สึกงุนงงกับท่าทางลับๆ ล่อๆ ของเขา คิ้วจึงยิ่งขมวดแน่นขึ้น: "ซื้อของมันจะมีอะไรน่าเขินกัน?" เขาไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่าเถียนสวี่หนิงคงจะแผลงฤทธิ์อีกแล้ว จึงคร้านจะพูดจาไร้สาระต่อ และเดินตรงไปยังร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงที่เปิดไฟสว่างจ้าอยู่ไม่ไกล ในร้านสะดวกซื้อแอร์เย็นฉ่ำมาก จื่ออวี่เดินไปที่ตู้แช่เพื่อหยิบน้ำ ส่วนเถียนสวี่หนิงกลับมีเป้าหมายที่ชัดเจน เขาเดินเลี้ยวตรงไปยังชั้นวางสินค้าเฉพาะอย่างที่อยู่ตรงมุมร้าน ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสองคนยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ในที่สุดจื่ออวี่ก็เข้าใจว่าคำว่าเขินจนทำตัวไม่ถูกมันเป็นยังไง เถียนสวี่หนิงหยิบถุงยางอนามัยบนชั้น ทุกรูปแบบ ทั้งหมด หยิบมาหมดเลย แบบบาง แบบบางพิเศษ แบบผิวขรุขระ แบบปุ่ม กลิ่นสตรอว์เบอร์รี กลิ่นมิ้นต์ กลิ่นพีช... แถมยังมีแบบกล่องเรืองแสงด้วย วางเรียงรายกันจนเต็มเคาน์เตอร์คิดเงิน พนักงานชายหนุ่มที่เคาน์เตอร์คิดเงินก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน มือที่ถือเครื่องสแกนชะงักไปเลย สายตามองสลับไปมาระหว่างกองสินค้าพิเศษตรงหน้ากับใบหน้าของลูกค้าที่หน้าตาดีทั้งสองคน ในแววตาเต็มไปด้วยความตกใจ โดยเฉพาะเมื่อเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาและสะอาดสะอ้านของจื่ออวี่ที่ซีดลงทันทีแล้วกลับแดงก่ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สายตานั้นก็ยิ่งหยุดมองอย่างมีความหมายอยู่หลายวินาที จื่ออวี่รู้สึกเหมือนเลือดทั่วร่างแข็งตัวไปในพริบตา แล้วก็ไหลย้อนกลับอย่างบ้าคลั่ง ในหูของเขามีเสียงอื้ออึง แก้มร้อนผ่าวจนแทบจะไหม้ ความอับอายและความรู้สึกอยากจะบีบคอเถียนสวี่หนิงให้ตายคามือตรงนั้นกำลังปะทะกับสติของเขา ในขณะที่พนักงานชายได้สติกลับมาในที่สุดและหยิบกล่องแรกเตรียมจะสแกน จื่ออวี่ก็หลับตาลง เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่มองเถียนสวี่หนิงเลยแม้แต่นิดเดียว เขาวางขวดน้ำแร่และขนมปังในมือลงบนที่ว่างบนชั้นวางข้างๆ ดังปึก อย่างแข็งทื่อ จากนั้นก็หันหลังแล้วรีบวิ่งออกจากประตูร้านสะดวกซื้อไปโดยไม่หันกลับมามอง และหายลับไปในความมืดนอกร้านอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนกลับมาที่อพาร์ตเมนต์ของเถียนสวี่หนิงโดยไม่พูดจากันตลอดทาง หลังจากจื่ออวี่เข้าประตูมา เขาก็ไม่มองคนที่ถือถุงช้อปปิ้งตามหลังมาเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเดินตรงไปหยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน แล้วปิดประตูห้องน้ำดังปัง ตัดขาดจากสายตาทั้งหมด สายน้ำอุ่นชะล้างผ่านร่างกาย แต่กลับไม่สามารถชะล้างความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่บนใบหน้าและความรู้สึกไร้สาระบวกกับความอับอายที่วนเวียนอยู่ในใจไปได้ เขาหลับตาลงอย่างแรง บังคับตัวเองไม่ให้ไปคิดถึงเหตุการณ์ที่ชวนอึดอัดใจในร้านสะดวกซื้อนั้นอีก รอจนกระทั่งเขาเช็ดผมและใส่ชุดนอนเรียบร้อยเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าเถียนสวี่หนิงจัดการตัวเองเสร็จแล้ว และเปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าไหมสีเทาเข้ม เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางเตียงใหญ่ จ้องมองมาที่ประตูห้องน้ำตาไม่กะพริบ เมื่อเห็นจื่ออวี่ออกมา ดวงตาของเถียนสวี่หนิงก็เป็นประกายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จื่ออวี่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปที่ข้างเตียงและลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ภาพจำจากเมื่อคืนยังคงอยู่ แต่เขาก็ยังเปิดผ้าห่มฝั่งตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนอย่างแข็งทื่อ โดยตั้งใจเว้นระยะห่างให้กว้างกว่าเมื่อคืน "ยังไม่นอนอีกเหรอ?" เขาถามทั้งที่ยังหลับตา เถียนสวี่หนิงไม่ได้ตอบ แต่ขยับร่างกายเสียงดังขยุกขยิกใกล้เข้ามา จื่ออวี่ลืมตาขึ้นมาด้วยความระแวดระวังทันที แล้วก็เห็นเถียนสวี่หนิงถือบัตรธนาคารสีดำใบหนึ่งยื่นมาตรงหน้าเขา "ภรรยาครับ" เถียนสวี่หนิงพูด "ในบัตรใบนี้ ตอนนี้มีเงินอยู่แปดแสนกว่า (หยวน) เป็นเงินที่ผมเก็บจากค่าขนมปกติ แล้วพรุ่งนี้ พรุ่งนี้พ่อของผมจะโอนมาให้อีกห้าล้าน นี่คือเงินทั้งหมดที่ผมสามารถขยับเขยื้อนได้ในตอนนี้ ผมให้คุณทั้งหมดเลย" เขายื่นบัตรไปข้างหน้าอีกนิด "รหัสผ่านคือวันเกิดของคุณ คุณ... คุณอย่าไปทำงานพิเศษอีกเลย มันลำบากเกินไป ต่อไปคุณอยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าเงินไม่พอเมื่อไหร่ก็บอกผมนะ ผมจะไปหาวิธีมาให้เอง" หาวิธีที่ว่าก็คือไปขอพ่อเขานั่นแหละ

Chapter 17


จื่ออวี่ชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้าง มองดูการ์ดสีดำตรงหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งมหาศาล และสีหน้าดีใจของเถียนสวี่หนิง สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ


เขาไม่คิดเลยว่าเถียนสวี่หนิงจะทำอะไรแบบนี้กะทันหัน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และไม่ใช่การลองใจ แต่เป็นการจะยกเงินทั้งหมดของตัวเองให้เขาจริง ๆ


เขารู้ว่าเถียนสวี่หนิงมีฐานะดี แต่ “ฐานะดี” กับ “ควักเงินเกือบหกล้านให้คนอื่นแบบไม่คิดอะไร” มันเป็นคนละเรื่องกัน ยิ่งไปกว่านั้น เงินก้อนนี้ยังให้เขาอีก


มันไม่ถูกต้องเอามาก ๆ และก็ชวนให้รู้สึกเหลือเชื่อ

เขายกมือขึ้นดันการ์ดใบนั้นกลับไปอย่างร้อนรน พูดเสียงลนลานว่า

“ไม่ต้อง ฉันไม่ต้องการ นาย…นายไม่ต้องมายุ่งกับฉัน แล้วก็ไม่ต้องให้เงินฉันด้วย”


สิ้นเสียง ห้องนอนก็ตกอยู่ในความเงียบ


จากนั้น จื่ออวี่ก็เห็นรอยยิ้มและแววตาที่เคยเปล่งประกายของเถียนสวี่หนิง หม่นลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า


มือที่ถือการ์ดค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาที่เคยมองเขาเป็นประกายเริ่มคลอด้วยน้ำตา และต่อหน้าสายตาที่แทบไม่อยากเชื่อของจื่ออวี่ หยดน้ำตาเม็ดโตหยดหนึ่งก็ร่วงลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว กระทบลงบนผ้าปูเตียงไหมสีเทาเข้ม เกิดเป็นรอยชื้นสีเข้มเล็ก ๆ


ต่อมาเป็นหยดที่สอง หยดที่สาม……


เถียนสวี่หนิงเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว เขาก้มหน้าลง ไหล่สั่นสะท้าน การร้องไห้เงียบ ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นเสียงสะอื้นอัดอั้น


ร่างสูงใหญ่ขดตัวอยู่ข้างเตียง มือยังกำการ์ดที่ถูกปฏิเสธเอาไว้ ร้องไห้เหมือนหมาตัวใหญ่ที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง


ความจริงแล้ว เถียนสวี่หนิงไม่อยากร้องไห้เลย มันน่าอายเกินไป คนตัวโตขนาดนี้แล้ว


แต่เขาเสียใจจริง ๆ


ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล เมียไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้

ต่อมาแค่จับมือก็ถูกสะบัดออก

กอดก็ถูกผลัก

อยากใกล้ชิดก็ถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาด


จนถึงวันนี้ เขาอยากเอาทุกอย่างที่ดีที่สุดให้เมีย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำพูดเย็นชาว่า “ไม่ต้อง” กับ “ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”


เถียนสวี่หนิงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเมียถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ ทำไมถึงเย็นชาและต่อต้านเขาขนาดนี้


เขาทำอะไรผิดกันแน่?

หรือว่าเมื่อก่อนเขาเลวเกินไป ทำร้ายหัวใจเมียจนแหลกสลาย เลยทำให้ตอนนี้เมียไม่ยอมรับแม้แต่เงินหรือความหวังดีของเขา?

หรือจริง ๆ แล้ว เมียไม่อยากอยู่กับเขาอีกแล้ว?


เขาเจ็บปวดแทนเมีย เจ็บที่เมียต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว แต่พอเขายื่นมือเข้าไปช่วย กลับถูกผลักออกมาอย่างไม่ใยดี


จื่ออวี่ตื่นตระหนกไปหมด


เขาเคยเห็นภาพแบบนี้ที่ไหนกัน?

ในความทรงจำของเขา เถียนสวี่หนิงเป็นคนโอหัง กร่าง ๆ น่าหมั่นไส้เล็กน้อย ไม่เคยมีช่วงเวลาที่เปราะบาง แตกสลาย และร้องไห้อย่างไร้ภาพลักษณ์แบบนี้เลย

แล้วยิ่งเป็นเพราะเขาปฏิเสธการ์ดใบนั้นอีก


“นายเป็นอะไรไป เถียนสวี่หนิง? อย่า…อย่าร้องเลยนะ……”


จื่ออวี่ลนลานคลานออกจากผ้าห่ม ลืมเส้นแบ่งทุกอย่างไปหมด เขาขยับเข่ามาอยู่ตรงหน้าเถียนสวี่หนิง คุกเข่าบนเตียง ยื่นมือออกไปอยากแตะ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี นิ้วมือค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากเชื่อ


พอเขาเข้าใกล้ เถียนสวี่หนิงเหมือนได้ช่องระบาย อาการร้องไม่เพียงไม่หยุด กลับดังขึ้นอีก


“เมีย…ฮึก…ทำไม ทำไมเมียถึงเป็นแบบนี้ไปแล้ว เมื่อก่อนเมียไม่ใช่แบบนี้ เมีย…เมียเกลียดฉันแล้วใช่ไหม? ฉันทำตรงไหนไม่ดี บอกฉันสิ ฉันแก้ ฉันแก้หมด ขอร้องนะเมีย…อย่าทำกับฉันแบบนี้เลย ฉันจะดีกับเมียให้มากกว่านี้ เมียอย่าทิ้งฉันไปเลย…ฮือ ๆ …”


เขาร้องไห้ไป เช็ดน้ำตาไปอย่างลวก ๆ ด้วยแขนเสื้อ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งไหล หน้าหล่อ ๆ แดงไปหมด ดวงตาบวมเหมือนลูกวอลนัต ดูน่าสงสารและน่าเวทนา ไม่เหลือเค้าเดิมของความองอาจแม้แต่นิดเดียว


จื่ออวี่โดนเขาร้องจนใจปั่นป่วน คำกล่าวโทษและการวิงวอนที่เหมือนปนเลือดปนน้ำตาเหล่านั้น


เขารู้ดีว่าการรับรู้ของเถียนสวี่หนิงกำลังสับสน รู้ดีว่าทุกอย่างเกิดจากความเข้าใจผิดอันไร้สาระ

แต่เมื่อมองดูศัตรูคู่อาฆาตตรงหน้าที่ร้องไห้ราวกับฟ้าถล่ม ความเย็นชาและเหตุผลทั้งหมดก็พูดไม่ออกไปเสียเฉย ๆ


เขารู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล


“ฉัน…ฉันไม่ได้เกลียดนาย”

จื่ออวี่พูดเสียงแหบ “อย่าร้องเลย”


เสียงร้องของเถียนสวี่หนิงเบาลงเล็กน้อย แต่หยดน้ำตายังร่วงไม่หยุด ราวกับหมาตัวใหญ่ที่เปียกฝนและแสนจะน้อยใจ เขาสะอื้นถามว่า


“งะ…งั้นทำไมเมียถึงไม่ยอมรับฉัน ไม่ยอมให้ฉันดีกับเมียล่ะ?”


จื่ออวี่พูดไม่ออก มองดวงตาแดงก่ำและคราบน้ำตาเต็มหน้า ความอ่อนใจและความใจอ่อนก็ยิ่งท่วมท้น


เขาหลับตาลง เหมือนยอมแพ้

“แล้วนายอยากให้ฉันทำยังไง?”

“บอกมา…ขอแค่ไม่มากเกินไป ฉันจะทำ โอเคไหม?”


เขาทนดูเถียนสวี่หนิงร้องไห้ต่อไปไม่ไหวจริง ๆ และในใจลึก ๆ ความสงสารก็เริ่มงอกงาม


เถียนสวี่หนิงหยุดร้องทันที เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปียกชื้น ขนตาหนา ๆ ยังมีหยดน้ำตาเกาะอยู่ มองจื่ออวี่อย่างเหม่อลอย ราวกับไม่คิดว่าจะได้คำตอบแบบนี้


หลังจากนิ่งไปไม่กี่วินาที แววตาของเขาก็วูบไหว ก่อนจะเหลือบมองไปทางหัวเตียงอย่างระมัดระวัง


จื่ออวี่มองตามสายตาไป ตรงนั้นมีถุงช้อปปิ้งพอง ๆ ที่เถียนสวี่หนิงซื้อกลับมาจากร้านสะดวกซื้อ ปากถุงอ้าเล็กน้อย เผยให้เห็นกล่องสีสันฉูดฉาดด้านใน ที่ส่งกลิ่นอายของ “การมีตัวตน” อย่างเงียบ ๆ


จื่ออวี่: “……”


ความสงสารและความอ่อนโยนที่เพิ่งก่อตัวขึ้น ถูกน้ำเย็นสาดใส่จนมอดดับในพริบตา ความอายปนโกรธพุ่งขึ้นถึงหัว


เขารีบละสายตา สีหน้าแข็งตึง กัดฟันพูดว่า

“ไม่ได้! ยกเว้นเรื่องนี้! คิดก็อย่าคิด! สมองนายยังไม่หายดี ห้ามทำกิจกรรมรุนแรงทุกชนิด! หมอบอกไว้! ลืมแล้วเหรอ?”


แววตาของเถียนสวี่หนิงหม่นลงอีกครั้ง ปากเบะ น้ำตาที่เพิ่งหยุดเหมือนจะไหลมาอีก เสียงน้อยใจสุด ๆ

“งะ…งั้นกอดล่ะ? เมียไม่เคยกอดฉันเองเลย ไม่จูบฉันด้วย เมื่อก่อนเมียไม่ใช่แบบนี้นะ……”


พูดจบ เขาก็ก้มหน้า ไหล่สั่นอีกครั้ง เหมือนคลื่นน้ำตารอบสองกำลังจะถาโถม


จื่ออวี่เห็นแล้วปวดหัวจะตาย

เขานี่มันอะไรของเขากันแน่! เมื่อก่อนเขาเป็นคนยังไงกัน!

สมองเถียนสวี่หนิงนี่แต่งบทเองเก่งเกินไปแล้ว!


กอด? จูบ?

เทียบกับข้อเรียกร้องเมื่อกี้ เหมือนจะพอรับได้…นิดหน่อย?

ก็ถือว่าเป็นการปลอบคนไข้แล้วกัน


เขาสูดลมหายใจลึก ยื่นแขนออกไป โอบรอบคอเถียนสวี่หนิง โน้มตัวไปข้างหน้า กอดอย่างแข็ง ๆ รวดเร็ว และแยกออกทันที


เถียนสวี่หนิงแข็งค้างไปทั้งตัว แม้แต่สะอื้นก็ลืมไปหมด


ปลายจมูกเต็มไปด้วยกลิ่นสบู่สะอาดจากตัวจื่ออวี่ และสัมผัสอุ่นนุ่มที่เป็นของเมียเขา

แม้การกอดจะสั้นราวกับภาพลวงตา แต่สำหรับเขา มันไม่ต่างจากฝนที่โปรยลงมาหลังภัยแล้งยาวนาน


ยังไม่ทันตั้งตัวจากของขวัญกะทันหันนั้น จื่ออวี่ก็ปล่อยมือ ถอยกลับไป หูแดงเรื่อ หลบสายตา


เถียนสวี่หนิงกะพริบตา รู้สึกถึงความว่างเปล่าในอ้อมแขน แล้วมองใบหน้าด้านข้างที่แดงก่ำและริมฝีปากที่เม้มแน่นของจื่ออวี่


ความน้อยใจจางหายไปครึ่งหนึ่ง แต่กลับเกิดความปรารถนาที่แรงกล้ายิ่งกว่า


เขาเลียริมฝีปากที่แห้งนิดหน่อย แล้วถามเสียงเบาอย่างได้คืบจะเอาศอกว่า

“งะ…งั้นจูบล่ะ เมีย?”


ร่างของจื่ออวี่แข็งไปชั่วขณะ เขาหันกลับมา สบตากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและยังบวมแดงอยู่


คำปฏิเสธกลิ้งอยู่ที่ปลายลิ้น แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออก

แค่ทำให้จบ ๆ ไป จะได้หยุดร้อง แล้วรีบหลับเสียที


เขาลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้าไปหา


เถียนสวี่หนิงกลั้นหายใจ มองใบหน้าที่เข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ มองขนตาที่สั่นไหว มองริมฝีปากสีชมพูอ่อน หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก


จากนั้น เขาก็รู้สึกถึงสัมผัสนุ่ม เย็นเล็กน้อย ประทับลงเบา ๆ บนแก้มของเขา




Chapter 18



เถียนซวี่หนิงเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ทั้งร่างเริ่มชาจากจุดที่ถูกจูบ ลามไปจนถึงปลายนิ้ว

เขานั่งนิ่งงันอยู่ตรงนั้น แก้มด้านที่ถูกแตะเริ่มร้อนผ่าว ในใจระเบิดเป็นดอกไม้ไฟหลากสีไม่หยุด


เมียจูบเขาแล้ว!


จื่ออวี่ทำภารกิจปลอบโยนสำเร็จ ก็รีบถอยหนีออกมาทันที ดึงระยะห่างกลับคืน

เขาไม่กล้ามองตาเถียนซวี่หนิง กลัวจะเห็นอารมณ์บางอย่างที่ทำให้ตัวเองยิ่งไม่รู้จะรับมือยังไง

หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ความรู้สึกที่ยังหลงเหลือบนริมฝีปากก็ทำให้เขาสับสนว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก


ทว่าในจังหวะที่เขาเอนตัวไปด้านหลัง พยายามหนีออกจากบรรยากาศที่ใกล้ชิดเกินไปนั้น

แขนที่แข็งแรงเส้นหนึ่งกลับโอบรัดเอวเขาไว้ แล้วดึงเขากลับไปอีกครั้ง


“อืม?”

จื่ออวี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ยังไม่ทันตั้งตัว ความอบอุ่นก็ปิดทับลงบนริมฝีปากของเขาแล้ว


ไม่ใช่การแตะเบา ๆ แบบจูบแก้มเมื่อครู่

แต่นี่คือ จูบจริง ๆ


ริมฝีปากของเถียนซวี่หนิงค่อนข้างแห้ง แต่ร้อนแรงอย่างน่าตกใจ

เขาลองดูดริมฝีปากล่างของจื่ออวี่อย่างลังเล ลิ้มเลียความนุ่มนั้นเบา ๆ

จากนั้นราวกับยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

ความปรารถนาและความอยากครอบครองที่กดทับอยู่ลึกในความทรงจำอันสับสนก็ปะทุออกมา


เขาจูบลึกขึ้น ลิ้นแทรกผ่านริมฝีปากที่แยกออกเพราะความตกตะลึง

บุกเข้าไปอย่างไม่ลังเล

จูบนี้กวาดกลืนประสาทสัมผัสทั้งหมดของจื่ออวี่ไปจนสิ้น


ลมหายใจร้อนผ่าวของเถียนซวี่หนิงพ่นรดใบหน้า

สมองของจื่ออวี่ดังวูบหนึ่งครั้ง แล้วว่างเปล่าไปหมด


“เถียนซวี่หนิง! อื้อ—…”


เขาผลักอีกฝ่ายอย่างแรงสองครั้ง ไหล่เมื่อยล้าจนเจ็บ

แต่เถียนซวี่หนิงไม่ขยับ ไม่เพียงไม่ถูกผลักออก

กลับยิ่งจูบแรงขึ้นเพราะการต่อต้านของเขา


เหมือนสัตว์ป่าที่ได้ลิ้มรสความหวานแล้ว

ก็ไม่ยอมปล่อยอีกต่อไป


ลมหายใจของเขาถูกพรากไปหมด

จื่ออวี่ทำได้เพียงคว้าไหล่ของอีกฝ่ายไว้ ขออากาศหายใจสักนิด

แต่การกระทำนั้นสำหรับเถียนซวี่หนิง กลับเหมือนการยินยอม


เขาครางต่ำ ๆ ในลำคอ แขนที่รัดเอวแน่นขึ้น

ลากร่างของจื่ออวี่เข้าไปในอ้อมอก


แผ่นอกแนบชิด ลมหายใจพัวพันกัน


ลิ้นของเถียนซวี่หนิงยังไม่ชำนาญนัก แต่ร้อนแรงจนยากต้าน

เสียงน้ำชวนกำกวมดังแผ่ว ๆ ระหว่างริมฝีปากและฟัน

ถูกขยายชัดเจนในห้องนอนที่เงียบงัน


จื่ออวี่แทบขาดอากาศหายใจ

อากาศในปอดถูกแย่งไปทีละน้อย

สายตาพร่า มืดลงเป็นระยะ

แรงต่อต้านก็อ่อนแรงลงอย่างรวดเร็วเพราะขาดออกซิเจน


ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน

ในตอนที่จื่ออวี่รู้สึกว่าตัวเองใกล้จะหมดสติ

แขนของเถียนซวี่หนิงก็ดึงเขาอย่างแรง


โลกหมุนคว้าง

พอรู้สึกตัวอีกที

เขาก็คร่อมนั่งอยู่บนตักของเถียนซวี่หนิงแล้ว


ร่างกายแนบชิด

ท่าทางชวนกำกวมถึงขีดสุด


“นาย!”

จื่ออวี่หอบหายใจ หน้าแดงจัด อับอายจนแทบตาย ดิ้นจะลงไป

แต่สองมือของเถียนซวี่หนิงล็อกเอวและแผ่นหลังเขาไว้แน่น

ตรึงเขาให้อยู่ในตำแหน่งที่หนีไม่พ้น


เถียนซวี่หนิงเงยหน้ามองเขา

แววตาร้อนแรง

ลมหายใจยังไม่สม่ำเสมอ

ริมฝีปากแดงระเรื่อ บวมเล็กน้อยจากการจูบอย่างรุนแรง

เสียงแหบพร่าจนแทบไม่เหมือนตัวเอง


“เมีย…”


จื่ออวี่จำต้องสบตาเขาในระยะใกล้ชิด

ท่าทางของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น


หางตาแดงเรื่อ

ริมฝีปากบวมแดง


เถียนซวี่หนิงเห็นแล้วก็สะดุดลมหายใจ

แววตายิ่งมืดลึก

ลูกกระเดือกกลิ้งแรงหนึ่งครั้ง

เหมือนจะโน้มตัวเข้ามาอีก


“เถียนซวี่หนิง!”

จื่ออวี่รวบรวมเสียงได้ในที่สุด

“นายกล้าอีกที—!”


เถียนซวี่หนิงหยุดชะงัก

เมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำและริมฝีปากของจื่ออวี่

แรงกระตุ้นอันเชี่ยวกรากจึงถูกเหตุผลที่เหลืออยู่และความสงสารกดลง


เขาสูดหายใจลึกหลายครั้ง

พยายามปรับลมหายใจและหัวใจให้สงบ

แต่แขนที่โอบรัดจื่ออวี่กลับไม่ยอมคลาย


จื่ออวี่ยังคงคร่อมนั่งบนตักเขา

ลมหายใจยังไม่ทันนิ่ง

ตั้งแต่ปลายหูจนถึงหางตาแดงไปหมด


ระยะห่าง ใกล้จนแทบใช้ลมหายใจร่วมกัน

ขยับนิดเดียวก็จะสัมผัสกันอีก


เถียนซวี่หนิงแข็งไปชั่วขณะ

ความรักและความปรารถนาที่ท่วมท้นกดไม่ลงเลย

เขาจ้องใบหน้าที่ถูกจูบจนบวมแดงนั้น

ลมหายใจก็ปั่นป่วน


“เมีย…”


เสียงเขาแหบจนแทบไม่เป็นเสียงตัวเอง


เขายกมือขึ้น

อดไม่ได้ที่จะประคองหน้าจื่ออวี่ไว้


แล้วจูบลงบนหน้าเขาหลายครั้งติด ๆ กัน

เบา ๆ

เร็ว ๆ

เหมือนสัตว์ตัวเล็กที่กำลังยืนยันอาณาเขต


“จุ๊บ… จุ๊บ… จุ๊บ…”


จื่ออวี่: “……”


เขาเหนื่อยจนแทบไม่มีแรงจะผลัก

ถูกจูบจนหน้าชา

ทำได้แค่หลับตา ยอมจำนนให้เถียนซวี่หนิงจูบและถูไถไปมา


พอจูบจนพอใจ

เถียนซวี่หนิงก็รีบกอดเขาแน่น

รวบเขาเข้ามาในอ้อมแขน

เหมือนกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีไปในวินาทีถัดไป


คางของเขาพาดบนไหล่จื่ออวี่

ลมหายใจร้อนผ่าว

ทุกคำพูดแนบชิดอยู่ข้างหู

ออดอ้อน เหนียวหนึบ


“เมีย… ผมรักคุณมาก…”

“ชอบคุณมาก…”

“คุณอย่าทิ้งผมไปได้ไหม…”


คำพูดนั้นทำให้หูของจื่ออวี่ร้อนผ่าว

ทั้งร่างอ่อนลงในอ้อมกอด

อกเหมือนถูกอะไรมาบีบเบา ๆ


ลังเลอยู่นาน

เขาก็ยื่นมือไปลูบผมของเถียนซวี่หนิง


จื่ออวี่พูดเบา ๆ

“เถียนซวี่หนิง ถ้าฉันไม่ใช่เมียของนาย นายจะดีกับฉันขนาดนี้ไหม?”


เถียนซวี่หนิงเหมือนกลัวว่าเขาจะหนี

ฝังหน้าแน่นลงที่ซอกคอของเขา ถูไถไปมา


“จะ”


“ผมชอบแค่คุณ”


ลมหายใจแนบที่ข้างคอ

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะชื่ออะไร ไม่ว่าเราจะเจอกันที่ไหน

แค่ได้เจอคุณ ผมก็จะตกหลุมรักอีกครั้ง”


“ผมชอบแค่คุณจริง ๆ”


ไม่มีคำหวานหรูหรา

แต่ทำให้หัวใจของจื่ออวี่สั่นสะเทือน


เขาไม่พูดอะไร

ไม่รู้ควรพูดอะไร


เขาไม่รู้ว่าทำไมแค่อาการสมองกระทบกระเทือน

ถึงทำให้เถียนซวี่หนิงจำเขาผิดว่าเป็นเมีย

และพัฒนาเรื่องราวเหนียวหนึบประหลาดแบบนี้ขึ้นมา


เขายิ่งไม่รู้ว่า

เมื่อความทรงจำของเถียนซวี่หนิงกลับมาเป็นปกติ

นึกถึงการกระทำเหล่านี้ทั้งหมด

โดยเฉพาะการกอด การจูบ

และบัตรดำที่เขาเพิ่งยื่นออกไปแล้วถูกปฏิเสธไปนั้น

เขาจะรู้สึกอย่างไร


ตอนนั้น

เถียนซวี่หนิงจะเสียใจ อับอาย โกรธไหม

ความสัมพันธ์ของพวกเขา

คงจะตกต่ำยิ่งกว่าตอนมัธยมที่มองหน้ากันไม่ติดเสียอีก


ตอนมัธยม…


ความคิดของจื่ออวี่ลอยไปไกล

ตอนนั้นเถียนซวี่หนิงก็เป็นตัวตนที่ยากจะมองข้ามอยู่แล้ว

ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนแย่ ชอบมีเรื่อง เล่นบาสเก่ง หน้าตาดี บ้านรวย


แต่เป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น


ทุกเช้าที่จื่ออวี่เข้าเวร

คนนั้นจะเหมือนผี

เดินไปเดินมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บนถนนหน้าโรงเรียนเส้นไม่ยาวนัก


ตอนนั้นจื่ออวี่คิดแค่ว่า

คนคนนี้แปลกประหลาด

พฤติกรรมประหลาด

รบกวนการทำหน้าที่ดูแลระเบียบหน้าโรงเรียนของเขาอย่างร้ายแรง


เขาคิดว่าเถียนซวี่หนิงจงใจป่วน

หรือไม่ก็ว่างจนไม่มีอะไรทำ

ตั้งแต่นั้นมา

ในใจของจื่ออวี่

เถียนซวี่หนิงก็ถูกติดป้ายว่า

น่ารำคาญ ไม่เอาไหน ควรอยู่ให้ห่าง


อีกครั้งหนึ่งที่จำได้ชัด

คือเช้าวันจันทร์วันหนึ่ง


ตามกฎโรงเรียน

นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมพิธีเชิญธงชาติ

จื่ออวี่ในฐานะแกนนำนักเรียน

บางครั้งจะถูกจัดให้ช่วยดูแลระเบียบหรือจัดการงานจิปาถะ


วันนั้นเขาถูกจัดให้อยู่ด้านข้างแถวหน้า

รับผิดชอบดูการรวมแถวของบางห้องที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ


เสียงดนตรีเดินแถวจากลำโพงดังขึ้น

แต่ละห้องทยอยรวมตัวในสนาม

บรรยากาศค่อนข้างวุ่นวาย


จื่ออวี่ยืนอยู่ในตำแหน่ง

ถือบอร์ดบันทึก

สายตากวาดมองฝูงชนอย่างสงบ


เมื่อแถวของ ม.5/24

เดินกันกระจัดกระจาย ส่งเสียงเอะอะ

เข้ามายืนในตำแหน่งที่กำหนด


จื่ออวี่ก็รู้สึกได้ทันทีว่า

มีสายตาที่จับจ้องอย่างรุนแรง

พาดผ่านหัวคนมากมาย

จากด้านหน้าเฉียง

จับจ้องมาที่ตัวเขาแน่นหนา


สายตานั้นจดจ่อเกินไป

จนเขารู้สึกไม่สบายตัว

แผ่นหลังเหมือนมีอะไรไต่ขึ้นมา


เขาขมวดคิ้ว

เงยหน้าขึ้นมองตามต้นตอของสายตานั้น


ข้ามผ่านนักเรียนชายไม่กี่คนที่กำลังหยอกล้อกัน

แล้วก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่ง


เป็นเถียนซวี่หนิง


เขายืนอยู่ช่วงท้ายแถว

ตัวสูงเด่น แม้อยู่ท่ามกลางฝูงชน

เหมือนเขาไม่คาดคิดว่าจื่ออวี่จะมองกลับมา

สายตาทั้งสองปะทะกันโดยไม่ทันตั้งตัว


เถียนซวี่หนิงชะงัก

บนใบหน้าฉายแววตระหนกเหมือนถูกจับได้

สายตาหลบวูบหนึ่ง


จากนั้น

ในจังหวะที่จื่ออวี่ยังไม่ทันจะแยกแยะว่า

ในสายตานั้น นอกจากความยโสตามปกติ

ยังมีอารมณ์อื่นปนอยู่หรือไม่

ยังไม่ทันจะขมวดคิ้วแสดงความไม่พอใจ


เถียนซวี่หนิงกลับ

กลอกตาใส่เขาแรง ๆ หนึ่งที!


แล้วเหมือนโดนอะไรลวก

รีบหันหน้าหนีไปทางแท่นพิธี

ท่าทางโอเวอร์จนคอสะบัดตามไปด้วย


จื่ออวี่: “……”


เขาอึ้งไปหมด

ความโกรธไร้ที่มาก็พุ่งขึ้นทันที


อะไรของหมอนี่?

เขายืนทำงานของเขาดี ๆ

เขาไปทำอะไรให้?

อยู่ ๆ ก็โดนจ้องใส่ แล้วยังโดนกลอกตาใส่อีก?


อย่างที่คิดไว้จริง ๆ

ไอ้หมอนี่มันไม่ชอบเขา

คอยเล็งใส่เขาตลอดจริง ๆ


ตอนนั้นจื่ออวี่คิดแค่ว่า

เถียนซวี่หนิงไม่ใช่แค่พฤติกรรมแปลก

แต่ยังนิสัยประหลาด

อยู่ ๆ ก็แสดงความเป็นศัตรูกับคนอื่น


เขาเม้มปากแน่น

สีหน้าชาเย็น

ไม่มองเถียนซวี่หนิงอีก

ยื่นป้ายหมายเลขให้กับนักเรียนคนถัดไป


“เมีย ทำไมคุณไม่พูดอะไร?”

เสียงของเถียนซวี่หนิงดึงเขากลับจากความคิด


เขาเงยหน้า

นิ้วของอีกฝ่ายบีบแก้มเขา

บังคับให้เขาหันไปสบตา


ในความมืด

ดวงตาของเถียนซวี่หนิงสว่างจ้าอย่างน่าตกใจ

พูดอย่างร้อนรน


“เมีย คุณไม่เชื่อใช่ไหม?

ผมพูดจริงนะ!

ผมเป็นคนแบบนี้ หัวใจผมก็เป็นแบบนี้!”


“แค่ได้เห็นคุณ แค่เป็นคุณ

ผมก็ต้องหวั่นไหวแน่นอน!

ไม่ว่าผมจะความจําเสื่อมหรือไม่

ต่อให้วันหนึ่งผมลืมคุณจนหมดสิ้น

แค่ให้ผมเห็นคุณอีกครั้ง

ผมก็จะหวั่นไหวอยู่ดี…”


เขาพูดค้าง

เพราะเห็นแววตาของจื่ออวี่ซับซ้อนเกินไป


เถียนซวี่หนิงยิ่งร้อนใจ

บีบแก้มเขาแรงขึ้น

เหมือนสาบาน


“จริงนะ! ผมสาบาน!

เมีย คุณต้องเชื่อผมนะ!”


“คุณจะไม่มีวันหาใคร

ที่รักคุณเท่าผม

เถียนซวี่หนิงอีกแล้ว!”


จื่ออวี่เจ็บนิดหน่อย

ปัดมือเขาออกอย่างหงุดหงิด


เชื่อเหรอ?


เขาจะเชื่อคำสาบานไร้หลักฐาน

ที่เกิดจากการรับรู้สับสนของเถียนซวี่หนิงได้ยังไง?


รอให้นายฟื้นความจำขึ้นมา

ความรู้สึกที่มีต่อฉัน

คงไม่ใช่หวั่นไหว

แต่เป็นอยากฆ่ามากกว่า…




Chapter 19


เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ คลื่นความหวั่นไหวเล็ก ๆ ในใจของจื่ออวี่ที่เกิดจากการกอดและคำพูดเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ เย็นลง

เขาขยับตัวเล็กน้อย อยากจะดิ้นออกจากอ้อมกอดของเถียนซวี่หนิง แล้วกลับไปนอนฝั่งของตัวเอง


แต่เพิ่งขยับได้แค่นิดเดียว

แขนที่เอวก็รัดแน่นขึ้น ดึงเขากลับเข้าไปในอ้อมแขนอย่างไม่ให้หนี

จากนั้น สัมผัสที่ร้อนจัดและแข็งทื่อก็แนบมาที่หลังเอวของเขา


ร่างของจื่ออวี่แข็งค้าง

แก้มร้อนวาบขึ้นมาทันที

เขาเพิ่งจะตระหนักได้ช้า ๆ ว่า

จากจูบที่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ก่อนหน้านั้น

รวมถึงการกอดแนบชิดและคำพูดรักหวานเลี่ยนในภายหลัง

สำหรับผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่เลือดลมพลุ่งพล่าน

และกำลังอยู่ในภาวะ “รับรู้ว่ากำลังมีความรัก”

ถ้าไม่มีปฏิกิริยาเลยต่างหากที่ไม่สมเหตุสมผล


“เมีย…”

เสียงของเถียนซวี่หนิงดังชิดอยู่ที่ต้นคอด้านหลัง

เขาถูไถไปมาอย่างพึ่งพา

“ทรมาน…”


ปลายหูของจื่ออวี่แดงไปหมด

เขากัดฟัน ยื่นมือไปกระชากผมด้านหลังศีรษะของเถียนซวี่หนิง

ออกแรงดึงให้ถอยออกไปเล็กน้อย

แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์


“นอน! นอนหลับแล้วก็ไม่ทรมานเอง!”


“นอนไม่หลับ…”

เถียนซวี่หนิงปล่อยให้เขาดึงผม ไม่ขัดขืน

เสียงอู้อี้

“หัวสมองมันตื่นตัว ร่างกายก็ไม่ยอมนอน”


“ใครใช้ให้นายกินกาแฟสามแก้วที่ร้านกาแฟกันล่ะ?”

จื่ออวี่หงุดหงิดขึ้นมาทันที

แค่นึกถึงแก้วเปล่าสามใบนั่นก็โมโห

“เอาล่ะสิ ตอนนี้ตาสว่างแล้วใช่ไหม? คืนนี้อย่าหวังว่าจะได้นอน!”


เถียนซวี่หนิงโดนว่าแล้วก็รู้สึกผิดนิดหน่อย

แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้

อาศัยแรงที่จื่ออวี่ดึงผมอยู่

เขาขยับเข้าไปใกล้อีก

แล้ว “จุ๊บ” เร็ว ๆ ลงบนริมฝีปากที่เม้มแน่นของจื่ออวี่


จากนั้นก็มองเขาตาเป็นประกาย

พูดอย่างลังเล


“งะ…งั้น ถ้านอนไม่หลับ

เราทำอย่างอื่นได้ไหม?

เรื่องที่…ไม่ใช่นอนน่ะ?”


สิ่งที่ตอบเขากลับมา

คือจื่ออวี่คว้าหมอนข้าง ๆ ขึ้นมา

ฟาดใส่หน้าเขาเต็มแรงโดยไม่ลังเล


“ไม่ได้! อย่าคิดด้วยซ้ำ!”

เสียงของจื่ออวี่ดังลอดออกมาจากหลังหมอน


เถียนซวี่หนิงโดนหมอนปะหน้าเต็ม ๆ

ก็หงอยลงทันที

กอดหมอนไว้ในอ้อมแขนอย่างว่าง่าย

ไม่กล้าทำอะไรซนอีก


เรื่องวุ่นวายสงบลงชั่วคราว

จื่ออวี่เหลือบมองนาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะข้างเตียง

ถึงได้รู้ว่ามันตีหนึ่งกว่าแล้ว


เขาโดนเจ้าหมอนี่ร้องไห้ ออดอ้อน รังควาน

จนเวลาล่วงเลยมาถึงขนาดนี้


“รีบนอน! ไม่งั้นฟ้าสว่างแล้ว!”

จื่ออวี่มุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม

นอนหันหลังให้เถียนซวี่หนิง


วันนี้เถียนซวี่หนิงผ่านทั้งความร้อนรนจากการรอคอย

ความเสียใจจากการถูกปฏิเสธ

การร้องไห้

การกอดและการจูบโดยไม่คาดคิด

อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างรุนแรง

เป็นช่วงเวลาที่เปราะบางและยึดติดคนอื่นที่สุด


เขาค่อย ๆ วางหมอนในอ้อมแขนลง

แล้วเหมือนกาวหมาติดแน่น

แนบเข้ามาจากด้านหลังอย่างเงียบเชียบ

โอบเอวจื่ออวี่

ฝังหน้าไว้ที่ไหล่ด้านหลัง

ลมหายใจแผ่วเบาพัดผ่าน


จื่ออวี่ดิ้นเล็กน้อยแต่ไม่หลุด

และก็ไม่มีแรงจะเถียงต่อแล้ว

เลยปล่อยเลยตามเลย


ในห้องเงียบสนิทในที่สุด

ความง่วงไหลบ่ามาเหมือนคลื่น

สติของจื่ออวี่เริ่มเลือนราง


ในจังหวะที่เขากำลังจะหลับ

เสียงพึมพำของเถียนซวี่หนิงก็ดังขึ้นอีก

ลมหายใจอุ่นชื้นเป่ารดใบหู


“เมีย… ผมยังรู้สึกเสียใจ แล้วก็กลัวอยู่นิดหน่อย…”


จื่ออวี่สะดุ้งตื่น

ขมวดคิ้ว ง่วงจนไม่อยากพูด

ได้แต่ครางเบา ๆ


“อืม?”


“ผมกลัวว่า…

คุณจะไม่รักผมเหมือนเมื่อก่อนแล้ว…”

เสียงของเถียนซวี่หนิงต่ำลง

“วันนี้คุณผลักผมหลายครั้ง…”


จื่ออวี่หลับตา สติพร่าเลือน

แค่อยากให้เสียงน่ารำคาญนี่หายไปเร็ว ๆ

เขาพูดไปตามสัญชาตญาณ

ด้วยเสียงง่วงงุนไม่ชัดเจน


“รักสิ… อย่าคิดมาก รีบนอน…”


คำตอบเลอะเลือนนี้

เหมือนจะปลอบเถียนซวี่หนิงได้ชั่วคราว

เขาไม่พูดอะไรต่อ


จื่ออวี่ถอนหายใจ

ปล่อยตัวเองไหลกลับสู่ห้วงนิทรา


แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน

ก่อนที่เขาจะหลับสนิท

เสียงสะอื้นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง


เหมือนสัตว์ตัวเล็กที่บาดเจ็บ

ซ่อนตัวร้องไห้อยู่ในมุม

สะอื้นขาด ๆ หาย ๆ อย่างน่าสงสาร


ที่แย่กว่านั้นคือ

จื่ออวี่รู้สึกว่าผ้าบริเวณต้นคอและไหล่

ถูกของเหลวอุ่น ๆ ซึมเปียกไปหย่อมหนึ่ง

หมอนี่เอาน้ำตามาเปื้อนเขาอีกแล้ว!


ครั้งหนึ่ง…

สองครั้ง…


เส้นประสาทที่ใกล้จะขาด

กับความง่วงที่เหลืออยู่นิดเดียว

ถูกจุดระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า


จื่ออวี่ทนไม่ไหว

ลุกพรวดขึ้นนั่ง

คว้าปกเสื้อชุดนอนของเถียนซวี่หนิง

ลากเขาขึ้นมาทั้งตัว


ดวงตาแทบจะพ่นไฟ

เขากดเสียงต่ำ ตะคอกอย่างเดือดดาล


“เถียนซวี่หนิง!

นายต้องการอะไรกันแน่?!

จะให้คนนอนบ้างได้ไหม?!”


เถียนซวี่หนิงโดนดุแล้วก็หดคอ

ใบหน้ายังมีคราบน้ำตา

ดูน่าสงสารสุด ๆ


เขากะพริบตาชื้น ๆ

มองจื่ออวี่ที่กำลังโกรธ

แล้วพูดเสียงเบาอย่างน้อยใจ


“เมีย…

เมื่อก่อนเวลาผมเสียใจ

คุณจะปอกแอปเปิลให้ผมกินปลอบใจ…”


“……”


มือที่จื่ออวี่จับปกเสื้อเขาแข็งค้าง

ความโกรธบนใบหน้าค่อย ๆ แข็งทื่อ


ตีสองครึ่ง


ฉันจะไปหาแอปเปิลจากที่ไหนให้แก?!


ไม่อยากนอนก็บอกมาตรง ๆ สิ!


ขมับของจื่ออวี่เต้นตุบ ๆ

แรงกระตุ้นอยากจะโขกกำแพง

หรือไม่ก็ทำให้เถียนซวี่หนิงสลบ

รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



ครึ่งชั่วโมงต่อมา


ในห้องนั่งเล่นเปิดไฟผนังสีเหลืองอ่อนเพียงดวงเดียว

แสงนุ่มนวลปกคลุมพื้นที่เล็ก ๆ

กลิ่นหอมหวานสดชื่นของแอปเปิลลอยอบอวล


จื่ออวี่กับเถียนซวี่หนิงนั่งเคียงกันบนโซฟากว้าง

จื่ออวี่คลุมเสื้อโค้ตบาง ๆ

สีหน้ายังดูไม่ดีนัก

แต่การเคลื่อนไหวของมือกลับนิ่งและมั่นคง


เขาถือแอปเปิลฟูจิแดงสด

ที่เพิ่งหยิบออกมาจากถุงเดลิเวอรี

มือหนึ่งจับแอปเปิล

อีกมือจับมีดผลไม้

ก้มหน้าปอกเปลือกอย่างช้า ๆ ตั้งใจ


เปลือกแอปเปิลบางสม่ำเสมอ

ต่อกันเป็นเกลียวยาว

ห้อยลงมาแทบไม่ขาด


ขอบคุณซูเปอร์สดที่ยังเปิดตอนตีสาม

ขอบคุณพี่ไรเดอร์ที่ฝ่าลมฝนส่งของ!


จื่ออวี่โค้งคำนับให้ชีวิตสมัยใหม่ในใจอย่างเงียบ ๆ


มองแอปเปิลที่ค่อย ๆ เผยเนื้อใสฉ่ำ

ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา

เถียนซวี่หนิงรู้ได้ยังไงว่าเขาปอกแอปเปิลเป็น?


ตอนมัธยมเคยฮิตเกมปอกแอปเปิลไม่ให้ขาด

มือของจื่ออวี่นิ่ง

มักทำได้ในครั้งเดียว

เพื่อนหลายคนเคยขอให้เขาช่วย


เถียนซวี่หนิงนั่งชิดเขา

ถุงเดลิเวอรีวางบนตัก

จ้องมือของจื่ออวี่

และแอปเปิลลูกนั้นตาไม่กะพริบ


เมื่อจื่ออวี่ยื่นแอปเปิลที่ปอกเสร็จ

กลมเกลี้ยงสมบูรณ์

ให้ตรงหน้า


เถียนซวี่หนิงก็รับไปทันที

ดวงตาสว่างวาบ

อ้าปากกัดคำใหญ่


กรอบ ฉ่ำ หวาน

ความหวานแผ่กระจายเต็มปาก


เขาเคี้ยวแอปเปิล

แอบเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของจื่ออวี่

ที่ยังไม่ค่อยมีสีหน้า

ความพอใจในใจค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยอารมณ์อีกอย่าง


“เมีย…”

เขาพูดทั้งที่ยังมีแอปเปิลอยู่ในปาก

เสียงอู้อี้

“คุณจะคิดว่าผม… ดราม่าเกินไปไหม?”


จื่ออวี่ไม่ตอบทันที

เขาเช็ดมีด

เก็บเข้าที่

หยิบทิชชู่มาเช็ดมืออย่างใจเย็น


ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว

ถึงหันมามองเถียนซวี่หนิง

ภายใต้แสงไฟสีอุ่น

แววตาเขาดูเหนื่อยล้า


“ฉันอยากถามมากกว่า”

จื่ออวี่พูดเสียงเรียบ

“ทำไมนายร้องไห้เก่งขนาดนี้?

เมื่อก่อนก็ร้องไห้บ่อยแบบนี้เหรอ?”


คำถามนี้เหมือนแทงโดนจุดลับบางอย่าง

การเคี้ยวของเถียนซวี่หนิงชะงัก

เกือบสำลักแอปเปิล


ภาพเลือนรางผุดขึ้นในหัว

เหมือนจะเป็นตอนอนุบาลหรือประถมต้น

โดนแย่งของเล่น ล้มเจ็บ

ก็นั่งร้องไห้จ้า

แม่ยังเคยตั้งฉายาให้ว่า “เจ้าก้อนร้องไห้”

พ่อก็เคยแซวว่าผู้ชายอะไรน้ำตาเยอะนัก


แต่ต่อหน้าเมีย

จะยอมรับประวัติดำมืดแบบนี้ได้ยังไง!

มันเสียภาพลักษณ์สามีผู้ยิ่งใหญ่สุด ๆ!


เถียนซวี่หนิงรีบตั้งท่าจริงจัง

กลืนแอปเปิลลง

ปฏิเสธทันที


“ไม่เลยนะเมีย!

ผม…ผมไม่ค่อยร้องไห้จริง ๆ!

วันนี้วันเดียว! จริง ๆ!

ผมปกติแข็งแกร่งมาก!”


สีหน้าจริงจัง

แต่สายตาลอยนิดหน่อย

ปลายหูก็แดงขึ้นเงียบ ๆ


จื่ออวี่มองท่าทางกลบเกลื่อนแบบนี้

ก็รู้ดีอยู่แก่ใจ

แต่ไม่ได้เปิดเผย

แค่ “อ้อ” เบา ๆ

แล้วหันกลับไป

เอาศอกค้ำเข่า มือเท้าคาง

มองเถียนซวี่หนิงกินแอปเปิลอย่างถนอม


ความเหนื่อยล้าถาโถมมาอีกครั้ง

เปลือกตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ

หัวก็พยักลงทีละนิด

เหมือนสัตว์ตัวเล็กที่ง่วงจัด


เถียนซวี่หนิงกินแอปเปิลหมดอย่างรวดเร็ว

แทบไม่เหลือแกน

ทิ้งลงถังขยะ

เช็ดมือเช็ดปาก


หันมาอีกที

ก็เห็นจื่ออวี่ยังค้ำคาง

ตาเกือบปิดสนิท

ขนตายาวทอดเงาอ่อน ๆ

ศีรษะโยกเบา ๆ


ความรู้สึกผิดในใจเถียนซวี่หนิงพุ่งถึงขีดสุด

ดึกดื่นตัวเองนอนไม่หลับ

เพราะอารมณ์นิดเดียว

กลับลากเมียลุกจากเตียง

บังคับให้สั่งเดลิเวอรีตอนตีสาม

ให้ปอกแอปเปิลให้กิน

ทั้งที่เมียทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยแทบตาย


เขาขยับเข้าไปใกล้

จื่ออวี่เหมือนจะรู้สึกตัว

แต่ความง่วงทำให้ไม่อยากขยับ


เถียนซวี่หนิงลองยื่นแขนออก

โอบเอวและข้อพับขา

ออกแรงนิดเดียว

อุ้มเขาขึ้นมา

ปรับท่าให้จื่ออวี่นั่งคร่อมบนตัก

ศีรษะพิงซอกไหล่


จื่ออวี่ครางงึมงำ

เหมือนจะดิ้น

แต่ในอ้อมกอดที่อุ่นและมั่นคงนี้

สบายกว่าแขนโซฟาแข็ง ๆ มาก


เขาถูไถเล็กน้อย

หาตำแหน่งสบาย

แล้วก็ยอมแพ้

ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ

หลับสนิท


เถียนซวี่หนิงกอดเขาไว้แบบนั้น

นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเงียบสงบ

แสงไฟอุ่นโอบล้อมคนทั้งสอง


เขามองใบหน้าหลับสนิทไร้การป้องกันในอ้อมแขน

ขนตายาวพริ้ว

ริมฝีปากแยกนิด ๆ

ลมหายใจเบาแผ่ว


คลื่นอารมณ์สับสนในใจ

ค่อย ๆ สงบลง

ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนที่เต็มแน่น


เถียนซวี่หนิงก้มลง

จูบหน้าผากเรียบเนียนนั้นเบามาก

เบาราวกับแตะสมบัติล้ำค่าที่เปราะบาง


“ขอโทษนะ เมีย…”

เขาพึมพำในใจ

เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและสงสารที่เพิ่งตระหนัก

“ต่อไปผมจะไม่ทำให้คุณเหนื่อยแบบนี้อีกแล้ว”


เขานั่งกอดอยู่อีกพักหนึ่ง

ฟังลมหายใจสม่ำเสมอในอ้อมแขน

สัมผัสความไว้วางใจไร้การป้องกันนั้น

หัวใจก็เต็มแน่นไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


ตั้งแต่ฟื้นจากโรงพยาบาล

ความทรงจำสับสน

โลกทั้งใบเหลือแค่จื่ออวี่เป็นจุดยึดเดียว

แต่จุดยึดนั้นกลับดูสั่นไหว


จื่ออวี่ไม่ยอมเข้าใกล้

ปฏิเสธความหวังดี

ถอยห่างบ้าง ใกล้บ้าง


ความไม่มั่นคงและความกลัว

ทำให้เขาได้แต่ใช้วิธีงี่เง่า

ร้องไห้ ออดอ้อน รังควาน

เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ


จนถึงตอนนี้

แม้จื่ออวี่จะเหนื่อยจากการถูกเขากวน

แต่ก็ยังหลับอยู่ในอ้อมแขน

ไม่ผลักไส

ไม่พูดว่าจะจากไป


ความอดทนเงียบ ๆ และการยอมรับนี้

เหมือนยาปลอบใจ

ลูบรอยยับย่นแห่งความกระวนกระวายในใจเขาจนเรียบ


เขาอุ้มจื่ออวี่ขึ้นอย่างทะนุถนอม

เหมือนอุ้มของมีค่าที่แตกหักง่าย

พากลับห้องนอน

วางลงกลางเตียง

ดึงผ้าห่มให้เรียบร้อย


จากนั้นเขาก็ล้มตัวลงนอน

กอดคนรักจากด้านหลังอย่างเคยชิน

แขนโอบเอวที่บางแต่ยืดหยุ่น

อกแนบกับแผ่นหลังอุ่น

ใบหน้าซุกลงในซอกคอที่มีกลิ่นผมสะอาด


เขาสูดหายใจลึก

กลิ่นเฉพาะตัวของจื่ออวี่

เติมเต็มทั้งโพรงจมูก

และหัวใจที่ว่างเปล่ามานาน


หัวใจอ่อนยวบเหมือนน้ำอุ่น

เขาไม่รู้จะดีกับคนในอ้อมแขนยังไงให้พอ

อยากยกทุกสิ่งที่ดีที่สุดในโลกให้

แต่ก็กลัวความซุ่มซ่ามและใจร้อนของตัวเอง

จะทำให้เขาตกใจและเหนื่อยอีก


เขากระชับอ้อมแขน

ดึงคนรักเข้ามาแนบแน่นยิ่งขึ้น

เหมือนจะปกป้องจากพายุและความวุ่นวายทั้งหมด


แล้วก็อดไม่ได้

จูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ต้นคอ ใบหู ปลายผม

ทุกการเคลื่อนไหวอ่อนโยน

ราวกับกำลังกราบไหว้เทพเจ้า


“เมีย…”

เขาพึมพำอย่างเลือนราง

เสียงเต็มไปด้วยความผูกพันและหวงแหนที่ข้นจนละลายไม่ลง

“ของผม…”


กอดไว้แบบนั้น

จูบแบบนั้น

สัมผัสความอบอุ่นและความจริงแท้ในอ้อมแขน

หัวใจของเถียนซวี่หนิงก็สงบลงโดยสิ้นเชิง


ความสับสนของความทรงจำ

และความไม่แน่นอนของอนาคต

เหมือนถูกขับไล่ไปชั่วคราว

ด้วยอ้อมกอดอันเงียบงันและอบอุ่นนี้


ตราบใดที่เมียยังอยู่ในอ้อมแขน

เรื่องอื่น ๆ ก็ดูไม่สำคัญเท่าไรแล้ว


เขาถอนหายใจอย่างพึงพอใจ

จูบเบา ๆ ลงบนไหล่ของจื่ออวี่เป็นครั้งสุดท้าย

ก่อนจะหลับตาลง

เข้าสู่นิทราอันสงบและหวานละมุนในที่สุด


มากกว่า…



Chapter 20


Chapter Notes

See the end of the chapter for notes



เช้าวันรุ่งขึ้น เถียนซวี่หนิงเป็นฝ่ายตื่นก่อน

เขางัวเงียควานหาโทรศัพท์ หรี่ตาดูหน้าจอ—

สิบเอ็ดโมงเจ็ดนาที


หลับยาวขนาดนี้เชียว…


เขาหันศีรษะไปมองข้าง ๆ

จื่ออวี่ยังหลับสนิท

ใบหน้าด้านข้างจมอยู่ในหมอนนุ่ม ๆ

ความเย็นชาและเว้นระยะห่างที่มีเป็นปกติ

หายไปจนหมดสิ้นในยามหลับใหล


แสงแดดวาดเส้นโครงหน้าให้ชัดเจน

ผิวขาวจนเกือบโปร่งแสง

ขนตายาวหนาทอดเงาเป็นพัดเล็ก ๆ ใต้เปลือกตา

ริมฝีปากสีชมพูอ่อนตามธรรมชาติ

เพราะหลับสนิทเลยเม้มยื่นออกมานิด ๆ

ดู…น่าจูบเป็นพิเศษ


ปกติจื่ออวี่ใช้ชีวิตเป็นเวลา แทบไม่อดนอน

เมื่อคืนดันฝืนจนตีสามกว่า

ร่างกายเลยเข้าสู่โหมดฟื้นฟูอย่างเต็มที่

ตอนนี้หลับลึก ไม่มีวี่แววจะตื่นเลย


เถียนซวี่หนิงพอตื่นแล้วก็หลับต่อไม่ลง

เขานอนตะแคง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ

จ้องใบหน้าหลับใหลที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

ไม่กระพริบตา


ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าหล่อ… เอ๊ย สวย

ความหวานชื่นในใจเอ่อล้นปุด ๆ

เมียของเขา ทำไมแค่หลับก็ยังดูดีขนาดนี้นะ?


มองไปมองมา ความคันไม้คันมือก็กลับมาอีก

เขากลั้นหายใจ ค่อย ๆ ขยับเข้าไปช้ามาก

จูบเบา ๆ ลงบนหน้าผากเรียบเนียนก่อน


…ไม่มีปฏิกิริยา


ความกล้าเพิ่มขึ้น

เขาจูบเปลือกตาที่ปิดสนิท

สัมผัสขนตาที่ปัดผ่านริมฝีปากอย่างคันยุบยิบ

ต่อด้วยปลายจมูกโด่ง

และสุดท้าย เป้าหมายก็ตกอยู่ที่ริมฝีปากที่แยกนิด ๆ

สีสันยั่วยวน


เขาแตะจูบอย่างระมัดระวัง

แล้วเผลอกัดเบา ๆ หนึ่งที


ในความฝัน

จื่ออวี่เหมือนรู้สึกว่ามีอะไรขยับบนหน้า

อุ่น ๆ คัน ๆ

เขาขมวดคิ้วอย่างรำคาญ

ยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ปัดไปทางต้นตอของการรบกวน

เหมือนจะไล่แมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่ง


เพี๊ยะ!


เสียงตบดังชัดในห้องนอน


เถียนซวี่หนิงกำลังจูบอย่างเพลิน

ไม่ทันตั้งตัว

แก้มโดนเข้าเต็ม ๆ

ถึงจื่ออวี่จะออกแรงไม่มากเพราะยังหลับ

แต่ความไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้เขาชะงัก

ค้างอยู่ในท่าที่ริมฝีปากเกือบแตะกัน

ตาเบิกกลม


ไม่กี่วินาทีต่อมา

เขากะพริบตา

ไม่เพียงไม่โกรธ

กลับมีความเขินปนตื่นเต้นไหลวูบขึ้นมา

พุ่งตรงลงท้องน้อย


แก้มที่โดนตบยังอุ่นชา ๆ

และรสสัมผัสของริมฝีปากนุ่ม ๆ เมื่อครู่

ยังวนเวียนอยู่ในปาก


เขา…

ดันมีปฏิกิริยาเพราะเมียตบเขาในตอนหลับ


หูของเถียนซวี่หนิงแดงวาบ

ลามไปถึงคอ

เหมือนหมาตัวใหญ่ที่ทำผิดแล้วโดนจับได้

แต่ดันตื่นเต้นประหลาด


เขาฝังหน้าอันร้อนผ่าวลงในซอกคอของจื่ออวี่

ถูไปมามั่วซั่ว

ปากก็พึมพำงึมงำเสียงหัวเราะเบา ๆ


ราวกับจะกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

เขายัง “แก้แค้น”

จุ๊บ ๆ ๆ ติด ๆ กันตรงรอยต่อคอกับไหปลาร้า

ทิ้งรอยแดงจาง ๆ ไว้หลายจุด


“อืม…”

จื่ออวี่ถูกรบกวนไม่หยุด

ในที่สุดก็ถูกปลุกให้ตื่น

เขาลืมตาขึ้นอย่างงงงัน

ยังไม่ทันรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

รู้แค่ว่าหน้าก็คัน คอก็คัน

แล้วยังเหมือนมีอะไรหนัก ๆ ทับอยู่


เขาหันหน้าไปอย่างยากลำบาก

สบเข้ากับใบหน้าของเถียนซวี่หนิงที่อยู่ใกล้มาก

แก้มแดงผิดปกติ

สายตาหลบ ๆ แต่สว่างจ้า


“นายทำอะไร?”

เสียงจื่ออวี่แหบจากการเพิ่งตื่น

ปนความไม่พอใจ

ขมวดคิ้วแน่น

ความเหนื่อยแบบคนอดนอนยังไม่หาย

อารมณ์เลยไม่ดีเอาเสียเลย


เถียนซวี่หนิงมองดวงตาคู่งาม

ที่ยังมีไอหมอกของความง่วง

แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยคำถาม

หัวใจยิ่งเต้นแรง

และความกระสับกระส่ายในร่างกายก็ยิ่งชัด


เขาอ้าปาก

อยากจะบอกว่า

“เมีย เมื่อกี้คุณตบผม”

หรือ

“เมีย คุณจูบนุ่มมาก”


แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็กลายเป็นแค่คำเดียว

เสียงเหนียว ๆ


“เมีย…อรุณสวัสดิ์”


พูดจบ

ก็ซุกหน้าร้อน ๆ ลงอกจื่ออวี่อีก

เหลือแค่หูแดงแจ๋โผล่ออกมา


จื่ออวี่โดนเขาถูจนคอคัน

ความง่วงยังไม่หาย

แถมโดนก่อกวนตั้งแต่เช้า

ยิ่งหงุดหงิด


เขาสูดหายใจลึก

เอื้อมมือไปคว้าผมท้ายทอยของเถียนซวี่หนิง

ออกแรงดึงให้ถอยออก


“ลุก”

เสียงแหบ


เถียนซวี่หนิงร้อง “ซี้ด” เบา ๆ

เงยหน้าขึ้น

ตาเปียก ๆ มองเขา


“ไม่อยากลุก… นอนต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ เมีย…”

พูดพลางจะขยับเข้ามาแนบอีก


คำตอบคือ

จื่ออวี่ยกมือขึ้น

ตบแก้มอีกข้างที่อยู่ติดกับรอยเดิม

ไม่ปรานี


“ลุก—จาก—เตียง”


เถียนซวี่หนิงตัวตรงทันที

ปากยุบอย่างน้อยใจ

พึมพำ “อ๋อ…”

แล้วค่อย ๆ เปิดผ้าห่มลงจากเตียงอย่างว่าง่าย


จื่ออวี่ไม่อยากสนใจ

ลุกไปเข้าห้องน้ำล้างหน้า

น้ำอุ่นชะความง่วงออกไป

ทำให้สติชัดขึ้นเล็กน้อย


เขาเช็ดหน้า

เงยขึ้นมองกระจก


คนในกระจก

ผมยังเปียกแนบหน้าผาก

หยดน้ำไหลลงตามแก้มขาว

แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด—


ริมฝีปากที่ปกติสีชมพูอ่อน

ตอนนี้แดงบวมชัดเจน

ริมฝีปากล่างมีรอยถลอก

จากการถูกดูดแรงเกินไป

ภายใต้แสงไฟดูชุ่มฉ่ำเป็นสีสด


ยังไม่พอ

เขามองลงไปที่คอและไหปลาร้า

ผิวที่ควรจะขาวสะอาด

กลับมีรอยแดงหลายจุด

ตั้งแต่หลังหูยาวลงไปใต้ปกเสื้อ


บางรอยจางเหมือนกลีบดอกไม้

แต่สองรอยตรงร่องไหปลาร้า

แดงคล้ำจนออกม่วง

เป็นรอยฟันและรอยดูดชัดเจน

ยิ่งตัดกับผิวขาว

ยิ่งดูเร่าร้อนคลุมเครือ

แค่ขยับปกเสื้อ

ก็เห็นมากขึ้นอีก


หน้าของจื่ออวี่ “วูบ” แดงวาบ

ลามไปถึงหูและคอ

เขาเอื้อมมือแตะรอยที่ชัดที่สุด

ความเจ็บแปลบทำให้สูดหายใจเข้า


นี่มันเกิดตอนไหน?!


เถียนซวี่หนิง ไอ้หมาบ้า!


เขาถูปากแรง ๆ

เอาผ้าชุบน้ำเย็นประคบคอ

แต่ยิ่งทำ ผิวยิ่งแดง

รอยพวกนี้

ดูยังไงก็ไม่ใช่จะหายง่าย ๆ


เขาหงุดหงิด

ออกจากห้องน้ำ

ต้นเหตุของทุกอย่าง

กำลังอ้อยอิ่งอยู่ในห้องน้ำอีกห้อง

ไม่รู้ทำอะไร


จื่ออวี่เดินไปที่ห้องนั่งเล่น

กำลังคิดว่าจะกลับหอเลยดีไหม

เสียงกริ่งก็ดังขึ้น


เขามองผ่านตาแมว

ข้างนอกคือ เซี่ยอัน กับ เหอเล่อเล่อ


เขาลังเลเล็กน้อย

ก่อนจะเปิดประตู


ทั้งสองคนชะงักทันที

อ้าปากค้าง

เหมือนสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ


เหอเล่อเล่อถอยหลังครึ่งก้าว

มองเลขห้อง

มองจื่ออวี่

เช็กซ้ำว่าไม่ได้เข้าผิดหรือหลอน


บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที


“เอ่อ… สวัสดี จื่ออวี่?”

เซี่ยอันเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้

ทักด้วยสีหน้าประหลาด


“อรุณสวัสดิ์…”

เหอเล่อเล่อทักเสียงแห้ง

สายตาเผลอสอดส่ายไปทั่วตัวจื่ออวี่และในห้อง


“อืม”

จื่ออวี่ตอบสั้น ๆ

ขยับตัวหลบ

“เข้ามาสิ”


ทั้งสองสบตากัน

เห็นความช็อกและไฟเผือกในตาอีกฝ่าย

ลังเลนิดหนึ่ง

แต่ก็เดินเข้าไป


ยังไม่ทันได้พูดอะไร

เถียนซวี่หนิงก็เดินโผล่ออกมาจากห้องนอน

เปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านหลวม ๆ

ผมยังเปียกนิดหน่อย


เห็นสองคนนั้นก็เลิกคิ้ว

“พวกนายมาทำไม?”


“พี่เถียน!”

เหอเล่อเล่อเหมือนเห็นทางรอด

รีบพูด

“เรามาส่งกุญแจรถ! รถใหม่พี่เมื่อคืนจอดไว้หน้ามหาลัย

พวกเราขับมาจอดให้แล้ว อยู่ข้างล่าง!”


เซี่ยอันไม่พูด

แต่สายตาสลับมองระหว่างสองคนไม่หยุด

นี่มันสถานการณ์อะไร?!


แต่เถียนซวี่หนิงเหมือนไม่รับรู้เลย

เดินตรงไปหาจื่ออวี่

ถามอย่างเป็นธรรมชาติสุด ๆ


“หิวไหม? อยากกินอะไร? เดี๋ยวผมไปซื้ออาหารเช้า”


คำพูดนี้ทำให้

เซี่ยอันกับเหอเล่อเล่อเบิกตากว้าง

สูดลมหายใจเฮือกเดียวกัน

เหอเล่อเล่อแทบคางหลุด


จื่ออวี่ขมวดคิ้ว

ไม่พอใจท่าทีไม่เกรงใจคนนอก

เขาเหลือบมองสองคนที่แข็งเป็นหิน

แล้วหันไปมองเถียนซวี่หนิงที่หน้าตา “ก็ปกตินี่”


“ไม่ต้อง”

เขาพูดเสียงเย็น

หยิบเป้จากโซฟา

“ผมมีธุระ ขอตัวก่อน”


พูดจบ

ไม่มองเถียนซวี่หนิง

เดินไปที่ประตูทันที


“เดี๋ยวผมไปส่ง—”

เถียนซวี่หนิงจะตาม


จื่ออวี่หยุด

หันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง


แค่นั้น

เถียนซวี่หนิงก็หยุดเท้า

คำพูดที่ค้างอยู่กลืนลงไป

ได้แต่ยืนมองจื่ออวี่เปิดประตู

เดินจากไป

ปิดประตูดัง “ปึง”


ห้องนั่งเล่นเหลือผู้ชายสามคน

บรรยากาศอึดอัดแปลกประหลาด


เซี่ยอันเป็นคนแรกที่พูดได้

เขามองเถียนซวี่หนิงที่ยังจ้องประตู

แล้วถามอย่างยากลำบาก


“เถียนซวี่หนิง…

นายกับจื่ออวี่… นี่จริงจังขนาดนี้เลยเหรอ…?”


เถียนซวี่หนิงถึงได้ละสายตา

มองเพื่อนสองคน

ทำหน้างง


“อะไรจริงจังไม่จริงจัง?”

“พวกเราอยู่ด้วยกัน ไม่ปกติเหรอ?”



Chapter End Notes


เถียน: หมาที่หมาที่สุด—

หน้าซามอยด์

สมองฮัสกี้

ความติดคนแบบโกลเด้น

และความเชื่อฟังแบบบอร์เดอร์คอลลี่ 🐶



ความคิดเห็น