ศัตรูตัวฉกาจ 12-20 | 57 ตอน
Protected Page
Chapter 11
ดูเหมือนเขาจะเพิ่งจบหัวข้อสนทนาอะไรบางอย่าง รอยยิ้มบนใบหน้ายังไม่จาง สายตากวาดมองไปรอบห้องเรียนอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่จื่ออวี่
สายตาประสานกัน
ฝีเท้าของเถียนซวี่หนิงชะงักไปเล็กน้อย
จื่ออวี่เป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน รีบหลบสายตาอย่างกับโดนไฟช็อต ก้มหน้าลงแกล้งจัดโต๊ะที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้า แต่หัวใจก็ดันเต้นพลาดจังหวะไปหนึ่งทีอย่างไร้เหตุผล
โชคดีที่เถียนซวี่หนิงหยุดไปแค่ชั่วครู่เดียว ไม่ได้ทำอะไรน่าตกใจต่อหน้าคนทั้งห้องอย่างที่เขากังวล
ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ คุยกับคนข้าง ๆ ต่อ แล้วเดินไปทางด้านหลังห้องเรียน
จื่ออวี่แอบถอนหายใจโล่งอก
เถียนซวี่หนิงถูกเหอเล่อเล่อกับพวกนั้นส่งเสียงเอะอะโหวกเหวกดันเข้ามาในห้อง เขารับมือกับคำบ่นของเซี่ยอันไปส่ง ๆ พลางกวาดตามองหาเมียในห้องเรียน
แล้วเขาก็เห็นที่นั่งริมหน้าต่าง แถวที่สาม
จื่ออวี่กำลังค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากวงแขน ใบหน้าขาวผ่องมีสีแดงระเรื่อของคนเพิ่งตื่น ดวงตายังพร่าเลือน
ในวินาทีที่สายตานั้นมองมา เถียนซวี่หนิงรู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองหยุดไปเลย
ในหัวของเขาดังขึ้นมาเองเป็น BGM พร้อมฟองสีชมพู
“มันคือความใจสั่นใช่ไหม~ สายตานี้หลบไม่พ้น~~”
โอ้พระเจ้า! พระเจ้า! พระเจ้า!
เมียเขาทำไมถึงได้ดูดีขนาดนี้!
นั่งอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ ผิวขาวเหมือนจะเปล่งแสง แสงแดดแต่งขอบสีทองนุ่มฟูให้ทั้งตัว ดูทั้งนิ่มทั้งเชื่อง…
แล้วเมื่อกี้ยังหันมามองเขาอีก! สายตานั่น! ถึงจะหลบไปเร็วมาก แต่เถียนซวี่หนิงมั่นใจว่าเมียเห็นเขาแล้ว!
แถมวันนี้เขาก็แต่งตัวหล่อมากด้วย!
ตึก! ตึก! ตึก!
หัวใจเหมือนโดนขนนกสะกิดแรง ๆ อีกทั้งเหมือนถูกกรอกน้ำอัดลมทั้งขวด ฟองหวานซ่า ๆ ผุดขึ้นไม่หยุด
ทั้งแน่นทั้งเอ่อล้น ราวกับจะกระโดดออกมาทางลำคอ
ความหวานรุนแรงกับแรงกระตุ้นที่อธิบายไม่ถูกถาโถมไปทั่วร่าง
เมียสุดที่รักของเขา! ของเขาคนเดียว!
“เฮ้! ยืนเหม่ออะไร เข้าไปสิ! ขวางทางเขาอยู่!”
ไหล่โดนผลักแรง ๆ เสียงหงุดหงิดของเซี่ยอันดังข้างหู ตัด BGM ที่เขาอินอยู่ในหัวอย่างแรง
เถียนซวี่หนิงได้สติ กลายเป็นว่าตัวเองยืนเหม่ออยู่กลางทางเดินจริง ๆ ขวางเพื่อนร่วมชั้นด้านหลัง
เขาไอแห้ง ๆ หนึ่งที กลบเกลื่อนใบหูที่เริ่มร้อน แล้วรีบเดินเข้าไป
ปกติพวกเขามาเรียนวิชาบรรยายใหญ่แบบนี้ ก็จะเลือกความสะดวก ยึดโซนกลางแถวหลัง ๆ เป็นที่มั่น เปิดโหมดวอกแวกหนีเรียนได้ง่าย
แต่วันนี้ สายตาของเถียนซวี่หนิงกวาดผ่านแถวกลางที่ยังว่างอยู่ เท้ากลับไม่หยุดเลย
เขาเดินตรงไปยังฝั่งซ้ายริมหน้าต่าง เป้าหมายชัดเจน—แถวสุดท้าย
“เอ๊ะ? นายจะไปไหน?” เหอเล่อเล่อชะงักไป
“ตรงนี้แหละ” เถียนซวี่หนิงนั่งลงที่แถวสุดท้ายฝั่งริมหน้าต่าง จากมุมนี้ แค่เอียงหัวนิดเดียว ก็สามารถมองเห็นร่างผอมบางตรงแถวสามริมหน้าต่างได้ทั้งหมด
เซี่ยอันเดินตามมา นั่งลงข้าง ๆ อย่างแรง สีหน้าเหมือนจะด่า
“เป็นบ้าอะไร? มานั่งไกลขนาดนี้ เดี๋ยวจะหนีเรียนก็ลำบากนะเว้ย?”
เถียนซวี่หนิงไม่สนใจ เขาเอาศอกค้ำโต๊ะ มือเท้าคาง สายตาติดหนึบอยู่ที่ร่างด้านหน้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโง่ ๆ โดยไม่รู้ตัว
ลำบากอะไร? มองเมียไม่เห็นจะลำบาก
ที่นั่งนี้… สมบูรณ์แบบ
เซี่ยอันมองตามสายตาที่แทบจะน้ำลายไหลของเถียนซวี่หนิง และเห็นร่างหล่อเหลาคนหนึ่งนั่งอยู่แถวที่สามริมหน้าต่าง—นั่นคือจื่ออวี่ เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของเถียนซวี่หนิงเมื่อเร็วๆ นี้—เช่น จู่ๆ ก็แอดเพื่อนใน WeChat โผล่มาให้อาหารยุงหน้าอาคารเรียนพิเศษโดยไม่มีเหตุผล ขับรถซูเปอร์คาร์หรูมาจอดหน้าโรงเรียนตอนกลางวันแสกๆ เพื่ออวดรถ—
ความคิดที่เหลือเชื่อผุดขึ้นมาในหัว
เขาลดเสียง กระซิบใกล้ ๆ
“เฮ้ เถียนซวี่หนิง บอกตรง ๆ มา นาย…ไม่ได้ชอบจื่ออวี่เข้าแล้วใช่ไหม?”
เถียนซวี่หนิงได้ยินก็ละสายตาจากเมีย หันมามองเซี่ยอันอย่างงงงัน
ชอบอะไร? นี่มันเมียเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!
ในความทรงจำของเขา ชัดเจนมากว่าเขากับจื่ออวี่อยู่ด้วยกันมาหลายปี เพื่อน ๆ ก็รู้กันหมด แถมยังอวยพรกันทั้งนั้น
แล้วเซี่ยอันจะถามคำถามแบบนี้ได้ยังไง?
หรือว่าความจำเขาจะสับสนจริง ๆ?
หัวใจเถียนซวี่หนิงกระตุกวูบหนึ่ง แต่สีหน้ายังฝืนคุมไว้
เขาห้ามแสดงออกว่าความจำมีปัญหา ไม่งั้นเมียจะกังวล
ต้องเล่นไปตาม “ความจริง” ตอนนี้
เขาเลยเลือกคำตอบกึ่งกลางที่ในความเข้าใจของเขา สอดคล้องกับความเป็นจริงที่สุด
“ฉันก็ชอบเขาอยู่แล้ว”
คำว่า “ชอบ” ยังดูเบาไปด้วยซ้ำ ควรจะเป็น “รัก” รักแบบลึกซึ้งต่างหาก
“???”
ตาเซี่ยอันถลนแทบหลุดจากเบ้า เกือบเด้งตกจากเก้าอี้ เขายกมือฟาดไปที่ท้ายทอยเถียนซวี่หนิงหนึ่งที
“นายไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหมเถียนซวี่หนิง? สมองโดนชนจนพังไปแล้วหรือเปล่า? ท่าทีนายเมื่อก่อนนายลืมแล้วเหรอ? เมื่อก่อนพวกเราพูดถึงเขา นายยังทำหน้าเบื่อ บอกให้เลิกพูด บอกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ นี่มันกี่วันเอง? อยู่ ๆ นายกลับลำร้อยแปดสิบองศา? ผีเข้าเหรอวะ!”
เถียนซวี่หนิงโดนตบจนตัวเอนไปข้างหน้าอย่างไม่พอใจ ลูบท้ายทอยแล้วกลอกตา
“นายจำผิดหรือเปล่า? ฉันเคยพูดแบบนั้นตอนไหน?”
ในความทรงจำของเขา เขาทะนุถนอมเมียยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น กลัวตก กลัวแตก กลัวละลาย
จะไปพูดแบบนั้นกับเมียได้ยังไง เซี่ยอันต้องมั่วแน่ ๆ
“……”
เซี่ยอันอึ้งจนพูดไม่ออก มองเถียนซวี่หนิงที่ทำหน้าแน่วแน่อย่างไม่รู้สึกรู้สา เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสงสัยตัวเองอย่างหนัก
หรือว่า… เขาจะจำผิดจริง ๆ?
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ย่อยข้อมูลมหาศาลนี้ แล้วเปลี่ยนมุมพูด พยายามดึงเพื่อนกลับสู่ความเป็นจริง
“โอเค ต่อให้…ต่อให้นายชอบเขาตอนนี้แล้วกัน แต่นายเคยคิดไหม ถ้าจื่ออวี่เป็นผู้ชายแท้ล่ะ? นายเล่นใหญ่ขนาดนี้ ทั้งรถ ทั้งมานั่งจ้องเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง มันจะได้ผลเหรอ? ระวังเถอะ เดี๋ยวทำเขาตกใจ หนีไป ไม่เหลือแม้แต่เพื่อน”
“ผู้ชายแท้?”
เถียนซวี่หนิงขมวดคิ้ว มองเซี่ยอันเหมือนมองคนโง่
ผู้ชายแท้อะไร? ผู้ชายที่รักเถียนซวี่หนิงตรง ๆ งั้นเหรอ?
เมียเขารักเขาจะตาย ไล่ตามเขาเป็นปี ๆ กว่าจะคบกันได้
จะเป็นผู้ชายแท้ได้ยังไง?
วันนี้เซี่ยอันเป็นอะไรไป พูดแต่เรื่องเพี้ยน ๆ มาทำลายความสัมพันธ์ผัวเมียของพวกเขาอยู่ได้!
Chapter 12
เขาโน้มเข้าไปใกล้เซี่ยอัน กระซิบเสียงต่ำแต่จริงจัง
“เซี่ยอัน ฉันเตือนนายไว้ก่อนนะ อย่ามาพูดมั่ว ๆ แถวนี้ นายไม่รู้อะไรทั้งนั้น อย่าเดาไปเอง และยิ่งห้ามเอาไปพูดต่อข้างนอก ได้ยินไหม? นายกำลังทำร้ายฉันอยู่!”
เซี่ยอัน: “……”
เขามองใบหน้าที่จริงจังผิดปกติของเถียนซวี่หนิง ฟังคำพูดที่ฟังดูมีเหตุมีผลในตัวเอง แต่กลับหลุดออกจากความเป็นจริงไปไกลลิบ จนเขาพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนมีลมเย็น ๆ ไหลผ่านแผ่นหลัง
ซวยแล้ว…อาการของเพื่อนเขาคนนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดา
นี่ไม่ใช่แค่ความจำสับสนธรรมดา แต่มันคือการสร้าง “เรื่องราว” ขึ้นมาเองทั้งระบบ เป็นตรรกะปิดสมบูรณ์แบบ แถมดื่มด่ำจนเชื่อสนิท!
เซี่ยอันอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ออกเสียง ได้แต่วางมือไว้บนไหล่เถียนซวี่หนิงเบา ๆ มองเขาด้วยสายตาซับซ้อน ถอนหายใจ แล้วหันกลับไปเงียบ ๆ พร้อมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา
เขารู้สึกว่าตัวเองอาจต้องไปค้นดูสักหน่อยว่า
อาการแทรกซ้อนทางจิตจากสมองกระทบกระเทือน มี “โรคหลงผิด” รวมอยู่ด้วยไหม
และในฐานะเพื่อน เขาควรจะเริ่มคิดหาวิธีแนะนำตระกูลเถียนอย่างอ้อม ๆ ให้พาเถียนซวี่หนิงไปพบจิตแพทย์หรือแพทย์ด้านจิตเวชหรือเปล่า?
ทันทีที่เสียงกริ่งเลิกคาบดังขึ้น เซี่ยอัน เหอเล่อเล่อ และคนอื่น ๆ ก็กรูกันมาล้อมโต๊ะเถียนซวี่หนิง
เหอเล่อเล่อยิ้มตาเป็นประกาย ถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น
“พี่เถียน! บ่ายนี้ไม่มีเรียนแล้ว เปิดรถใหม่พาแก๊งเราไปขับเล่นหน่อยสิ!”
“ใช่ ๆ ขอผมลองนั่งเบาะผู้โดยสารซูเปอร์คาร์หน่อยเถอะ!” อีกคนก็โห่ตาม
แต่เถียนซวี่หนิงกลับใจลอย สายตาเขาล็อกอยู่ที่แผ่นหลังด้านหน้าที่กำลังเก็บกระเป๋าอย่างไม่เร่งรีบ
เขาคว้ากุญแจรถบนโต๊ะ ยัดใส่มือเซี่ยอันทันทีโดยไม่แม้แต่จะมอง
“พวกนายไปกันเอง กุญแจให้นาย ฉันมีธุระ”
“หา? ธุระอะไรสำคัญกว่าพารถใหม่ไปขับอีก?” เหอเล่อเล่ออึ้ง
เถียนซวี่หนิงไม่สนเสียงโอดครวญหรือคำถาม คว้ากระเป๋าเปล่าที่แทบไม่ได้เปิดใช้ ลุกขึ้นเดินตรงไปยังแถวที่สาม
ทิ้งให้เซี่ยอันกับคนอื่นมองหน้ากันไปมา
เซี่ยอันกำกุญแจรถ มองแผ่นหลังที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจนของเถียนซวี่หนิง แล้วนึกถึงบทสนทนาประหลาดในคาบเรียนก่อนหน้า ก็ได้แต่ถอนหายใจยาว
เขารู้สึกได้ว่า…ช่วงเวลาต่อจากนี้ อาการ “ป่วย” ของเพื่อนเขา คงยังไม่จบง่าย ๆ แน่
ในห้องเรียน คนเริ่มทยอยออกไปจนเกือบหมด
จื่ออวี่เพิ่งรูดซิปกระเป๋าเสร็จ เงาสูงใหญ่ก็ทาบลงมา พร้อมเสียงที่จงใจลดต่ำแต่กลบความดีใจไม่มิด
“เมีย~”
มือของจื่ออวี่ชะงัก เขาเงยหน้าขึ้น เห็นเถียนซวี่หนิงก้มตัว มือยันขอบโต๊ะ ดวงตาเป็นประกายมองเขา รอบข้างแทบไม่มีใครแล้ว
“มีอะไร?”
“ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ!” เถียนซวี่หนิงยืดตัวตรง ดีดนิ้วตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้ม “แล้วกลับบ้านด้วยกัน”
“กินข้าวได้” จื่ออวี่สะพายกระเป๋า เดินอ้อมเขาออกไป “แต่ตอนเย็นไม่ได้ ฉันต้องไปทำพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟหน้าประตูมหาลัย แปดโมงถึงห้าทุ่ม กลับบ้านกับนายไม่ได้”
“ทำงานพิเศษ?” เถียนซวี่หนิงเดินตามติด คิ้วขมวด นึกถึงที่เซี่ยอันเคยพูดว่าครอบครัวเขาไม่ค่อยดี ยุ่งมาก ใจเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง “เมีย นายไม่ต้องไปทำก็ได้นะ มันเหนื่อย ฉัน—”
“เรื่องของฉัน ฉันจัดการเอง”
จื่ออวี่ขัดขึ้น น้ำเสียงเรียบ เขาไม่ต้องการความสงสารจากใคร โดยเฉพาะจากเถียนซวี่หนิง
เถียนซวี่หนิงสะอึก มองใบหน้าด้านข้างที่สงบนิ่ง คำว่า “ฉันเลี้ยงนายเอง” ถูกกลืนกลับลงคอไป
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าพูดตอนนี้ คนตรงหน้าคงไม่พอใจ
เขารีบเปลี่ยนกลยุทธ์ พูดเสียงออดอ้อนติดหนึบ
“งั้น…งั้นฉันไปเป็นเพื่อน! รอจนเลิกงาน แล้วเรากลับบ้านด้วยกัน!”
พูดไปทั้งสองก็เดินออกจากอาคารเรียนแล้ว
ในมหาวิทยาลัยผู้คนขวักไขว่ คนหนึ่งเย็นชา หล่อสะอาดตา ดูห่างเหิน
อีกคนสูงใหญ่ หล่อสะดุดตา
สองคนเดินเคียงกันใต้แนวต้นไม้ อัตราการหันมองแทบจะสองร้อยเปอร์เซ็นต์
สายตาสงสัย ตื่นตา และอยากรู้อยากเห็น สาดเข้ามาจากรอบด้าน พร้อมเสียงกระซิบเบา ๆ
“ดูสิ! จื่ออวี่กับเถียนซวี่หนิง!”
“สองคนนี้มาเดินด้วยกันได้ยังไง?”
“เถียนซวี่หนิงวันนี้หล่อมาก!”
“จื่ออวี่ก็หล่อ แบบเย็น ๆ นิ่ง ๆ …”
“สนิทกันขนาดนี้เลยเหรอ?”
จื่ออวี่รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
เขาคุ้นเคยกับความเงียบ ความโดดเดี่ยว ไม่เคยชินกับการถูกจับจ้องเหมือนเป็นจุดสนใจ
เขาเร่งฝีเท้า อยากหนีจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้ให้เร็วที่สุด
ในใจแอบโทษตัวเองอีกครั้ง
เมื่อกี้ตอบตกลงมาทำไม น่าจะปฏิเสธแล้วแยกทางไปเลย
ตรงกันข้าม เถียนซวี่หนิงกลับไม่ใส่ใจสายตารอบข้าง แถมยังเหมือนจะเพลิดเพลิน
วันนี้เขาตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษ เดินข้างจื่ออวี่ อกผาย หลังตรง มุมปากมีรอยยิ้มบาง ๆ
เหมือนนกยูงที่กางหางสำเร็จ อยากประกาศให้โลกรู้ว่า
คนข้าง ๆ นี่แหละ—เมียผม
เขาเป็นที่นิยมอยู่แล้ว ตลอดทางมีคนทักไม่ขาด
“พี่เถียน! ไปตีบาสไหม?”
“พี่เถียน! วันนี้โคตรเท่!”
“รุ่นพี่ซวี่หนิง! บ่ายนี้มีกิจกรรมชมรมมานะ!”
เถียนซวี่หนิงตอบรับไปเรื่อย แต่สายตาไม่เคยละจากจื่ออวี่
จนกระทั่งเพื่อนที่เล่นบาสด้วยกันประจำเข้ามาล้อม กอดคอรั้งไว้
“ในที่สุดก็เจอ! ไป ๆ สนามรออยู่ วันนี้ต้องถล่มอีกฝั่งให้เละ!”
“ไม่ไป มีธุระ” เขาพยายามสะบัดออก
“ธุระอะไรสำคัญกว่าบาส?”
“ใช่ อย่าทำเสียบรรยากาศสิพี่เถียน!”
พวกนั้นหัวเราะคิกคักไม่ยอมปล่อย
เถียนซวี่หนิงรับมือไป มองไปข้างหน้าอย่างร้อนใจ
แค่พริบตาเดียว จื่ออวี่ก็เดินไปไกลกว่าสิบเมตรแล้ว แผ่นหลังใกล้จะเลี้ยวตรงหัวมุม
“มีธุระจริง ๆ! คราวหน้า! คราวหน้าชัวร์!”
เขาออกแรงสะบัดหลุด ไม่สนเสียงบ่นด้านหลัง วิ่งไล่ตามทันที
“รอฉันด้วย!”
เขาไล่ทันในไม่กี่ก้าว หายใจถี่นิดหน่อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเอาใจ
“พวกนั้นน่ารำคาญ เราไปเถอะ นายอยากกินอะไร? ฉันเลี้ยง!”
จื่ออวี่เหลือบมองเขา เดินต่อไม่หยุด น้ำเสียงเย็น
“นายมีธุระก็ไปเถอะ ไม่ต้องฝืนมาส่งฉัน”
“ฉันไม่มีธุระ!” เถียนซวี่หนิงปฏิเสธทันที เสียงเผลอสูงขึ้น ก่อนจะรีบกดต่ำ
“ถึงมีก็เถอะ ยังไงก็ไม่สำคัญเท่าเมียของฉันหรอก! มีอะไรจะสำคัญกว่าการกินข้าวกับนายล่ะ?”
เขาโน้มเข้าไปใกล้เซี่ยอัน กระซิบเสียงต่ำแต่จริงจัง
“เซี่ยอัน ฉันเตือนนายไว้ก่อนนะ อย่ามาพูดมั่ว ๆ แถวนี้ นายไม่รู้อะไรทั้งนั้น อย่าเดาไปเอง และยิ่งห้ามเอาไปพูดต่อข้างนอก ได้ยินไหม? นายกำลังทำร้ายฉันอยู่!”
เซี่ยอัน: “……”
เขามองใบหน้าที่จริงจังผิดปกติของเถียนซวี่หนิง ฟังคำพูดที่ฟังดูมีเหตุมีผลในตัวเอง แต่กลับหลุดออกจากความเป็นจริงไปไกลลิบ จนเขาพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนมีลมเย็น ๆ ไหลผ่านแผ่นหลัง
ซวยแล้ว…อาการของเพื่อนเขาคนนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดา
นี่ไม่ใช่แค่ความจำสับสนธรรมดา แต่มันคือการสร้าง “เรื่องราว” ขึ้นมาเองทั้งระบบ เป็นตรรกะปิดสมบูรณ์แบบ แถมดื่มด่ำจนเชื่อสนิท!
เซี่ยอันอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ออกเสียง ได้แต่วางมือไว้บนไหล่เถียนซวี่หนิงเบา ๆ มองเขาด้วยสายตาซับซ้อน ถอนหายใจ แล้วหันกลับไปเงียบ ๆ พร้อมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา
เขารู้สึกว่าตัวเองอาจต้องไปค้นดูสักหน่อยว่า
อาการแทรกซ้อนทางจิตจากสมองกระทบกระเทือน มี “โรคหลงผิด” รวมอยู่ด้วยไหม
และในฐานะเพื่อน เขาควรจะเริ่มคิดหาวิธีแนะนำตระกูลเถียนอย่างอ้อม ๆ ให้พาเถียนซวี่หนิงไปพบจิตแพทย์หรือแพทย์ด้านจิตเวชหรือเปล่า?
ทันทีที่เสียงกริ่งเลิกคาบดังขึ้น เซี่ยอัน เหอเล่อเล่อ และคนอื่น ๆ ก็กรูกันมาล้อมโต๊ะเถียนซวี่หนิง
เหอเล่อเล่อยิ้มตาเป็นประกาย ถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น
“พี่เถียน! บ่ายนี้ไม่มีเรียนแล้ว เปิดรถใหม่พาแก๊งเราไปขับเล่นหน่อยสิ!”
“ใช่ ๆ ขอผมลองนั่งเบาะผู้โดยสารซูเปอร์คาร์หน่อยเถอะ!” อีกคนก็โห่ตาม
แต่เถียนซวี่หนิงกลับใจลอย สายตาเขาล็อกอยู่ที่แผ่นหลังด้านหน้าที่กำลังเก็บกระเป๋าอย่างไม่เร่งรีบ
เขาคว้ากุญแจรถบนโต๊ะ ยัดใส่มือเซี่ยอันทันทีโดยไม่แม้แต่จะมอง
“พวกนายไปกันเอง กุญแจให้นาย ฉันมีธุระ”
“หา? ธุระอะไรสำคัญกว่าพารถใหม่ไปขับอีก?” เหอเล่อเล่ออึ้ง
เถียนซวี่หนิงไม่สนเสียงโอดครวญหรือคำถาม คว้ากระเป๋าเปล่าที่แทบไม่ได้เปิดใช้ ลุกขึ้นเดินตรงไปยังแถวที่สาม
ทิ้งให้เซี่ยอันกับคนอื่นมองหน้ากันไปมา
เซี่ยอันกำกุญแจรถ มองแผ่นหลังที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจนของเถียนซวี่หนิง แล้วนึกถึงบทสนทนาประหลาดในคาบเรียนก่อนหน้า ก็ได้แต่ถอนหายใจยาว
เขารู้สึกได้ว่า…ช่วงเวลาต่อจากนี้ อาการ “ป่วย” ของเพื่อนเขา คงยังไม่จบง่าย ๆ แน่
ในห้องเรียน คนเริ่มทยอยออกไปจนเกือบหมด
จื่ออวี่เพิ่งรูดซิปกระเป๋าเสร็จ เงาสูงใหญ่ก็ทาบลงมา พร้อมเสียงที่จงใจลดต่ำแต่กลบความดีใจไม่มิด
“เมีย~”
มือของจื่ออวี่ชะงัก เขาเงยหน้าขึ้น เห็นเถียนซวี่หนิงก้มตัว มือยันขอบโต๊ะ ดวงตาเป็นประกายมองเขา รอบข้างแทบไม่มีใครแล้ว
“มีอะไร?”
“ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ!” เถียนซวี่หนิงยืดตัวตรง ดีดนิ้วตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้ม “แล้วกลับบ้านด้วยกัน”
“กินข้าวได้” จื่ออวี่สะพายกระเป๋า เดินอ้อมเขาออกไป “แต่ตอนเย็นไม่ได้ ฉันต้องไปทำพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟหน้าประตูมหาลัย แปดโมงถึงห้าทุ่ม กลับบ้านกับนายไม่ได้”
“ทำงานพิเศษ?” เถียนซวี่หนิงเดินตามติด คิ้วขมวด นึกถึงที่เซี่ยอันเคยพูดว่าครอบครัวเขาไม่ค่อยดี ยุ่งมาก ใจเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง “เมีย นายไม่ต้องไปทำก็ได้นะ มันเหนื่อย ฉัน—”
“เรื่องของฉัน ฉันจัดการเอง”
จื่ออวี่ขัดขึ้น น้ำเสียงเรียบ เขาไม่ต้องการความสงสารจากใคร โดยเฉพาะจากเถียนซวี่หนิง
เถียนซวี่หนิงสะอึก มองใบหน้าด้านข้างที่สงบนิ่ง คำว่า “ฉันเลี้ยงนายเอง” ถูกกลืนกลับลงคอไป
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าพูดตอนนี้ คนตรงหน้าคงไม่พอใจ
เขารีบเปลี่ยนกลยุทธ์ พูดเสียงออดอ้อนติดหนึบ
“งั้น…งั้นฉันไปเป็นเพื่อน! รอจนเลิกงาน แล้วเรากลับบ้านด้วยกัน!”
พูดไปทั้งสองก็เดินออกจากอาคารเรียนแล้ว
ในมหาวิทยาลัยผู้คนขวักไขว่ คนหนึ่งเย็นชา หล่อสะอาดตา ดูห่างเหิน
อีกคนสูงใหญ่ หล่อสะดุดตา
สองคนเดินเคียงกันใต้แนวต้นไม้ อัตราการหันมองแทบจะสองร้อยเปอร์เซ็นต์
สายตาสงสัย ตื่นตา และอยากรู้อยากเห็น สาดเข้ามาจากรอบด้าน พร้อมเสียงกระซิบเบา ๆ
“ดูสิ! จื่ออวี่กับเถียนซวี่หนิง!”
“สองคนนี้มาเดินด้วยกันได้ยังไง?”
“เถียนซวี่หนิงวันนี้หล่อมาก!”
“จื่ออวี่ก็หล่อ แบบเย็น ๆ นิ่ง ๆ …”
“สนิทกันขนาดนี้เลยเหรอ?”
จื่ออวี่รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
เขาคุ้นเคยกับความเงียบ ความโดดเดี่ยว ไม่เคยชินกับการถูกจับจ้องเหมือนเป็นจุดสนใจ
เขาเร่งฝีเท้า อยากหนีจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้ให้เร็วที่สุด
ในใจแอบโทษตัวเองอีกครั้ง
เมื่อกี้ตอบตกลงมาทำไม น่าจะปฏิเสธแล้วแยกทางไปเลย
ตรงกันข้าม เถียนซวี่หนิงกลับไม่ใส่ใจสายตารอบข้าง แถมยังเหมือนจะเพลิดเพลิน
วันนี้เขาตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษ เดินข้างจื่ออวี่ อกผาย หลังตรง มุมปากมีรอยยิ้มบาง ๆ
เหมือนนกยูงที่กางหางสำเร็จ อยากประกาศให้โลกรู้ว่า
คนข้าง ๆ นี่แหละ—เมียผม
เขาเป็นที่นิยมอยู่แล้ว ตลอดทางมีคนทักไม่ขาด
“พี่เถียน! ไปตีบาสไหม?”
“พี่เถียน! วันนี้โคตรเท่!”
“รุ่นพี่ซวี่หนิง! บ่ายนี้มีกิจกรรมชมรมมานะ!”
เถียนซวี่หนิงตอบรับไปเรื่อย แต่สายตาไม่เคยละจากจื่ออวี่
จนกระทั่งเพื่อนที่เล่นบาสด้วยกันประจำเข้ามาล้อม กอดคอรั้งไว้
“ในที่สุดก็เจอ! ไป ๆ สนามรออยู่ วันนี้ต้องถล่มอีกฝั่งให้เละ!”
“ไม่ไป มีธุระ” เขาพยายามสะบัดออก
“ธุระอะไรสำคัญกว่าบาส?”
“ใช่ อย่าทำเสียบรรยากาศสิพี่เถียน!”
พวกนั้นหัวเราะคิกคักไม่ยอมปล่อย
เถียนซวี่หนิงรับมือไป มองไปข้างหน้าอย่างร้อนใจ
แค่พริบตาเดียว จื่ออวี่ก็เดินไปไกลกว่าสิบเมตรแล้ว แผ่นหลังใกล้จะเลี้ยวตรงหัวมุม
“มีธุระจริง ๆ! คราวหน้า! คราวหน้าชัวร์!”
เขาออกแรงสะบัดหลุด ไม่สนเสียงบ่นด้านหลัง วิ่งไล่ตามทันที
“รอฉันด้วย!”
เขาไล่ทันในไม่กี่ก้าว หายใจถี่นิดหน่อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเอาใจ
“พวกนั้นน่ารำคาญ เราไปเถอะ นายอยากกินอะไร? ฉันเลี้ยง!”
จื่ออวี่เหลือบมองเขา เดินต่อไม่หยุด น้ำเสียงเย็น
“นายมีธุระก็ไปเถอะ ไม่ต้องฝืนมาส่งฉัน”
“ถึงมีก็เถอะ ยังไงก็ไม่สำคัญเท่าเมียของฉันหรอก! มีอะไรจะสำคัญกว่าการกินข้าวกับนายล่ะ?”
Chapter 13
Chapter Notes
See the end of the chapter for notes
จื่ออวี่หยุดฝีเท้า หันศีรษะไปมองเถียนซวี่หนิงอีกฝ่ายก้มลงมองเขา แสงแดดตกกระทบในดวงตาคู่นั้น แววตาบริสุทธิ์และร้อนแรงอย่างไม่ปิดบังจื่ออวี่อ้าปาก ประโยค “ฉันไม่ใช่เมียของนาย นายไม่จำเป็นต้องดีกับฉันขนาดนี้” เกือบหลุดออกมา แต่พอสบเข้ากับดวงตาที่เป็นประกายคู่นั้น คำพูดกลับติดอยู่ตรงปลายลิ้น ก่อนจะถูกกลืนกลับลงไปทั้งอย่างนั้นช่างมันเถอะ เขาบอกตัวเองในใจคำพูดของหมอดังขึ้นในหัว— สภาพของเถียนซวี่หนิงตอนนี้ เหมือนบ้านแก้วที่สร้างขึ้นจากจินตนาการ หากบุกทลายอย่างรุนแรง อาจกระตุ้นให้เกิดปัญหาที่รุนแรงกว่านี้ได้ช่วงนี้…ก็ปล่อยให้เขาเป็นแบบนี้ไปก่อนแล้วกันจื่ออวี่ไม่พูดอะไรอีก เท่ากับยอมรับการติดตามของเถียนซวี่หนิงโดยปริยายมื้อเย็นยังคงกินกันที่โรงอาหาร จื่ออวี่ไม่อยากเสียเวลาไปกลับร้านนอกมหาวิทยาลัยเมื่อทั้งสองปรากฏตัวพร้อมกันอีกครั้งในโรงอาหารที่แน่นขนัด ก็ไม่แปลกที่จะเรียกสายตาและเสียงซุบซิบขึ้นมาอีกระลอก ตอนแรกจื่ออวี่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่เห็นเถียนซวี่หนิงทำตัวเหมือนไม่มีใครอยู่รอบข้าง เขาก็ฝืนบอกตัวเองให้มองข้ามสายตาเหล่านั้น แล้วโฟกัสกับอาหารตรงหน้าจื่ออวี่ตักแค่ผัดผักน้ำมันใสหนึ่งจาน กับไข่ผัดมะเขือเทศ ส่วนถาดของเถียนซวี่หนิง…พูนราวกับภูเขาลูกย่อม ๆ หมูแดงตุ๋น กุ้งทอดเกลือ พริกไก่ผัดเผ็ด ปลาอบนึ่ง และผักใบเขียวอีกสองอย่างพอหาที่นั่งได้ เถียนซวี่หนิงมองถาดอาหารจืดชืดของจื่ออวี่ แล้วหันมาดู “ภูเขาอาหาร” ของตัวเอง คิ้วขมวดเป็นปมทันทีเขาไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าตะเกียบขึ้นมา คีบหมูตุ๋นที่ไม่มันที่สุด กุ้งทอดตัวใหญ่เต็มคำ ชิ้นไก่ที่ดูนุ่มที่สุด และปลาอบครึ่งหนึ่ง กองพรวดเดียวลงบนข้าวของจื่ออวี่เพียงพริบตาเดียว ถาดอาหารที่เคยดูสะอาดตาก็ถูกปกคลุมด้วยกับข้าวเนื้อสัตว์สารพัด“นายทำอะไร?” จื่ออวี่ขมวดคิ้ว จะคีบอาหารคืนกลับไป“นายกินน้อยเกินไปนะ เมีย” เถียนซวี่หนิงกดมือเขาไว้ เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นน่าสงสาร “แล้วฉันตักมาเยอะเกิน กินไม่หมดแน่ ๆ นายไม่ช่วยกิน ก็ต้องทิ้งเปล่า ๆ”เขาชี้ไปที่ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานจานหนึ่ง ที่ตั้งใจเดินอ้อมไปตักเพิ่ม “อันนี้ฉันตักมาให้นายโดยเฉพาะ นายชอบที่สุดใช่ไหม?”ซี่โครงหมูเคลือบซอสเป็นมันเงา กลิ่นเปรี้ยวหวานลอยเข้าจมูก จื่ออวี่มองถาดอาหารของตัวเอง แล้วมองดวงตาที่ดูไร้เดียงสา แต่แฝงความเจ้าเล่ห์และคาดหวังของอีกฝ่าย คำปฏิเสธหมุนวนอยู่บนลิ้น สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมาใจอ่อนอีกแล้ว…เขาคิดเขาคีบซี่โครงหมูขึ้นมาก่อนเป็นอย่างแรกดวงตาของเถียนซวี่หนิงสว่างขึ้นทันที เขาเองก็เริ่มกินอย่างอารมณ์ดี คอยแอบชำเลืองดูจื่ออวี่เป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังช่วย “จัดการ” อาหารเหล่านั้นจริง ๆมื้อนั้น น่าจะเป็นมื้อที่จื่ออวี่กินอิ่มที่สุดในช่วงหลังมานี้ ท้องแน่น ใจก็ยุ่งเหยิงไม่แพ้กันหลังอาหาร จื่ออวี่เก็บถาด แล้วพูดกับเถียนซวี่หนิงที่ยังซดซุปช้า ๆ “ฉันต้องไปทำงานแล้ว”“ฉันไปส่ง!” เถียนซวี่หนิงวางช้อน ลุกขึ้นทันที“ไม่ต้อง อยู่แค่หน้าประตูมหาลัย เดินไม่กี่ก้าว”“ไม่กี่ก้าวก็คือทางเดิน”จื่ออวี่ขี้เกียจเถียง ยังไงก็เถียงไม่ชนะ ทั้งสองเดินออกจากโรงอาหาร ผ่านมหาวิทยาลัยที่เริ่มเงียบลงในยามเย็น มุ่งหน้าไปยังถนนของกินด้านนอกประตูฝั่งตะวันตก“ร้านกาแฟอินดี้” ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ติดกับทะเลสาบ กระจกบานใหญ่เผยแสงไฟสีเหลืองอุ่นด้านใน เชื่อมกับผิวน้ำที่สะท้อนแสงระยิบระยับด้านนอก เป็นสถานที่ยอดนิยมของนักศึกษาสำหรับอ่านหนังสือ เดต และถ่ายรูปถึงหน้าร้าน จื่ออวี่หยุดมือที่จับลูกบิดทองเหลืองเย็น ๆ แล้วหันไปมองเถียนซวี่หนิง “ฉันทำงานสามชั่วโมง ถ้านายมีธุระ…ก็กลับไปก่อนได้”เถียนซวี่หนิงทำเหมือนไม่ได้ยิน อาศัยความสูงก้าวเข้าไปอีกก้าว กักจื่ออวี่ไว้ระหว่างตัวเขากับบานประตู มือใหญ่ทาบลงบนมือของจื่ออวี่ที่จับลูกบิด ไม่ได้ออกแรง เพียงถ่ายทอดความอุ่นเขาก้มลง สายตาตกอยู่บนขนตาของจื่ออวี่ “ไม่มีธุระนะ ฉันก็กำลังอยากดื่มกาแฟพอดี”พูดจบก็ผลักประตูแก้วหนัก ๆ เปิดออกทันที จื่ออวี่ไม่มีทางเลือก นอกจากเดินตามเข้าไปในร้านมีลูกค้าไม่มาก เสี่ยวอวี่ เด็กสาวที่จัดอุปกรณ์อยู่หน้าเคาน์เตอร์ เงยหน้าขึ้นยิ้ม “เสี่ยวอวี่ มาแล้วเหรอ!”แต่พอสายตาเธอเลื่อนไปเห็นร่างสูงด้านหลัง รอยยิ้มก็ชะงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจจื่ออวี่พยักหน้าเป็นการทักทาย เดินตรงไปยังห้องพนักงาน เปลี่ยนเป็นผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเนื้อนุ่มพอเขาออกมา เสี่ยวอวี่กอดสมุดบันทึก แต่สายตากลับแอบเหลือบไปทางที่นั่งริมหน้าต่าง เห็นจื่ออวี่ออกมา ก็รีบโบกมือเรียก“เป็นอะไร?” เขาถามเสียงต่ำเสี่ยวอวี่กระซิบข้างหู ใช้มือบังปาก “เสี่ยวอวี่! นายกับเถียนซวี่หนิง…ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่? พระเจ้า เขาเข้ามาแล้วไปนั่งตรงที่วิวดีที่สุดเลยนะ แล้วก็นั่งจ้องฝั่งพนักงานไม่หยุด! พอนายออกมา เขายิ่งไม่ละสายตาเลย! สายตานั่นมัน…”เธอพูดไม่จบก็ชะงัก หดคอ เสียงเบาลงอีก “เขา…เขากำลังจ้องฉันอยู่หรือเปล่า?”จื่ออวี่มองตามสายตาเธอไปริมกระจก แสงโคมสีอุ่นสาดลงมา เถียนซวี่หนิงนั่งอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ตรงหน้าเป็นลาเต้ร้อน แต่เขาไม่สนใจมันเลย มือหนึ่งค้ำคาง สายตามองตรงมาที่จื่ออวี่อย่างไม่ปิดบังเหมือนจะรับรู้ถึงสายตานั้นเถียนซวี่หนิงยิ้มกว้างจนแสบตา ยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ไปทางจื่ออวี่มุมปากยกสูงขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหมาตัวใหญ่ที่ในที่สุดก็ได้สบตาเจ้าของเสี่ยวหยูที่มองอยู่ด้านข้างถึงกับอ้าปากค้าง เอามือปิดปาก สายตาเหลือบมองระหว่างจื่อหยูและเทียนซูหนิงอย่างรวดเร็ว จื่ออวี่: "..." เขาเบี่ยงสายตาไปอย่างไม่มีอารมณ์ใดๆ แล้วพูดกับเสี่ยวอวี่ว่า "อย่าคิดมาก ไม่มีอะไรผิดปกติหรอก เขาแค่...สับสนนิดหน่อย" จากนั้นเขาก็หันหลังเดินไปที่โต๊ะทำงาน เริ่มตรวจสอบวัสดุที่จำเป็นสำหรับคืนนี้ พยายามไม่สนใจสายตาที่จ้องมองอย่างดุดันราวกับจะเผาหลังเขา
Chapter End Notes
เถียน: ถ้าคุณชอบใครสักคน คุณควรเรียกเขาว่า "เมีย" ไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะกลายเป็นเมียของคุณ สวัสดีตอนเช้า เมีย ราตรีสวัสดิ์ เมีย โอเค เมีย คุณทำงานหนักมาก เมีย ฉันรักคุณ เมีย การเรียกใครสักคนว่า "เมีย" นั้นยอดเยี่ยม ขอให้คุณเจริญรุ่งเรืองและโชคดี!
Chapter 14
Chapter Notes
Chapter End Notes
Chapter 15
Chapter 16
เถียนสวี่หนิงวางสายโทรศัพท์ ในใจรู้สึกเหมือนยกร่องหินใหญ่ออกไปได้แล้ว เขาคิดอย่างมีความสุขว่าพรุ่งนี้ภรรยาของเขาจะมีเงินแล้ว พอลมเย็นยามค่ำคืนพัดมา ตรงที่ถูกยุงกัดบนแขนก็เริ่มคันขึ้นมาอีกครั้ง เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปเกา ผลคือยิ่งเกาก็ยิ่งแดง
นิ้วมือสัมผัสโดนผิวหนังที่บวมแดง แต่กลับนึกไปถึงเหตุการณ์ตอนที่จื่ออวี่ทายาให้เขาเมื่อคืนนี้อย่างประหลาด ในขณะที่เขากำลังคิดฟุ้งซ่านและหวนนึกถึงอยู่นั้น ประตูร้านกาแฟก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊ง
จื่ออวี่เปลี่ยนกลับมาใส่เสื้อผ้าของตัวเองแล้วสะพายกระเป๋าเดินออกมา เขาเห็นเถียนสวี่หนิงที่ยืนบื้ออยู่ตรงประตูในทันที จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย: "ทำไมคุณยังไม่ไปอีก?"
เถียนสวี่หนิงได้สติกลับมาทันทีและพูดอย่างมั่นใจ: "ผมไม่ได้ไปไหนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว! ผมรอภรรยาเลิกงานอยู่ที่นี่ตลอดเลย!"
พูดไปพลางยื่นแขนที่เพิ่งเกาจนแดงไปตรงหน้าจื่ออวี่ แล้วพูดอย่างน้อยใจว่า: "ภรรยาดูสิ! ยุงกัดผมอีกแล้ว! หลายตุ่มเลย! คันมากเลย!"
จื่ออวี่หลุบตาลง มองไปที่แขนที่มีรอยยุงกัดทั้งเก่าและใหม่สลับกันจนดูไม่ได้ ซึ่งบนนั้นยังมีรอยเล็บที่เขาเกาเองจนเป็นทางสีแดง เขาชูมือขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ไปแตะต้องตุ่มเหล่านั้น แต่กลับตีลงบนท่อนแขนที่แข็งแรงของเถียนสวี่หนิงดังเพียะ
"สมควรแล้ว" จื่ออวี่ทิ้งคำพูดไว้สองคำแล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
เขาเดิมทีคิดว่าเถียนสวี่หนิงคงรอจนหมดความอดทนแล้วไปเองแล้ว เขาจะได้กลับหอพักได้อย่างสมเหตุสมผล เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนร่วมเตียงที่ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนเมื่อคืน แต่หมอนี่กลับรออยู่จนถึงตอนนี้จริงๆ...
เถียนสวี่หนิงถูกตีไปหนึ่งทีแต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บ เขาเดินตามติดไปทุกฝีเก้า เมื่อเห็นว่าจื่ออวี่ไม่มีท่าทีจะไล่เขาไปในทันที ในใจเขาก็เบิกบานราวกับดอกไม้ผลิ
ช่างเถอะ จื่ออวี่พูดกับตัวเองในใจ เห็นแก่ที่เขารอมาหลายชั่วโมง และอีกอย่างหมอก็สั่งไว้ว่าจะทิ้งเขาไว้เฉยๆ ไม่ได้จริงๆ
เขาหยุดฝีเท้าลงโดยไม่หันกลับไปมอง: "ไปเถอะ กลับบ้าน"
"ครับ!" เถียนสวี่หนิงขานรับเสียงดัง รอยยิ้มสดใสจนแสบตา แต่แล้วเขาก็นึกเรื่องของตัวเองขึ้นมาได้ จึงรีบเสริมว่า: "ภรรยาครับ ก่อนกลับบ้านต้องไปที่ร้านสะดวกซื้อก่อน! ผมมีของต้องซื้อนิดหน่อย!"
จื่ออวี่คิดว่าตัวเองก็จำเป็นต้องซื้อน้ำสักขวดหรือขนมปังสำหรับมื้อเช้าวันพรุ่งนี้จริงๆ จึงพยักหน้า: "อืม ไปด้วยกันเถอะ ฉันก็จะซื้อของบางอย่างเหมือนกัน"
"เอ๊ะ?" เถียนสวี่หนิงกลับชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าแสดงสีหน้าเอียงอายออกมา เขาขยับเข้าไปใกล้จื่ออวี่แล้วลดเสียงต่ำพูดว่า: "ภรรยาครับ คือของที่ผมจะซื้อน่ะ อาจจะไม่ค่อยสะดวกที่จะเลือกด้วยกันกับคุณ ผมไปซื้อคนเดียวดีกว่า กลัวว่าถึงตอนนั้นคุณจะเขินเอา"
จื่ออวี่รู้สึกงุนงงกับท่าทางลับๆ ล่อๆ ของเขา คิ้วจึงยิ่งขมวดแน่นขึ้น: "ซื้อของมันจะมีอะไรน่าเขินกัน?"
เขาไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่าเถียนสวี่หนิงคงจะแผลงฤทธิ์อีกแล้ว จึงคร้านจะพูดจาไร้สาระต่อ และเดินตรงไปยังร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงที่เปิดไฟสว่างจ้าอยู่ไม่ไกล
ในร้านสะดวกซื้อแอร์เย็นฉ่ำมาก จื่ออวี่เดินไปที่ตู้แช่เพื่อหยิบน้ำ ส่วนเถียนสวี่หนิงกลับมีเป้าหมายที่ชัดเจน เขาเดินเลี้ยวตรงไปยังชั้นวางสินค้าเฉพาะอย่างที่อยู่ตรงมุมร้าน
ไม่กี่นาทีต่อมา
ทั้งสองคนยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงินของร้านสะดวกซื้อ
ในที่สุดจื่ออวี่ก็เข้าใจว่าคำว่าเขินจนทำตัวไม่ถูกมันเป็นยังไง
เถียนสวี่หนิงหยิบถุงยางอนามัยบนชั้น ทุกรูปแบบ
ทั้งหมด
หยิบมาหมดเลย
แบบบาง แบบบางพิเศษ แบบผิวขรุขระ แบบปุ่ม กลิ่นสตรอว์เบอร์รี กลิ่นมิ้นต์ กลิ่นพีช...
แถมยังมีแบบกล่องเรืองแสงด้วย
วางเรียงรายกันจนเต็มเคาน์เตอร์คิดเงิน
พนักงานชายหนุ่มที่เคาน์เตอร์คิดเงินก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน มือที่ถือเครื่องสแกนชะงักไปเลย สายตามองสลับไปมาระหว่างกองสินค้าพิเศษตรงหน้ากับใบหน้าของลูกค้าที่หน้าตาดีทั้งสองคน ในแววตาเต็มไปด้วยความตกใจ โดยเฉพาะเมื่อเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาและสะอาดสะอ้านของจื่ออวี่ที่ซีดลงทันทีแล้วกลับแดงก่ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สายตานั้นก็ยิ่งหยุดมองอย่างมีความหมายอยู่หลายวินาที
จื่ออวี่รู้สึกเหมือนเลือดทั่วร่างแข็งตัวไปในพริบตา แล้วก็ไหลย้อนกลับอย่างบ้าคลั่ง ในหูของเขามีเสียงอื้ออึง แก้มร้อนผ่าวจนแทบจะไหม้ ความอับอายและความรู้สึกอยากจะบีบคอเถียนสวี่หนิงให้ตายคามือตรงนั้นกำลังปะทะกับสติของเขา
ในขณะที่พนักงานชายได้สติกลับมาในที่สุดและหยิบกล่องแรกเตรียมจะสแกน จื่ออวี่ก็หลับตาลง เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่มองเถียนสวี่หนิงเลยแม้แต่นิดเดียว เขาวางขวดน้ำแร่และขนมปังในมือลงบนที่ว่างบนชั้นวางข้างๆ ดังปึก อย่างแข็งทื่อ จากนั้นก็หันหลังแล้วรีบวิ่งออกจากประตูร้านสะดวกซื้อไปโดยไม่หันกลับมามอง และหายลับไปในความมืดนอกร้านอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองคนกลับมาที่อพาร์ตเมนต์ของเถียนสวี่หนิงโดยไม่พูดจากันตลอดทาง หลังจากจื่ออวี่เข้าประตูมา เขาก็ไม่มองคนที่ถือถุงช้อปปิ้งตามหลังมาเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเดินตรงไปหยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน แล้วปิดประตูห้องน้ำดังปัง ตัดขาดจากสายตาทั้งหมด
สายน้ำอุ่นชะล้างผ่านร่างกาย แต่กลับไม่สามารถชะล้างความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่บนใบหน้าและความรู้สึกไร้สาระบวกกับความอับอายที่วนเวียนอยู่ในใจไปได้ เขาหลับตาลงอย่างแรง บังคับตัวเองไม่ให้ไปคิดถึงเหตุการณ์ที่ชวนอึดอัดใจในร้านสะดวกซื้อนั้นอีก
รอจนกระทั่งเขาเช็ดผมและใส่ชุดนอนเรียบร้อยเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าเถียนสวี่หนิงจัดการตัวเองเสร็จแล้ว และเปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าไหมสีเทาเข้ม เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางเตียงใหญ่ จ้องมองมาที่ประตูห้องน้ำตาไม่กะพริบ
เมื่อเห็นจื่ออวี่ออกมา ดวงตาของเถียนสวี่หนิงก็เป็นประกายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จื่ออวี่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปที่ข้างเตียงและลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ภาพจำจากเมื่อคืนยังคงอยู่ แต่เขาก็ยังเปิดผ้าห่มฝั่งตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนอย่างแข็งทื่อ โดยตั้งใจเว้นระยะห่างให้กว้างกว่าเมื่อคืน
"ยังไม่นอนอีกเหรอ?" เขาถามทั้งที่ยังหลับตา
เถียนสวี่หนิงไม่ได้ตอบ แต่ขยับร่างกายเสียงดังขยุกขยิกใกล้เข้ามา จื่ออวี่ลืมตาขึ้นมาด้วยความระแวดระวังทันที แล้วก็เห็นเถียนสวี่หนิงถือบัตรธนาคารสีดำใบหนึ่งยื่นมาตรงหน้าเขา
"ภรรยาครับ" เถียนสวี่หนิงพูด "ในบัตรใบนี้ ตอนนี้มีเงินอยู่แปดแสนกว่า (หยวน) เป็นเงินที่ผมเก็บจากค่าขนมปกติ แล้วพรุ่งนี้ พรุ่งนี้พ่อของผมจะโอนมาให้อีกห้าล้าน นี่คือเงินทั้งหมดที่ผมสามารถขยับเขยื้อนได้ในตอนนี้ ผมให้คุณทั้งหมดเลย"
เขายื่นบัตรไปข้างหน้าอีกนิด "รหัสผ่านคือวันเกิดของคุณ คุณ... คุณอย่าไปทำงานพิเศษอีกเลย มันลำบากเกินไป ต่อไปคุณอยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าเงินไม่พอเมื่อไหร่ก็บอกผมนะ ผมจะไปหาวิธีมาให้เอง"
หาวิธีที่ว่าก็คือไปขอพ่อเขานั่นแหละ
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter Notes
See the end of the chapter for notes
เช้าวันรุ่งขึ้น เถียนซวี่หนิงเป็นฝ่ายตื่นก่อน
เขางัวเงียควานหาโทรศัพท์ หรี่ตาดูหน้าจอ—
สิบเอ็ดโมงเจ็ดนาที
หลับยาวขนาดนี้เชียว…
เขาหันศีรษะไปมองข้าง ๆ
จื่ออวี่ยังหลับสนิท
ใบหน้าด้านข้างจมอยู่ในหมอนนุ่ม ๆ
ความเย็นชาและเว้นระยะห่างที่มีเป็นปกติ
หายไปจนหมดสิ้นในยามหลับใหล
แสงแดดวาดเส้นโครงหน้าให้ชัดเจน
ผิวขาวจนเกือบโปร่งแสง
ขนตายาวหนาทอดเงาเป็นพัดเล็ก ๆ ใต้เปลือกตา
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนตามธรรมชาติ
เพราะหลับสนิทเลยเม้มยื่นออกมานิด ๆ
ดู…น่าจูบเป็นพิเศษ
ปกติจื่ออวี่ใช้ชีวิตเป็นเวลา แทบไม่อดนอน
เมื่อคืนดันฝืนจนตีสามกว่า
ร่างกายเลยเข้าสู่โหมดฟื้นฟูอย่างเต็มที่
ตอนนี้หลับลึก ไม่มีวี่แววจะตื่นเลย
เถียนซวี่หนิงพอตื่นแล้วก็หลับต่อไม่ลง
เขานอนตะแคง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ
จ้องใบหน้าหลับใหลที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ไม่กระพริบตา
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าหล่อ… เอ๊ย สวย
ความหวานชื่นในใจเอ่อล้นปุด ๆ
เมียของเขา ทำไมแค่หลับก็ยังดูดีขนาดนี้นะ?
มองไปมองมา ความคันไม้คันมือก็กลับมาอีก
เขากลั้นหายใจ ค่อย ๆ ขยับเข้าไปช้ามาก
จูบเบา ๆ ลงบนหน้าผากเรียบเนียนก่อน
…ไม่มีปฏิกิริยา
ความกล้าเพิ่มขึ้น
เขาจูบเปลือกตาที่ปิดสนิท
สัมผัสขนตาที่ปัดผ่านริมฝีปากอย่างคันยุบยิบ
ต่อด้วยปลายจมูกโด่ง
และสุดท้าย เป้าหมายก็ตกอยู่ที่ริมฝีปากที่แยกนิด ๆ
สีสันยั่วยวน
เขาแตะจูบอย่างระมัดระวัง
แล้วเผลอกัดเบา ๆ หนึ่งที
ในความฝัน
จื่ออวี่เหมือนรู้สึกว่ามีอะไรขยับบนหน้า
อุ่น ๆ คัน ๆ
เขาขมวดคิ้วอย่างรำคาญ
ยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ปัดไปทางต้นตอของการรบกวน
เหมือนจะไล่แมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่ง
เพี๊ยะ!
เสียงตบดังชัดในห้องนอน
เถียนซวี่หนิงกำลังจูบอย่างเพลิน
ไม่ทันตั้งตัว
แก้มโดนเข้าเต็ม ๆ
ถึงจื่ออวี่จะออกแรงไม่มากเพราะยังหลับ
แต่ความไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้เขาชะงัก
ค้างอยู่ในท่าที่ริมฝีปากเกือบแตะกัน
ตาเบิกกลม
ไม่กี่วินาทีต่อมา
เขากะพริบตา
ไม่เพียงไม่โกรธ
กลับมีความเขินปนตื่นเต้นไหลวูบขึ้นมา
พุ่งตรงลงท้องน้อย
แก้มที่โดนตบยังอุ่นชา ๆ
และรสสัมผัสของริมฝีปากนุ่ม ๆ เมื่อครู่
ยังวนเวียนอยู่ในปาก
เขา…
ดันมีปฏิกิริยาเพราะเมียตบเขาในตอนหลับ
หูของเถียนซวี่หนิงแดงวาบ
ลามไปถึงคอ
เหมือนหมาตัวใหญ่ที่ทำผิดแล้วโดนจับได้
แต่ดันตื่นเต้นประหลาด
เขาฝังหน้าอันร้อนผ่าวลงในซอกคอของจื่ออวี่
ถูไปมามั่วซั่ว
ปากก็พึมพำงึมงำเสียงหัวเราะเบา ๆ
ราวกับจะกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง
เขายัง “แก้แค้น”
จุ๊บ ๆ ๆ ติด ๆ กันตรงรอยต่อคอกับไหปลาร้า
ทิ้งรอยแดงจาง ๆ ไว้หลายจุด
“อืม…”
จื่ออวี่ถูกรบกวนไม่หยุด
ในที่สุดก็ถูกปลุกให้ตื่น
เขาลืมตาขึ้นอย่างงงงัน
ยังไม่ทันรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
รู้แค่ว่าหน้าก็คัน คอก็คัน
แล้วยังเหมือนมีอะไรหนัก ๆ ทับอยู่
เขาหันหน้าไปอย่างยากลำบาก
สบเข้ากับใบหน้าของเถียนซวี่หนิงที่อยู่ใกล้มาก
แก้มแดงผิดปกติ
สายตาหลบ ๆ แต่สว่างจ้า
“นายทำอะไร?”
เสียงจื่ออวี่แหบจากการเพิ่งตื่น
ปนความไม่พอใจ
ขมวดคิ้วแน่น
ความเหนื่อยแบบคนอดนอนยังไม่หาย
อารมณ์เลยไม่ดีเอาเสียเลย
เถียนซวี่หนิงมองดวงตาคู่งาม
ที่ยังมีไอหมอกของความง่วง
แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยคำถาม
หัวใจยิ่งเต้นแรง
และความกระสับกระส่ายในร่างกายก็ยิ่งชัด
เขาอ้าปาก
อยากจะบอกว่า
“เมีย เมื่อกี้คุณตบผม”
หรือ
“เมีย คุณจูบนุ่มมาก”
แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็กลายเป็นแค่คำเดียว
เสียงเหนียว ๆ
“เมีย…อรุณสวัสดิ์”
พูดจบ
ก็ซุกหน้าร้อน ๆ ลงอกจื่ออวี่อีก
เหลือแค่หูแดงแจ๋โผล่ออกมา
จื่ออวี่โดนเขาถูจนคอคัน
ความง่วงยังไม่หาย
แถมโดนก่อกวนตั้งแต่เช้า
ยิ่งหงุดหงิด
เขาสูดหายใจลึก
เอื้อมมือไปคว้าผมท้ายทอยของเถียนซวี่หนิง
ออกแรงดึงให้ถอยออก
“ลุก”
เสียงแหบ
เถียนซวี่หนิงร้อง “ซี้ด” เบา ๆ
เงยหน้าขึ้น
ตาเปียก ๆ มองเขา
“ไม่อยากลุก… นอนต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ เมีย…”
พูดพลางจะขยับเข้ามาแนบอีก
คำตอบคือ
จื่ออวี่ยกมือขึ้น
ตบแก้มอีกข้างที่อยู่ติดกับรอยเดิม
ไม่ปรานี
“ลุก—จาก—เตียง”
เถียนซวี่หนิงตัวตรงทันที
ปากยุบอย่างน้อยใจ
พึมพำ “อ๋อ…”
แล้วค่อย ๆ เปิดผ้าห่มลงจากเตียงอย่างว่าง่าย
จื่ออวี่ไม่อยากสนใจ
ลุกไปเข้าห้องน้ำล้างหน้า
น้ำอุ่นชะความง่วงออกไป
ทำให้สติชัดขึ้นเล็กน้อย
เขาเช็ดหน้า
เงยขึ้นมองกระจก
คนในกระจก
ผมยังเปียกแนบหน้าผาก
หยดน้ำไหลลงตามแก้มขาว
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด—
ริมฝีปากที่ปกติสีชมพูอ่อน
ตอนนี้แดงบวมชัดเจน
ริมฝีปากล่างมีรอยถลอก
จากการถูกดูดแรงเกินไป
ภายใต้แสงไฟดูชุ่มฉ่ำเป็นสีสด
ยังไม่พอ
เขามองลงไปที่คอและไหปลาร้า
ผิวที่ควรจะขาวสะอาด
กลับมีรอยแดงหลายจุด
ตั้งแต่หลังหูยาวลงไปใต้ปกเสื้อ
บางรอยจางเหมือนกลีบดอกไม้
แต่สองรอยตรงร่องไหปลาร้า
แดงคล้ำจนออกม่วง
เป็นรอยฟันและรอยดูดชัดเจน
ยิ่งตัดกับผิวขาว
ยิ่งดูเร่าร้อนคลุมเครือ
แค่ขยับปกเสื้อ
ก็เห็นมากขึ้นอีก
หน้าของจื่ออวี่ “วูบ” แดงวาบ
ลามไปถึงหูและคอ
เขาเอื้อมมือแตะรอยที่ชัดที่สุด
ความเจ็บแปลบทำให้สูดหายใจเข้า
นี่มันเกิดตอนไหน?!
เถียนซวี่หนิง ไอ้หมาบ้า!
เขาถูปากแรง ๆ
เอาผ้าชุบน้ำเย็นประคบคอ
แต่ยิ่งทำ ผิวยิ่งแดง
รอยพวกนี้
ดูยังไงก็ไม่ใช่จะหายง่าย ๆ
เขาหงุดหงิด
ออกจากห้องน้ำ
ต้นเหตุของทุกอย่าง
กำลังอ้อยอิ่งอยู่ในห้องน้ำอีกห้อง
ไม่รู้ทำอะไร
จื่ออวี่เดินไปที่ห้องนั่งเล่น
กำลังคิดว่าจะกลับหอเลยดีไหม
เสียงกริ่งก็ดังขึ้น
เขามองผ่านตาแมว
ข้างนอกคือ เซี่ยอัน กับ เหอเล่อเล่อ
เขาลังเลเล็กน้อย
ก่อนจะเปิดประตู
ทั้งสองคนชะงักทันที
อ้าปากค้าง
เหมือนสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เหอเล่อเล่อถอยหลังครึ่งก้าว
มองเลขห้อง
มองจื่ออวี่
เช็กซ้ำว่าไม่ได้เข้าผิดหรือหลอน
บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที
“เอ่อ… สวัสดี จื่ออวี่?”
เซี่ยอันเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้
ทักด้วยสีหน้าประหลาด
“อรุณสวัสดิ์…”
เหอเล่อเล่อทักเสียงแห้ง
สายตาเผลอสอดส่ายไปทั่วตัวจื่ออวี่และในห้อง
“อืม”
จื่ออวี่ตอบสั้น ๆ
ขยับตัวหลบ
“เข้ามาสิ”
ทั้งสองสบตากัน
เห็นความช็อกและไฟเผือกในตาอีกฝ่าย
ลังเลนิดหนึ่ง
แต่ก็เดินเข้าไป
ยังไม่ทันได้พูดอะไร
เถียนซวี่หนิงก็เดินโผล่ออกมาจากห้องนอน
เปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านหลวม ๆ
ผมยังเปียกนิดหน่อย
เห็นสองคนนั้นก็เลิกคิ้ว
“พวกนายมาทำไม?”
“พี่เถียน!”
เหอเล่อเล่อเหมือนเห็นทางรอด
รีบพูด
“เรามาส่งกุญแจรถ! รถใหม่พี่เมื่อคืนจอดไว้หน้ามหาลัย
พวกเราขับมาจอดให้แล้ว อยู่ข้างล่าง!”
เซี่ยอันไม่พูด
แต่สายตาสลับมองระหว่างสองคนไม่หยุด
นี่มันสถานการณ์อะไร?!
แต่เถียนซวี่หนิงเหมือนไม่รับรู้เลย
เดินตรงไปหาจื่ออวี่
ถามอย่างเป็นธรรมชาติสุด ๆ
“หิวไหม? อยากกินอะไร? เดี๋ยวผมไปซื้ออาหารเช้า”
คำพูดนี้ทำให้
เซี่ยอันกับเหอเล่อเล่อเบิกตากว้าง
สูดลมหายใจเฮือกเดียวกัน
เหอเล่อเล่อแทบคางหลุด
จื่ออวี่ขมวดคิ้ว
ไม่พอใจท่าทีไม่เกรงใจคนนอก
เขาเหลือบมองสองคนที่แข็งเป็นหิน
แล้วหันไปมองเถียนซวี่หนิงที่หน้าตา “ก็ปกตินี่”
“ไม่ต้อง”
เขาพูดเสียงเย็น
หยิบเป้จากโซฟา
“ผมมีธุระ ขอตัวก่อน”
พูดจบ
ไม่มองเถียนซวี่หนิง
เดินไปที่ประตูทันที
“เดี๋ยวผมไปส่ง—”
เถียนซวี่หนิงจะตาม
จื่ออวี่หยุด
หันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง
แค่นั้น
เถียนซวี่หนิงก็หยุดเท้า
คำพูดที่ค้างอยู่กลืนลงไป
ได้แต่ยืนมองจื่ออวี่เปิดประตู
เดินจากไป
ปิดประตูดัง “ปึง”
ห้องนั่งเล่นเหลือผู้ชายสามคน
บรรยากาศอึดอัดแปลกประหลาด
เซี่ยอันเป็นคนแรกที่พูดได้
เขามองเถียนซวี่หนิงที่ยังจ้องประตู
แล้วถามอย่างยากลำบาก
“เถียนซวี่หนิง…
นายกับจื่ออวี่… นี่จริงจังขนาดนี้เลยเหรอ…?”
เถียนซวี่หนิงถึงได้ละสายตา
มองเพื่อนสองคน
ทำหน้างง
“อะไรจริงจังไม่จริงจัง?”
“พวกเราอยู่ด้วยกัน ไม่ปกติเหรอ?”
⸻
Chapter End Notes
เถียน: หมาที่หมาที่สุด—
หน้าซามอยด์
สมองฮัสกี้
ความติดคนแบบโกลเด้น
และความเชื่อฟังแบบบอร์เดอร์คอลลี่ 🐶
Chapter Notes
See the end of the chapter for notes
เช้าวันรุ่งขึ้น เถียนซวี่หนิงเป็นฝ่ายตื่นก่อน
เขางัวเงียควานหาโทรศัพท์ หรี่ตาดูหน้าจอ—
สิบเอ็ดโมงเจ็ดนาที
หลับยาวขนาดนี้เชียว…
เขาหันศีรษะไปมองข้าง ๆ
จื่ออวี่ยังหลับสนิท
ใบหน้าด้านข้างจมอยู่ในหมอนนุ่ม ๆ
ความเย็นชาและเว้นระยะห่างที่มีเป็นปกติ
หายไปจนหมดสิ้นในยามหลับใหล
แสงแดดวาดเส้นโครงหน้าให้ชัดเจน
ผิวขาวจนเกือบโปร่งแสง
ขนตายาวหนาทอดเงาเป็นพัดเล็ก ๆ ใต้เปลือกตา
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนตามธรรมชาติ
เพราะหลับสนิทเลยเม้มยื่นออกมานิด ๆ
ดู…น่าจูบเป็นพิเศษ
ปกติจื่ออวี่ใช้ชีวิตเป็นเวลา แทบไม่อดนอน
เมื่อคืนดันฝืนจนตีสามกว่า
ร่างกายเลยเข้าสู่โหมดฟื้นฟูอย่างเต็มที่
ตอนนี้หลับลึก ไม่มีวี่แววจะตื่นเลย
เถียนซวี่หนิงพอตื่นแล้วก็หลับต่อไม่ลง
เขานอนตะแคง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ
จ้องใบหน้าหลับใหลที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ไม่กระพริบตา
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าหล่อ… เอ๊ย สวย
ความหวานชื่นในใจเอ่อล้นปุด ๆ
เมียของเขา ทำไมแค่หลับก็ยังดูดีขนาดนี้นะ?
มองไปมองมา ความคันไม้คันมือก็กลับมาอีก
เขากลั้นหายใจ ค่อย ๆ ขยับเข้าไปช้ามาก
จูบเบา ๆ ลงบนหน้าผากเรียบเนียนก่อน
…ไม่มีปฏิกิริยา
ความกล้าเพิ่มขึ้น
เขาจูบเปลือกตาที่ปิดสนิท
สัมผัสขนตาที่ปัดผ่านริมฝีปากอย่างคันยุบยิบ
ต่อด้วยปลายจมูกโด่ง
และสุดท้าย เป้าหมายก็ตกอยู่ที่ริมฝีปากที่แยกนิด ๆ
สีสันยั่วยวน
เขาแตะจูบอย่างระมัดระวัง
แล้วเผลอกัดเบา ๆ หนึ่งที
ในความฝัน
จื่ออวี่เหมือนรู้สึกว่ามีอะไรขยับบนหน้า
อุ่น ๆ คัน ๆ
เขาขมวดคิ้วอย่างรำคาญ
ยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ปัดไปทางต้นตอของการรบกวน
เหมือนจะไล่แมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่ง
เพี๊ยะ!
เสียงตบดังชัดในห้องนอน
เถียนซวี่หนิงกำลังจูบอย่างเพลิน
ไม่ทันตั้งตัว
แก้มโดนเข้าเต็ม ๆ
ถึงจื่ออวี่จะออกแรงไม่มากเพราะยังหลับ
แต่ความไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้เขาชะงัก
ค้างอยู่ในท่าที่ริมฝีปากเกือบแตะกัน
ตาเบิกกลม
ไม่กี่วินาทีต่อมา
เขากะพริบตา
ไม่เพียงไม่โกรธ
กลับมีความเขินปนตื่นเต้นไหลวูบขึ้นมา
พุ่งตรงลงท้องน้อย
แก้มที่โดนตบยังอุ่นชา ๆ
และรสสัมผัสของริมฝีปากนุ่ม ๆ เมื่อครู่
ยังวนเวียนอยู่ในปาก
เขา…
ดันมีปฏิกิริยาเพราะเมียตบเขาในตอนหลับ
หูของเถียนซวี่หนิงแดงวาบ
ลามไปถึงคอ
เหมือนหมาตัวใหญ่ที่ทำผิดแล้วโดนจับได้
แต่ดันตื่นเต้นประหลาด
เขาฝังหน้าอันร้อนผ่าวลงในซอกคอของจื่ออวี่
ถูไปมามั่วซั่ว
ปากก็พึมพำงึมงำเสียงหัวเราะเบา ๆ
ราวกับจะกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง
เขายัง “แก้แค้น”
จุ๊บ ๆ ๆ ติด ๆ กันตรงรอยต่อคอกับไหปลาร้า
ทิ้งรอยแดงจาง ๆ ไว้หลายจุด
“อืม…”
จื่ออวี่ถูกรบกวนไม่หยุด
ในที่สุดก็ถูกปลุกให้ตื่น
เขาลืมตาขึ้นอย่างงงงัน
ยังไม่ทันรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
รู้แค่ว่าหน้าก็คัน คอก็คัน
แล้วยังเหมือนมีอะไรหนัก ๆ ทับอยู่
เขาหันหน้าไปอย่างยากลำบาก
สบเข้ากับใบหน้าของเถียนซวี่หนิงที่อยู่ใกล้มาก
แก้มแดงผิดปกติ
สายตาหลบ ๆ แต่สว่างจ้า
“นายทำอะไร?”
เสียงจื่ออวี่แหบจากการเพิ่งตื่น
ปนความไม่พอใจ
ขมวดคิ้วแน่น
ความเหนื่อยแบบคนอดนอนยังไม่หาย
อารมณ์เลยไม่ดีเอาเสียเลย
เถียนซวี่หนิงมองดวงตาคู่งาม
ที่ยังมีไอหมอกของความง่วง
แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยคำถาม
หัวใจยิ่งเต้นแรง
และความกระสับกระส่ายในร่างกายก็ยิ่งชัด
เขาอ้าปาก
อยากจะบอกว่า
“เมีย เมื่อกี้คุณตบผม”
หรือ
“เมีย คุณจูบนุ่มมาก”
แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็กลายเป็นแค่คำเดียว
เสียงเหนียว ๆ
“เมีย…อรุณสวัสดิ์”
พูดจบ
ก็ซุกหน้าร้อน ๆ ลงอกจื่ออวี่อีก
เหลือแค่หูแดงแจ๋โผล่ออกมา
จื่ออวี่โดนเขาถูจนคอคัน
ความง่วงยังไม่หาย
แถมโดนก่อกวนตั้งแต่เช้า
ยิ่งหงุดหงิด
เขาสูดหายใจลึก
เอื้อมมือไปคว้าผมท้ายทอยของเถียนซวี่หนิง
ออกแรงดึงให้ถอยออก
“ลุก”
เสียงแหบ
เถียนซวี่หนิงร้อง “ซี้ด” เบา ๆ
เงยหน้าขึ้น
ตาเปียก ๆ มองเขา
“ไม่อยากลุก… นอนต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ เมีย…”
พูดพลางจะขยับเข้ามาแนบอีก
คำตอบคือ
จื่ออวี่ยกมือขึ้น
ตบแก้มอีกข้างที่อยู่ติดกับรอยเดิม
ไม่ปรานี
“ลุก—จาก—เตียง”
เถียนซวี่หนิงตัวตรงทันที
ปากยุบอย่างน้อยใจ
พึมพำ “อ๋อ…”
แล้วค่อย ๆ เปิดผ้าห่มลงจากเตียงอย่างว่าง่าย
จื่ออวี่ไม่อยากสนใจ
ลุกไปเข้าห้องน้ำล้างหน้า
น้ำอุ่นชะความง่วงออกไป
ทำให้สติชัดขึ้นเล็กน้อย
เขาเช็ดหน้า
เงยขึ้นมองกระจก
คนในกระจก
ผมยังเปียกแนบหน้าผาก
หยดน้ำไหลลงตามแก้มขาว
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด—
ริมฝีปากที่ปกติสีชมพูอ่อน
ตอนนี้แดงบวมชัดเจน
ริมฝีปากล่างมีรอยถลอก
จากการถูกดูดแรงเกินไป
ภายใต้แสงไฟดูชุ่มฉ่ำเป็นสีสด
ยังไม่พอ
เขามองลงไปที่คอและไหปลาร้า
ผิวที่ควรจะขาวสะอาด
กลับมีรอยแดงหลายจุด
ตั้งแต่หลังหูยาวลงไปใต้ปกเสื้อ
บางรอยจางเหมือนกลีบดอกไม้
แต่สองรอยตรงร่องไหปลาร้า
แดงคล้ำจนออกม่วง
เป็นรอยฟันและรอยดูดชัดเจน
ยิ่งตัดกับผิวขาว
ยิ่งดูเร่าร้อนคลุมเครือ
แค่ขยับปกเสื้อ
ก็เห็นมากขึ้นอีก
หน้าของจื่ออวี่ “วูบ” แดงวาบ
ลามไปถึงหูและคอ
เขาเอื้อมมือแตะรอยที่ชัดที่สุด
ความเจ็บแปลบทำให้สูดหายใจเข้า
นี่มันเกิดตอนไหน?!
เถียนซวี่หนิง ไอ้หมาบ้า!
เขาถูปากแรง ๆ
เอาผ้าชุบน้ำเย็นประคบคอ
แต่ยิ่งทำ ผิวยิ่งแดง
รอยพวกนี้
ดูยังไงก็ไม่ใช่จะหายง่าย ๆ
เขาหงุดหงิด
ออกจากห้องน้ำ
ต้นเหตุของทุกอย่าง
กำลังอ้อยอิ่งอยู่ในห้องน้ำอีกห้อง
ไม่รู้ทำอะไร
จื่ออวี่เดินไปที่ห้องนั่งเล่น
กำลังคิดว่าจะกลับหอเลยดีไหม
เสียงกริ่งก็ดังขึ้น
เขามองผ่านตาแมว
ข้างนอกคือ เซี่ยอัน กับ เหอเล่อเล่อ
เขาลังเลเล็กน้อย
ก่อนจะเปิดประตู
ทั้งสองคนชะงักทันที
อ้าปากค้าง
เหมือนสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เหอเล่อเล่อถอยหลังครึ่งก้าว
มองเลขห้อง
มองจื่ออวี่
เช็กซ้ำว่าไม่ได้เข้าผิดหรือหลอน
บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที
“เอ่อ… สวัสดี จื่ออวี่?”
เซี่ยอันเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้
ทักด้วยสีหน้าประหลาด
“อรุณสวัสดิ์…”
เหอเล่อเล่อทักเสียงแห้ง
สายตาเผลอสอดส่ายไปทั่วตัวจื่ออวี่และในห้อง
“อืม”
จื่ออวี่ตอบสั้น ๆ
ขยับตัวหลบ
“เข้ามาสิ”
ทั้งสองสบตากัน
เห็นความช็อกและไฟเผือกในตาอีกฝ่าย
ลังเลนิดหนึ่ง
แต่ก็เดินเข้าไป
ยังไม่ทันได้พูดอะไร
เถียนซวี่หนิงก็เดินโผล่ออกมาจากห้องนอน
เปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านหลวม ๆ
ผมยังเปียกนิดหน่อย
เห็นสองคนนั้นก็เลิกคิ้ว
“พวกนายมาทำไม?”
“พี่เถียน!”
เหอเล่อเล่อเหมือนเห็นทางรอด
รีบพูด
“เรามาส่งกุญแจรถ! รถใหม่พี่เมื่อคืนจอดไว้หน้ามหาลัย
พวกเราขับมาจอดให้แล้ว อยู่ข้างล่าง!”
เซี่ยอันไม่พูด
แต่สายตาสลับมองระหว่างสองคนไม่หยุด
นี่มันสถานการณ์อะไร?!
แต่เถียนซวี่หนิงเหมือนไม่รับรู้เลย
เดินตรงไปหาจื่ออวี่
ถามอย่างเป็นธรรมชาติสุด ๆ
“หิวไหม? อยากกินอะไร? เดี๋ยวผมไปซื้ออาหารเช้า”
คำพูดนี้ทำให้
เซี่ยอันกับเหอเล่อเล่อเบิกตากว้าง
สูดลมหายใจเฮือกเดียวกัน
เหอเล่อเล่อแทบคางหลุด
จื่ออวี่ขมวดคิ้ว
ไม่พอใจท่าทีไม่เกรงใจคนนอก
เขาเหลือบมองสองคนที่แข็งเป็นหิน
แล้วหันไปมองเถียนซวี่หนิงที่หน้าตา “ก็ปกตินี่”
“ไม่ต้อง”
เขาพูดเสียงเย็น
หยิบเป้จากโซฟา
“ผมมีธุระ ขอตัวก่อน”
พูดจบ
ไม่มองเถียนซวี่หนิง
เดินไปที่ประตูทันที
“เดี๋ยวผมไปส่ง—”
เถียนซวี่หนิงจะตาม
จื่ออวี่หยุด
หันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง
แค่นั้น
เถียนซวี่หนิงก็หยุดเท้า
คำพูดที่ค้างอยู่กลืนลงไป
ได้แต่ยืนมองจื่ออวี่เปิดประตู
เดินจากไป
ปิดประตูดัง “ปึง”
ห้องนั่งเล่นเหลือผู้ชายสามคน
บรรยากาศอึดอัดแปลกประหลาด
เซี่ยอันเป็นคนแรกที่พูดได้
เขามองเถียนซวี่หนิงที่ยังจ้องประตู
แล้วถามอย่างยากลำบาก
“เถียนซวี่หนิง…
นายกับจื่ออวี่… นี่จริงจังขนาดนี้เลยเหรอ…?”
เถียนซวี่หนิงถึงได้ละสายตา
มองเพื่อนสองคน
ทำหน้างง
“อะไรจริงจังไม่จริงจัง?”
“พวกเราอยู่ด้วยกัน ไม่ปกติเหรอ?”
⸻
Chapter End Notes
เถียน: หมาที่หมาที่สุด—
หน้าซามอยด์
สมองฮัสกี้
ความติดคนแบบโกลเด้น
และความเชื่อฟังแบบบอร์เดอร์คอลลี่ 🐶
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น