ศัตรูตัวฉกาจ 1-10 | 57 ตอน
Protected Page
[เหลยเผิง / ซวี่หนี่อวี่เซิง]
หลังความจำเสื่อม ศัตรูตัวฉกาจกลับกลายมาเป็นภรรยาของผม
เขียนโดย dialog7
เรื่องย่อ
ก็เป็นเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่ดันเปลี่ยน “ศัตรูตัวฉกาจ” ของตัวเองให้กลายมาเป็นภรรยา
ฝ่ายหนึ่งสายรุก อบอุ่น หน้าด้านนิด ๆ (เถียน)
อีกฝ่ายหน้านิ่ง เย็น ๆ แต่น่ารัก (อวี่)
คนตัวเล็กน่ารักสองคน
ตกหลุมรักกันแบบน่ารักสุด ๆ
Chapter 1
สนามกีฬาหน้าร้อนเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและเสียงเอะอะ
ตอนที่ จื่ออวี่ เลี้ยวลงบันไดจากอาคารเรียน ก็ได้ยินเสียงกรี๊ดเชียร์แหลม ๆ จากกลุ่มผู้หญิง
ไม่ต้องมองก็รู้ว่าเป็นใคร
เขาขมวดคิ้วและเร่งฝีเท้า แต่สายตากลับไม่เป็นใจ ถูกดึงไปทางนั้นอยู่ดี
กลางสนาม เถียนซวี่หนิง เพิ่งชู้ตสามแต้มลูกสุดท้าย
ลูกบอลกระแทกห่วงดังปึง ท่าทางสวยงาม
เหงื่อทำให้ผมหน้าม้าติดหน้าผาก เขาขี้เกียจจะปัดออก
มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบ ๆ ยื่นน้ำกับผ้าเช็ดตัวให้
เขายิ้มเล็กน้อย รับขวดน้ำมา แล้วเงยหน้าดื่มไปอึกใหญ่
จื่ออวี่มองอยู่สองวินาทีก็ละสายตา
คนที่เขาเกลียดที่สุดในมหาวิทยาลัยคือเถียนซวี่หนิง
ผลการเรียนแย่ ชื่อเสียงก็ไม่ดี ข่าวลือเรื่องชกต่อยเต็มไปหมด
แต่ดันหน้าตาดี เล่นบาสเก่ง ได้รับความนิยมเกินเหตุ
ทั้งมหาวิทยาลัยไม่รู้มีคนกี่คนที่ชอบเอาพวกเขาสองคนมาเปรียบเทียบกัน
อะไรหนึ่งคือแสงจันทร์ อีกคนคือรอยชาด
อะไรคู่หล่อประจำมหาลัย เชยจะตาย! น่ารำคาญสุด ๆ!
เขาไม่อยากเป็นตัวเลือกคู่กับใคร
และยิ่งไม่อยากมีความเกี่ยวข้องกับเถียนซวี่หนิงแม้แต่นิดเดียว
จื่ออวี่ดึงสายกระเป๋า
อ้อมไปอีกฝั่งของสนามที่ไกลที่สุด
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหลบชัดเจนขนาดนี้
รู้แค่ว่าไม่อยากเห็นหน้าคนนั้นเลย
ทันทีที่ลูกบาสลงห่วง เถียนซวี่หนิงก็สังเกตเห็นจื่ออวี่ตรงทางเข้าอาคารเรียน
อีกฝ่ายเดิมทีเดินมาทางสนาม
แต่พอเห็นเขาเข้า ก็หันหลังทันทีและอ้อมไปเป็นวงกว้าง
ตลกชะมัด
เถียนซวี่หนิงใช้ผ้าเช็ดเหงื่อ มุมปากยกขึ้นห้ามไม่อยู่
“คนนี้มันเกลียดฉันขนาดไหนกันเนี่ย?”
ความรู้สึกที่เขามีต่อจื่ออวี่จริง ๆ แล้วไม่ได้แย่
ไม่สิ… ค่อนข้างดีด้วยซ้ำ
หน้าตาดี สะอาด ผลการเรียนดีจนคุณครูชมไม่หยุด
ถึงเขาจะขี้เกียจฟังเรียน แต่ตาไม่ได้บอด
จื่ออวี่เป็นความสวยแบบที่ทำให้คนอารมณ์ดีได้ง่าย ๆ
เถียนซวี่หนิงยอมรับว่าตัวเองเป็นสายหน้าตา
ไม่มีแรงต้านทานต่อของสวย ๆ
แต่จื่ออวี่เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบเขา
หลบเลี่ยงเขาอย่างชัดเจน
เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ
ในมหาวิทยาลัย ใครชอบใคร ใครเกลียดใคร เปลี่ยนกันได้ทุกไม่กี่วัน
เขาไม่มีเวลามาแคร์อารมณ์ของทุกคน
เขาหมุนฝาขวดน้ำดื่มต่อ
แต่สายตากลับเผลอมองตามแผ่นหลังนั้นไป
“ทำเป็นหยิ่งไปได้”
เขาหัวเราะเบา ๆ
.
.
.
วันนี้จื่ออวี่หิวมาก
ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานของโรงอาหารสองต้องรีบไป
ไม่อย่างนั้นก็หมดอีก
เขาเดินเร็ว ๆ ไปทางประตูมหาวิทยาลัย
หูฟังเปิดเพลงอยู่
จู่ ๆ ก็มีเสียงเบรกแหลมดังขึ้นข้าง ๆ
“เชี่ย!!”
“โครม!!!”
จื่ออวี่สะดุ้งสุดตัว
ยังไม่ทันตั้งสติ
ก็เห็นจักรยานเสือภูเขาคันหนึ่งเหมือนจะควบคุมไม่ได้
พุ่งชนต้นไม้ข้างทางอย่างจัง
คนขี่กระเด็นออกมา ล้มลงบนสนามหญ้า
จื่ออวี่: “?”
คนนี้เป็นอะไรเนี่ย? ชนต้นไม้เอง?
เขาหยุดเดิน เดิมทีแค่จะดูเหตุการณ์
แต่พอมองชัด ๆ
ชุดบาส ผมยุ่ง ๆ
คือเถียนซวี่หนิง
เมื่อกี้ยังอยู่กลางสนาม
ตอนนี้กลับนอนนิ่งไม่ขยับแล้ว?
“เฮ้ย…”
เขาทำเป็นไม่เห็นไม่ได้
ถึงจะเกลียด แต่ก็ไม่ได้เกลียดถึงขั้นปล่อยให้ตาย
เขารีบหยิบโทรศัพท์โทร 120
รถพยาบาลมาถึงในสิบ นาที
จื่ออวี่ตามไปถึงโรงพยาบาล
เดิมทีคิดว่าจะส่งให้หมอแล้วก็กลับ
แต่ตอนหมอซักประวัติ เขาถูกบังคับให้ยืนอยู่ตรงนั้น
“คุณเป็นญาติคนไข้เหรอ?”
“ไม่ใช่”
หมอเลิกคิ้ว
“แล้วคุณเป็นอะไรกับเขา?”
“เพื่อนร่วมมหาลัย”
หมอพยักหน้า จดบันทึก
“สมองกระทบกระเทือน ต้องสังเกตอาการสักพัก
คุณรู้ข้อมูลติดต่อผู้ปกครองไหม?”
“ไม่รู้… เดี๋ยวเขาฟื้นก็คงรู้เอง”
ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เขาคิดว่าจะรอดูว่าฟื้นไหมแล้วค่อยไป
เขายังไม่ได้กินข้าวเย็น
เลยหยิบโทรศัพท์สั่งเดลิเวอรี
สิบกว่านาทีต่อมา อาหารมาถึง
กลิ่นซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานหอมจนตาเขาเป็นประกาย
เขานั่งกินที่โต๊ะเล็กข้างหน้าต่างในห้องผู้ป่วย
เพิ่งจะคีบซี่โครงชิ้นแรก—
ก็มีเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ จากข้างเตียง
“อืม…”
จื่ออวี่เงยหน้า
ขนตาของเถียนซวี่หนิงขยับ ดวงตาเปิดขึ้นครึ่งหนึ่ง
ดูหลง ๆ งง ๆ เหมือนลูกหมาที่หลงทาง
ฟื้นแล้วก็ดี
จื่ออวี่ลุกขึ้น วางกล่องข้าว
“นายฟื้นแล้ว ติดต่อผู้ปกครองหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเองนะ
ฉันจะไปแล้ว”
เขาหันหลังจะเดินออกไป
แต่ในวินาทีถัดมา ข้อมือของเขาถูกคว้าไว้
จื่ออวี่เซไปเล็กน้อย
พอหันกลับมาก็สบกับดวงตาชื้น ๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัวดี
เถียนซวี่หนิงขมวดคิ้ว
เหมือนฟังไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด
“พูดอะไรของคุณน่ะ? เมีย”
จื่ออวี่: “???”
เถียนซวี่หนิงเงยหน้าขึ้น กะพริบตา
“เมีย… ทำไมจะไปล่ะ?”
.
.
.
จื่ออวี่นั่งลงข้างเตียง
หมอเปิดแฟ้มประวัติ
“ตอนนี้คนไข้มีอาการสับสนทางความจำแบบเฉียบพลัน
พบได้บ่อยหลังสมองกระทบกระเทือน
ความจำระยะสั้นได้รับผลกระทบ
เขาจะเข้าใจผิดว่าคนที่เห็นตอนฟื้น
คือคนที่ใกล้ชิดและไว้ใจที่สุด”
จื่ออวี่: “……”
หมอเงยหน้า
“และคุณ คือคนเดียวที่เขาเห็นตอนฟื้น”
จื่ออวี่: “……”
เถียนซวี่หนิงพยักหน้า
“เมีย”
หมอหยุดไปเล็กน้อย ไอเบา ๆ
“แน่นอน คำเรียกขานนั้น… ก็เป็นอาการหนึ่งของความจำสับสน”
จื่ออวี่หัวเราะเย็น ๆ
หมออธิบายต่อ
“ขณะนี้ระบบประสาทสมองของเขาเปราะบางอย่างมาก
ไม่สามารถรับการกระตุ้นหรือความผันผวนทางอารมณ์ที่รุนแรงได้
มิฉะนั้นอาจทำให้อาการความจำสับสนรุนแรงขึ้น
และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจย้อนคืนได้”
จื่ออวี่ชะงัก
“…ถาวร?”
หมอพยักหน้า
“ใช่ อาจสับสนระหว่างความจริงกับความทรงจำในระยะยาว
ส่งผลต่อความสัมพันธ์และการเรียนในอนาคต”
น้ำเสียงของหมอจริงจังมาก
จื่ออวี่นิ่งไปหมด
ถึงจะไม่ถูกกัน
ก็ไม่ควรทำให้ใครสมองพังเพราะคำพูดของตัวเอง
เขามองไปที่เถียนซวี่หนิง
อีกฝ่ายยังพิงหัวเตียง
สีหน้ามึนงง เหมือนลูกหมาเพิ่งเกิด
ดวงตาชื้น ๆ
ไม่มีเค้าความหยิ่งผยองแบบเดิมหลงเหลืออยู่เลย
จื่ออวี่: “……”
หมอสรุป
“ช่วงนี้คุณควรตามใจเขาไปก่อน
อย่าเพิ่งรีบแก้ไขความทรงจำ
รอให้สมองฟื้นตัวคงที่แล้วค่อยเป็นค่อยไป”
จากนั้นก็เสริมอีกประโยค
“อีกอย่าง ตอนนี้เขาสงบลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นคุณ
ช่วงนี้คุณอย่าเพิ่งไปไหน”
จื่ออวี่: “ผม…”
ยังพูดไม่ทันจบ
เถียนซวี่หนิงก็คว้าข้อมือเขาไว้แน่น
เหมือนกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปในวินาทีถัดไป
“เมีย อย่าไป…”
จื่ออวี่: “……”
หมอมองภาพตรงหน้า
ปิดแฟ้มประวัติอย่างเป็นมืออาชีพ
“ใช่ครับ เขาหมายความแบบนั้นแหละ”
Chapter 2
ประตูห้องผู้ป่วยปิดลงด้วยเสียง แกร๊ก
จื่ออวี่ยืนนิ่งอยู่กับที่ทั้งตัว แข็งทื่อไปหมด
สมองค้างหนักยิ่งกว่าของเถียนซวี่หนิงที่ถูกรถชนเสียอีก
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้
พวกเขายังยืนอยู่คนละฝั่งของสนาม
มองกันอย่างไม่ถูกชะตา
ไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขายังด่าเถียนซวี่หนิงในใจว่าน่ารำคาญจะตาย
แต่ตอนนี้ คนคนนั้นกลับนอนอยู่บนเตียงคนไข้
เรียกเขาว่า “เมีย”
จื่ออวี่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนแกล้ง
เขายืนอยู่ห่างจากเตียงพอสมควร
สีหน้าสับสนสุดขีด สายตาจ้องไปที่หน้าเถียนซวี่หนิง
ถ้าไม่ได้เห็นกับตา
เขาไม่มีทางเชื่อว่าเถียนซวี่หนิงจะทำเรื่องแบบนี้ได้
เถียนซวี่หนิงที่ถูกจ้องอยู่ก็ขมวดคิ้ว
รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น
เหมือนสัตว์ตัวเล็กที่กำลังลองเชิง
เอื้อมไปอยากจะจับมือของจื่ออวี่
แต่ยังไม่ทันแตะ
มือก็ถูกจื่ออวี่ปัดออกตามสัญชาตญาณ
“นายทำอะไร?”
แถมเพราะตกใจเกินไป
เขายังถอยหลังไปครึ่งก้าว
เถียนซวี่หนิงชะงัก
ทั้งตัวเหมือนถูกฟ้าผ่า
แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“เมีย… คุณไม่รักผมแล้วเหรอ?”
จื่ออวี่: “……”
ในหัวของจื่ออวี่ดังขึ้นมาทันที
คำพูดของหมอ—
“ห้ามกระตุ้นคนไข้ จะทำให้เกิดความเสียหายถาวร”
โอเค… เขาห้ามกระตุ้น
เขาสูดหายใจลึก
บังคับตัวเองจัดสีหน้า
กดอารมณ์ซับซ้อนทั้งหมดลงไป
“…ไม่ได้ไม่รัก”
เถียนซวี่หนิงเหมือนลูกหมาป่าที่ถูกลูบขน
ดวงตาสว่างขึ้นทันที
คิดจะเอื้อมมาจับมือเขาอีก
จื่ออวี่รีบนั่งลงข้างเตียงก่อนที่เขาจะขยับ
กดมืออีกฝ่ายกลับลงไป
“อย่าขยับมั่ว ๆ
ตอบคำถามฉันก่อน”
เถียนซวี่หนิงมองเขาอย่างว่าง่าย
จื่ออวี่พยายามรักษาสติ
“ทำไมนายถึงเรียกฉันว่าเมีย?
นายยังจำคนอื่นได้ไหม
เช่น คนในครอบครัว เพื่อน ครู?”
เดิมคิดว่าจะได้คำตอบปกติบ้าง
แต่จู่ ๆ เถียนซวี่หนิงก็หน้าแดงถึงใบหู
ผู้ชายสูงเมตรเก้าสิบ
ที่ปกติตอนเล่นบาสดูเหมือนจะต่อยคนได้ทุกเมื่อ
ตอนนี้กลับเขินอาย
กอดผ้าห่มไว้ พูดเสียงเบา ๆ
“คุณลืมไปแล้วเหรอ เมีย?”
จื่ออวี่: “???”
เถียนซวี่หนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“พวกเราอยู่ด้วยกันตั้งแต่มัธยมแล้วนะ”
จื่ออวี่แทบสำลัก
“คุณเป็นฝ่ายจีบผมตั้ง… หลายปีเลย”
จื่ออวี่: “……เดี๋ยวก่อน”
เถียนซวี่หนิงพูดเสียงอาย ๆ
“ปีนี้พวกเราเพิ่งแต่งงานกันเอง”
จื่ออวี่: “?????”
เถียนซวี่หนิงกะพริบตา
จับชายเสื้อของเขาเบา ๆ
เสียงนุ่มลง
“คนอื่นอะไรเหรอ
คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ เมีย”
“ในใจผมมีคุณแค่คนเดียว”
จื่ออวี่: “……”
เชี่ย
ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องกระตุ้นเถียนซวี่หนิงแล้ว
เขารู้สึกว่าตัวเองก็ใกล้จะสมองกระทบกระเทือนเหมือนกัน
เพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายความจำหายหมดจริง
หรือหายไปแค่บางส่วน
เขาถามต่ออีกหลายคำถาม
“ตอนนี้นายเรียนมหาลัยอะไร?”
“มหาลัย A ปีสาม”
“ในบ้านมีกี่คน?”
“พ่อ แม่ ผม แล้วก็แมวหนึ่งตัว”
“เพื่อนร่วมชั้นมีใครบ้าง
อาจารย์ที่ปรึกษาชื่ออะไร?”
เถียนซวี่หนิงตอบได้หมด ไม่มีผิด
จื่ออวี่เงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะสรุปข้อเท็จจริงที่ทั้ง absurd และสมเหตุสมผลในเวลาเดียวกัน—
นอกจากพล็อต “มีเมีย”
ที่ไม่เกี่ยวกับความเป็นจริงเลย
ตรรกะอื่น ๆ ของเถียนซวี่หนิงปกติทั้งหมด
สรุปง่าย ๆ คือ
สมองเขาแข็งแรงดี
แค่แต่งเรื่องว่าตัวเองมีเมียขึ้นมา
จื่ออวี่: “……”
เชี่ย
ไม่รู้จะพูดอะไรจริง ๆ
เขากำลังคิดว่าจะอธิบายยังไงดี
ก็เหลือบเห็นสายตาของเถียนซวี่หนิง
ลอยไปด้านหลังเขาตลอด
จื่ออวี่หันไปมองตาม
ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน
เขาหัวเราะอย่างโมโห
“นายมองอะไร?”
เถียนซวี่หนิงถูกจับได้
รีบย้ายสายตาจากซี่โครงหมูมามองเขา
เหมือนลูกหมาที่ไปทำผิด
ลูบท้องตัวเอง
“เมีย… หิว”
จื่ออวี่: “……”
ความดันขึ้นทันที
“นายยังกล้าบอกว่าหิวอีกเหรอ?
ฉันยังไม่ได้กินข้าวเลย!”
ปากบ่นโกรธ
แต่สุดท้ายก็ใจอ่อน
เขาเลื่อนโต๊ะเล็กไปหน้าเถียนซวี่หนิง
“กินไปเถอะ
อย่ามาทำตัวน่าสงสาร”
แต่เถียนซวี่หนิงมองแค่มอง ไม่ขยับ
จากนั้นเงยหน้าขึ้น
ดวงตาชื้น ๆ
“เมีย ป้อนผม”
จื่ออวี่: “???”
เขาแทบจะยกโต๊ะคว่ำ
“สมองนายเสีย ไม่ใช่มือหัก!
กินข้าวเองไม่ได้หรือไง!”
พูดยังไม่ทันจบ
เขาก็เห็นร่างสูงเมตรเก้าสิบ
ปลายจมูกเริ่มแดง
ขอบตาเริ่มแดงด้วย
โดนดุจนดูน้อยใจ
เหมือนสัตว์ตัวใหญ่ยักษ์
“แต่ก่อน…
เวลาผมป่วย คุณก็ป้อนผมตลอดนี่……”
จื่ออวี่ตกใจ
“น–นาย อย่าร้องไห้นะ!”
หมอบอกแล้ว
ห้ามกระตุ้นคนไข้
ห้ามกระตุ้นคนไข้
ห้ามกระตุ้นคนไข้!!!!
เสียงเตือนดังลั่นในหัวไม่หยุด
จื่ออวี่รีบนั่งกลับไปข้างเตียง
มือหนึ่งหยิบตะเกียบอย่างรวดเร็ว
คีบซี่โครงหมูยื่นไปที่ปากเขา
“กิน! กินได้ไหม!”
เถียนซวี่หนิง:
“อืม”
จื่ออวี่สูดหายใจลึก
“พอสมองนายหายดี
นายต้องเสียใจกับเรื่องนี้แน่”
เถียนซวี่หนิงคาบซี่โครงหมูอยู่
แต่ดวงตากลับเป็นประกาย
“ไม่หรอก เมีย
ตอนนี้ผมมีความสุขมากเลย”
จื่ออวี่: “……”
ถ้าไม่กลัวกระตุ้นคนไข้
ตอนนี้เขาเอาซี่โครงหมูป้ายหน้าเถียนซวี่หนิงไปแล้ว
หลังจากเถียนซวี่หนิงกินไปหลายชิ้น
เขาก็หยุด
ยื่นมือที่ถือ ตะเกียบไปทางจื่ออวี่
“เมีย คุณก็กิน”
จื่ออวี่ถอยหลัง
“ฉันไม่กิน”
เขาไม่อยากใช้ตะเกียบคู่เดียวกับเถียนซวี่หนิง
มันแปลกเกินไป
อีกอย่าง เขายังไม่ได้เริ่มกินข้าวเลย
โดนป่วนจนตอนนี้ไม่มีความอยากอาหารแล้ว
แต่ในวินาทีถัดมา
เถียนซวี่หนิงดันตะเกียบมาที่ปากเขาโดยตรง
“เมีย กิน”
จื่ออวี่: “……”
เชี่ย
เขาหิว
แล้วซี่โครงหมูมันหอมเกินไปจริง ๆ
สุดท้ายจื่ออวี่หลับตา
อ้าปากงับซี่โครงหมู
รสเปรี้ยวหวานนุ่ม
น้ำซอสระเบิดเต็มปาก
อร่อยจนแทบอยากร้องไห้
มื้อแรกของวัน
เขากลับได้กินเข้าไป
ในฉากที่ประหลาดจนเกินเหตุแบบนี้
โดยเถียนซวี่หนิงเป็นคนป้อน
ยุติธรรมอยู่ตรงไหนกันเนี่ย?!
Chapter 3
ทั้งสองคนป้อนกันคนละคำ กินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานครบทั้งกล่องจนเกลี้ยง
พอกินเสร็จ จื่ออวี่เช็ดปาก รู้สึกว่าในท้องอุ่นขึ้นนิดหน่อย ในที่สุดก็พอจะมีอารมณ์คุยเรื่องจริงจังได้
เขาหันไปมองเถียนซวี่หนิงอย่างจริงจัง
“ฉันมีเรื่องจะบอกนาย”
เถียนซวี่หนิงก็นั่งหลังตรงทันที เหมือนนักเรียนฟังครูอธิบาย
“อืม เมีย พูดมาเลย”
จื่ออวี่ฝืนใจพูด
“ตอนนี้…ความจำของนายมีปัญหานิดหน่อย เพราะงั้นช่วงนี้ อย่าไปพูดเรื่องความสัมพันธ์ของเราสองคนข้างนอก”
เถียนซวี่หนิงขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจ
“ทำไมล่ะ? พ่อแม่ เพื่อน ๆ ผมก็รู้ว่าผมแต่งงานแล้วนะ”
จื่ออวี่: “……”
พ่อแม่เพื่อนนายตอนนี้คงกำลังกินข้าวกันสบาย ๆ อยู่ที่บ้าน
ไม่รู้หรอกว่าลูกชายกำลังนอนโรงพยาบาลแล้วจินตนาการว่ามีเมียขึ้นมา
แต่เพื่อสมองของคนป่วย เขากระตุ้นไม่ได้
จื่ออวี่เลยทำหน้าจริงจัง
“ตอนนี้มันเป็นสถานการณ์พิเศษ อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่า ห้ามคบกันโจ่งแจ้งในมหา’ ลัย”
“อ๋อ”
เถียนซวี่หนิงพยักหน้าหงึก ๆ
“อย่างนี้นี่เอง”
อย่างน้อยก็เชื่อฟัง จื่ออวี่ถอนหายใจโล่งอก
เถียนซวี่หนิงขยี้ตา
“เมีย ผมง่วงแล้ว อยากนอน”
“งั้นก็นอนเถอะ”
จื่ออวี่ลุกขึ้น
“ฉันไม่รบกวนแล้ว เดี๋ยวกลับมหา’ ลัยก่อน”
วินาทีถัดมา เถียนซวี่หนิงเหมือนโดนฟ้าผ่า
“อะ…อะไรนะ? เมียไม่อยู่เป็นเพื่อนผมเหรอ?!”
หัวใจจื่ออวี่กระตุก รีบปลอบ
“ฉันมีธุระจริง ๆ พรุ่งนี้จะมาหานะ โอเคไหม?”
เถียนซวี่หนิงจ้องเขาอยู่พักหนึ่ง เหมือนกำลังดูว่าเขาจะหนีหรือเปล่า
สุดท้ายก็พยักหน้าช้า ๆ
“งั้น…งั้นเมียกอดก่อนค่อยไปนะ”
พูดจบก็อ้าแขนออก
สีหน้าดูเหมือนหมาตัวใหญ่ที่กำลังจะโดนทิ้ง
จื่ออวี่: “……”
สูดลมหายใจเข้า สูดอีกครั้ง
เขาบอกตัวเองว่า ทำไปเพื่อปกป้องสมองคนป่วย
ไม่ใช่เพราะใจอ่อน
ไม่ใช่แน่นอน
เขาเดินเข้าไปใกล้ ยังไม่ทันตั้งตัวก็โดนเถียนซวี่หนิงกอดแน่น
แรงเยอะจนแทบหายใจไม่ออก
ร่างสูงเกือบเมตรเก้าสิบกอดเขาไว้ทั้งตัว
ซุกหน้าลงข้างคอ เอาผมมาถูไปมา
“เมีย……”
ยังจะอ้อนอีก
ผมนุ่ม ๆ ถูคอจนคัน
จื่ออวี่: “พอแล้ว ๆ นายเป็นหมารึไง ถูไม่หยุด ปล่อย!”
ในที่สุดก็หลุดจากอ้อมกอดมรณะ
เขารีบเดินไปที่ประตู
แต่ก่อนจะเปิด เขาห้ามตัวเองไม่ให้หันกลับไปมองไม่ได้
ผลคือ เถียนซวี่หนิงนั่งอยู่บนเตียง
ตาเป็นประกาย วิบวับ มองเขาแล้วกะพริบตา
เหมือนหมาตัวใหญ่ที่กลัวเจ้าของทิ้งไว้โรงพยาบาล
จื่ออวี่: “……”
.
.
.
หลังจากจื่ออวี่ออกไป
เถียนซวี่หนิงหยิบมือถือขึ้นมา
เลื่อนรายชื่อจากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน
ไม่มี
ไม่มีทั้ง “เมีย” “ที่รัก” หรือชื่ออะไรทำนองนั้นเลย
เขาขมวดคิ้ว คิดอยู่นาน
แล้วก็ได้ข้อสรุปที่น่าตกใจ
เขาต้องทำความจำหายไปบางส่วนแน่ ๆ
และส่วนที่หายไป
ต้องเป็นช่วงที่ “เขาทะเลาะกับเมียอย่างรุนแรง แล้วลบช่องทางติดต่อกันด้วยความโมโห”
ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิด
เขากุมหน้าผาก จิตสำนึกเริ่มทำงาน
เมียเขาดีขนาดนี้ เขายังไปทะเลาะกับเขาอีก?
ทะเลาะยังไม่พอ ยังลบการติดต่ออีก?
นี่มันพฤติกรรมสัตว์เดรัจฉานชัด ๆ!
เขาเริ่มทบทวนตัวเอง
หรือเขาจะโมโหแรงเกินไป…
เมียต้องร้องไห้แน่ ๆ
ยิ่งคิดยิ่งเสียใจ หัวใจปวดจนแทบแตก
เพื่อแก้ไข เขาเปิดแชตของเพื่อนสนิท เซี่ยอัน แล้วพิมพ์ว่า
เถียนซวี่หนิง: ส่งวีแชตของจื่ออวี่มาให้หน่อย
เซี่ยอัน:?
เซี่ยอัน: สมองนายมีปัญหารึเปล่าวะ
เซี่ยอัน: เขาไม่ชอบนายขนาดไหน นายก็รู้นี่
เถียนซวี่หนิงอ่านแล้วงง
หรือว่า…
เรื่องที่เขาทะเลาะกับเมีย
มันจะรุนแรงจนคนรอบข้างยังรับไม่ไหวแล้ว?
เขาคิดอยู่นาน ก่อนพิมพ์กลับอย่างแน่วแน่และเศร้า ๆ
เถียนซวี่หนิง: ผมรู้
เถียนซวี่หนิง: เพราะงั้นผมถึงต้องไปง้อเขา
ฝั่งเซี่ยอันเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะส่งนามบัตรของจื่ออวี่มา พร้อมคำอวยพรหนึ่งประโยค
เซี่ยอัน: ขอให้โชคดี
เถียนซวี่หนิงกดเปิดนามบัตร
รูปโปรไฟล์ของจื่ออวี่เป็นหมาตัวใหญ่
เมื่อกี้เมียยังถามเขาเลยว่าเป็นหมารึไง
จื่ออวี่ต้องเปลี่ยนรูปนี้เพื่อเขาแน่ ๆ
เมียเขารักเขามากจริง ๆ
หัวใจเขาเต้นแรง
เขากด “เพิ่มเป็นเพื่อน” อย่างจริงจัง
แล้วเริ่มรอ
สิบนาที — ยังไม่รับ
ยี่สิบนาที — ยังเหมือนเดิม
สามสิบนาที สี่สิบนาที หกสิบนาที
พอถึงชั่วโมงที่สอง
เขาเหมือนหมาตัวใหญ่ที่ถูกมัดไว้กับเก้าอี้
กระสับกระส่าย เตะขา เกาหัว หยิบมือถือดูซ้ำไปมา
สุดท้ายทนไม่ไหว ส่งข้อความยืนยันไป
เมีย ผมผิดแล้ว รับผมกลับเถอะ
ส่งไปแล้ว
เขาจ้องหน้าจอ
หนึ่งนาที สองนาที… ยังไม่รับ
กัดฟัน ส่งอีก
เมีย ขอร้องล่ะ ผมคิดถึงคุณจริง ๆ
เงียบสนิท
🥺
เขายิ่งมั่นใจว่าตัวเองต้องทำเรื่องเลวร้ายระดับให้อภัยไม่ได้
จนเมียผิดหวังถึงขั้นอยากหย่า
กัดฟัน ส่งต่อเนื่องหลายข้อความ
เมีย ผมจะแก้
ผมแก้จริง ๆ
อย่าเมินผมเลย ได้ไหม…
ในที่สุด
มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
อีกฝ่ายยอมรับคำขอเป็นเพื่อนแล้ว
หัวใจเขากระโดดขึ้นทันที
รีบเปิดแชต
ยังไม่ทันพิมพ์ “เมีย”
อีกฝ่ายก็ส่งข้อความมาแบบเย็นชา
เมีย: มีอะไร?
เถียนซวี่หนิงจ้องสามคำกับเครื่องหมายคำถามนั้น
หัวใจเหมือนโดนทิ่มเป็นเม่น
ความน้อยใจเอ่อขึ้นมา
เขาตอบไป
เถียนซวี่หนิง: เมีย
เมีย: “……”
เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบทันที
เขารีบพิมพ์เพิ่ม
เถียนซวี่หนิง: ผมคิดถึงคุณจริง ๆ
เถียนซวี่หนิง: สามชั่วโมงหลังจากที่เมียผมออกไป ผมคิดถึงเธอเหลือเกิน
เหมือนหมาตัวใหญ่ที่ถูกทิ้ง 🐶
Chapter 4
จื่ออวี่กลับถึงหอพัก ตอนนั้นไฟในห้องยังเปิดอยู่
รูมเมตหลายคนกำลังเล่นเกมกันอย่างเมามัน
หลินเยว่เงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง
“โห คนหายตัวกลับมาแล้ว วันนี้ไปทำอะไรมาเนี่ย ไม่เห็นหน้าทั้งวันเลย”
จื่ออวี่โยนกระเป๋าลงบนเก้าอี้ พูดเสียงเรียบ
“ไปทำความดีมา”
“ความดีอะไร?”
สวีเจิ้งหยวนถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
จื่ออวี่เหลือบมองพวกเขา ไม่คิดจะอธิบาย
เขาอาบน้ำเสร็จ กลับมานั่งที่โต๊ะ เปิดตำราการเงินเล่มหนา
อ่านไปได้ไม่นานก็เริ่มปวดหัว
ด้านหลังมีเสียงรูมเมตคุยกันดังขึ้น
“เฮ้ พวกนายเห็นฮ็อตเสิร์ชเรื่องแข่งบาสระหว่างมหา’ ลัย A กับ C วันนี้ยัง?”
“ขำจะตายแล้ว มหา’ ลัย C นู่น หลังแข่งเสร็จไปกินเลี้ยงแล้วยังนินทาเถียนซวี่หนิงอีก บอกว่าเขาหยิ่ง ไม่ยอมมาดื่ม เท่ากับดูถูกพวกเขา”
“พอเถอะ พวกนั้นมีสิทธิ์อะไร?” สวีเจิ้งหย่วนแค่นเสียง “ถ้าเขามีธุระล่ะ? ต้องบังคับให้ไปนั่งดื่มด้วยเหรอ? แพ้แข่งแล้วยังโทษคนชนะที่ไม่ยอมไปให้ขายหน้าอีก”
จื่ออวี๋เดิมทีไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ชื่อของเถียนซวี่หนิงโผล่ขึ้นมาบ่อยเกินไป จนเขาเลี่ยงไม่ได้ ต้องได้ยินเข้าหู
มือที่กำลังพลิกหนังสือชะงักลงเล็กน้อย เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปถาม
“วันนี้… มหาวิทยาลัยเราเป็นฝ่ายชนะเหรอ?”
หลินเยว่พยักหน้า
“ใช่สิ ปกติถ้ามีเถียนซวี่หนิงลงแข่ง ยังไงก็ชนะ”
“หมอนี่เล่นบาสโหดจริง พวกมหา’ ลัย C ปากจัดก็เพราะโดนถล่มจนเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองนั่นแหละ”
จื่ออวี๋ตอบรับเบา ๆ ว่า “อืม” ก่อนจะก้มหน้ากลับไปอ่านหนังสือต่อ
แต่ไม่รู้ทำไม…
เขากลับรู้สึกราวกับว่าคนที่อยู่ในโรงพยาบาลคนนั้น กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างตัวเขา
ลืมตาคู่โตใสแป๋ว มองมาทางเขา แล้วพูดว่า
“เมีย ผมแข่งบาสชนะนะ เก่งไหม?”
แผ่นหลังเขาเย็นวาบ
เขานี่โดนล้างสมองแล้วรึไง?
.
.
.
วันถัดมา
จื่ออวี่ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย
หยิบมือถือขึ้นมา เปิดวีแชตตามนิสัย
วินาทีถัดมา
เขาแทบจะเด้งลุกจากเตียง
แชตของเถียนซวี่หนิงขึ้น 99+
พูดตามตรง นอกจากแชตกลุ่มกับแจ้งเตือนเรียน
เขาไม่เคยมีใครส่งแชตเดี่ยวมา 99+ มาก่อน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นเถียนซวี่หนิง
เมื่อคืนหมอนี่…
จะไปชนอะไรมาอีกรอบรึเปล่า?
ด้วยสภาพจิตใจเหมือนกำลังตรวจที่เกิดเหตุ
เขากดเข้าแชต
ข้อความเต็มไปหมด
ไร้สาระล้วน ๆ
เมียทำอะไรอยู่?
เมีย ผมคิดถึงคุณ
เมีย เมื่อกี้ผมกินน่องไก่โรงพยาบาลมา แย่ชะมัด
เมีย พยาบาลคนนั้นแทงเข็มเจ็บมาก เขานิสัยไม่ดี
เลื่อนลงมา
มีรูปเซลฟี่หลายรูป
ผมยุ่งเหมือนรังไก่
หน้าออกขาวซีดเพราะยา
แต่ยิ้มเหมือนหมาตัวใหญ่
เถียนซวี่หนิง: เมีย รีบตอบหน่อย ผมหล่อไหม?
เถียนซวี่หนิง: ถึงจะป่วย ผมก็ยังหล่อแบบไร้ข้อกังขาใช่ไหม
เถียนซวี่หนิง: เมีย อย่ารังเกียจผมนะ
จื่ออวี่: “……”
ข้อความสุดท้ายคือ
เมีย เมื่อไหร่จะมาหาผม?
ความจริงเมื่อวานเขาโกหก
เขาไม่ได้คิดจะไปหาอีก
และไม่อยากมีอะไรเกี่ยวข้องกับคนคนนี้แล้ว
แต่ข้อความเต็มหน้าจอ
บวกกับคำเตือนของหมอ
ห้ามกระตุ้นคนไข้
จื่ออวี่เงียบอยู่นาน
ลังเลระหว่างจะไปหรือไม่ไป
สุดท้ายเขาพิมพ์ตอบแบบเป็นทางการสุด ๆ
จื่ออวี่: วันนี้ผมเรียนทั้งวัน ไม่มีเวลาไป
เถียนซวี่หนิง: แล้วตอนเย็นล่ะ เมีย?
จื่ออวี่: แล้วแต่สถานการณ์
เขารู้สึกว่าตัวเองทำได้แค่นี้แล้ว
วันนี้เรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น
แทบไม่มีพัก
😣
เลิกเรียนแล้ว
เขายืนอยู่หน้าตึกเรียน
คิดในใจว่า…
หรือจะไปดูเขาหน่อยดี?
หมอบอกว่าห้ามกระตุ้นคนไข้
กำลังลังเลอยู่
ผู้ปกครองเด็กที่เขาไปเป็นครูสอนพิเศษโทรมา
ถามว่าจะขอเลื่อนคลาสพรุ่งนี้มาเป็นวันนี้ได้ไหม
จื่ออวี่อยากปฏิเสธ
แต่คิดไปคิดมาก็รับปาก
จริง ๆ แล้วเขารู้ดี
จากสเตตัสที่เถียนซวี่หนิงส่งมาตลอดทั้งวัน
ทั้ง “เพื่อนหลายคนมาหา”
“เพื่อนร่วมทีมเอานมชามาให้”
“มีคนเอาผลไม้มาฝาก”
“พวกเขาเสียงดังมาก เมียมาช่วยผมหน่อย”
เถียนซวี่หนิงไม่ขาดคนอยู่แล้ว
เพื่อนเขาเยอะ
แค่ข่าวแพร่ออกไป
คนมาเยี่ยมต้องต่อคิวแน่
เพราะงั้น…
เขาไปหรือไม่ไป
ก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น
คิดแบบนั้น
จื่ออวี่เก็บมือถือ
หันหลังไปสอนพิเศษ
.
.
.
เซี่ยอันนอนแผ่บนเตียงคนไข้ของเถียนซวี่หนิง
ใช้เท้าคีบผ้าห่ม
มือกดเกม
เล่นถึงรอบที่สาม
เขาตายไปสองครั้ง
ทั้งหมดเพราะเถียนซวี่หนิง
ลุกบ้าง นั่งบ้าง จ้องประตูบ้าง
ทำเตียงสั่นจนเขาเล่นพังหมด
เซี่ยอันทนไม่ไหว
“เฮ้ย นายเป็นอะไรเนี่ย?!
ไปชนบาสจนสมองพังเหรอ?
เล่นเกมให้จบเงียบ ๆ ไม่ได้รึไง?
จ้องประตูทำไมตลอด?”
เถียนซวี่หนิงนั่งบนเก้าอี้เตี้ย
มือถืออยู่ในมือ กลับไปกลับมา
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
“ตอนบ่าย…เลิกเรียนไม่ใช่สี่โมงครึ่งเหรอ?”
เซี่ยอันชะงัก
มองเขาอย่างสงสัย
“ถามทำไม? นายก็ไม่ได้เรียนซะหน่อย”
เถียนซวี่หนิงอยากจะบอกว่า
ผมรอเมียผม
แต่เมียนบอกห้ามเปิดเผย
ตอนนี้ยังเป็นช่วงปิดความลับ
เขาเลยกลืนคำพูดนั้นลงไป
ทั้งวันมือถือเขาสั่นไม่หยุด
ทุกครั้งเขารีบเงยหน้า
คิดว่าเป็นจื่ออวี่ตอบมา
แต่ไม่ใช่เลย
เป็นเพื่อนร่วมทีม เพื่อนร่วมห้อง รุ่นพี่ อาจารย์
ทุกคน…
ยกเว้นเมียเขา
ตอนนี้หกโมงแล้ว
จากมหา’ ลัยมาถึงโรงพยาบาลไม่เกินครึ่งชั่วโมง
รวมเวลากินข้าวก็น่าจะมาถึงได้แล้ว
เขามองมือถืออีกครั้ง
ในแชตมีแต่ข้อความที่เขาส่งไปเอง
คิ้วยิ่งขมวดแน่น
เมีย…
เมื่อวานยังบอกว่าจะมาหาเขา
เขาต้องทำอะไรผิดแน่ ๆ
เมียยังโกรธเขาอยู่
หรือว่า…
เมียจะขอหย่า?
เขากดมือแน่นที่อก
หันไปถามเซี่ยอันอย่างจริงจัง
“อัน…
จื่ออวี่ยุ่งมากเหรอ?
ทำไมวันนี้ไม่มาหาผม?”
เซี่ยอันมองเขาเหมือนมองคนบ้า
“นายโอเคไหม?
เขาจะมาหานายทำไม?”
“เขามาหาผมก็ปกติดีไม่ใช่เหรอ?”
เถียนซวี่หนิงพูดอย่างมั่นใจ
เซี่ยอันสวนทันที
“นายไม่ค่อยชอบเขาไม่ใช่เหรอ?
ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าเขาเสแสร้ง
แล้วตอนนี้ล่ะ? เป็นฝ่ายแอดเขา รอเขามาหา?
ฉันรู้จักรูมเมตเขานะ
เขามีภาพลบนายสุด ๆ”
เถียนซวี่หนิงฟังแล้วอึ้ง
เซี่ยอันพูดต่อ
“อีกอย่าง เขายุ่งจริง
ไม่เรียนก็ต้องไปสอนพิเศษหรือทำงาน
ฐานะครอบครัวเขาไม่ค่อยดี
คนชอบเขาเยอะมาก
แต่ทุกคนบอกว่าเข้าถึงยาก”
ทุกประโยคที่พูด
หัวใจเถียนซวี่หนิงยิ่งจมลึก
เมียเขาเหนื่อยขนาดนี้ทุกวัน
แต่เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย?
ก่อนหน้านี้เขายังไม่ค่อยชอบเมีย?
เขาเลวขนาดไหนกัน?
ตัวเองมีเงินแท้ ๆ
แต่ปล่อยให้เมียออกไปทำงาน?
ไม่แปลกเลยที่เมียไม่มาหาเขา
เขานี่มัน…
สมควรถูกหย่าจริง ๆ
Chapter 5
วันนี้จื่ออวี๋มาสอนพิเศษให้เด็กประถม เนื้อหาไม่ยาก เด็กผู้หญิงพื้นฐานดีอยู่แล้ว เขาแค่พาเธอไล่ดูสมุดรวมข้อผิดพลาดก็พอ
ใกล้จบคาบ เนี่ยนเนี่ยนควักสมุดลายวิบวับสวย ๆ ออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เขาอย่างจริงจัง
“พี่ชาย เซ็นชื่อให้หนูหน่อยได้ไหม!”
จื่ออวี๋ชะงัก
“เซ็นชื่อ?”
เนี่ยนเนี่ยนยู่ปาก
“ก็เซ็นชื่อไง! หนูเคยเล่าให้พี่ฟังแล้วนี่ ช่วงนี้ในห้องมีเพื่อนหลายคนกำลังตามไอดอลคนหนึ่ง เพื่อนสนิทหนูมาเล่นที่บ้าน เห็นพี่เข้า ก็บอกว่าพี่หน้าคล้ายไอดอลที่พวกเขาชอบมาก พอกลับไปโรงเรียนก็เอาไปเล่าต่อ ทุกคนเลยอยากมาดูพี่กันหมด แต่หนูพาใครมาเยอะ ๆ ไม่ได้……ก็เลยรับปากว่าจะขอลายเซ็นให้แทน”
พูดจบเธอก็เกาหัวอย่างเขิน ๆ
จื่ออวี๋หลุดขำ รู้สึกว่าโลกของเด็ก ๆ ช่างเรียบง่ายและน่ารักดี สุดท้ายก็รับสมุดพวกนั้นมา แล้วเซ็นชื่อตัวเองลงไป
ลงมาถึงข้างล่างก็เก้าโมงแล้ว
วันนี้เขาสอนเนี่ยนเนี่ยนไปสองชั่วโมง งานสอนพิเศษเป็นวิธีหาเงินที่เร็วที่สุดสำหรับเขา ชั่วโมงละ 150 สองชั่วโมงก็ 300
เขาเดินไปพร้อมกับคิดเลขในหัว คำนวณยอดเงินเดือนนี้ ว่าจะเอาไปใช้หนี้ได้เท่าไหร่—
จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้ข้างทาง
“เมีย!”
จื่ออวี๋สะดุ้งสุดตัว ชะงักฝีเท้า แล้วหันไปมอง ก็เห็นคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างแปลงดอกไม้
ใต้ไฟถนนสีเหลืองสลัว เถียนซวี่หนิงใส่หมวก เสื้อยืดดำ กางเกงขาสั้นกีฬา นั่งขดตัวอยู่ตรงนั้น ขายาว ๆ ถูกยุงกัดจนเกาไม่หยุด ผิวขาวจนเหมือนเรืองแสง แต่ตอนนี้สภาพเรียกได้ว่าน่าสงสารสุด ๆ น่องทั้งสองข้างแดงบวมเป็นดวง ๆ เต็มไปหมด
เขาเงยหน้ามองจื่ออวี๋ ดวงตาเป็นประกายทั้งน่าสงสารทั้งน้อยใจ เหมือนหมาที่รอเจ้าของทั้งคืน
จื่ออวี๋ยังตั้งตัวไม่ทันว่าทำไมคนคนนี้ถึงมาโผล่ที่นี่ ขมวดคิ้วแล้วเดินเข้าไปสองก้าว
“นายมาทำอะไรที่นี่?”
เถียนซวี่หนิงรออยู่ข้างล่างเป็นชั่วโมงกว่า ระหว่างนั้นยังใช้ให้เซี่ยอันไปสืบที่อยู่สอนพิเศษของจื่ออวี๋ กว่าจะถามได้ก็รีบวิ่งมานั่งรอ ตอนแรกยังพอไล่ตบยุงไปด่าไป สุดท้ายก็แพ้ราบคาบ โดนกัดจนเริ่มสงสัยในชีวิต ได้แต่นั่งรอเฉย ๆ
พอเห็นจื่ออวี๋ปรากฏตัว ดวงตาเขาก็สว่างวาบ ดีใจจนแทบร้องไห้ กางแขนออก
“เมีย! ในที่สุดเมียก็ลงมาแล้ว ยุงเยอะมาก……”
จื่ออวี๋ปวดหัวกับคำเรียกนั้น แต่ก็ยังเดินเข้าไป พอเห็นแขนกับขาของเขาก็อดยกมือกุมหน้าผากไม่ได้ เถียนซวี่หนิงตัวสูงตั้งเมตรเก้า แต่ผิวกลับละเอียดเหมือนไม่เคยโดนแดด โดนยุงกัดทีเห็นชัดเป็นปื้นแดงบวม
จื่ออวี๋ถอนหายใจ ควักยาทาแก้คันออกมาจากกระเป๋า ดึงแขนเขามาทาให้ พลางถาม
“นายมาทำไม ไม่อยู่โรงพยาบาลดี ๆ”
เถียนซวี่หนิงยื่นแขนให้ว่าง่าย เสียงอู้อี้
“คิดถึงเมียนิดหน่อย”
มือของจื่ออวี๋ชะงักไปเล็กน้อย
เถียนซวี่หนิงพูดต่อ
“เมีย ทำไมเมียเหนื่อยขนาดนี้”
เห็นจื่ออวี๋ไม่ตอบ เขาก็พึมพำต่อ
“เมียขาดเงินเหรอ? ฉันมีเงินนะ ให้เมียได้……ไม่อยากให้เมียเหนื่อยขนาดนี้เลย”
เขาพูดอย่างจริงจังสุด ๆ เพราะเขามีเงินจริง ๆ พ่อแม่ ปู่ย่า รวมกันให้เงินใช้ต่อเดือนถึงสองแสน
ความรู้สึกในใจจื่ออวี๋ซับซ้อนขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนพูดตรง ๆ ว่าไม่อยากให้เขาลำบาก
และคนที่พูด กลับเป็นเถียนซวี่หนิง—คนที่เขาเคยหลบเลี่ยง แถมยังแอบไม่ชอบด้วยซ้ำ
เขาไม่พูดอะไร ดึงแขนอีกข้างของเถียนซวี่หนิงมา บีบยาทาให้ต่อ
ลมพัดมา เถียนซวี่หนิงนั่งนิ่งผิดวิสัย เชื่อฟังอย่างไม่น่าเชื่อ แค่มองจื่ออวี๋ตาเป็นประกาย ใต้ไฟถนนสีสลัว เขานั่งอยู่ข้างแปลงดอกไม้ ส่วนจื่ออวี๋ยืนอยู่ตรงหน้า ก้มหน้าทายาให้เขา
ปลายนิ้วเย็นและเบามาก สัมผัสลงบนผิวที่โดนยุงกัดมั่วไปหมด เหมือนกดปุ่มอะไรสักอย่างที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ ทำให้เขาแทบจะละลาย เถียนซวี่หนิงเงยหน้ามองจื่ออวี๋ผ่านแสงไฟถนน
สวยจริง ๆ
ขนตายาวงอน เปลือกตาเหมือนเคลือบแสงบาง ๆ สีหน้าเรียบเฉยจริงจัง แม้แต่ตอนขมวดคิ้วก็ยังดูดี
โอ้พระเจ้า เมียเขาสวยขนาดนี้ อยากจูบชะมัด
ลูกกระเดือกของเถียนซวี่หนิงขยับขึ้นลง
แต่ในหัวเขายังจำได้ว่าพวกเขายัง “ทะเลาะกันอยู่” เมียยังโกรธอยู่แน่ ๆ ตอนนี้ห้ามจูบเด็ดขาด ถ้าจูบไป เมียอาจจะซัดหัวเขากลับเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ
เขาเลยได้แต่กลั้นใจ มองไปก็ยิ่งหลง ยิ่งรู้สึกว่าตอนนั้นตัวเองต้องสมองพังแน่ ๆ ถึงไปทำให้เมียที่อ่อนโยนขนาดนี้โกรธได้
ไม่ควรเลย
ไม่ควรเอาซะเลย!
จื่ออวี๋ทายาเสร็จ เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเถียนซวี่หนิงอ้าปากนิด ๆ จ้องเขาตาเหม่อ
โดนมองจนเริ่มเขิน เขาไอเบา ๆ
“นายกินข้าวหรือยัง? หิวไหม?”
เถียนซวี่หนิงได้สติ ผุดลุกนั่งตัวตรง
“ยังไม่ได้กิน!”
ยังฟ้องเสียงดัง
“เซี่ยอันกินข้าวของฉันหมด! ฉันแย่งไม่ทัน ได้กินไปแค่สองคำ……ตอนนี้หิวมาก เมีย ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ!”
จื่ออวี๋ไม่รู้ว่าเขาน่าสงสารจริงหรือแกล้ง
“อยากกินอะไร?”
“อะไรก็ได้!”
ทั้งสองเดินออกไปด้วยกัน
ตอนนั้นเองเถียนซวี่หนิงถึงได้รู้สึกชัดเจนว่าความสูงของพวกเขาต่างกันขนาดไหน เขาสูงเกินเมตรเก้า ไหล่กว้างขายาว ส่วนจื่ออวี๋ข้าง ๆ ดูผอมบางแต่ตั้งตรง
เดินไปได้ไม่กี่นาที มือของเถียนซวี่หนิงก็เผลอไปโดนมือจื่ออวี๋หลายครั้ง
จื่ออวี๋ขมวดคิ้ว
“มือนายแกว่งอะไรนักหนา?”
เถียนซวี่หนิงทำเป็นมึน
“ห๊ะ? ไม่ได้แกว่งนะ”
ความจริงคือเขากำลังหาจังหวะจับมือเมีย อยากจับจนจะตาย แต่ก็กลัวเมียปฏิเสธ ยังอยู่ช่วงทะเลาะ ห้ามใจร้อน ห้ามสนิทเกินไป ไม่งั้นเมียจะหนี
เขาเลยได้แต่ทำเป็นแกว่งไปมา ชน ๆ ๆ ๆ
แล้วก็—
เขารู้สึกว่าเมียส่งสายตาให้เขา
เถียนซวี่หนิงฮึกเหิมขึ้นมาทันที ใจเต้นแรง เมียให้อภัยแล้ว! เมียอยากจับมือ!
เขายื่นมือออกไปทันที ปั๊บ—คว้ามือจื่ออวี๋ไว้
วินาทีถัดมา มือก็ถูกสะบัดออกอย่างเด็ดขาด
เถียนซวี่หนิงหน้าเหมือนหมาโดนทิ้ง มองจื่ออวี๋อย่างบาดเจ็บ
“เมีย……หมายความว่ายังไง……”
จื่ออวี๋มองเขาเย็น ๆ
“นายทำอะไร?”
เถียนซวี่หนิงอธิบายเสียงเบา
“เมื่อกี้เมียมองฉันแบบนั้นไม่ใช่เหรอ ฉันคิดว่าเมียอยากจับมือ……”
เดิมทีเขาอยากจะบอกว่า “ส่งสายตายั่วยวน” แต่พอถูกสะบัดมือ ความมั่นใจก็ร่วงจาก 100 เหลือ -30 เลยพูดอ้อม ๆ ไป
จื่ออวี๋ทำหน้างง
“สายตาอะไร? ฉันก็แค่บอกให้เลิกแกว่งมือมั่ว ๆ”
เถียนซวี่หนิง “……”
Chapter 6
จื่ออวี่ไม่สนใจเขาอีกต่อไป เดินนำเถียนซวี่หนิงตรงเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเจ้าประจำของตัวเอง
ร้านไม่ใหญ่ แต่จัดการเป็นระเบียบเรียบร้อย กลิ่นน้ำซุปกระดูกที่หอมเข้มลอยวนอยู่ในอากาศ ชวนให้ความหิวในท้องปั่นป่วนไม่หยุด
จื่ออวี่นั่งลงอย่างคุ้นเคย สั่งบะหมี่น้ำใสหนึ่งชาม เพิ่มไข่ดาวอีกฟอง
เถียนซวี่หนิงนั่งชิดข้างเขา ตะโกนเสียงดัง
“เฮีย! บะหมี่เนื้อตุ๋นหนึ่งชาม เนื้อขอเยอะ ๆ พริกหนึ่งช้อน โรยต้นหอมเยอะหน่อย แล้วก็ไข่พะโล้อีกฟอง!”
เขาหยุดนิดหนึ่ง เอียงหน้ามองชามของจื่ออวี่แล้วเสริม
“อ้อ แล้วของเขาน่ะ อย่าใส่ผักชีเด็ดขาด!”
เจ้าของร้านยิ้มแย้มรับคำ
“ได้เลย จดไว้แล้ว!”
จื่ออวี่เงยหน้าขึ้น มองเถียนซวี่หนิงอย่างพินิจ
“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่กินผักชี?”
เถียนซวี่หนิงยิ้มอย่างได้ใจ
“ก็คุณเป็นเมียผมนี่ ผมจะไม่รู้ได้ยังไง”
“……”
จื่ออวี่ชะงักไป ก่อนจะเบือนสายตาหนีอย่างเงียบ ๆ
เขารู้สึกแปลกใจ ต่อให้ความทรงจำสับสนก็คงไม่ควรรู้เรื่องอย่างการไม่กินผักชีของคนที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อนสิ
ไม่นานนัก เส้นก๋วยเตี๋ยวก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
บะหมี่น้ำใสมีน้ำซุปใสแจ๋ว ไข่ดาวสีขาวนวลนอนอยู่บนเส้นบาง ๆ ที่สั่นไหว
ส่วนบะหมี่เนื้อตุ๋นสีแดงสดดูน่ากิน กลิ่นน้ำมันพริกหอมฉุย เนื้อชิ้นใหญ่หนาวางเต็มชาม
เห็นได้ชัดว่าเถียนซวี่หนิงหิวจัด เขาไม่สนใจความร้อน ดูดเส้นเข้าไปคำใหญ่ครึ่งชามในทีเดียว
ระหว่างนั้นยังไม่ลืมเงยหน้ามายิ้มตาเป็นประกายให้จื่ออวี่ ก่อนจะก้มหน้ากินต่ออย่างเอร็ดอร่อย
จื่ออวี่เพิ่งกินไปไม่กี่คำ ชามใหญ่ตรงหน้าเถียนซวี่หนิงก็เกลี้ยงแล้ว
เขาเงยหน้าขึ้น ปากยังเปื้อนน้ำมันพริกเป็นประกาย ดวงตาฉายแววเอาใจปนเขินอาย เอ่ยถามเสียงเบา
“เมีย… ผมขอกินอีกชามได้ไหม?”
ยังจะกินอีกเหรอ?
จื่ออวี่เลิกคิ้วเล็กน้อย
พอได้สัญญาณอนุญาต เถียนซวี่หนิงก็สั่งเพิ่มทันที ความเร็วในการกินยังคงเหมือนพายุราวกับอดข้าวมาหลายวัน
จื่ออวี่กินได้แค่ครึ่งชามก็เริ่มอิ่ม วางตะเกียบลง
“ฉันกินไม่ไหวแล้ว”
ยังไม่ทันพูดจบ มือของเถียนซวี่หนิงก็เอื้อมมาดึงชามของเขาไปตรงหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ
“งั้นผมช่วยกินเอง”
พูดจบก็ก้มหน้าซดต่อ เสียงดังฮูด ๆ กินจนแก้มแดง เหงื่อซึมที่ขมับ แม้แต่น้ำซุปก้นชามก็ไม่เหลือ
สีหน้าดูอิ่มเอมพึงพอใจสุด ๆ
จื่ออวี่มองภาพตรงหน้า พลางคิดในใจ
สมแล้วที่สูงตั้งเมตรเก้าสิบ ตัวใหญ่ขนาดนี้ ปริมาณการกินก็น่าตกใจจริง ๆ
ทั้งสองจ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้าน
ลมกลางคืนพัดมาจากปากซอย จื่ออวี่นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมา จึงหันไปถาม
“ว่าแต่ หมออนุญาตให้นายออกจากโรงพยาบาลแล้วเหรอ? แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรแล้ว?”
เถียนซวี่หนิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“อืม หมอบอกว่ากลับบ้านไปพักฟื้นได้ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว”
“ก็ดี” จื่ออวี่โล่งอก ก่อนจะพูดต่อ
“งั้นนายก็รีบกลับบ้านเถอะ ฉันเองก็จะกลับหอแล้ว”
ประโยคนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดใส่เถียนซวี่หนิง เขาชะงักไปทันที สีหน้าซีดเผือด ราวกับโลกถล่ม
“กลับหอ?” เสียงเขาเพี้ยนไปเล็กน้อย
“ทำไมคุณต้องกลับหอ?”
จื่ออวี่งงกับปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินคาด ตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติ
“ไม่กลับหอ แล้วจะให้ฉันไปไหนล่ะ?”
“กลับบ้านสิ!”
เถียนซวี่หนิงร้อนรน คว้าข้อมือเขาแน่น ทั้งร้อนใจทั้งน้อยใจ
“กลับบ้านของพวกเรา กลับไปด้วยกัน!”
“……”
เถียนซวี่หนิงเหมือนเปิดวาล์วไม่หยุด กลัวว่าเขาจะหนีไป เสียงขึ้นจมูกชัดเจน
“เมีย คุณจะโกรธผมก็ได้ แต่ถึงขั้นหนีออกจากบ้านจริง ๆ ไม่ได้นะ! ผมรู้ว่าผมผิด ผมรู้จริง ๆ ต่อไปผมจะไม่ทะเลาะกับคุณอีก ผมจะฟังคุณทุกอย่าง…
อย่าไม่กลับบ้านเลยนะ ถ้าไม่มีคุณ ผมนอนไม่หลับเลย หัวยังปวดเป็นพัก ๆ อยู่เลย…
เมีย อย่าทิ้งผมไปเลย…”
เสียงเขาค่อย ๆ เบาลง เหลือแค่พึมพำอยู่ในลำคอ ศีรษะก็ก้มลง
เหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่ถูกเจ้าของทอดทิ้งกลางคืนมืด ทั้งตัวเต็มไปด้วยความน่าสงสารและไม่มั่นคง
จื่ออวี่ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะพลิกผันมาถึงจุดนี้
ไม่กี่นาทีก่อนยังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอย่างร่าเริง พริบตาเดียวกลับกลายเป็นเหมือนหมาจรที่กำลังจะถูกเขาทอดทิ้ง
ภาพนั้นทำให้หัวใจเขากระตุกโดยไม่รู้ตัว
คำเตือนของหมอที่ว่า “ห้ามกระตุ้นผู้ป่วย” ดังขึ้นมาในหัวอย่างจริงจัง
จื่ออวี่เงยหน้าขึ้น สบตากับเถียนซวี่หนิง
ดวงตาที่ปกติมักจะดูเอื่อยเฉื่อยหรือหยิ่งผยอง ตอนนี้กลับเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา หางตาแดงก่ำ เต็มไปด้วยความน้อยใจและกล่าวโทษ
ราวกับว่าต่อไปอีกวินาทีก็จะร้องไห้ออกมา
หัวใจเขารัดแน่น เขาสบถในใจเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจลึกอย่างยอมจำนน
ฝืนยิ้มให้ดูอ่อนโยนที่สุด แล้วลดเสียงลงปลอบ
“ช่วงนี้… ฉันมีธุระสำคัญที่โรงเรียน ก็เลยพักที่หอชั่วคราว ไม่ได้ตั้งใจจะไม่กลับบ้าน”
เถียนซวี่หนิงเม้มปาก ยังไม่ค่อยเชื่อ ถามย้ำอย่างดื้อดึง
“แล้ว… คืนนี้ล่ะ?”
“คืนนี้ฉัน…”
จื่ออวี่ชะงัก สมองหมุนอย่างรวดเร็ว ได้แต่เล่นตามบทไร้สาระนี้ต่อ
“กลับบ้าน”
ทันทีที่พูดจบ ก็เห็นเถียนซวี่หนิงเหมือนถูกกดปุ่มความสุข
เมื่อครู่ยังห่อเหี่ยวอยู่ หูก็ตั้งขึ้นทันที ดวงตาที่หม่นหมองสว่างวาบ จ้องเขาไม่กะพริบ
“จริงเหรอ? เมีย คุณพูดจริงใช่ไหม?”
ถูกสายตาสว่างจ้าแบบนั้นจ้อง จื่ออวี่รู้สึกเหมือนถูกต้อนจนหนีไม่พ้น
ทำได้แค่กัดฟันพยักหน้า
“…อืม”
“เยี่ยมไปเลย!”
เถียนซวี่หนิงพยักหน้าแรง ๆ ความน้อยใจและหม่นหมองหายไปหมด เหลือแต่ความดีใจล้นทะลัก
เขากระโดดดีใจเล็กน้อยตรงที่เดิม พูดรัว ๆ อย่างตื่นเต้น
“งั้นต่อไปผมจะไปส่งคุณเรียนทุกวัน! รับคุณกลับทุกวัน! บ้านเราอยู่หน้าโรงเรียน เดินแค่ห้านาทีก็ถึง สะดวกมาก!
เมีย คุณสัญญานะ ต่อไปอย่าหนีออกจากบ้านอีก ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณโกรธอีกแล้ว!”
จื่ออวี่: “…”
บ้านเราอยู่หน้าโรงเรียนห้านาที? แถมรับส่งทุกวัน?
แล้วนายไม่ต้องเรียนหรือไง พี่ชาย?
พล็อตเรื่องมันหลุดการควบคุมไปไกลเกินกว่าจะดึงกลับได้
เขารู้สึกหมดแรงอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว นอกจากปล่อยเลยตามเลย ก็ดูจะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า
เขาพยายามรักษาความนิ่งไว้
“งั้น… ฉันขอกลับหอไปเก็บเสื้อผ้าเปลี่ยนก่อน แล้วค่อยไป… กลับกับนาย”
Chapter 7
คำว่า “กลับบ้าน” สองคำนี้เหมือนจะมีพลังประหลาดอะไรบางอย่าง
ทันทีที่เถียนซวี่หนิงได้ยิน ดวงตาของเขาก็เหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“ได้! ผม…ผมไปเป็นเพื่อนคุณ ไปเอาของนะ ผมจะรออยู่ข้างล่างตึก”
จื่ออวี๋ก้มหน้าลง สายตาหยุดอยู่ที่ข้อมือของตัวเองซึ่งถูกเถียนซวี่หนิงกำแน่น
อุณหภูมิจากฝ่ามือของอีกฝ่ายร้อนเสียจนแทบลวก
ความร้อนนั้นซึมผ่านผิวหนัง แผ่ลามขึ้นมา ทำให้ทั้งแขนของเขารู้สึกชาขึ้นมาเล็กน้อย
เขาถอนหายใจในใจอย่างเงียบ ๆ
เล่นบทต่อไปแบบนี้ คนไข้ยังไม่หาย
แต่ดูท่าเขาเองจะป่วยเพราะพล็อตประหลาด ๆ นี่ก่อนแล้ว
กลับถึงหอ จื่ออวี๋เก็บเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหนึ่งชุดกับของใช้จำเป็นอย่างรวดเร็ว
ยัดใส่เป้สะพายหลัง
หลินเยว่ เพื่อนร่วมห้องกำลังใส่หูฟังดวลเกมอย่างเมามัน
เหลือบตามาเห็นเขาเข้า ก็ถามแบบอ้อแอ้
“เฮ้ ดึกขนาดนี้ยังจะออกไปอีกเหรอ? มีนัดเหรอ?”
“อืม มีธุระนิดหน่อย คืนนี้ไม่กลับนะ”
จื่ออวี๋รูดซิปเป้
“โอเค ระวังตัวล่ะ”
หลินเยว่ไม่ได้ถามต่อ ความสนใจก็กลับไปอยู่กับเกมตรงหน้าอีกครั้ง
เถียนซวี่หนิงยืนรออยู่ใต้ตึกหอจริง ๆ
หลบอยู่ในเงามืด เหมือนศิลาภรรยาคอยสามี
สายตาจ้องไม่กะพริบไปที่ทางออกบันได
พอเห็นจื่ออวี๋ เขาก็รีบเดินเข้ามาหา
ยื่นมือจะรับเป้ที่ดูยังไงก็ไม่หนัก
“เมียจ๋า ให้ผมถือให้ เดี๋ยวผมถือเอง”
“ไม่ต้อง เบามาก”
จื่ออวี๋เบี่ยงตัวหลบ
สีหน้าผิดหวังฉายชัดผ่านใบหน้าของเถียนซวี่หนิง
แต่สุดท้ายเขาก็เชื่อฟัง
ทั้งสองเดินเคียงกันไปในยามค่ำคืน
ผ่านประตูฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัย
ไม่กี่นาทีต่อมา
เบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นหมู่บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์
ระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด บรรยากาศเงียบสงบ
แตกต่างจากความคึกคักของย่านมหาวิทยาลัยด้านนอกอย่างสิ้นเชิง
เถียนซวี่หนิงเดินอย่างคุ้นเคยไปที่ตึกหนึ่ง
สแกนลายนิ้วมือเปิดประตู แล้วผายมือให้จื่ออวี๋เข้าไปก่อน
ลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสูง
เขาใช้กุญแจเปิดประตูห้องอีกครั้ง
เอียงตัวหลบ เปิดพื้นที่ภายในที่เรียกว่า “บ้าน” ให้จื่ออวี๋เห็น
ไฟเซนเซอร์บริเวณทางเข้าเปิดขึ้นอัตโนมัติ
เถียนซวี่หนิงก้มลงหยิบรองเท้าแตะสีเทาคู่ใหม่จากตู้รองเท้า
วางไว้ข้างเท้าของจื่ออวี๋
ส่วนตัวเองก็เปลี่ยนเป็นคู่สีดำแบบเดียวกัน
เขายืนตัวตรง มองไปรอบ ๆ
สีหน้าค่อย ๆ ชะงัก รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ห้องนั่งเล่นกว้างขวาง สะอาดเรียบร้อยจนดูโล่ง
การตกแต่งโทนเย็นดูหรูหรา
แต่ก็แฝงความเย็นชาที่เหมือนไม่มีใครอยู่อาศัยเป็นประจำ
ไม่ว่าจะโต๊ะกาแฟ โซฟา
หรือเคาน์เตอร์ครัวแบบเปิดที่อยู่ไกลออกไป
ทุกอย่างล้วนเป็นของใช้เรียบง่ายแบบผู้ชายเพียงคนเดียว
ไม่มีร่องรอยของคนที่สองเลย
รอยยิ้มบนใบหน้าของเถียนซวี่หนิงค่อย ๆ เลือนหาย
มุมปากตกลงโดยไม่รู้ตัว
เขาหันไปมองตู้รองเท้า — ข้างในมีแต่รองเท้าของเขา
จากนั้นก็หันไปมองห้องแต่งตัวแบบเปิด
เสื้อผ้าที่แขวนอยู่…ก็เป็นของเขาทั้งหมด
คิ้วของเขาขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ความสับสนและความสูญเสียอันใหญ่หลวงค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า
จื่ออวี๋มองเขาแบบนั้น ใจขยับเล็กน้อย
หรือว่า…เขาจะเริ่มรู้ตัวแล้ว?
ความทรงจำกำลังจะกลับมา?
แล้วเขาก็เห็นเถียนซวี่หนิงหันกลับมา
ทำหน้ามุ่ย ดวงตาแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เสียงสั่นเครือด้วยความน้อยใจ
“เมีย…
คุณ…คุณทะเลาะกับผม
แล้วก็ย้ายของออกไปหมดเลยเหรอ
ไม่เหลือไว้ให้ผมเลยสักอย่าง?”
“……”
จื่ออวี๋แทบจะสำลักลมหายใจ
เอาเถอะ หวังเก้ออีกแล้ว
ตรรกะสมองแบบนี้
เขาสงสัยจริง ๆ ว่าอายุของเถียนซวี่หนิง
ไปเข้าร่วมโปรโมชันอะไรมา
แบบอายุครบยี่สิบ ลดไปสิบสอง
“ผมจะดูว่าจะนอนตรงไหน”
เขาทิ้งประโยคหนึ่งไว้ แล้วเริ่มสำรวจห้อง
บ้านใหญ่มาก เป็นแบบสี่ห้องนอนสองห้องนั่งเล่น
แต่มีแค่ห้องนอนใหญ่ที่จัดไว้ครบครัน
ห้องอื่น ๆ ไม่ก็ว่างเปล่า
ไม่ก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ยังไม่ได้แกะกล่อง
ไม่มีเตียงหลังที่สองเลย
จื่ออวี๋ยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่น
มองโซฟาหนังที่ดูแพงเอาเรื่อง
แต่ชัดเจนว่าไม่เหมาะจะนอนยาว
แล้วก็ถอนหายใจเบา ๆ
…ช่างเป็นหนี้เขาจริง ๆ
“ห้องน้ำอยู่ไหน?” เขาถาม
เถียนซวี่หนิงยังจมอยู่กับความเศร้าที่ “เมียย้ายของหนี”
หัวตก ไหล่ห่อ ชี้ไปทางห้องนอนใหญ่
“ข้างใน…”
จื่ออวี๋สะพายเป้าเข้าไปในห้องน้ำที่ติดกับห้องนอน
ห้องน้ำกว้าง แยกส่วนแห้ง–เปียก
ในตู้กระจกมีของใช้ใหม่เอี่ยมยังไม่แกะ
ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะ
ทั้งวันวุ่นวาย แถมยังต้องรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันขนาดนี้
เขาเหนื่อยจริง ๆ
จนกระทั่งสายน้ำอุ่นไหลผ่านร่าง
ความตึงเครียดถึงได้คลายลงบ้าง
อาบน้ำเสร็จ
เขาเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดกับกางเกงลำลองสะอาด ๆ
เช็ดผม เดินออกมา
เถียนซวี่หนิงไม่อยู่ในห้องนั่งเล่นแล้ว
จื่ออวี๋เพิ่งจะโล่งใจ
ก็เห็นอีกฝ่ายเดินออกมาจากครัว
ถือแก้วน้ำอยู่ในมือ
แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ประตูห้องน้ำ
เหมือนรออยู่ตรงนั้นตลอด
พอเห็นจื่ออวี๋
เถียนซวี่หนิงก็รีบวางแก้วน้ำ
เดินมานั่งที่ขอบโซฟา
พิงพนัก เงยหน้ามองเขา
“ผมนอนโซฟา”
จื่ออวี๋พูดก่อน พลางขยี้ผมด้วยผ้าเช็ดตัว
“หัวคุณยังต้องพักผ่อน ไปนอนเตียง”
เถียนซวี่หนิงไม่พูดอะไร
แค่มองเขา ปากเม้มแน่น
ขณะที่จื่ออวี๋คิดว่าอีกฝ่ายคงจะเชื่อฟัง
จู่ ๆ เถียนซวี่หนิงก็ยื่นแขนออกมา
โอบรัดเอวของเขาไว้แน่น
ซบหน้าลงกับหน้าท้อง
ที่ยังอุ่นชื้นจากไออุ่นและกลิ่นสบู่
ร่างของจื่ออวี๋แข็งทื่อ
ผ้าเช็ดตัวหลุดจากมือโดยไม่รู้ตัว
เขาผลักทันทีตามสัญชาตญาณ
“คุณทำอะไร! ปล่อย!”
แขนที่รัดอยู่กลับยิ่งแน่นขึ้น
แรงเยอะจนน่าตกใจ
แล้วเสียงอู้อี้ปนสะอื้นก็ดังขึ้น
“เมีย…ผมผิดไปแล้ว…”
การผลักของจื่ออวี๋ชะงัก
“ผม…
ผมลืมเรื่องสำคัญไปเยอะมากใช่ไหม?”
เสียงของเถียนซวี่หนิงสั่น
ศีรษะถูไถกับเสื้อยืดผ้าฝ้ายนุ่ม ๆ ของจื่ออวี๋
เหมือนหมาตัวใหญ่ที่กำลังขอปลอบ
“ผม…
ทำเรื่องแย่ ๆ จนทำให้คุณโกรธใช่ไหม?
ไม่ว่าจะเพราะอะไร…
ผมขอโทษ ผมขอโทษทั้งหมดเลย
อย่าเมินผม อย่าทิ้งผมไป…
คุณห้ามไม่เอาผมนะ…”
เสียงของเขาค่อย ๆ แผ่วลง
สุดท้ายเหลือแค่ลมหายใจเบา ๆ
จื่ออวี๋ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ฝ่ามือค้างอยู่กลางอากาศ
จะผลักก็ไม่ใช่ จะวางก็ไม่ถูก
ความอุ่นและแรงสั่นที่ส่งมาจากหน้าท้อง
ทำให้ส่วนลึกในใจของเขานุ่มลงอย่างไร้เหตุผล
เขาไม่เคยคิดเลยว่า
เถียนซวี่หนิงที่ปกติในสนามบาสดูโอหัง เจิดจ้า
เหมือนไม่แคร์อะไรทั้งนั้น
พอความจำเสื่อมแล้วจะกลายเป็น…
…พวกคลั่งรักขั้นสุดแบบนี้
Chapter 8
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกดความรู้สึกแปลก ๆ ในใจลง
ยกมือขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะวางลงบนศีรษะของเถียนซวี่หนิง
ลูบผมนุ่ม ๆ นั้นเบา ๆ
“ผมไม่ได้โกรธ” เขาพูด
รู้สึกได้ว่าคนใต้ฝ่ามือยังเอาหัวมาถูไปมา
“ปล่อยก่อน”
แขนของเถียนซวี่หนิงคลายแรงลงเล็กน้อย
แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยทั้งหมด
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงจริงอย่างที่คิด
ขนตาเปียกชื้นจับกันเป็นกระจุก
มองจื่ออวี๋ด้วยสายตาไม่มั่นใจ
“จริงเหรอเมีย… คุณไม่โกรธแล้วเหรอ?”
“จริง”
จื่ออวี๋พยักหน้า พยายามง้างมือเขาออก
“เอาล่ะ ไปนอนเถอะ”
เถียนซวี่หนิงยอมปล่อยตามแรง
แต่ในวินาทีถัดมา เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
เอ่ยคำขอที่เห็นชัดว่าเริ่มได้คืบจะเอาศอก
“งั้น…งั้นเมีย จุ๊บผมหน่อยได้ไหม”
ขมับของจื่ออวี๋กระตุก
ความใจอ่อนเมื่อครู่หายวับไปทันที
เขาถอยหลังหนึ่งก้าว เว้นระยะห่าง สีหน้าตึงขึ้น
“เถียนซวี่หนิง อย่าได้ใจเกินไปนะ”
แววตาของเถียนซวี่หนิงหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาก้มหน้า จ้องลายพรม
ทั้งตัวเหมือนถูกคลุมด้วยความผิดหวังหนักอึ้ง
แม้แต่ผมที่ปกติตั้งฟูมีชีวิตชีวา
ยังดูเหมือนจะตกลงไปด้วย
มองภาพนั้นแล้ว
จื่ออวี๋กลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนใจร้าย
ที่ไปข่มเหงรังแกลูกหมาตัวหนึ่งเข้า
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจอย่างจนใจ
เดินเข้าไปใกล้ แล้วยื่นนิ้วไปจิ้มแขนที่แข็งแรงของอีกฝ่าย
“พอแล้ว”
เสียงของเขาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
“เข้าไปนอนเถอะ”
เถียนซวี่หนิงไม่ขยับ
ไม่เงยหน้าขึ้นด้วย
จื่ออวี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะยอมแพ้ เพิ่มประโยคต่อท้าย
“ผม…นอนกับคุณ”
ประโยคนั้นเพิ่งหลุดออกมา
ศีรษะที่ก้มอยู่ก็เงยพรวดขึ้นทันที
ดวงตาของเถียนซวี่หนิงเหมือนถูกจุดไฟ
สว่างวาบราวกับดวงดาว
ความหม่นหมองเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น
มุมปากยกขึ้นจนกลั้นไม่อยู่
เผยฟันขาวเป็นแถว
“จริงนะ?! ดีมาก!”
เขาลุกพรวดขึ้น
เร็วเสียจนลมพัดวูบ
เกือบจะชนจื่ออวี๋ล้ม
รอยยิ้มสดใสจนแสบตา
ไม่มีเค้าความน้อยใจเมื่อครู่เหลืออยู่เลยสักนิด
จื่ออวี๋เบือนหน้าหนี
บอกตัวเองในใจว่า ช่างเถอะ
ผู้ชายสองคน นอนเตียงเดียวกันจะเป็นอะไรไป
ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยนอนหอรวม
ถือซะว่า…ดูแลผู้ป่วยพิเศษก็แล้วกัน
เขาก้มเก็บผ้าเช็ดตัวที่ตกอยู่
เดินไปทางห้องนอนใหญ่
เถียนซวี่หนิงก็เดินตามมาติด ๆ
พอจื่ออวี๋กำลังจะเดินไปอีกฝั่งของเตียงตามความเคยชิน
เถียนซวี่หนิงก็ปีนขึ้นไปฝั่งติดหน้าต่างเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นตบที่ว่างข้างตัว
มองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
“เมีย ขึ้นมาเร็ว!”
จื่ออวี๋พูดไม่ออก
แต่ก็อ้อมไปอีกด้าน
เปิดผ้าห่มบางสีเทานุ่ม ๆ
แล้วเอนตัวลงนอน
ตั้งใจเว้นระยะห่างไว้อย่างชัดเจน
เตียงใหญ่มาก
ตรงกลางยังนอนเพิ่มได้อีกคนสบาย ๆ
เถียนซวี่หนิงปิดไฟ
ห้องนอนตกอยู่ในความมืด
ความเงียบแผ่ขยายออกไป
ขณะที่จื่ออวี๋คิดว่าอีกฝ่ายหลับแล้ว
ตัวเองก็เริ่มเคลิ้มง่วง
ด้านหลังก็มีเสียงขยับเสียดสีกันเบา ๆ ดังขึ้น
จากนั้น
แผงอกอุ่นแข็งแรงก็ค่อย ๆ แนบมาที่หลังของเขา
จื่ออวี๋หันหลังให้
ลืมตาในความมืด
จ้องไปยังโครงตู้เสื้อผ้าที่เลือนราง
ร่างกายแข็งทื่อราวกับท่อนไม้
เขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลย
ว่าวันหนึ่งจะได้นอนเตียงเดียวกับเถียนซวี่หนิง
ศัตรูคู่อาฆาตที่เขาเคยหลบหน้ามาตลอด
ความรู้สึกนี้มันเหนือจริงจนเกินจะเข้าใจ
แล้วเสียงของเถียนซวี่หนิงก็ดังขึ้นใกล้มาก
“เมีย…”
ลมหายใจอุ่นรินรดผิว
แขนรัดแน่นขึ้นอีกนิด
โอบเขาไว้ในอ้อมกอด
“วันนี้… ถึงเวลาส่ง ‘เสบียง’ แล้วหรือเปล่า?”
เสบียง?
สมองของจื่ออวี๋ว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เสบียงอะไร?
เขาพูดเรื่องอะไร?
มหาลัยมีภารกิจแบบนี้ด้วยเหรอ?
ยังไม่ทันคิดออก
เถียนซวี่หนิงที่อยู่ด้านหลังก็ดูไม่พอใจ
กับการที่เขาไม่ตอบสนอง
แขนออกแรง
พลิกร่างเขากลับมา
“เฮ้—คุณ…”
จื่ออวี๋ดิ้นตามสัญชาตญาณ
แต่แรงของอีกฝ่ายมากเหลือเกิน
แถมโดนจับผิดจังหวะ
สุดท้ายเขาก็ถูกพลิกมา
กลายเป็นนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน
ในความมืด
เขามองไม่เห็นสีหน้าของเถียนซวี่หนิง
แต่รับรู้ได้ชัด
ถึงสายตาร้อนแรงที่จ้องเขาไม่วาง
เถียนซวี่หนิงขยับเข้ามาใกล้อีก
ปลายจมูกแทบจะชนกัน
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“เมีย!
คุณลืมส่งเสบียงแล้วเหรอ?
นี่ไม่ใช่กฎที่คุณตั้งเองหรอกเหรอ
สัปดาห์ละสามครั้ง!
สัปดาห์นี้…สัปดาห์นี้ยังไม่ได้ส่งเลย
คืนนี้…ได้ไหม?”
“!!!”
จื่ออวี๋เข้าใจทันทีว่า “ส่งเสบียง” หมายถึงอะไร
ความอายกับความไร้สาระพุ่งขึ้นสมองพร้อมกัน
หน้าเขาร้อนวาบจนแทบไหม้
โชคดีที่ความมืด
ช่วยปกปิดแก้มและใบหูที่ต้องแดงจัดในตอนนี้
“อะ—อะไรของคุณเนี่ย?!”
เขาทั้งตกใจทั้งอับอาย
เสียงแทบแตก
มือดันแผงอกแข็งแรงนั้น
พยายามถอยออกจากระยะอันตราย
“ไม่ต้อง! วันนี้ไม่ต้องส่ง!”
“ทำไมไม่ต้อง?!”
เถียนซวี่หนิงรีบค้านทันที
ไม่เพียงไม่ถูกผลักออก
กลับอาศัยแรงที่จื่ออวี๋ดัน
รั้งเขาเข้ามาแน่นกว่าเดิม
ร่างทั้งสองแนบชิดสนิทไม่มีช่องว่าง
เขาทำท่าน้อยใจสุด ๆ
“ผมต้องส่งสิ!
เมียเคยบอกเอง
ถ้าไม่ส่งตรงเวลา จะเลิกกับผม!
ไม่ได้! ต้องส่งตอนนี้!
คืนนี้ต้องส่งให้ได้!”
พูดจบ
จื่ออวี๋ก็รู้สึกถึงฝ่ามือร้อนจัด
เริ่มขยับอย่างมีเป้าหมาย
ลูบไล้ไปตามเอวและแผ่นหลัง
พยายามจะสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อ
“เดี๋ยว ๆ! เถียนซวี่หนิง! หยุดนะ!”
จื่ออวี๋แทบสิ้นสติ
โก่งตัว มือรีบคว้าข้อมือที่กำลังก่อเรื่องนั้นไว้แน่น
เสียงเปลี่ยนไปหมด
“วันนี้ไม่ได้!
ไม่ได้เด็ดขาด!”
Chapter 9
เขากดมือของเถียนซวี่หนิงไว้แน่น ในหัวก็เร่งคิดหาทางรับมืออย่างบ้าคลั่ง หัวใจในอกเต้นโครมครามราวกับกลอง
สมองของเถียนซวี่หนิงนี่แต่งบทชีวิตหลังแต่งงานบ้าบออะไรขึ้นมากันแน่ ถึงขั้นมีระบบอะไรแบบนี้โผล่มาได้ เขาไม่มีทางปล่อยให้สถานการณ์พัฒนาไปถึงจุดนั้นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าวันไหนเถียนซวี่หนิงได้สติขึ้นมา คนแรกที่เขาน่าจะบีบคอให้ตายก็คือตัวเขาเอง และคนที่สองก็คือเขา
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ…” เสียงของเถียนซวี่หนิงอู้อี้ แม้แขนจะถูกกดไว้ แต่ร่างกายก็ยังแนบชิดกับจื่ออวี่ไม่ยอมปล่อย ถามอย่างน้อยใจ ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดที่ริมฝีปากและสันจมูกของจื่ออวี่
“เมีย… หรือว่า… ไม่รักฉันแล้ว?”
“ไม่ใช่!” จื่ออวี่โดนน้ำเสียงเศร้า ๆ แบบนั้นทำเอาหนังศีรษะชาวาบ รีบปฏิเสธทันที พร้อมกับสมองที่หมุนเร็วจี๋
“เป็นเพราะ… หัวของนาย! หมอบอกแล้วว่าอาการกระทบกระเทือนสมองยังไม่หายดี ต้องพักฟื้น! ห้ามทำกิจกรรมรุนแรงเด็ดขาด! เรื่อง… ส่งส่วยนั่น นับว่าเป็นกิจกรรมรุนแรง! ใช่ กิจกรรมรุนแรง! จะกระทบการฟื้นตัว แถมอาจแย่ลงด้วย! อันตรายมาก!”
ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเจอเหตุผลที่สมบูรณ์แบบ น้ำเสียงก็ยิ่งหนักแน่นขึ้น
เถียนซวี่หนิงเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังย่อยเหตุผลนั้น ในความมืด จื่ออวี่สัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงที่กวาดวนบนใบหน้าของเขา
“จริง ๆ …จะทำให้อาการแย่ลงเหรอ?” เสียงของเถียนซวี่หนิงเบาลง เต็มไปด้วยความลังเล
“แน่นอน!” จื่ออวี่ตอบอย่างหนักแน่น
“นายอยากหายเร็ว ๆ ใช่ไหม? อยากจำทุกอย่างได้ไว ๆ ใช่ไหม? งั้นก็ต้องฟังหมอ พักผ่อนให้ดี”
“…แล้วเมื่อไหร่ถึงจะได้ล่ะ เมีย?” คำถามของเถียนซวี่หนิงเต็มไปด้วยความน้อยใจ ศีรษะซุกที่ซอกคอของจื่ออวี่ ถูไปมาเพื่อขอการปลอบโยนเพียงน้อยนิด
“อีกสักพักละกัน” จื่ออวี่ตอบอย่างเลี่ยง ๆ แค่อยากจบหัวข้ออันตรายนี้ให้เร็วที่สุด
“รอให้นายหายสนิท หมอบอกว่าไม่มีปัญหาแล้วค่อยว่ากัน”
อีกสักพัก… ความจำสับสนบ้าบอนี่ก็น่าจะกลับมาเป็นปกติแล้ว ทุกความไร้สาระจะได้จบลง เขาก็จะได้หลุดพ้นจากบทบาทสมมติประหลาดนี่เสียที
“ก็ได้…” เถียนซวี่หนิงยอมอย่างไม่เต็มใจ แต่แขนที่โอบจื่ออวี่ไว้ก็ยังไม่ยอมคลาย ความรุ่มร้อนก่อตัวพร้อมที่จะปะทุค่อย ๆ สงบลงเล็กน้อย
เขาซุกหน้าเข้าที่ต้นคอของจื่ออวี่ลึกขึ้น พึมพำเสียงอู้อี้
“งั้นเมียต้องจำไว้นะ… ที่ติดค้างไว้ คราวหน้าต้องชดใช้ให้ฉัน”
ไม่นานหลังจากนั้น จื่ออวี่ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายที่แนบอยู่ด้านหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ส่วนหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามและมีตัวตนเด่นชัด กำลังดันอยู่ที่หลังเอวของเขาผ่านผ้าบาง ๆ และยังขยับถูอย่างไม่อยู่นิ่ง
เถียนซวี่หนิงเองก็ดูเหมือนจะรู้ตัว เขาครางอู้อี้เบา ๆ กอดจื่ออวี่แน่นขึ้น ลมหายใจร้อนผ่าวรดหลังใบหู เสียงแหบต่ำ
“เมีย… แปลกจังเลย ฉันแค่แตะตัวเมีย ก็เป็นแบบนี้แล้ว อึดอัดจัง…”
“!!!”
เลือดในร่างของจื่ออวี่พุ่งขึ้นหัวแล้วก็เย็นวาบ แขนขาเย็นเฉียบ เขาไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ตรงไปตรงมาและน่าอายขนาดนี้มาก่อน ยิ่งคนตรงหน้าคือเถียนซวี่หนิงด้วย ความอับอายและความตกใจทำให้สมองว่างเปล่า ร่างกายตอบสนองก่อนสติ
เขางอเข่า ใช้แรงทั้งหมดกระแทกไปด้านหลังอย่างแรง โดนเข้าที่หน้าแข้งของเถียนซวี่หนิงพอดี พร้อมกับศอกที่กระแทกซ้ำอีกครั้ง พออีกฝ่ายเจ็บจนเผลอคลายแรง เขาก็เหมือนปลาลื่น หลุดออกจากอ้อมกอดร้อนผ่าวนั้น กลิ้งไปอีกฝั่งของเตียง เกือบจะตกลงไป
“เถียนซวี่หนิง! นาย…!” เขาโกรธจนเสียงสั่น หน้าแดงก่ำ ต่อให้ในแสงสลัวก็ยังเห็นได้ชัด เขาคว้าผ้าห่มมาห่อร่างตัวเองแน่น แล้วยกนิ้วชี้ไปทางห้องน้ำ ตะโกนเสียงต่ำ
“นาย! ไปห้องน้ำ! จัดการเอง!”
เถียนซวี่หนิงร้องโอด โดนเตะจนต้องกุมขา มองจื่ออวี่ที่ห่อตัวเป็นดักแด้ ถอยห่างจากเขาเหมือนกลัวสุดชีวิต ดวงตาเต็มไปด้วยความน้อยใจและสับสน ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเมียถึงโกรธขนาดนี้
“เมีย… ฉัน…”
“ไป! ห้อง! น้ำ!” จื่ออวี่เน้นคำทีละคำ กัดฟันแน่น
“เดี๋ยวนี้! ทันที! เดี๋ยวนี้เลย! ไม่งั้นนายก็ไปนอนโซฟา!”
ไม่รู้ว่าเพราะน้ำเสียงของจื่ออวี่น่ากลัวเกินไป หรือเพราะสีหน้าที่เต็มไปด้วยการต่อต้านและอับอายทำให้เถียนซวี่หนิงรู้ว่าทางนี้ไปต่อไม่ได้ เขาเม้มปาก ไม่กล้าเถียง ลุกจากเตียงอย่างเชื่องช้า หันมามองกลับหลายครั้ง ก่อนจะเดินคอตกเข้าไปในห้องน้ำของห้องนอนใหญ่
ไม่นาน ก็มีเสียงน้ำไหลซ่า ๆ ดังขึ้น กลบเสียงอื่นที่อาจเกิดขึ้น
เส้นประสาทที่ตึงเครียดของจื่ออวี่ถึงจะผ่อนคลายลงบ้าง แต่หัวใจก็ยังเต้นแรงไม่หยุด เขามุดตัวเข้าไปในผ้าห่มลึกขึ้น เหลือแค่กระหม่อมโผล่ ความร้อนบนใบหน้าและร่างกายไม่ยอมจางหาย
ชีวิตแบบนี้… มันอยู่ไม่ไหวจริง ๆ!
เขาฟังเสียงน้ำในห้องน้ำ ในใจก็ภาวนาเป็นครั้งที่ 919
ขอเถอะ… ให้เถียนซวี่หนิงได้สติกลับมาเร็ว ๆ ชีวิตพิสดารแบบนี้ เขาจะทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ แม้แต่วันเดียว วินาทีเดียวก็แทบไม่ไหว
เช้าวันถัดมา จื่ออวี่ฟื้นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ
เขารู้สึกเหมือนถูกงูยักษ์รัดไว้ หน้าอกหนักอึ้ง หายใจลำบาก
ลืมตาขึ้นอย่างงงงัน สิ่งที่เห็นคือใบหน้านอนหลับของเถียนซวี่หนิงที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม และ… แขนที่แข็งแรงพาดขวางอยู่บนหน้าอกและเอวของเขา
หมอนี่ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จากการกอดด้านหลัง กลายเป็นเกือบทั้งตัวทับอยู่บนเขา แถมขายังพาดทับขาเขาอย่างเอาแต่ใจ
จื่ออวี่ขมวดคิ้ว พยายามขยับแขนที่หนักอึ้งบนหน้าอกออก พอขยับนิดเดียว ก็มีเสียงพึมพำงัวเงียจากด้านบน เถียนซวี่หนิงอ้าปากเล็กน้อย ส่งเสียงฟู่ฟู่ไร้ความหมาย ลมหายใจอุ่น ๆ เป่าผมของเขา
จื่ออวี่พูดไม่ออก หมูตัวไหนกันมานอนฟู่ฟู่แบบนี้?
ต้องใช้แรงพอสมควรถึงจะดันแขนและขาของเถียนซวี่หนิงออกได้ พอเป็นอิสระ เขาก็รีบลุกจากเตียงทันที เถียนซวี่หนิงเหมือนจะรู้สึกว่าความอบอุ่นหายไป ส่งเสียงฮึมฮัมไม่พอใจเล็กน้อย แล้วขยับไปทางตำแหน่งที่จื่ออวี่เคยนอน กอดผ้าห่มขดตัวเป็นก้อน หลับต่ออย่างลึก หายใจสม่ำเสมอ หลับสนิทเหมือนท่อนไม้
Chapter 10
ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ จื่ออวี่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องน้ำ เถียนซวี่หนิงยังคงขดตัวอยู่ในท่าเดิม หลับสนิทจนไม่รู้วันรู้คืน ไม่มีปฏิกิริยาต่อโลกภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียว
จื่ออวี่มองใบหน้าตอนหลับนั้น แล้วนึกถึงเมื่อคืนที่หมอนี่ยังพูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่าจะไปรับไปส่งเขาทุกวัน แต่ตอนนี้กลับหลับเหมือนหมูตาย
เขาไม่ได้คิดจะปลุกเถียนซวี่หนิง จึงเก็บของอย่างเงียบเชียบ จัดกระเป๋าเป้ของตัวเอง ตรวจดูของอีกครั้ง แล้วออกจากบ้านไปโดยไม่ส่งเสียงใด ๆ
อากาศด้านนอกสดชื่นและเย็นเล็กน้อย จื่ออวี่สูดหายใจเข้าลึก ๆ รู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้นมาก
เช้าวันนี้ไม่มีเรียน เขาเหลือบดูเวลา เพิ่งจะเลยเก้าโมงไปเล็กน้อย เลยแวะร้านอาหารเช้านอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ไปประจำ กินเกี๊ยวน้ำหนึ่งชาม จากนั้นก็ตรงไปห้องสมุดทันที หาที่นั่งเงียบ ๆ ริมหน้าต่าง แล้วเปิดตำราเฉพาะทางเล่มหนาออกมา
เวลาที่จมอยู่กับหนังสือและโน้ตผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งท้องส่งเสียงประท้วง จื่ออวี่ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าปาเข้าไปหลังเที่ยงแล้ว เขาเก็บของ เตรียมไปแก้ปัญหามื้อกลางวันที่โรงอาหาร
เพิ่งเดินออกจากห้องสมุด โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา พอปลดล็อกหน้าจอ ก็เห็นว่าเป็นวีแชตจากเถียนซวี่หนิง
เถียนซวี่หนิง: เมีย!!! ทำไมไปแล้ว QAQ
เถียนซวี่หนิง: ฉันตื่นมา เมียก็หายไปแล้ว
เถียนซวี่หนิง: [สติกเกอร์หมาหูตก]
เถียนซวี่หนิง: วันนี้ฉันตั้งใจเปลี่ยนรถใหม่! เท่มาก! อยากไปส่งเมียที่มหาลัยเลยนะ
ข้อความรัว ๆ พวกนี้ พอคิดถึงระยะทางจากคอนโดนั้นไปถึงประตูหน้ามหาวิทยาลัย เดินยังไม่ถึงห้านาที
ทางแค่ห้านาที นายจะขับรถทำไม?
เขาขี้เกียจตอบ ล็อกหน้าจอ แล้วเดินตรงไปทางโรงอาหาร
วันนี้ดวงดี โรงอาหารสองยังเหลือซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานชุดสุดท้ายไม่กี่ที่ จื่ออวี่ได้เมนูในใจสมปรารถนา หาที่นั่งมุมเงียบ ๆ แล้วเริ่มเพลิดเพลินกับมื้อกลางวันที่มาช้าแต่สงบสุข
ซี่โครงหมูรสเปรี้ยวหวานกำลังดี ข้างนอกกรอบข้างในนุ่ม ปลอบประโลมจิตใจที่โดนความไร้สาระของชีวิตถาโถมมาหลายวันได้อย่างดี
พอเขากินชิ้นสุดท้ายเสร็จ กำลังจะลุกขึ้น ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นตรงทางเข้าโรงอาหาร
หลายคนถือถาดอาหารแล้วหันคอมองออกไปด้านนอก บางกลุ่มโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงถึงกับเดินเร็ว ๆ ไปทางประตู ฝูงชนไหลไปรวมตัวกันทางทิศทางหนึ่ง เสียงซุบซิบลอยเข้าหูจื่ออวี่
“ไปดูเร็ว! อยู่ทางประตูฝั่งตะวันตก!”
🥺
“พระเจ้า รถคันนั้นโคตรเท่เลย!”
มือที่ถือถาดของจื่ออวี่ชะงักไป
วันนี้เถียนซวี่หนิงเห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวมาอย่างตั้งใจ ไม่ได้ใส่แค่เสื้อยืดกับกางเกงวอร์มออกจากบ้านเหมือนปกติ แต่จัดทรงผมให้ดูสะอาดเนี้ยบ เส้นผมไม่กี่เส้นที่ตกลงมาหน้าผากดูเหมือนจะสบาย ๆ แต่จริง ๆ คือจัดมาอย่างดี แถมยังใส่แว่นกันแดด
ท่อนบนเป็นเสื้อแขนยาวสีขาว ท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นสไตล์ฟังก์ชันสีดำ ใส่รองเท้าผ้าใบรุ่นคอลแลบ AJ สีขาวดำ ที่วางขายแบบลิมิเต็ดทั่วโลก ด้านข้างมีชั้นเคลือบสะท้อนแสงเอกลักษณ์เฉพาะ
และสิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือรถที่เขาพิงอยู่นั่น—McLaren Artura Spider สีเทากราไฟต์ด้าน เส้นสายตัวถังเตี้ยต่ำ ลื่นไหล ดุดัน ประตูแบบปีกผีเสื้อยกขึ้นสูง ทุกอย่างล้วนประกาศถึงสถานะและราคาที่ไม่ธรรมดา ซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นนี้เพิ่งวางขายแบบจำกัดทั่วโลกได้ไม่นาน โควตาในประเทศมีน้อยนิด
ตอนนี้มันจอดเด่นอยู่บนถนนหน้าประตูตะวันตกของมหาวิทยาลัย A ที่ดูเรียบง่าย ตัดกับบรรยากาศวัยรุ่นในรั้วมหาลัยอย่างรุนแรง ดึงดูดสายตาคนดูเป็นวง ๆ เสียงอุทาน เสียงพูดคุย และเสียงกล้องถ่ายรูปดังไม่ขาดสาย
เซี่ยอัน เหอเล่อเล่อ และเพื่อนสนิทอีกหลายคนรู้ข่าวแล้วรีบมาล้อมทันที เหอเล่อเล่อตาแทบถลน ตัวแทบจะปีนเข้าไปในรถ ลูบแผงตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ด้านใน
“เฮ้ย! พี่เถียน! พี่เถียน! นี่มัน Artura Spider ตัวนั้นจริง ๆ เหรอ!? โคตรโหดเลย! ทั้งโลกมีไม่กี่คัน! ขอ…ขอจับพวงมาลัยหน่อยได้ไหม? ไม่สิ ขอลองขับ! แป๊บเดียว! ขอร้องล่ะพี่!”
เถียนซวี่หนิงพาดมือข้างหนึ่งไว้บนประตูรถ อีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกง พอได้ยินก็เลิกคิ้ว ให้เขาเปิดตามสบาย
เซี่ยอันกอดอก มองเถียนซวี่หนิงที่วันนี้ดูผิดปกติ จากนั้นก็เหลือบไปมองซูเปอร์คาร์ที่เด่นสะดุดตา
“เถียนซวี่หนิง นายจะเล่นอะไรอีกเนี่ย? สมองโดนลูกบาสกระแทกแล้วยังไม่หายดีเหรอ ถึงได้มาทำอะไรเวอร์ ๆ แบบนี้ เปิดโหมดนกยูงอวดขนรึไง?”
โดนแทงใจดำ เถียนซวี่หนิงหูร้อนวาบ แต่สีหน้ายังพอประคองได้ เซี่ยอันไอ้หมอนี่ตาแหลมจริง
ใช่ เขากำลังอวดขนอยู่
หมอบอกว่าไม่ควรกระตุ้น ต้องตามโลกความทรงจำของเขาใช่ไหม? งั้นเขาก็จะเอาด้านที่ดีที่สุด เท่ที่สุด หล่อที่สุดในโลกความจริง ไปโชว์ให้เมียดูให้เต็มที่!
เมียก่อนหน้านี้โกรธเขา ถึงเขาจะจำไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่ต้องมีส่วนหนึ่งที่เป็นเพราะเขายังดีไม่พอ หรือมองข้ามความรู้สึกของเมีย
ตอนนี้เขาคิดได้แล้ว ก็ต้องพยายามมากขึ้น ทุ่มเทใหม่ทั้งหมด ดึงความสนใจของเมียกลับมา และทวงหัวใจของเมียคืน!
จริง ๆ แล้วจื่ออวี่มองเห็นฝูงชนแน่นขนัดทางประตูตะวันตกตั้งแต่ไกล รวมถึงสีเทาด้านสะดุดตาและร่างอวดเก่งที่เดาได้ไม่ยาก
เขาไม่ต้องคิดเลย เปลี่ยนทิศทางเท้าในทันที เลือกอ้อมไปอีกทาง ขึ้นบันไดฝั่งอาคารเรียนด้านอื่นโดยไม่ลังเล
มันกลายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ฝังอยู่ในกระดูก เห็นเถียนซวี่หนิงเมื่อไหร่ ต้องหลบก่อน
เมื่อก่อนคือเกลียด ตอนนี้คือ… ปัญหา ปัญหาใหญ่ระดับหายนะ
แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านกระจกบานใหญ่ หลินเยว่จองที่นั่งไว้แล้ว แถวที่สามริมหน้าต่าง
จื่ออวี่เดินไปนั่ง วางกระเป๋าไว้ข้างเท้า ก่อนเรียนจะเริ่มยังเหลือเกือบยี่สิบนาที ในห้องยังมีคนน้อย
ตื่นเช้า แถมเมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอนดี ๆ ความง่วงจู่โจม เขาหันไปกระซิบกับหลินเยว่ที่กำลังไถมือถือ
“ฉันงีบแป๊บนึง เริ่มเรียนแล้วปลุกด้วย”
“โอเค” หลินเยว่ตอบโดยไม่เงยหน้า
จื่ออวี่เอาแขนรองบนโต๊ะ วางหน้าผากลง หลับตา เสียงพูดคุยประปรายในห้องค่อย ๆ เลือนหาย สติจมลงในความอบอุ่นพร่าเลือน
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน เสียงจอแจที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ก็ดึงเขาออกจากการหลับตื้น ๆ
เป็นเสียงคนจำนวนมากเดินเข้ามาพร้อมกัน ปนเสียงหัวเราะสดใสของพวกผู้ชาย และเสียงโต๊ะเก้าอี้ถูกกระทบ
จื่ออวี่ขมวดคิ้วอย่างไม่เต็มใจ เงยหน้าขึ้น มองไปทางประตูห้องเรียน
กลุ่มผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งกำลังเดินเข้ามาเป็นแถว ๆ กลิ่นอายสนามกีฬาและแสงแดดดึงดูดสายตาคนทั้งห้อง
และคนที่โดดเด่นที่สุดตรงกลางกลุ่มนั้น—
ไม่ใช่เถียนซวี่หนิง แล้วจะเป็นใครไปได้?
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น