พันธะหนี้ 6-10
Protected Page
บทที่ 6
คิดไปเองฝ่ายเดียว
เถียนเหลยตกตะลึงกับท่าทีที่เป็นฝ่ายรุกรานของอีกฝ่ายจนสมองขาวโผนไปชั่วขณะ แต่ร่างกายกลับตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งกว่าความคิด
“อยากขนาดนั้นเลยเหรอ?” เถียนเหลยขบเม้มติ่งหูของเจิ้งเผิง มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อเชิ้ต ลูบไล้ไปตามช่วงเอวที่ผอมบาง
เจิ้งเผิงไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เลือกที่จะตอบสนองด้วยการกระทำ เขาวาดแขนโอบกอดลำคอของเถียนเหลยไว้แล้วเงยหน้าขึ้นจูบอย่างกระตือรือร้นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ปลายลิ้นเรียวเป็นฝ่ายสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากของเถียนเหลยก่อนอย่างเชื้อเชิญ
เถียนเหลยจัดการถอดเสื้อผ้าที่เกะกะร่างกายของทั้งคู่ออกในไม่กี่อึดใจ รสจูบลากไล้จากริมฝีปากลงไปตามลำคอและกระดูกไหปลาร้า ทิ้งร่องรอยเปียกชื้นเอาไว้ ก่อนจะครอบครองส่วนยอดอกสีสดที่ชูชันขึ้นมาเล็กน้อย
“อือ...” เจิ้งเผิงแอ่นกายขึ้นด้วยความเสียวซ่าน ปลายนิ้วสอดเข้าไปในกลุ่มผมสีดำหนาของเถียนเหลยแล้วขยำเกร็งโดยไม่รู้ตัว
เถียนเหลยหัวเราะในลำคอเบาๆ มืออีกข้างที่ว่างอยู่ลูบไล้ผ่านหน้าท้องราบเรียบลงไปเบื้องล่าง กุมส่วนกลางกายของเด็กหนุ่มที่เริ่มขยายตัวขึ้นมา แม้เครื่องเพศชายของคนสองเพศจะพัฒนาได้ไม่เต็มที่นัก แต่ด้วยทักษะที่เชี่ยวชาญของเถียนเหลย เขาก็เริ่มรูดรั้งมันอย่างมีชั้นเชิง
เจิ้งเผิงบิดเร้ากายอย่างลำบาก เสียงหอบหายใจขาดช่วง “อย่า... อย่าเล่นตรงนั้น... มันเจ็บ...”
“แล้วอยากให้ทำตรงไหนล่ะ?” เถียนเหลยจงใจผ่อนจังหวะมือให้ช้าลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาและการหยอกเย้า
ใบหน้าของเจิ้งเผิงแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำวาวด้วยอารมณ์ใคร่ เขาไม่พูดอะไรเพียงแต่กัดริมฝีปากล่างเบาๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปกุมส่วนแข็งขึงของเถียนเหลยที่ปวดหนึบมาพักใหญ่
เถียนเหลยสูดลมหายใจเข้าลึก
มือของเจิ้งเผิงเล็กกว่าเขามาก แทบจะกุมความยิ่งใหญ่ของเขาไว้ไม่รอบ ท่าทางยังคงดูเงอะงะเก้กัง แต่การพยายามลองผิดลองถูกและเอาใจอย่างระมัดระวังแบบนี้ กลับทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนยิ่งกว่าเทคนิคที่ช่ำชองเสียอีก
“พับผ่าสิ...” เถียนเหลยสบถเบาๆ พลางกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้ “ไม่ใช่แบบนั้น...”
เขาช่วยนำทางมือของเจิ้งเผิง สอนวิธีการรูดรั้งขึ้นลง การใช้นิ้วโป้งคลึงวนที่ส่วนปลาย และการดูแลไปถึงส่วนฐาน เจิ้งเผิงเรียนรู้ได้รวดเร็ว ร่างกายของเขามีสัญชาตญาณในการเอาใจเถียนเหลยอยู่แล้ว ไม่นานเขาก็เริ่มจับจังหวะได้ จนถึงขั้นโน้มกายลงไป ใช้ปลายลิ้นสีชมพูแตะชิมของเหลวใสที่ปริ่มออกมาตรงส่วนปลาย
รสชาติเค็มปร่าแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก เจิ้งเผิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี เขากลับอ้าปากครอบครองส่วนหัวที่ใหญ่โตเข้าไปอย่างช้าๆ
“ซี้ด—” เถียนเหลยรู้สึกเสียววูบไปถึงหนังศีรษะ
โพรงปากของเจิ้งเผิงทั้งอุ่นและนุ่มหยุ่น แม้จะเป็นการทำแบบนี้เป็นครั้งที่สองและยังดูเงอะงะ มีบางจังหวะที่ฟันไปโดนบ้าง แต่ความรู้สึกที่ได้รับการปรนนิบัติอย่างเต็มอกเต็มใจและการสำรวจที่ไร้เดียงสานั้น ทำให้ความปรารถนาที่จะครอบครองและเอาชนะในตัวเถียนเหลยได้รับการเติมเต็มอย่างมหาศาล
มือหนึ่งของเขาประคองท้ายทอยของเจิ้งเผิงไว้เพื่อควบคุมจังหวะและความลึก ส่วนมืออีกข้างสอดลงไปเบื้องล่าง คลำหาช่องทางรักที่เริ่มเปียกชื้นเล็กน้อย
“อื้อ...” เจิ้งเผิงสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกรุกรานทั้งหน้าและหลังพร้อมกัน จนจังหวะในปากหยุดชะงักลง
“ทำต่อสิ” เถียนเหลยสั่งด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ปลายนิ้วแทรกเข้าไปในช่องทางที่คับแน่นและเริ่มขยับเข้าออกเบาๆ
เจิ้งเผิงครางอือในลำคอ เริ่มขยับปากรูดรั้งส่วนกลางกายต่อ ขณะที่ร่างกายก็ขยับสอดประสานกับนิ้วมือที่เบื้องหลังอย่างเป็นไปเอง ความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มทั้งสองช่องทางทำให้เขาทั้งอับอายและตื่นเต้น ความว่างเปล่าลึกๆ ในกายเรียกร้องหาสิ่งที่ใหญ่และยาวกว่านี้มาเติมเต็ม
ในห้องอบอวลไปด้วยเสียงเฉอะแฉะและเสียงหอบกระเส่า อากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นคาวหวานของกามารมณ์
เถียนเหลยเพิ่มนิ้วจากหนึ่งเป็นสอง พยายามสำรวจผนังนุ่มที่รัดรึงและร้อนผ่าวเพื่อจุดที่ทำให้เจิ้งเผิงเสียสติ
“อา... อย่าแตะตรงนั้น...” เมื่อนิ้วสะกิดโดนจุดหนึ่ง เจิ้งเผิงก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง เสียงร้องอุทานหลุดออกมาจากปาก โพรงปากบีบรัดแน่นจนเถียนเหลยเกือบจะปลดปล่อยออกมาทันที
“เจอแล้ว” เถียนเหลยหัวเราะเบาๆ เริ่มโจมตีจุดนั้นซ้ำๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็หาตำแหน่งที่ทำให้คนใต้ร่างควบคุมตัวเองไม่ได้
เจิ้งเผิงขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง เขายอมคายสิ่งที่อยู่ในปากออกมาแล้วแหงนหน้าหอบหายใจรัว น้ำตาไหลซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ไม่เอาแล้วเถียนเหลย... ขอร้องล่ะ...”
“ไม่เอาอะไร?” เถียนเหลยถอนนิ้วออกมา มองดูของเหลวใสที่ติดอยู่บนนิ้วแล้วแกล้งจ่อไปที่หน้าเจิ้งเผิง “ดูสิ เยิ้มขนาดนี้ เห็นชัดๆ ว่าต้องการแท้ๆ แถมเธอยังเป็นคนเริ่มยั่วฉันก่อนไม่ใช่เหรอ?”
เจิ้งเผิงอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เขาเบือนหน้าหนีพลางคิดในใจว่างานนี้มันช่างทำยากเหลือเกิน แต่เรียวขาที่แยกกว้างและร่างกายที่สั่นเทาของเขากลับซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก จนในที่สุดเขาก็เกิดอาการเกร็งกระตุกและพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดจากการปรนเปรอของอีกฝ่าย
“เด็กดี อย่าเผลอกินเข้าไปอีกล่ะ หลับตาซะ” เถียนเหลยจดจำได้ว่าครั้งก่อนเขาทำเลอะเข้าไปในคอจนเจิ้งเผิงเจ็บคอพูดลำบากไปหลายวัน ครั้งนี้เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายลำบากอีก
เจิ้งเผิงที่ยังจมอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความสุขสมเบื้องล่างยังคงมึนงง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อ จึงยอมทำตามคำสั่งโดยไม่ทันคิด ทันทีที่หลับตาลง เขาก็รู้สึกถึงสายธารอุ่นร้อนที่พุ่งฉีดรดลงบนใบหน้าหน้าสวยงามของเขา
“เถียนเหลย...” เจิ้งเผิงเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างไร้สติ น้ำเสียงติดสะอื้นเล็กน้อยเหมือนเด็กที่ถูกรังแก
“ฉันอยู่นี่แล้ว” เถียนเหลยรีบหยิบกระดาษทิชชู่เปียกจากหัวเตียงมาเช็ดหน้าให้เขาอย่างเบามือ เขาเช็ดให้อย่างละเอียดละออ ตั้งแต่ไรผมที่เปื้อนคราบสีขาวขุ่นไปจนถึงขนตาที่สั่นระริกและริมฝีปากที่บวมเจ่อ ท่าทางที่ดูนุ่มนวลอย่างหาได้ยากนี้ช่างต่างกับความดุดันเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน
สัมผัสอุ่นเหนียวถูกเช็ดออกไปทีละน้อย แต่กลิ่นคาวเข้มข้นนั้นกลับดูเหมือนจะซึมลึกเข้าไปในผิวหนัง เจิ้งเผิงหลับตาแน่น ขนตาสั่นไหวด้วยความกังวล
“ลืมตาสิ” เถียนเหลยเช็ดครั้งสุดท้ายเสร็จก็โยนกระดาษทิ้ง น้ำเสียงทุ้มต่ำ
เจิ้งเผิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทัศนวิสัยยังคงพร่ามัวด้วยม่านน้ำตา หางตาแดงระเรื่อ ใบหน้าที่ถูกเช็ดถูเผยให้เห็นรอยแดงจางๆ เขาดูเหม่อลอยคล้ายยังไม่สร่างจากรสกามที่เพิ่งจบลง
เถียนเหลยมองภาพนั้นแล้วรู้สึกร้อนวูบที่ท้องน้อยอีกรอบ ใบหน้าและสีหน้าแบบนี้มันยั่วอารมณ์ชะมัด ยิ่งภาพลักษณ์ที่ดูเด็กกว่าอายุจริงทำให้เขาหวนนึกถึงคืนแรกที่เป็นของกันและกัน เขาก้มลงจูบที่หางตาเปียกชื้นของเจิ้งเผิง สัมผัสได้ถึงรสเค็มจางๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำตาหรือสิ่งตกค้างอื่นๆ
แต่จะอะไรก็ช่าง ในเมื่อมันมาจากตัวเขาเอง เขาไม่รังเกียจอยู่แล้ว
“เสียใจเหรอ?” เถียนเหลยใช้นิ้วแตะริมฝีปากที่บวมช้ำ
เจิ้งเผิงไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่มองอีกฝ่าย สายตาเริ่มกลับมาโฟกัสและดูสงบราบเรียบตามปกติ แต่ในส่วนลึกดูเหมือนจะมีความโหยหาแฝงอยู่จางๆ
“เปล่า” เขาตอบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ยังแหบพร่า
เถียนเหลยนอนลงอีกครั้งแล้วโอบกอดเจิ้งเผิงไว้ในอ้อมแขน ให้แผ่นหลังของเด็กหนุ่มพิงกับอกอุ่นๆ ของเขา ร่างกายของทั้งคู่ยังคงชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผิวสัมผัสส่งต่ออุณหภูมิและจังหวะหัวใจให้แก่กัน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นกะทันหันทำลายบรรยากาศอันหอมหวานลงทันที
เถียนเหลยชะงักไป เจิ้งเผิงเองก็ตื่นจากภวังค์กามรมณ์ ทั้งสองคนแข็งทื่ออยู่บนเตียง
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก! ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
เสียงเคาะเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงตะโกนด่าทอของชายวัยกลางคน “เจ้าเด็กบ้า เปิดประตู! ฉันรู้ว่าแกอยู่ในนั้น!”
เป็นเสียงของพ่อเถียนเหลย
ใบหน้าของเถียนเหลยถอดสีทันที
“พ่อคุณเหรอ?” เจิ้งเผิงถามเสียงเบา
“ไม่น่าใช่คนเดียว มีคนอื่นด้วย” เถียนเหลยรีบใส่กางเกงแล้วเดินออกไปดูที่ตาแมว ก่อนจะสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม
ข้างนอกมีพ่อแม่เถียนเหลยยืนอยู่ พร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวด้วยชุดแบรนด์เนมและแต่งหน้าจัดจ้าน ในอ้อมแขนของเธอมีเด็กชายวัยประมาณขวบเศษ ผู้หญิงคนนั้นกำลังสะอื้นฟูมฟายกับแม่เถียนเหลย ขณะที่พ่อเถียนเหลยยังคงเคาะประตูอย่างดุเดือด
“ใคร?” เจิ้งเผิงที่สวมเชิ้ตและกางเกงเรียบร้อยแล้วเดินมาสมทบข้างเถียนเหลย
“พ่อแม่ฉัน แล้วก็... ตัวปัญหา” เถียนเหลยขยี้ผมอย่างหงุดหงิด
“เมียกับลูกตามมางั้นเหรอ?” น้ำเสียงของเจิ้งเผิงยังคงราบเรียบจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้
“ไม่ใช่!” เถียนเหลยรีบปฏิเสธทันที เขาหันมาหาเจิ้งเผิงด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “ฉันกับผู้หญิงคนนั้นไม่มีอะไรกันเลย! เด็กนั่นก็ไม่ใช่ลูกฉัน! พ่อแม่ฉันไปเชื่อข่าวลือจากไหนไม่รู้ว่านั่นเป็นสายเลือดของฉัน!”
เจิ้งเผิงเลิกคิ้ว “งั้นผู้หญิงคนนี้ก็จงใจมาแบล็กเมล์คุณ?”
“ก็น่าจะแบบนั้น” เถียนเหลยหน้าบึ้งตึง “เคยไปถล่มที่บ้านมารอบหนึ่งแล้ว ไม่นึกว่าจะตามมาถึงนี่ แถมยังพาพ่อแม่ฉันมาด้วย”
เสียงข้างนอกดังขึ้นเรื่อยๆ พ่อเถียนเหลยเริ่มกดเรียกพนักงานโรงแรมให้เอาการ์ดสำรองมาเปิดแล้ว
เจิ้งเผิงมองท่าทางที่จนตรอกของเถียนเหลย ก่อนจะกะพริบตาและยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ “ต้องการความช่วยเหลือไหม?”
เถียนเหลยชะงักมองเจิ้งเผิง เด็กหนุ่มยืนอยู่ใต้แสงไฟ แม้เสื้อผ้าจะยับย่นและผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้ายังหลงเหลือรอยแดงจากบทรัก แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดูใสซื่อและเยือกเย็นอย่างประหลาด แถมยังดูมีความกระตือรือร้นต่างจากท่าทีที่ยอมสยบอยู่บนเตียงเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน
เถียนเหลยยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ มือถือในกระเป๋าก็สั่นอย่างบ้าคลั่ง เป็นสายจากพ่อของเขา เขาหยิบขึ้นมาดูชื่อ “ตาแก่” แล้วลังเลว่าจะรับดีหรือไม่
และในช่วงจังหวะนั้นเอง เสียงปลดล็อกประตูอิเล็กทรอนิกส์ก็ดัง “ติ๊ด” ขึ้น
ประตูถูกเปิดออก
พ่อแม่เถียนเหลยและแม่ลูกคู่นั้นยืนอยู่ที่หน้าประตู สายตาของทุกคนพุ่งตรงเข้ามาในห้องสวีททันที
บรรยากาศเหมือนจะหยุดนิ่ง
พ่อแม่เถียนเหลยยืนอยู่หน้าสุด สีหน้าเคร่งขรึม พนักงานโรงแรมที่จำใจต้องเปิดประตูรีบเผ่นหนีออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ว่าสถานการณ์หลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะอยู่ฟัง
แม่เถียนเหลยยังคงหมุนลูกประคำในมือ แต่แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังและกังวล เบื้องหลังพวกเขามีผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งหน้าสวยงามแต่มาสคาร่าเลอะเทอะจากการร้องไห้ เธอกำลังอุ้มเด็กที่กำลังร้องกระจองอแง
“พ่อ แม่...” เถียนเหลยพยายามทำใจสู้ เอ่ยทักทายพลางพยายามบังเจิ้งเผิงไว้ข้างหลัง
“แกยังมีหน้ามาเรียกฉันว่าพ่อกับแม่อีกเหรอ!” สายตาของพ่อเถียนเหลยคมกริบราวกับใบมีดกวาดมองลูกชาย ก่อนจะไปหยุดที่เด็กหนุ่มข้างหลังที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยแต่กลับมีท่าทางสงบอย่างน่าประหลาด “นี่มันเรื่องอะไรกัน? ไหนแกบอกว่ากำลังยุ่งอยู่กับงานสำคัญไง? นี่เหรอ ‘งานสำคัญ’ ของแก?!”
แม่เถิงเหลยเองก็เห็นเจิ้งเผิง สายตาของเธอดูสับสน “เยว่เยว่? ทำไมเธอยังอยู่ที่นี่ดึกดื่นแบบนี้ล่ะ?” เธอจำได้ว่านี่คือเด็กนักเรียนที่ลูกชายให้การอุปถัมภ์ และเคยมาทานข้าวที่บ้าน แต่การมาปรากฏตัวในห้องสวีทของโรงแรมกลางดึกแบบนี้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูไม่ปกติ
ผู้หญิงคนนั้นเห็นช่องว่างจึงรีบแผดเสียงขึ้นทันที ชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่เจิ้งเผิง “เถียนเหลย! มิน่าล่ะคุณถึงไม่ยอมรับลูกเรา ที่แท้... ที่แท้คุณก็เลี้ยงคนไว้ข้างนอกนี่เอง! แถมยังเด็กขนาดนี้ด้วย! คุณ... คุณทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง? ทำกับลูกคุณได้ยังไง?!”
พูดจบเธอก็เริ่มปาดน้ำตา เด็กชายในอ้อมแขนก็ร้องไห้ตามเสียงดัง
เถียนเหลยปวดหัวจี๊ด รีบแก้ตัว “พ่อ แม่ อย่าไปฟังยัยนี่พูดมั่วๆ นะ! ผมกับเขาไม่ได้มีอะไรกัน! เด็กนี่ไม่ใช่ลูกผม! ยัยนี่มันจะมาหลอกเอาเงิน!”
“ไม่มีอะไรกันงั้นเหรอ? ผลตรวจ DNA มันก็ระบุไว้ชัดเจนนะ!” ผู้หญิงคนนั้นดึงเอกสารออกมาจากกระเป๋าแบรนด์เนมแล้วชูให้พ่อเถียนเหลยดู “คุณลุงคุณป้าดูสิคะ! นี่คือหลักฐาน! เถียนเหลยเขา... เขาจะทิ้งเรา!”
พ่อเถียนเหลยกวาดตามองรายงานนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม เห็นชัดว่าเคยเห็นมาก่อนแล้วและเชื่อไปกว่าครึ่ง เพราะครั้งก่อนเขาสั่งให้คนสนิทจัดการเอาของของเถียนเหลยกับเด็กคนนี้ไปตรวจเอง
แม่เถียนเหลยมีสีหน้าปวดใจ มองลูกชาย “ลูก... แม่ไม่อยากฟังความข้างเดียว นี่มัน... ตกลงยังไงกันแน่...”
เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มแย่ลง เถียนเหลยก็เหงื่อตก สมองเริ่มสับสนจนคิดอะไรไม่ออก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เจิ้งเผิงที่เงียบมาตลอดก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาเดินออกมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง ยืนอยู่ใต้แสงไฟที่สว่างชัดเจน เขาไม่ได้มองสองแม่ลูกที่กำลังร้องไห้ และไม่ได้มองพ่อเถียนเหลยที่กำลังโกรธจัด แต่กลับโค้งตัวให้แม่เถียนเหลยอย่างสุภาพ “สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า”
จากนั้นเขาจึงหันไปทางผู้หญิงคนนั้น กวาดตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะไปหยุดที่รายงานผลตรวจ DNA มุมปากของเขาขยับเล็กน้อยราวกับจะเหยียดหยันแต่มันรวดเร็วมากจนดูเหมือนตาฟาด
“คุณผู้หญิง... ท่านนี้” เจิ้งเผิงเปิดฉาก น้ำเสียงไม่ดังแต่กลับมีความมั่นคงอย่างน่าประหลาด จนเสียงร้องไห้รอบข้างค่อยๆ เงียบลง “คุณบอกว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของประธานเถียนงั้นเหรอ?”
ผู้หญิงคนนั้นสะดุดกะทันหันเพราะสายตาที่ราบเรียบเกินไปของเด็กหนุ่มจนเริ่มรู้สึกประหม่า แต่เธอก็ยังเชิดหน้าชูตา “แน่นอน! ผลตรวจอยู่นี่!”
“อ้อ” เจิ้งเผิงพยักหน้า น้ำเสียงราบเรียบราวกับคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ “ขอผมดูหน่อยได้ไหม?”
เธอชะงักไปครู่หนึ่งตั้งท่าจะเก็บรายงานหนี แต่พ่อเถียนเหลยส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์ เธอจึงต้องส่งให้เจิ้งเผิงอย่างไม่เต็มใจ
เจิ้งเผิงรับรายงานมา เขาไม่ได้อ่านข้อมูลทางเทคนิคที่ซับซ้อนเพราะเขาก็ไม่อ่านมันไม่ออก แต่เขากลับกวาดสายตาผ่านจุดสำคัญๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งชื่อสถาบัน วันที่ ข้อมูลตัวอย่าง และผลสรุป เขาดูเร็วมากราวกับอ่านผ่านๆ เพียงไม่กี่วินาที
ในห้องตกอยู่ในความสงัด ทุกคนต่างจับจ้องมาที่เขา เถียนเหลยเองก็แทบจะหยุดหายใจ ไม่รู้ว่าเจิ้งเผิงกำลังจะทำอะไร
ไม่กี่อึดใจต่อมา เจิ้งเผิงก็เงยหน้าขึ้น ส่งรายงานคืนให้ผู้หญิงคนนั้น พร้อมกับแสดงสีหน้าที่สงสัยใคร่รู้แบบเด็กหนุ่มที่ดูใสซื่อ “สถาบันตรวจแห่งนี้... เหมือนผมจะเคยเห็นในรายการกฎหมายทางทีวีนะครับ? มันเป็นสถาบันเถื่อนที่ถูกแฉบ่อยๆ เพราะชอบออกรายงานปลอมจนโดนสั่งปิดไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ในข่าวนะบอกว่าพวกเขายอมสลับตัวอย่างได้หมด ขอแค่มีเงิน จะเอาผลแบบไหนก็ได้”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาพ่อแม่เถียนเหลยด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงใจ “คุณลุงคุณป้าครับ สมัยนี้มีคดีปลอมแปลงผล DNA เพื่อหลอกแต่งงานหรือเรียกเงินเยอะแยะเลย สถาบันบางแห่งเชื่อถือไม่ได้หรอกครับ ถ้าคุณผู้หญิงท่านนี้มั่นใจจริง ทำไมไม่ลองหาที่ที่ได้รับรองมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือทางกฎหมายมาทำใหม่ดูล่ะครับ? อย่างศูนย์นิติวิทยาศาสตร์อะไรพวกนั้น ขั้นตอนจะเข้มงวดมาก ปลอมแปลงไม่ได้แน่นอน”
“เหลวไหล! นี่คนของคุณเถียนเป็นคนพาฉันกับลูกไปตรวจเองนะ!”
“คุณลุงครับ ขออนุญาตถามได้ไหมครับว่าคนที่คุณลุงส่งไปทำเรื่องนี้คือใคร? รอบตัวคุณลุงอาจจะมีไส้ศึกอยู่ก็ได้นะครับ” เจิ้งเผิงสรุปอย่างเยือกเย็น
“ฉันให้เสี่ยวหวังคนสนิทจัดการให้ เขาอยู่กับฉันมาหลายปีแล้ว”
“หึ ผู้หญิงคนนี้ก็คือคนที่หวังสู่นำมาแนะนำให้ผมเมื่อสองปีก่อนนั่นแหละ ผมไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกับเธอเลย” เถียนเหลยพูดเสียงเย็น
สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นเปลี่ยนไปทันที มือที่ถือรายงานสั่นระริก “เธอ... เธอพูดบ้าอะไร! นี่มันรายงานของจริง! เด็กอย่างเธอจะไปรู้อะไร! คุณลุงคุณป้าคะ เด็กคนนี้มันพวกเดียวกับเถียนเหลย พวกเขารวมหัวกันโกหก!”
“ผมอาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก” เจิ้งเผิงพยักหน้ายอมรับง่ายๆ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงให้ดูเฉียบคมขึ้น “แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเด็กเป็นลูกของประธานเถียนจริงๆ คุณก็น่าจะอยากได้หลักฐานที่ไม่มีใครคัดค้านได้มาบีบให้เขารับผิดชอบ มากกว่าจะถือรายงานที่น่าสงสัยมาโวยวายแบบนี้จริงไหมครับ? การตรวจใหม่ใช้เวลาไม่กี่วันเอง เพราะถ้าเป็นสายเลือดบ้านเถียนจริงๆ การไม่ยอมรับเขามันก็ไม่ยุติธรรมต่อเด็ก คุณลุงกับคุณป้าก็น่าจะอยากได้หลานที่เปิดเผยได้อย่างเต็มภาคภูมิเหมือนกัน”
ประโยคสุดท้ายนี้เขาจงใจย้ายจุดเน้นจากการ “ยอมรับเถียนเหลย” ไปสู่การ “เรียกร้องสิทธิให้เด็กอย่างถูกต้อง” และแอบจิกกัดว่าการกระทำของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ทำเพื่อเด็กเลยแม้แต่น้อย
พ่อแม่เถียนเหลยสบตากันด้วยความระแวง พวกเขาถูกเรื่องหลานและรายงานโจมตีจนสับสนไปหมด แต่พอถูกเจิ้งเผิงสะกิดใจเข้าหน่อย ก็เริ่มเห็นสิ่งผิดปกติ ใช่แล้ว... ถ้ามันเป็นหลักฐานที่เถียงไม่ได้จริงๆ ทำไมต้องมาโวยวาย? ทำไมไม่ดำเนินการตามกฎหมายให้จบไปเลย?
สายตาของแม่เถียนเหลยที่มองผู้หญิงคนนั้นเริ่มเปลี่ยนจากความเห็นใจกลายเป็นการจับผิด
ฝ่ายหญิงเริ่มรู้ตัวว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป เธอไม่นึกว่าจะมีคนมาขวาง และดันเป็นเด็กหนุ่มที่ดูเด็กแต่คำพูดกลับรัดกุมจนดิ้นไม่หลุด ละครที่เตรียมมาว่าจะร้องไห้คร่ำครวญก็ดูจะไร้น้ำหนักเมื่อเจอกับ “เหตุผล” ที่อีกฝ่ายหยิบยกมา เธออ้าปากจะโต้แย้งแต่กลับคิดคำไม่ออก ได้แต่พูดซ้ำๆ “พวก... พวกเธอเข้าพวกกัน! เธอก็ต้องเข้าข้างเขาอยู่แล้ว!”
เจิ้งเผิงไม่ได้โต้ตอบ แต่หันไปหาเถียนเหลยด้วยน้ำเสียงที่ดูระอาเล็กน้อยแต่เหมือนกำลังสรุปข้อเท็จจริง “พี่ครับ ดูเหมือนปัญหาที่พี่ก่อไว้ เขาจะจงใจมาเกาะพี่ไม่ปล่อยเลยนะ แต่คนบริสุทธิ์ก็คือคนบริสุทธิ์ ในเมื่อคุณผู้หญิงยืนยันแบบนั้น ก็ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตรวจอีกรอบก็สิ้นเรื่อง ของจริงยังไงก็คือของจริง ของปลอม... ยังไงก็จริงไม่ได้”
เขาจงใจเน้นคำว่า “ขั้นตอนที่ถูกต้อง”
เถียนเหลยรีบรับลูกทันที “ใช่! พ่อ แม่ ผมตกลงว่าจะตรวจใหม่! ไปตรวจที่ที่น่าเชื่อถือที่สุด ถ้าเด็กเป็นลูกผมจริง ผมยอมรับ! แต่ถ้าไม่ใช่...” เขาจ้องผู้หญิงคนนั้นเขม็ง “เธอก็อย่าหวังว่าจะได้เงินจากฉันแม้แต่หยวนเดียว!”
สถานการณ์พลิกกลับทันควัน ผู้หญิงคนนั้นหน้าแดงสลับเขียว เธอรู้ดีว่ารายงานในมือคืออะไร ถ้าไปตรวจใหม่ที่ไม่มีการล็อบบี้ได้ล่ะก็ ความแตกแน่นอน! เมื่อเห็นท่าทีของพ่อแม่เถียนเหลยเริ่มสั่นคลอน และเถียนเหลยแข็งกร้าวขนาดนี้ เธอจึงรู้ว่าวันนี้คงไปต่อไม่รอด
“พวก... พวกคุณรุมรังแกแม่ลูกไม่มีทางสู้!” ในที่สุดเธอก็ได้แต่พ่นประโยคสุดคลาสสิกออกมา น้ำตาไหลพรากแต่ดูไม่มีน้ำหนักแล้ว “ได้! เถียนเหลย คอยดูนะ เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้แน่!” พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างลนลาน ทิ้งรายงานฉบับนั้นร่วงหล่นอยู่ที่พื้น
เรื่องวุ่นวายจบลงอย่างรวดเร็วพอๆ กับตอนที่มันเริ่มขึ้น
หน้าห้องเหลือเพียงครอบครัวเถียนและเจิ้งเผิง พ่อเถียนก้มเก็บรายงานขึ้นมาดูแล้วส่งเสียงเหอะในลำคอ ก่อนจะขยำทิ้งลงถังขยะมุมห้อง แม่เถียนลอบถอนหายใจยาว มองดูลูกชายสลับกับเจิ้งเผิงด้วยสายตาสับสน
บรรยากาศดูอึดอัดขึ้นมา เถียนเหลยเพิ่งจะหายใจทั่วท้องได้ครึ่งเดียวก็ต้องใจหายอีกรอบ ด่านพ่อแม่ยังไม่จบ แถมเจิ้งเผิงก็ยังอยู่นี่…
แม่เถียนลังเลครู่หนึ่งก่อนจะถามออกไป “เยว่เยว่ ทำไมเธอถึงมั่นใจนักว่าเด็กไม่ใช่ลูกของเสี่ยวเหลย แล้วก็นะ... ทำไมดึกขนาดนี้แล้วเธอยังอยู่ที่นี่กับเขาอีกล่ะ? พวกเธอ...” สายตาของเธอมองสำรวจไปมา เสื้อผ้าที่ยับย่นของเจิ้งเผิงและบรรยากาศในห้องที่กลิ่นของกิจกรรมคาวโลกีย์ยังไม่จางหายไปนั้น มันยากที่จะไม่คิดไปไกล
เถียนเหลยเริ่มรู้สึกกดดัน เขากำลังจะหาข้ออ้างอย่าง “คุยเรื่องเรียน” หรือ “มีธุระด่วน”
แต่แล้วเจิ้งเผิงกลับก้าวมาข้างหน้าก้าวเล็กๆ แล้ววาดวงแขนไปคล้องแขนของเถียนเหลยไว้อย่างเป็นธรรมชาติ การกระทำนี้ทำเอาเถียนเหลยตัวแข็งทื่อ หันมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มที่ดูเขินอายแต่ก็เปิดเผยให้แม่เถียน ใบหน้าของเขาดูเหมือนจะแดงระเรื่อขึ้นมาได้อย่างประจวบเหมาะ น้ำเสียงไม่ดังแต่ชัดเจนพอที่จะได้ยินกันทุกคน “คุณป้าครับ ขอโทษนะครับที่พวกเราโกหกคุณป้าก่อนหน้านี้ จริงๆ แล้ว... ผมไม่ใช่เด็กในอุปถัมภ์ของพี่เขาหรอกครับ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนจะกระชับวงแขนที่คล้องเถียนเหลยไว้แน่นขึ้น “จริงๆ แล้วพวกเรากำลังคบกันอยู่ครับ ผมเป็นแฟนเขา ครั้งก่อนที่เขาพาผมไปพบพวกท่านเพราะเขาอยากให้พวกท่านรู้จัก และเขาก็บอกว่าพวกท่านต้องชอบผมแน่ๆ แต่เพราะผมเป็นผู้ชาย ผมเลยกลัวว่าพวกท่านจะไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของเรา ผมเลยบอกให้พี่เขาหาข้ออ้างแบบนั้นขึ้นมา ขอโทษนะครับคุณป้า เป็นความคิดของผมเองทั้งนั้นเลยครับ” เขาแสร้งก้มหน้าลงเหมือนกำลังสำนึกผิดจริงๆ
“ส่วนเรื่องเด็ก ผมรับรองได้ว่าไม่ใช่ของเขาแน่นอนครับ เพราะเขากับผู้หญิง... ไม่ขึ้นน่ะครับ เขาเลยต้องมาคบกับผมแทน...” ยิ่งพูดเสียงของเจิ้งเผิงก็ยิ่งเบาลงจนหน้าแทบซุกอก ดูเหมือนจะอายมาก แต่จริงๆ คือเขากำลังกลั้นขำอยู่ต่างหาก
เถียนเหลยรู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดไปที่หน้าจนร้อนผ่าว ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปถึงใบหู สมองขาวโพลน เขาจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเจิ้งเผิงที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม เห็นขนตาเรียวยาวและใบหูเล็กๆ รู้สึกเหมือนแขนที่ถูกอีกฝ่ายคล้องไว้นั้นโดนไฟช็อตจนชาไปหมด
แฟนเหรอ? ยอมรับว่าเป็นแฟนต่อหน้าพ่อแม่เนี่ยนะ! แล้วที่ว่าฉันนกเขาไม่ขันกับผู้หญิงมันหมายความว่ายังไงกันฟะ!!!
เจิ้งเผิงดูเหมือนจะยังทำภารกิจไม่เสร็จ เมื่อรู้ว่าชายข้างๆ เริ่มจะโมโหจึงคิดจะปลอบประโลม เขาเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยแล้วจูบเบาๆ ที่แก้มที่กำลังร้อนฉ่าของเถียนเหลยอย่างรวดเร็ว
“จุ๊บ”
เสียงนั้นแผ่วเบามาก แต่ในห้องที่เงียบสนิทแบบนี้ มันกลับชัดเจนเข้าไปถึงหูของทุกคน
เถียนเหลยกลายเป็นหินไปโดยสมบูรณ์ หน้าแดงก่ำจนแทบจะมีควันพุ่งออกมา ดวงตาเบิกกว้างเหมือนกุ้งที่ถูกต้มสุก แข็งทื่ออยู่กับที่โดยไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบจนหูอื้อไปหมด
พ่อแม่เถียนเหลยเองก็นิ่งค้างไปเหมือนกัน ลูกชายที่ขี้โมโหอย่างกับประทัดมาตั้งแต่เด็ก กลับหน้าแดงจนพูดไม่ออกแบบนี้ มันเหมือนเป็นการยืนยันเรื่อง “นกเขาไม่ขัน” ที่เด็กหนุ่มคนนี้พูดไปโดยปริยาย แม่เถียนหยุดหมุนลูกประคำ พ่อเถียนที่เคยดูเคร่งขรึมก็มีสีหน้ามึนงงเป็นครั้งแรก พวกเขามองดูเด็กหนุ่มสองคนที่ยืนคล้องแขนกัน คนหนึ่งยอมรับเรื่องเป็นเกย์อย่างหน้าชื่นตาบาน ส่วนอีกคนหน้าแดงเป็นลูกพลับ จนไม่รู้จะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรดี
ข้อมูลนี้... ดูเหมือนจะส่งแรงกระแทกยิ่งกว่าเรื่องแม่ลูกเมื่อกี้เสียอีก
พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่มีหลานปลอมๆ แล้ว ในอนาคตอาจจะไม่มีหลานจริงๆ เลยด้วยซ้ำ
เจิ้งเผิงดูเหมือนจะทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว เขาปล่อยแขนเถียนเหลยแล้วกลับมาทำหน้าสงบตามเดิม เขาหันไปหาพ่อแม่เถียนที่ยังอยู่ในอาการตกตะลึงพลางโค้งตัวให้อย่างมีมารยาท “คุณลุงคุณป้าครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่รบกวนเวลาพักผ่อนของพวกท่าน นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกท่านพักผ่อนที่นี่ก่อนเถอะครับ ครั้งนี้เถียนเหลยจะให้คนคอยจับตาดูแม่ลูกคู่นั้นตอนไปตรวจเองครับ”
คำพูดนี้ดูเหมือนเป็นห่วง แต่จริงๆ คือการไล่แขกกลายๆ เมื่อกี้แม่เถียนเกือบจะถามเจิ้งเผิงแล้วว่าไอ้คราบขาวๆ ที่ติดอยู่บนไรผมมันคืออะไร แต่ตอนนี้ดูเหมือนไม่ต้องถามให้มากความแล้ว
แม่เถียนถอนหายใจยาว มองเจิ้งเผิงอยู่อีกครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ส่ายหัวแล้วจูงมือสามีที่เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างให้ออกไปเสีย เพราะถ้าพ่อลูกคู่นี้รู้จักนั่งลงฟังความกันดีๆ ตั้งแต่เด็กก็คงไม่เปิดช่องว่างให้คนอื่นมาแอบอ้างแบบนี้ และที่สำคัญตอนนี้สามีของเธอมีเรื่องสำคัญกว่าคือการไปจัดการกับไส้ศึกข้างกาย
“ติ๊ด”
เสียงล็อกประตูดังขึ้นเรียกสติเถียนเหลยให้กลับคืนมาจากการเป็นหิน ส่วนคำพูดทักทายของเจิ้งเผิงที่พูดกับแม่เขานั้น เขาไม่ได้ยินแม้แต่คำเดียว
ห้องสวีทกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงพวกเขาสองคน
เถียนเหลยค่อยๆ หันหน้าไปมองเจิ้งเผิงอย่างช้าๆ ความร้อนบนใบหน้ายังไม่จางหาย หัวใจยังคงเต้นเร็วผิดปกติเขามองใบหน้าที่เรียบเฉยของเจิ้งเผิง พลางนึกถึงรอยจูบแผ่วเบาเมื่อกี้ และคำว่า “แฟน”...
“เธอ...” เถียนเหลยอ้าปาก น้ำเสียงแหบแห้ง “เมื่อกี้เธอ...” เขาอยากจะถามว่า “ทำไมถึงบอกว่าเป็นแฟนฉัน” อยากถามว่า “ทำไมถึงกล้าจูบฉันต่อหน้าพ่อแม่” แต่คำพูดมันตีกันยุ่งในหัวจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี
เจิ้งเผิงเดินไปที่โต๊ะอาหาร หยิบน้ำแร่จากตู้เย็นขึ้นมาเปิดดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะปรายตามามองเถียนเหลยที่ยังยืนอึ้งอยู่ที่เดิม น้ำเสียงกลับมาเป็นปกติเหมือนทุกที หรือออกจะดูเป็นเรื่องที่สมควรแล้วเสียด้วยซ้ำ “ขอโทษนะครับพี่ ผมรู้ว่าพี่น่ะโคตรดุดันและนกเขาก็ขันปกติดีด้วย แต่เพื่อให้คุณลุงคุณป้าเชื่อว่าเรามีความสัมพันธ์กันจริงๆ และเด็กนั่นไม่เกี่ยวอะไรกับพี่ ผมเลยต้องพูดแบบนั้น”
“ใครถามเรื่องนั้นกันล่ะ!” เถียนเหลยเรียกสติกลับมา พบว่าวิธีคิดของเจิ้งเผิงกับเขามันคนละเรื่องกันเลยจริงๆ
เขาทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟา พลางบีบนวดขมับ ดูท่าทางจะเหนื่อยล้าไม่น้อย
เจิ้งเผิงยังคงพูดต่อ “แล้วจะถามเรื่องอะไรล่ะ? ตอนนี้พ่อแม่พี่อย่างมากก็แค่คิดว่าพี่เปลี่ยนรสนิยมมาชอบผู้ชาย อย่างน้อยมันก็ยังดูดีกว่า ‘แอบไปไข่ทิ้งไว้แล้วไม่รับ’ หรือ ‘ฟันผู้หญิงแล้วทิ้ง’ ใช่ไหมล่ะครับ? แล้วก็...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง มองเถียนเหลยด้วยสายตาที่ดูใสซื่อ “ยัยนั่นถามว่าทำไมผมถึงอยู่ที่นี่ ก็เพราะอยากจะลากผมเข้าไปเอี่ยวด้วยเพื่อทำให้เรื่องมันวุ่นวายกว่าเดิมไม่ใช่เหรอครับ? การที่ผมยอมรับออกมาตรงๆ มันช่วยปิดปากเธอ และช่วยลดความสงสัยของพ่อแม่พี่ด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยนะ การถูกมองว่าเลี้ยงเด็กมัธยมมันก็ยังฟังดูแย่น้อยกว่าไอ้เรื่องพวกนั้นตั้งเยอะ”
การวิเคราะห์ของเขาดูใจเย็นและมุ่งเน้นผลประโยชน์อย่างแท้จริง เหมือนทำไปเพื่อ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” เท่านั้น
เถียนเหลยฟังจบ หัวสมองและหัวใจที่เคยร้อนผ่าวก็เริ่มเย็นลงทีละน้อย
ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้เอง
ทั้งหมดก็เพื่อแก้ปัญหา เพื่อรับมือกับพ่อแม่เขาและผู้หญิงคนนั้น คำว่า “แฟน” รอยจูบนั้น ทั้งหมดคือกลยุทธ์ คือการแสดงละคร คือส่วนหนึ่งของ “การใช้ฝีปาก” ของเจิ้งเผิง และที่สำคัญคือเด็กคนนี้ยังคงคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาคือการอุปถัมภ์กันอย่างแท้จริง
เจิ้งเผิงมองว่าตัวเองคือผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกับเถียนเหลย ความรู้สึกดีใจและเขินอายที่เพิ่งเกิดขึ้นในใจของเถียนเหลยเมื่อครู่จึงพองฟูขึ้นมาแล้วถูกเจาะจมฟีบลงทันที เหลือทิ้งไว้เพียงความผิดหวังที่ว่างเปล่า
“แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่ารายงาน DNA นั่นมีปัญหา?”
“จะมีผู้ชายคนไหนบ้างล่ะที่ไม่อยากรับลูกที่... เพศปกติของตัวเอง ถ้าพี่บอกว่าไม่ใช่ ก็แสดงว่ามันต้องเป็นของปลอม ผมอ่านตัวเลขไม่รู้เรื่องหรอก แค่หลอกถามเธอน่ะ” เจิ้งเผิงดูเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่ก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“เธอนี่มัน...” เถียนเหลยยิ้มมุมปาก พยายามจะทำเป็นยิ้มแบบไม่แคร์โลกอย่างที่เคยทำ แต่กลับทำไม่ค่อยสำเร็จ “... ช่างมีไหวพริบจริงๆ”
เจิ้งเผิงไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในอารมณ์ของอีกฝ่าย เขาตอบ “อืม” รับคำชมนั้นไปโต้งๆ เขาเหลือบมองเวลา “ดึกแล้ว นอนเลยไหมครับ? หรือว่า...” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง เงยหน้ามองเถียนเหลยด้วยสายตาที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น มือเรียวปลดกระดุมเสื้อออกอีกสองเม็ด เผยให้เห็นรอยจูบที่กระดูกไหปลาร้า “เมื่อกี้โดนขัดจังหวะ จะทำต่อไหมครับ พี่?”
น้ำเสียงของเขาดูสงบราบเรียบเกินไป สงบจนเหมือนกำลังถามว่า “พรุ่งนี้เช้าจะกินอะไรดี” ราวกับว่ารอยจูบที่ใกล้ชิดเมื่อครู่และการประกาศว่าเป็น “แฟน” กันนั้น ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนใดๆ ในใจเขาเลยแม้แต่น้อย
เถียนเหลยมองดวงตาที่ใสกระจ่างแต่เดาใจไม่ออกนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีไฟบางอย่างปะทุขึ้นมาในใจ
สองวันที่ผ่านมานี้ เขาคงคิดไปเองฝ่ายเดียวจริงๆ
บทที่ 7
กลิ่นน้ำหอมของเธอที่ติดตัวคุณ
กองเอกสารที่แผ่อยู่ตรงหน้าเถียนเหลยเปรียบเสมือนรัดเกล้าของหงอคงที่รัดหัวเขาไว้จนปวดหนึบ แถมพ่อของเขายังขยันโทรมาตามงานวันละสามเวลาประหนึ่งพระถังซัมจั๋งที่สวดมนต์กรอกหูไม่หยุด
"คุณเถียนครับ นี่คือแผนงานฉบับสุดท้ายที่ฝ่ายโครงการเพิ่งส่งมาครับ" ผู้ช่วยวางเอกสารที่เย็บเล่มอย่างเรียบร้อยลงบนมุมโต๊ะอย่างระมัดระวัง
เถียนเหลยปรายตามอง ตัวอักษรสีดำหนาบนหน้าปกเขียนว่า: "แผนการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ครบวงจรเขตเฉิงหนาน" ตอนที่ตาแก่มอบโปรเจกต์นี้ให้เขา ท่านพูดซะดิบดีว่าแค่ "เอาไปลองมือ" แต่พอรับช่วงมาถึงได้รู้ว่ามันคือเผือกร้อนชัดๆ มีทั้งพาร์ทเนอร์เจ็ดแปดเจ้า สายป่านการเงินที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง แถมยังเป็นงานด่วนที่ขั้นตอนการอนุมัติแต่ละอย่างทำเอาคนแทบขาขวิด
แต่เถียนเหลยมีนิสัยเสียอยู่อย่าง ยิ่งกระดูกชิ้นไหนเคี้ยวยาก เขาก็ยิ่งอยากจะแทะมันให้แหลก
ครึ่งเดือนมานี้เขาแทบจะกินนอนที่บริษัท ไวท์บอร์ดในห้องประชุมไม่ได้พักเลยสักนาที กาแฟดื่มจนอยากจะอ้วก ส่วนตอนเจรจากับพวกตาแก่ทั้งหลายเขาก็ปั้นหน้ายิ้มจนกรามค้าง
บ่ายวันนี้ในที่สุดสัญญาทุกฉับก็ลงตัว เงินทุนพร้อม และทีมก่อสร้างจะเข้าพื้นที่ในสัปดาห์หน้า
เขาทำสำเร็จแล้ว
มันควรจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่เถียนเหลยกลับจ้องเอกสารนิ่งๆ ความรู้สึกในใจกลับว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก เขาลูบมือถือขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ กดเข้าไปในหน้าแชทที่ปักหมุดไว้ล่าสุด ข้อความสุดท้ายหยุดอยู่ที่สามวันก่อน เจิ้งเผิงถามเขาว่า: “ผลตรวจหูออกมาดีมาก หมอบอกว่าปรับตัวอีกสักเดือนแล้วใส่เครื่องช่วยฟังก็จะกลับมาเป็นปกติแล้ว คุณจะกลับมาเมื่อไหร่?”
เขายังไม่ได้ตอบ
ไม่ใช่ไม่อยากตอบ แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าจะตอบอะไรดี ฉาก "แฟนหนุ่ม" ที่เจิ้งเผิงแสดงต่อหน้าพ่อแม่เขาในวันนั้น รวมถึงจูบเบาๆ ที่ข้างแก้ม มันเหมือนหนามที่ปักอยู่ในใจเขา เจิ้งเผิงแสดงได้แนบเนียนเกินไป เนียนเสียจนเถียนเหลยเกือบจะเชื่อว่าอีกฝ่ายชอบตนจริงๆ
แต่พอเขากำลังจะเปิดเผยความในใจ บทวิเคราะห์ที่แสนเย็นชาของเจิ้งเผิงที่ว่า "ทำไปเพื่อช่วยแก้สถานการณ์เท่านั้น" ก็ฉุดเขาจากวิมานในอากาศกลับสู่โลกแห่งความจริงทันที
"คุณเถียนครับ?" ผู้ช่วยเห็นเขาเหม่อจึงลองเรียกเบาๆ
"อืม" เถียนเหลยได้สติ ปิดแฟ้มเอกสารลง "แจ้งลงไปนะ เดือนนี้ทีมโปรเจกต์ทุกคนได้โบนัสสองเท่า ส่วนคืนนี้... ช่างเถอะ พวกนายไปจัดการกันเองแล้วกัน ฉันมีธุระ"
เขาคว้ากุญแจรถแล้วเดินออกจากออฟฟิศไปโดยไม่หันกลับมามอง ระหว่างทางเดินเจอพนักงานสี่ห้าคนเอ่ยทัก "สวัสดีครับคุณเถียน" เถียนเหลยก็ได้แต่พยักหน้าส่งๆ ไป
เขาคิดถึงเจิ้งเผิงแทบบ้า แต่ไม่รู้จะไปพบอีกฝ่ายยังไง
ในหัวมีแต่ภาพของเจิ้งเผิงเต็มไปหมด ใจก็ถูกอีกฝ่ายยึดครองจนไม่เหลือที่ว่าง ยิ่งไม่ได้เจอก็ยิ่งถวิลหาจนทนไม่ไหว
เขากลัว... กลัวที่จะเห็นสายตาเรียบเฉยของเจิ้งเผิง กลัวคำพูดที่บอกว่า "เราเป็นแค่คนทำธุรกิจกัน" และกลัวความรู้สึกเพ้อเจ้อของตัวเองจะถูกมองออกจนทะลุปรุโปร่ง
เถียนเหลยไปที่บาร์เจ้าประจำ
เสียงดนตรีดังสนั่นหวั่นไหว อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำหอม กลุ่มเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวของเขาอยู่ที่นั่นแล้ว พอเห็นเขามาก็รีบกรูเข้ามาหาทันที
"อ้าว คุณชายเถียน! ไม่เจอกันนานเลยนะ ได้ข่าวว่าโปรเจกต์นั้นปิดจ๊อบแล้วเหรอ? เจ๋งว่ะ!"
"ช่วงนี้คุณเถียนเปลี่ยนนิสัยเหรอ? ไม่เห็นหน้าค่าตาตั้งครึ่งเดือน นึกว่ากลับตัวกลับใจเป็นคนดีไปแล้วนะเนี่ย!"
เถียนเหลยไม่ต่อความยาวสาวความยืด เขาทิ้งตัวลงบนโซฟา โบกมือสั่งวิสกี้ที่แพงที่สุดมาขวดหนึ่ง ผสมอะไรมั่วๆ เข้าไปหน่อยแล้วกระดกเข้าปากอึกใหญ่ ของเหลวแสบร้อนบาดคอลงไป แต่ความอ้างว้างในใจกลับไม่จางหายไปเลยแม้แต่นิด
"คุณชายเถียนเป็นอะไรไปน่ะ? อกหักเหรอ?"
ลูกสมุนคนหนึ่งที่ฐานะและความสามารถด้อยกว่าเถียนเหลยเสนอหน้าเข้ามาด้วยรอยยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย "ให้ผมแนะนำให้ไหมล่ะ? พวกดาราหน้าใหม่เพิ่งเดบิวต์จากรายการประกวด สวยๆ ใสๆ ทั้งนั้น..."
"ไปให้พ้น" เถียนเหลยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง
เจ้าคนนั้นหน้าแตกยับเยินรีบถอยกรูดไป เสี่ยวโจวลูกน้องคนสนิทที่ตามเถียนเหลยมาหลายปีเห็นท่าไม่ดีจึงส่งสายตาให้คนอื่นหลบไป แล้วตัวเองก็นั่งลงข้างๆ
"คุณเถียน... ยังกลุ้มเรื่องคุณเจิ้งคนนั้นอยู่เหรอครับ?"
เถียนเหลยกระดกเหล้าอีกอึก ไม่ได้ปฏิเสธ
ลูกเศรษฐีอีกคนที่นั่งข้างๆ หมุนกุญแจรถเล่นแล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ "ผมว่าพี่จริงจังเกินไปนะ เมื่อก่อนคนพวกนั้นให้เงินฟาดหัวไปก็จบแล้ว ถ้าคนนี้ไม่รู้จักกาลเทศะ พี่ก็แค่เปลี่ยนไปหาคนที่เชื่อฟังกว่านี้ก็สิ้นเรื่อง จะลำบากทำไม..."
"นั่นสิครับ แค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง ไม่ชอบก็เปลี่ยนใหม่" ลูกสมุนคนเดิมรีบเสริม
เถียนเหลยคว้าขวดเหล้าเปล่าบนโต๊ะแล้วฟาดลงกับขอบโต๊ะดัง "เพล้ง!" เศษแก้วกระเด็นว่อน บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบทันที
"พวกมึงลองพูดอีกทีซิ? ใครเป็นของเล่น?" เถียนเหลยจ้องเขม็ง แววตาแฝงด้วยความอำมหิต "เรื่องของกู มันกงการอะไรของพวกมึงที่ต้องมาสอด?"
คนพวกนั้นหน้าซีดเผือด รีบโบกไม้โบกมือพัลวัน "คุณเถียน ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมปากเสียเองครับ!"
เถียนเหลยโยนขวดแตกทิ้งไป แล้วพิงโซฟาอย่างหัวเสีย พลางขยี้ผมจนยุ่งเหยิง "พวกมึงไปให้หมด ฉันอยากอยู่เงียบๆ"
เพื่อนลูกเศรษฐีเสียหน้าจนรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าแหยมกับเถียนเหลย ได้แต่สบถเบาๆ แล้วเดินจากไปอย่างไม่สบอารมณ์
คนอื่นๆ เห็นท่าไม่ดีก็รีบเผ่นกันป่าราบ เหลือเพียงเสี่ยวโจวที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ยังไม่ไปไหน
"คุณเถียน" เสี่ยวโจวกระซิบ "ถ้าพี่ตัดใจไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหาทางสิครับ มานั่งกินเหล้าหลบหน้าอยู่แบบนี้จะได้ประโยชน์อะไร?"
เถียนเหลยหลับตาลง เสียงอู้อี้ "จะให้ทำยังไง? เขาไม่ได้รักฉันหรอก เขามองว่าฉันเป็นแค่ไอ้โง่สายเปย์ที่จ่ายเงินให้เขานอนด้วย แถมเงินนั่นฉันก็เป็นคนเสนอให้เองด้วย"
"พี่ก็ทำให้เขารักสิครับ!" เสี่ยวโจวพยายามเกลี้ยกล่อมสุดฤทธิ์ "จีบคนเป็นไหม? เอาใจเป็นไหม? เขาขาดเหลืออะไร พี่ก็ประเคนให้สิ่งนั้น ทำให้เขาไปจากพี่ไม่ได้ อยู่กันไปนานๆ เข้าใจหินก็ยังอุ่นได้ นับประสาอะไรกับใจคน?"
เถียนเหลยลืมตาขึ้นค้อนขวับ "แกไม่ใช่เหรอที่โดนที่บ้านคลุมถุงชนน่ะ? เคยมีความรักกับเขาด้วยเหรอ?"
เสี่ยวโจวหัวเราะแหะๆ "เมียผมเป็นคนจีบผมก่อนครับ"
"..." เถียนเหลยหลับตาลงอีกครั้ง แต่คำพูดของเสี่ยวโจวก็เริ่มวนเวียนอยู่ในหัว
เจิ้งเผิงขาดอะไรมากที่สุด?
เงิน
พ่อของเจิ้งเผิงติดหนี้ท่วมหัว แม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก หูก็หนวก แถมเสื้อผ้าดีๆ สักชุดยังไม่มีเลย ครั้งแรกที่เถียนเหลยเจอเขา เจิ้งเผิงใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่ซักจนสีซีดจาง ปลายแขนเสื้อลุ่ยจนเป็นขน
ใช่... เงิน เขามีเงินเหลือเฟือ
เถียนเหลยกระดกเหล้าอึกสุดท้ายเหมือนคนคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปธนาคาร หาบัญชีของเจิ้งเผิงที่เขาเคยเปิดไว้ให้เพื่อความสะดวกในการ "สนับสนุน"
นิ้วมือเขากดรัวเร็ว: โอนเงิน จำนวนหนึ่งแสนหยวน หมายเหตุ: "หนึ่งแสนต่อเดือน (ตามที่เราตกลงกันไว้)"
ส่งสำเร็จ
เขาจ้องหน้าจออยู่สองสามวินาที แล้วรู้สึกว่ายังไม่พอ จึงโอนอีก: หนึ่งแสน หมายเหตุ: "ค่ารักษาหู"
ยังไม่พอ
โอนต่อ: หนึ่งแสน หมายเหตุ: "ค่าครองชีพมหาวิทยาลัย"
ภายในชั่วโมงถัดมา เถียนเหลยเหมือนเด็กติดเกมที่เอาแต่จิ้มหน้าจอไม่หยุด ยอดเงินโอนขยับจากหลักแสนเป็นสองแสน แล้วกระโดดไปถึงห้าแสน หมายเหตุเริ่มหลุดโลกไปเรื่อยๆ: "ค่าเสื้อผ้า" "ค่าหนังสือ" "ค่าขนม" พอเริ่มนึกเหตุผลไม่ออก ถึงขั้นเขียนว่า "ให้แต๊ะเอียล่วงหน้า" ก็ยังกล้าเขียน
สุดท้ายเขาขี้เกียจแต่งเรื่อง จึงพิมพ์ในช่องหมายเหตุสั้นๆ ว่า "ให้โดยเสน่หา"
สมองที่ถูกแอลกอฮอล์มอมเมาทำให้ "คุณเถียน" ผู้เด็ดขาดในสนามธุรกิจ กลายเป็นไอ้หมาโง่ที่ไอคิวถดถอย เมื่อเห็นข้อความ "โอนเงินสำเร็จ" เด้งขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความว่างเปล่าในใจเถียนเหลยก็เหมือนจะถูกเติมเต็มขึ้นมาบ้าง ใช่... ต้องแบบนี้ เขาจะให้เงินเจิ้งเผิงเยอะๆ เยอะจนเจิ้งเผิงหนีไปไหนไม่ได้ เยอะจนเห็นเงินแล้วต้องนึกถึงหน้าเขา แล้วหลังจากนั้น... เจิ้งเผิงก็จะรักเขาเองใช่ไหม?
เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
เขารู้แค่ว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมาที่ยุ่งจนหัวหมุน เขาคิดถึงเจิ้งเผิงทุกลมหายใจ คิดว่าป่านนี้อีกฝ่ายทำอะไรอยู่ หูหายดีหรือยัง กินข้าวอิ่มไหม แล้วจะแอบคิดถึงเขาบ้างหรือเปล่า?
ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด เถียนเหลยกระดกเหล้าเข้าไปอีก แอลกอฮอล์แผดเผากระเพาะ แต่กลับเผาผลาญความขมขื่นในใจไม่หมดเสียที
เจิ้งเผิงนั่งอยู่ในห้องฝึกฝนของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ สวมเครื่องช่วยฟังเครื่องใหม่เอี่ยม รุ่นนี้เถียนเหลยสั่งทำพิเศษจากต่างประเทศ มันมีขนาดเล็กจิ๋วประณีตจนแทบมองไม่ออก แต่ประสิทธิภาพกลับดีจนน่าเหลือเชื่อ
"คุณเจิ้งครับ หูซ้ายมีความสามารถในการแยกแยะเสียงความถี่กลางและสูงเพิ่มขึ้นถึง 85% แล้วนะ ถือว่าเร็วกว่าที่คาดไว้มาก" นักกายภาพบำบัดมองรายงานผลการตรวจแล้วยิ้มให้เขา "คุณพยายามได้ดีมากครับ"
เจิ้งเผิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มตามมารยาท เขาพยายามมากจริงๆ ทุกวันเขาจะมาฝึกอย่างสม่ำเสมอ ฟังการออกเสียงคำและเสียงสิ่งแวดล้อมที่น่าเบื่อซ้ำไปซ้ำมา เพราะเขารู้ดีว่าโอกาสนี้ไม่ได้มาง่ายๆ
เมื่อการฝึกจบลง เขาเดินออกจากศูนย์ฟื้นฟู คนขับรถที่เถียนเหลยจัดหาไว้ให้ก็รออยู่หน้าประตูแล้ว รถเก๋งสีดำแล่นอย่างนิ่งสงบมุ่งหน้าไปยังโรงแรม เจิ้งเผิงพิงพนักเก้าอี้ มองวิถีเมืองที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
โทรศัพท์สั่นหนึ่งครั้ง เป็นการแจ้งเตือนยอดเงินเข้าบัญชี
“บัญชีหมายเลข xxxx ของคุณมียอดเงินโอนเข้า 100,000.00 หยวน หมายเหตุ: หนึ่งแสนต่อเดือน (ตามที่ตกลงกันไว้)”
เจิ้งเผิงเลิกคิ้วขึ้น อ้อ... ถึงวัน "จ่ายเงินเดือน" แล้วสินะ
ทว่าหลังจากนั้น โทรศัพท์ก็สั่นรัวไม่หยุด
“ยอดเงินเข้า 100,000.00 หยวน หมายเหตุ: ค่ารักษาหู”
“ยอดเงินเข้า 100,000.00 หยวน หมายเหตุ: ค่าครองชีพมหาวิทยาลัย”
“ยอดเงินเข้า 100,000.00 หยวน หมายเหตุ: ค่าเสื้อผ้า”
“ยอดเงินเข้า 100,000.00 หยวน หมายเหตุ: แต๊ะเอีย”
เจิ้งเผิงจ้องหน้าจอที่การแจ้งเตือนเด้งรัวๆ พลางขมวดคิ้วมุ่น จนกระทั่งเห็นคำว่า "แต๊ะเอีย" มุมปากเขากระตุกค้าง เดือนสิงหาคมเนี่ยนะให้แต๊ะเอีย ประสาทหรือเปล่า
เถียนเหลยสมองกลับอีกแล้วเหรอ? ตกลงกันไว้เดือนละแสน แต่นี่ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ในบัญชีเขามีเงินเพิ่มขึ้นมาสองล้านกว่าแล้ว
โทรศัพท์ยังคงส่งเสียงตึ๊งๆ ต่อเนื่อง สองสามรายการหลังไม่มีแม้แต่หมายเหตุ มีเพียงคำว่า "ให้โดยเสน่หา" ที่ดูเย็นชา
เจิ้งเผิงจ้องตัวเลขศูนย์ที่เรียงเป็นตับ ในใจกลับรู้สึกวูบวาบด้วยความกังวลอย่างบอกไม่ถูก เขากดเข้าหน้าแชทของเถียนเหลย ข้อความล่าสุดคืออันที่เขาส่งไปเมื่อสามวันก่อน ซึ่งเถียนเหลยยังไม่ตอบ
เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพิมพ์ไปว่า: “ได้รับเงินแล้วนะ แต่คุณโอนผิดหรือเปล่า? มันเยอะเกินไป”
ไม่มีการตอบกลับ
เขารออยู่สองสามนาทีแล้วส่งไปอีก: “ยุ่งอยู่เหรอ?”
ก็ยังเงียบ
เขาออกจากแอปวีแชท มองดูยอดเงินคงเหลือแล้วรู้สึกว่ามันช่างตลกร้าย เงินพวกนี้ไม่ใช่แค่พอจะใช้หนี้พนันให้พ่อ แต่ยังพอสำหรับค่ารักษาหู ค่าเรียนมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่จะไปอยู่เมืองเล็กๆ ที่ค่าครองชีพต่ำ ซื้อบ้านหลังเล็กๆ อยู่ตัวคนเดียวอย่างสงบไปตลอดชีวิตก็ยังได้
แน่นอนว่าเขาต้องจ่ายค่าตอบแทน และค่าตอบแทนนั้นคือการถูกเถียนเหลยเอาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ถูกพัฒนาไปจนถึงขีดสุดทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ความเสียวซ่าน่ะของจริง แต่ความเจ็บปวดก็ของจริงเช่นกัน
ฉันมีค่าขนาดนั้นเลยเหรอ เถียนเหลย?
ในมือถือ วิดีโอจากแอป Douyin ที่เขาโหลดมาไว้ฆ่าเวลาเล่นวนไปจนถึงคลิปถัดไป เสียงละครสั้นดังลั่นออกมา: "คุ้มค่าแล้วที่คุณจะคลอดบุตรให้เขาหนึ่งคน!"
เจิ้งเผิงถึงกับพูดไม่ออก รีบเลื่อนหนีทันที
"เรียนรู้ 3 ประโยคนี้ที่จะทำให้ผู้ชายยอมเปย์ให้คุณวันละ 2 ล้าน"
เจิ้งเผิง: "..."
เขากดปิดหน้าจอ พิงกระจกรถ แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้
อัลกอริทึมพวกนี้แนะนำอะไรไร้สาระชะมัด
แต่พอยิ้มได้ไม่นาน ความรู้สึกอ้างว้างก็จู่โจมเข้ามาอีกครั้ง เถียนเหลยไม่กลับมาที่โรงแรมครึ่งเดือนแล้ว โทรไปไม่รับ ข้อความไม่ตอบ มีเพียงเงินที่โอนเข้ามาเรื่อยๆ ราวกับกำลังทำยอด KPI
เจิ้งเผิงคิดว่าตัวเองเป็นคนปรับตัวเก่ง ตั้งแต่เด็กจนโตที่พ่อตีด่าหรือแม้แต่จะเอาเขาไปขาย เขาก็ยอมรับความจริงได้รวดเร็วเสมอ และพยายามหาทางให้ตัวเองมีชีวิตที่สบายขึ้นสักนิด เมื่อมาอยู่กับเถียนเหลยก็เช่นกัน: คนเลี้ยงจ่ายเงิน เขาให้บริการ มันยุติธรรมดี
แต่ในช่วงครึ่งเดือนที่ไม่ได้เจอเถียนเหลย เขากลับพบว่าตัวเองเริ่มมีอาการแปลกๆ
เขามักจะแอบเก็บขนมที่เถียนเหลยชอบเอาไว้โดยสัญชาตญาณ พอรู้ตัวว่าอีกฝ่ายไม่อยู่เขาก็จะยืนอึ้งไปครู่ใหญ่ ตอนกลางคืนตอนนอนเขาก็เผลอขยับไปชิดอีกฝั่ง พอแตะโดนผ้าปูเตียงที่เย็นเฉียบเขาก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมา
แม้แต่ตอนฝึกกายภาพบำบัด พอได้ยินเสียงโทนหนึ่งเขาก็จะเหม่อลอยไปทันที เพราะเถียนเหลยชอบพูดลากเสียงโทนนั้น
เขาคิดถึงเถียนเหลย
ความจริงข้อนี้ทำให้เจิ้งเผิงรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เขายิกต้นขาตัวเองแรงๆ เพื่อเตือนตัวเองในใจ: เจิ้งเผิง ตั้งสติหน่อย พวกนายมีความสัมพันธ์กันแค่เรื่องหนี้สิน เรื่องร่างกาย และเรื่องเงิน อย่าคิดอะไรเพ้อเจ้อ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี รับเงิน รักษาตัว เรียนหนังสือ พอเถียนเหลยเบื่อ ก็รับเงินก้อนสุดท้ายแล้วจากไปซะ
นั่นคือเส้นทางที่เขาควรเดิน
แต่หัวใจกลับไม่ฟังคำสั่ง พอคิดว่าเถียนเหลยอาจจะมีคนอื่นอยู่ข้างนอก คิดว่ากลิ่นน้ำหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของหมอนั่นอาจจะไปติดอยู่บนตัวใครคนอื่น ในใจเขาก็รู้สึกจุกเสียดเหมือนมีก้อนสำลีเปียกน้ำอุดอยู่ มันหนักอึ้งและหายใจไม่ออก
วันนั้นทั้งวันก็ยังไร้วี่แววการติดต่อ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจิ้งเผิงเห็นเงินแล้วยิ้มไม่ออก
เถียนเหลยหลังจากโอนเงินเสร็จก็เมาพับไม่เป็นท่า พอตื่นมาก็เจอโทรศัพท์จากแม่ตัวเอง สั่งให้เขาพาเจิ้งเผิงไปทานข้าวที่บ้าน
ทางด้านเจิ้งเผิง แม่ของเถียนเหลยก็โทรมาหาเช่นกัน น้ำเสียงท่านอ่อนโยนมาก: "เผิงเผิงจ๊ะ พรุ่งนี้เย็นมาทานข้าวที่บ้านนะ? หนูไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ป้าคิดถึงจ่ะ พาตาเถ่ยมาด้วยนะ รายนั้นไม่ค่อยกลับบ้านเลย หนูช่วยป้าดูเขาหน่อย อย่าให้เขาหนีไปไหนอีกล่ะ"
เจิ้งเผิงกำโทรศัพท์แน่น ปลายนิ้วเย็นเยียบ เขาอยากจะบอกว่า "เถียนเหลยไม่ฟังผมหรอกครับ" แต่คำที่หลุดออกจากปากกลับกลายเป็น: "ครับคุณป้า เดี๋ยวผมจะบอกเขาให้ครับ"
หลังจากวางสาย เขาจ้องเบอร์โทรศัพท์ของเถียนเหลยอยู่นาน ในที่สุดก็กดโทรออก
เสียงสัญญาณดังอยู่เจ็ดแปดครั้ง ในขณะที่เจิ้งเผิงคิดว่าคงไม่รับสายอีกตามเคย ปลายสายก็กดรับ
"ฮัลโหล?" เสียงของเถียนเหลยแหบพร่าเล็กน้อย เสียงพื้นหลังอึกทึกครึกโครมเหมือนอยู่ในสถานบันเทิง
ก้อนสำลีเปียกน้ำในใจเจิ้งเผิงยิ่งหนักอึ้งขึ้นไปอีก เขาหายใจเข้าลึกๆ พยายามทำเสียงให้เรียบเฉยที่สุด: "เถียนเหลย คุณป้าให้เราไปทานข้าวที่บ้านพรุ่งนี้เย็นครับ"
ปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนที่เถียนเหลยจะตอบ: "...อืม รู้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้บ่ายสี่ฉันไปรับ"
"ครับ"
เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง เจิ้งเผิงได้ยินเสียงหัวเราะหยอกล้อแว่วมาจากปลายสาย และเสียงผู้หญิงที่พูดออดอ้อนว่า "คุณชายเถียน ดื่มอีกแก้วสิคะ"
เล็บของเขาจิกเข้าที่ฝ่ามือ น้ำเสียงเริ่มเย็นชาลงโดยไม่รู้ตัว: "งั้นคุณยุ่งต่อเถอะครับ ผมไม่กวนแล้ว"
"เดี๋ยว!" เถียนเหลยรีบเรียกไว้ เสียงพื้นหลังเบาลงทันที เหมือนเขาเดินเลี่ยงออกมาในที่เงียบๆ "หูคุณ... เป็นยังไงบ้าง?"
"ดีครับ" เจิ้งเผิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริม "ขอบคุณสำหรับเงินด้วยนะ"
เถียนเหลยเหมือนจะสำลักคำพูด ผ่านไปนานถึงจะพูดออกมาอย่างอู้อี้ "ไม่ต้องขอบคุณหรอก สิ่งที่ควรให้อยู่แล้ว ให้ก็รับไว้เถอะ บ่ายสี่ฉันไปรับนะ งั้น... พรุ่งนี้เจอกัน"
"พรุ่งนี้เจอกันครับ"
เจิ้งเผิงเมินเฉยต่อช่องว่างที่เถียนเหลยจงใจทิ้งไว้ให้คุยต่อ เขารอจนอีกฝ่ายพูดจบแล้วจึงวางสาย เขานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาอยู่นาน หน้าจอมือถือที่ดับลงสะท้อนเงาใบหน้าของเขาที่ดูไร้อารมณ์ แต่ริมฝีปากกลับเม้มจนขาวซีด
บ่ายสี่วันรุ่งขึ้น เสียงกริ่งหน้าประตูดังตรงเวลาเป๊ะ
เจิ้งเผิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขาใส่เสื้อยืดสีขาวธรรมดากับกางเกงยีนส์ เซ็ตผมเล็กน้อยให้เห็นหน้าผาก เขาเช็กกระจกแล้วรู้สึกว่าหน้าตัวเองดูซีดไปหน่อย เลยหยิกแก้มแรงๆ ให้มีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
เมื่อเปิดประตู เถียนเหลยยืนอยู่ตรงนั้น
ไม่ได้เจอกันครึ่งเดือน เขาดูซูบลงไปนิดหน่อย ใต้ตามีรอยคล้ำจางๆ แต่ดูมีพลังงานดี ใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กเนี๊ยบกริบ ผมเผ้าหวีจัดทรงอย่างไร้ที่ติ
ทว่า... กลิ่นน้ำหอมบนตัวเขากลับเปลี่ยนไปจริงๆ ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นยาสูบที่เจิ้งเผิงคุ้นเคย แต่เป็นกลิ่นที่หวานและนุ่มนวลกว่า เป็นกลิ่นฟลอรัลฟรุตตี้แบบน้ำหอมผู้หญิง
ก้อนสำลีเปียกในใจเจิ้งเผิงกลายเป็นก้อนน้ำแข็งแข็งทื่อร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้ง เขายังคงไร้ความรู้สึกบนใบหน้า เพียงแต่เบี่ยงตัวหลบทางให้: "เข้ามาสิครับ ผมขอหยิบกระเป๋าแป๊บหนึ่ง"
เถียนเหลยเดินเข้ามา ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางห้องนั่งเล่น เขามองไปรอบๆ ห้องสวีทนี้ยังเหมือนเดิม แต่เริ่มมีร่องรอยชีวิตของเจิ้งเผิงมากขึ้น: บนโต๊ะกาแฟมีตำราเตรียมสอบมหาวิทยาลัยกางอยู่ บนโซฟามีตุ๊กตากระต่ายเก่าๆ วางทิ้งไว้ (เถียนเหลยเคยเดินผ่านตู้คีบตุ๊กตาแล้วเห็นฟันกระต่ายเหมือนเจิ้งเผิงเลยสั่งคนคีบมาให้) ตรงมุมกำแพงมีขาตั้งรูปวาดเล็กๆ ตั้งอยู่ บนนั้นมีกระดาษสเก็ตช์ภาพเส้นขอบฟ้าของเมืองนอกหน้าต่าง
"คุณวาดเองเหรอ?" เถียนเหลยชี้ไปที่รูป
"ครับ" เจิ้งเผิงจากห้องนอน สะพายกระเป๋าเป้ "วาดเล่นแก้เบื่อน่ะครับ ไปกันเถอะ อย่าให้คุณป้ากับคุณลุงรอนาน"
ทั้งสองเดินตามกันออกจากห้อง ในลิฟต์ไม่มีใครพูดอะไร เถียนเหลยลอบมองเจิ้งเผิงหลายครั้ง พยายามจะหาเรื่องคุย แต่เจิ้งเผิงกลับจ้องแต่ตัวเลขชั้นที่ค่อยๆ ลดลง ใบหน้าด้านข้างดูเคร่งขรึมและเย็นชา
จนกระทั่งเข้าไปนั่งในรถและคาดเข็มขัดนิรภัย เถียนเหลยถึงลองเอ่ยปาก: "เอ่อ... ใบประกาศผลรับเข้ามหาวิทยาลัยส่งมาหรือยัง?"
"มาแล้วครับ" เจิ้งเผิงมองออกไปนอกหน้าต่าง "มหาวิทยาลัยอันดับสองในเมือง เป็นนักศึกษาไป-กลับ"
"ไป-กลับก็ดี อยู่หอพักมันลำบาก" เถียนเหลยถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หาเรื่องคุยได้ "มหา’ลัยอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เดี๋ยวฉันให้คนขับรถไปรับไปส่งทุกวัน..."
"ไม่เป็นไรครับ" เจิ้งเผิงตัดบท น้ำเสียงเรียบเฉย "ผมขึ้นรถไฟใต้ดินเองได้"
มือที่จับพวงมาลัยของเถียนเหลยเกร็งแน่น "รถไฟใต้ดินเหรอ? คุณไม่สะดวกนะ"
"ผมไม่มีอะไรที่ไม่สะดวกครับ" เจิ้งเผิงหันหน้ามามองเขา สายตาคมปลาบ "หรือว่าคุณเถียนคิดว่าผมรับเงินคุณมาเยอะขนาดนี้ เลยต้องทำตัวเหมือนนกในกรงทอง มีรถรับส่ง ต้องคอยสแตนด์บายรอคุณเรียกหาตลอดเวลา?"
"ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น!" เถียนเหลยร้อนรน "ฉันแค่... แค่อยากดูแลคุณให้ดีกว่านี้!"
"ดูแลผมดีกว่านี้?" เจิ้งเผิงเหยียดมุมปาก "คุณก็ทำดีกับผมมากพอแล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไรจอมปลอมพวกนี้เลย คุณจ่ายเงิน ผมให้คุณเอา มันคือการแลกเปลี่ยนที่จบลงแล้ว คุณจะมาโอนเงินให้หรือมาเป็นห่วงเป็นใยทำไม ผมชักจะเริ่มไม่ชินแล้วนะ"
เถียนเหลยเหมือนโดนแทงเข้าที่ใจ เขาโพล่งออกมา: "ใครเขาแลกเปลี่ยนจบกับคุณ! ฉัน..."
"คุณอะไรครับ?" เจิ้งเผิงเลิกคิ้ว "หรือคุณเถียนจะบอกว่า คุณไม่ได้อยากได้แค่ตัวผม แต่คุณ 'รัก' ผมจริงๆ?"
เถียนเหลยอ้าปากค้าง คำว่า "ใช่ ฉันชอบคุณจริงๆ" วนเวียนอยู่ที่ปลายลิ้นอยู่หลายรอบ แต่เขากลับพูดมันออกมาไม่ได้ เขากลัวว่าถ้าพูดออกไป เจิ้งเผิงจะมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า "คุณเถียนอย่าล้อเล่นเลยครับ"
สุดท้าย เขาก็ทำได้แค่บ่นพึมพำออกมาว่า: "จะคิดยังไงก็ช่างคุณเถอะ"
บรรยากาศในรถกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง เถียนเหลยเปิดเพลงในรถด้วยความหงุดหงิด แต่เพลงที่สุ่มขึ้นมาดันเป็นเพลงรักเศร้าๆ ที่อู๋ไป๋ร้องด้วยเสียงเหน่อๆ ไม่สนโลกประโยคหนึ่งว่า "ไม่ตั้งใจจะถามถึงจุมพิตของฉันในใจเธอ"
เถียนเหลยกดปิดเพลงทันทีดัง "ตึ้บ!"
ในรถไม่มีใครอยากฟังอู๋ไป๋หรอก มีแต่ไอ้ซื่อบื้อสองคนที่ไม่กล้าบอกรักกันต่างหาก
เจิ้งเผิงมองวิวที่เคลื่อนผ่านไป และรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอารมณ์เสียเรื่องอะไร ทั้งที่ยอมรับสถานะและสถานการณ์ของตัวเองได้ตั้งนานแล้ว ทั้งที่รู้ว่าคนอย่างเถียนเหลยไม่มีทางมีเขาแค่คนเดียว แต่พอได้กลิ่นที่แปลกไป ความขมขื่นในใจมันก็คอยแต่จะพุ่งพล่านออกมา
เขากำสายกระเป๋าเป้แน่น เล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ใช้ความเจ็บปวดเตือนตัวเองให้มีสติ
อย่าโง่นะเจิ้งเผิง เขาบอกตัวเองในใจ นายกับเขาเป็นคนละโลกกัน ตอนนี้เขาทำดีด้วยก็แค่เพราะยังไม่เบื่อ พอเล่นจนหนำใจแล้ว นายก็ไม่เหลือค่าอะไรเลย
แต่ถึงจะคิดแบบนั้น ดวงตาก็ยังเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
เขากะพริบตาถี่ๆ ขับไล่หยาดน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้าให้หายไป
เมื่อใกล้ถึงบ้านตระกูลเถียน เจิ้งเผิงก็ปรับเปลี่ยนสีหน้า เตรียมรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแม่ของเถียนเหลย ส่วนเถียนเหลยก็สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามจัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิงในหัว
ตอนที่จอดรถ เจิ้งเผิงก็พูดขึ้นเบาๆ: "เถียนเหลย"
"หือ?" เถียนเหลยหันมามอง
"คุณเปลี่ยนน้ำหอมนะ" พูดจบเจิ้งเผิงก็เปิดประตูลงจากรถไปทันที ไม่ได้หันมามองใบหน้าของเถียนเหลยที่ค้างเติ่งไปชั่วขณะ
เถียนเหลยนั่งอึ้งอยู่ในรถเกือบครึ่งนาที ก่อนจะนึกขึ้นได้
เจิ้งเผิงเข้าใจผิดเหรอ!?
น้ำหอมนั่นน่ะเหรอ... มันคือน้ำหอมที่ไอ้ลูกเศรษฐีหัวเหลืองในบาร์เมื่อวานมันเซ้าซี้จะฉีดใส่ตัวเขา บอกว่าเป็น "น้ำหอมกระชากใจสาว" รุ่นล่าสุด ตอนนั้นเขากำลังกลุ้มเลยไม่ได้สนใจ พอถึงบ้านก็หลับเป็นตาย วันนี้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แต่สงสัยกลิ่นมันจะยังติดอยู่ที่ตัว
ดังนั้น... ที่เจิ้งเผิงปั้นหน้ายักษ์ใส่มาตลอดทาง ก็เพราะเรื่องนี้เหรอ?
ความยุ่งเหยิงในใจเถียนเหลยสลายวับไปในพริบตา แทนที่ด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น เจิ้งเผิงใส่ใจ! เขาใส่ใจว่ามีกลิ่นคนอื่นติดอยู่บนตัวฉัน!
เขาแทบจะกระโดดลงจากรถ วิ่งสามก้าวรวบเป็นสองก้าวตามเจิ้งเผิงที่เดินไปถึงหน้าประตูบ้านแล้ว แล้วคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้หมับ
"คุณฟังฉันอธิบายก่อน!" ตาของเถียนเหลยเป็นประกาย "น้ำหอมนั่นไม่ใช่ของฉันนะ มันเป็น... เป็นไอ้โง่จ้าวเหวินที่บาร์เมื่อวานมันแอบฉีดใส่ฉัน! ฉันกลับบ้านก็อาบน้ำแล้วนะ กลิ่นมันอาจจะติดมาหน่อย... ฉันไม่ได้ไปหาคนอื่นจริงๆ นะ! ฉันสาบานได้!"
เจิ้งเผิงถูกคว้าข้อมือไว้ เขาสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากฝ่ามือของเถียนเหลย และความลนลานที่ปิดไม่มิด เขาเงยหน้ามองเถียนเหลยที่ทำหน้าตาประมาณว่า "เชื่อฉันเถอะนะๆ" ก้อนน้ำแข็งในใจก็ค่อยๆ ละลายออกทีละน้อย
แต่ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเรียบ ตอบกลับเพียงสั้นๆ: "อ้อ"
"อ้ออะไรเล่า!" เถียนเหลยร้อนใจ "คุณไม่เชื่อเหรอ? ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวฉันโทรหาจ้าวเหวินให้มันคุยกับคุณเดี๋ยวนี้เลย!"
"ไม่เป็นไรครับ" เจิ้งเผิงดึงมือออกแล้วหันไปกดกริ่ง "ผมเชื่อคุณ"
เขาพูดเหมือนไม่ใส่ใจ แต่สำหรับเถียนเหลยแล้ว มันเหมือนถูกป้อนน้ำผึ้งเข้าเต็มปาก หวานซึ้งไปถึงขั้วหัวใจ เขาเดินตามหลังเจิ้งเผิงต้อยๆ มุมปากกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่เหมือนหมาตัวโตที่เพิ่งได้รับรางวัล
ประตูเปิดออก แม่เถียนยืนยิ้มแย้มรออยู่: "มากันแล้วเหรอ? เข้ามาเร็ว อุ๊ย ลูกชายนี่หน้าบานเชียว ไปเก็บเงินได้ที่ไหนมาจ๊ะ?"
เถียนเหลยยิ้มแหะๆ "มีความสุขยิ่งกว่าเก็บเงินได้อีกครับ"
เจิ้งเผิง: "..."
เขาเบือนหน้าหนี รู้สึกร้อนที่ใบหู เถียนเหลยไอ้ซื่อบื้อนี่ แสดงออกชัดเจนเกินไปไหม? จะมาดีใจอะไรขนาดนั้น?
น่าอายชะมัด
แม่เถียนเดินเข้าไปสั่งให้แม่บ้านเตรียมยกอาหารมาเสิร์ฟ ปล่อยให้ทั้งสองคนแอบกระซิบกระซาบกันอยู่ข้างหลัง
"ตอนนี้กลิ่นตัวฉัน คุณไม่ชอบเหรอ หือ?"
เจิ้งเผิงย่นจมูก พึมพำเสียงเบา: "ก็นิดหน่อยครับ กลิ่นนี้ไม่ค่อยเข้ากับสไตล์คุณเท่าไหร่"
เถียนเหลยเอียงคอถาม: "แล้วสไตล์ฉันต้องเป็นกลิ่นแบบไหนล่ะ?"
"กลิ่นหมาครับ" เจิ้งเผิงโพล่งออกมา
เถียนเหลย: "..."
พอพูดจบเจิ้งเผิงก็ชะงักไปเอง เขารู้ตัวว่ายังไม่สนิทกับเถียนเหลยถึงขั้นจะล้อเล่นกันขนาดนี้ เลยรีบแก้ตัว: "ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึง... แบบที่มีความคุกคาม... เข้าถึงยาก... ดูไม่เป็นมิตรกับคนแปลกหน้าน่ะครับ"
เถียนเหลยเลิกคิ้ว ยื่นหน้าเข้าไปใกล้: "งั้นตอนนี้เป็นกลิ่นแบบ 'คนคุ้นเคยเข้าใกล้ได้' แล้วใช่ไหมล่ะ?"
เจิ้งเผิงไม่ต่อปากต่อคำด้วย คนที่เคยเถียงชนะคนทั้งโลกอย่างเขา กลับทำได้แค่หันหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่าง แต่ปลายหูสีแดงก่ำนั่นกลับปิดไม่มิดเลยสักนิด
บทที่ 8
ฉันมีจังหวะเป็นของตัวเอง
ในมื้อค่ำวันนั้น มุมปากของเถียนเหลยไม่เคยตกลงเลยแม้แต่นิดเดียว
แสงไฟสะท้อนลงบนใบหน้าที่มักจะดูหงุดหงิดอยู่เป็นนิจ แต่ในยามนี้คิ้วและตาของเขากลับผ่อนคลาย แม้แต่เส้นผมทุกเส้นยังดูเหมือนจะตะโกนคำว่า “ฉันมีความสุข” ออกมา
เขาดูยุ่งวุ่นวายมาก เดี๋ยวก็คีบซี่โครงหมูให้เจิ้งเผิง เดี๋ยวก็คอยปรนนิบัติราวกับรับใช้บรรพบุรุษด้วยการแกะกั้งในจานอย่างละเอียดลออ จนเนื้อกั้งขาวอวบกองพูนอยู่ในชามเล็กของเจิ้งเผิงเกือบครึ่ง
“ฉันทำเองได้...” เจิ้งเผิงกดเสียงต่ำ แอบเตะเถียนเหลยเบาๆ ใต้โต๊ะ เป็นการส่งสัญญาณทางสายตาว่า ‘สำรวมหน่อยต่อหน้าพ่อแม่นาย อย่ามาทำตัวบ้าบอที่นี่!’ แต่เถียนเหลยที่โดนเตะนอกจากจะไม่หยุดแล้ว เขายังดันชามเนื้อกั้งที่แกะเสร็จแล้วไปตรงหน้าเจิ้งเผิงอีก พร้อมกับโน้มตัวเข้าไปกระซิบด้วยเสียงลมว่า “อยู่นิ่งๆ เถอะน่า ให้ฉันได้โชว์ฝีมือต่อหน้าพ่อแม่บ้าง ฉันมีจังหวะเป็นของตัวเอง”
เจิ้งเผิง: “...”
เอาเถอะ อยากมีจังหวะก็นำไป จังหวะของนายนี่เหมือนแขนกลไขลานที่คอยแต่จะกวาดอาหารลงชามฉันอย่างเดียวเลย เจิ้งเผิงละทิ้งการต่อต้าน ก้มหน้าก้มตาประคองชามกินกั้งไปเงียบๆ ‘นี่เขามีความสุขออกนอกหน้าเกินไปหรือเปล่า? ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ? แค่เพราะฉันถามเรื่องน้ำหอมประโยคเดียวเนี่ยนะ?มา
พ่อของเถียนเหลยเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นลูกชายตัวเองทำตัว “ไร้ค่า” ขนาดนั้นในใจก็ได้แต่ฮึดฮัด เขาแสร้งทำเป็นกระแอมไอ ปั้นหน้าขรึมแล้วเริ่ม “สั่งสอน” ลูกชาย: “โครงการทางตอนใต้ของเมืองน่ะ งบประมาณเฟสสองแกทำออกมาบุ่มบ่ามเกินไปหรือเปล่า? ตรงส่วนการประเมินความเสี่ยงฉันว่าแกยังดูไม่ละเอียดพอ แล้วยังมี...”
เถียนเหลยที่กำลังงัดข้อกับเปลือกกั้งจนเกือบจะบาดมือ พอได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลย “ครับ พ่อพูดถูก เดี๋ยวผมจะให้ฝ่ายโครงการไปทำรายละเอียดเพิ่ม แล้วรายงานประเมินความเสี่ยงจะวางบนโต๊ะพ่อพรุ่งนี้เช้าครับ” น้ำเสียงของเขาช่างปัดสอยราวกับกำลังพูดว่า “วันนี้อากาศดีนะ” มือก็ยังไม่หยุดขยับ จนเนื้อกั้งที่สมบูรณ์อีกชิ้นร่วงลงในชามของเจิ้งเผิงได้สำเร็จ
พ่อเถียน: “...”
เหมือนต่อยโดนกองนุ่น เขาจ้องมองลูกชายที่ตั้งอกตั้งใจแกะกั้ง แล้วเหลือบมองเนื้อกั้งที่กองพูนเป็นภูเขาขนาดย่อมในชามเจิ้งเผิง ความไม่พอใจในใจเขากลับเปลี่ยนทิศทางอย่างประหลาด เขาตวัดตะเกียบคีบกับข้าวชิ้นใหญ่ที่ภรรยาชอบที่สุดวางลงในชามของเธอเพื่ออวดว่าตนเองก็ไม่แพ้ใคร จากนั้นก็ทำตัวเง้างอดอย่างไม่ทราบอาเหตุ ตวัดข้อมือคีบเนื้อปลาให้ตัวเองชิ้นหนึ่ง แล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ โดยไม่จิ้มน้ำจิ้มเสียด้วยซ้ำ
แม่เถียนหลุดหัวเราะออกมาพลางแซวว่า “อุ๊ย ตาแก่ แก่จนป่านนี้ยังรู้จักเรียนรู้วิธีเอาใจคนจากลูกชายอีกเหรอ? ใจกว้างหน่อยสิ จะกลัวอะไรล่ะ”
พ่อเถียนหน้าแดงก่ำ แสร้งทำเป็นไอแล้วก้มหน้ากินปลาต่อ
บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างประหลาด แม่เถียนมองไปที่เจิ้งเผิงด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวลและเต็มไปด้วยความสงสัย “เผิงเผิง บอกแม่หน่อยสิ ลูกไปฝึกเจ้าลาหัวรั้นบ้านเรา... แค่ก ฝึกเถียนเหลยยังไงให้... อือ ให้รู้จักความเป็นคนและรู้จักดูแลคนอื่นขนาดนี้?” สายตาของเธอเหลือบมองไประหว่างเถียนเหลยกับเจิ้งเผิงอย่างมีเลศนัย
เจิ้งเผิงที่กำลังถูกเนื้อกั้งติดคอพอดีถึงกับสำลัก ‘ฝึก?’ คำนี้มันชวนให้คิดลึกเกินไปแล้ว ใบหน้าของเขาเริ่มร้อนผ่าว วางตะเกียบลงอย่างลนลาน มือทั้งสองข้างวางบนเข่าอย่างเรียบร้อย ความสามารถในการจิกกัดเถียนเหลยหายวับไปกับตา เหลือเพียงความจริงจังที่ดูซื่อๆ เท่านั้น
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาแม่เถียน น้ำเสียงไม่ดังนักแต่ชัดเจน “คุณน้าครับ ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ เป็นเพราะเถียนเหลยเขาเป็นคนดีและจิตใจดีอยู่แล้ว เขาดีกับผมมาก และในใจเขาก็คิดถึงที่บ้านอยู่เสมอครับ”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง นึกถึงมื้ออาหารคราวก่อน เมนูที่เถียนเหลยสั่ง และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจ “คราวก่อนที่เถียนเหลยพาผมไปร้านอาหารส่วนตัวทางตอนใต้ของเมือง นั่นคือร้านที่คุณลุงชอบ เขาเคยบอกผมว่า... จริงๆ แล้วเขาจดจำทุกอย่างไว้ในใจครับ”
สิ้นเสียงนั้น โต๊ะอาหารก็เงียบสงัดไปชั่วครู่
มือที่กำลังแกะกั้งของเถียนเหลยหยุดกึก เขาจำได้ว่าไม่เคยบอกเลยว่านั่นคือร้านโปรดของพ่อ เขาหันไปมองเจิ้งเผิงด้วยความตกตะลึง แทบจะสงสัยว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้อ่านใจคนได้หรือเปล่า ร้านนั้นคือร้านโปรดของพ่อเขาจริงๆ การที่เขาพาเจิ้งเผิงไปตอนนั้นก็แค่คิดอยากให้เจิ้งเผิงลองชิมของอร่อย ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง... แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจนัก แต่กลับถูกเจิ้งเผิงเปิดโปงออกมาอย่างเรียบง่ายแต่แม่นยำ
พ่อเถียนที่ตอนแรกในใจแอบบ่นว่าลูกชายโดน “ปีศาจจิ้งจอกหนุ่ม” ล่อลวง พอได้ยินคำว่า “ร้านอาหารทางตอนใต้ของเมือง” ไฟโทสะก็มอดดับลงทันที เขาฮึดฮัดเบาๆ ไม่พูดอะไรต่อ แต่ท่วงท่าการคีบกับข้าวดูเป็นธรรมชาติขึ้นมาก
หลังมื้ออาหาร แม่เถียนไปคัดลอกพระสูตรในห้องหนังสือตามปกติ และจงใจชวนเจิ้งเผิงไปเป็นเพื่อน
ในห้องหนังสือมีกลิ่นธูปจางๆ ลายมือของแม่เถียนสวยงามและเป็นระเบียบ เธอขยับพู่กันช้าๆ พลางเอ่ยกับเจิ้งเผิงเสียงเบา “เผิงเผิง แม่ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวเถียนเหลยมากนักหรอก เขาถูกพ่อกดดันมาตั้งแต่เด็ก นิสัยบางทีก็วู่วามไปบ้าง เกเรไปบ้าง แต่เนื้อแท้ไม่ใช่คนเลว แม่แค่อยากให้เขาสุขภาพดี มีความสุข และได้เจอคนที่เข้าใจกัน อยู่ด้วยกันอย่างสงบและมั่นคงก็พอแล้ว”
เธอเงยหน้าขึ้น มองเจิ้งเผิงด้วยสายตาอ่อนโยน “คนจิตใจดีมักจะเสียเปรียบง่าย และมักจะยึดติดกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แม่ดูออกว่าลูกเป็นเด็กที่ละเอียดอ่อนและพึ่งพาได้ แม่ชอบลูกนะ เถียนเหลยเขา... ตั้งแต่อยู่กับลูก ดูเหมือนเขาจะผ่อนคลายขึ้นเยอะเลย” เธอระบายยิ้มพร้อมกับแววตาที่เว้าวอน “ต่อจากนี้พวกลูกต้องอยู่ด้วยกันดีๆ นะ ถ้าเถียนเหลยมันเกเร ลูกบอกแม่ได้เลย แม่จะจัดการมันเอง”
เจิ้งเผิงก้มหน้ามองพื้นห้องที่สะอาดสะอ้าน แต่ในใจกลับเหมือนถังเครื่องปรุงคว่ำ มีทุกรสชาติปนเปกันไปหมด ‘เด็กที่พึ่งพาได้?’ ‘คนที่เข้าใจกัน?’ ‘อยู่ด้วยกันดีๆ?’ คำพูดเหล่านี้เหมือนขนนกอันอบอุ่นที่ปัดผ่านหัวใจ แต่มันกลับนำมาซึ่งความเจ็บแปลบ เขาไม่คู่ควรกับความคาดหวังเช่นนี้เลย เขาเป็นแค่คนที่รับเงินมาทำงาน แถมยังหูพิการซ้อน เขาลักลอบเข้ามาใน “บ้านตัวอย่าง” ที่เต็มไปด้วยความรักแห่งนี้ ที่นี่คนทะเลาะกันยังมีทางออกให้เดินลง ผิดใจกันก็ยังมีขนมหวานปลอบใจ แต่ในบทชีวิตของเขา แม้แต่ความขัดแย้งเล็กๆ ก็อาจนำไปสู่หายนะที่กู้คืนไม่ได้
เขาชินกับการใช้ชีวิตแบบที่ต้องดูแลตัวเองมาตลอด เพิ่งจะรู้วันนี้เองว่าความรู้สึกที่มีครอบครัวคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังมันเป็นแบบนี้นี่เอง
เขาไม่กล้าสบตาแม่เถียน ได้แต่ขานรับเสียงเบา “ครับคุณน้า ผมจะทำครับ” น้ำเสียงของเขาแห้งผาก
แม่เถียนดูเหมือนจะรับรู้ถึงความเกร็งของเขา เธอวางพู่กันลง ตบหลังมือเขาเบาๆ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม “คนสองคนอยู่ด้วยกัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา มีอะไรต้องพูดกันให้เข้าใจ การสื่อสารกันสำคัญกว่าสิ่งไหน อย่าไปกลัวการทะเลาะ อย่าไปกลัวความขัดแย้ง คนที่แคร์กันจริงๆ ทะเลาะกันยังไงก็ไม่เลิกกันหรอก”
เจิ้งเผิงฟังแล้วรู้สึกเหมือนฟังทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้ ได้แต่พยักหน้า ‘ทะเลาะ? ขัดแย้ง?’ ในมุมมองของแม่เถียน สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเพียงเครื่องเทศที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ร้อนแรงขึ้น แต่สำหรับเขา มันคือหายนะที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ถึงที่สุด เขาเหมือนเด็กประถมที่หลงเข้าไปในห้องเรียนคณิตศาสตร์ชั้นสูง มองดูสูตรเต็มกระดานดำแล้วได้แต่พยักหน้า “อืมๆ” ตามไปอย่างงงๆ
ในคืนนั้น ทั้งสองคนนอนในห้องนอนสมัยวัยรุ่นของเถียนเหลย ห้องนี้กว้างขวางมาก การตกแต่งยังแฝงร่องรอยความขบถในช่วงวัยรุ่น บนผนังมีโปสเตอร์นักฟุตบอลที่สีซีดจาง บนชั้นหนังสืออัดแน่นไปด้วยโมเดลที่ตกรุ่นและตำราเรียนเก่าๆ
เตียงก็กว้างและนุ่มสบาย หลังจากเจิ้งเผิงล้างหน้าแปรงฟันเสร็จและมุดตัวลงใต้ผ้าห่มด้วยชุดนอนชุดใหม่ที่แม่เถียนให้แม่บ้านเตรียมไว้ให้ เถียนเหลยก็กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนหัวเตียงแล้ว ในมือถือแท็บเล็ตตรวจรายงานการเงินของบริษัท คิ้วขมวดเล็กน้อย ใบหน้าด้านข้างดูคมเข้มภายใต้แสงไฟโคมเตียง
ทันทีที่เจิ้งเผิงล้มตัวลงนอน เถียนเหลยก็วาดแขนโอบเขาเข้ามากอดอย่างเป็นธรรมชาติ ท่วงท่าชำนาญราวกับทำมานับพันครั้ง มือหนึ่งยังคงปัดหน้าจอแท็บเล็ต ส่วนอีกมือวางพาดลงบนตัวเจิ้งเผิงอย่างสบายอารมณ์ ฝ่ามือนั้นอุ่นซ่าน
“อื้อ...” เจิ้งเผิงสูดหายใจเบาๆ ร่างกายเกร็งขึ้นเล็กน้อย ฝ่ามือของเถียนเหลยพอดีกดลงบนส่วนที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยที่ท่อนล่างของเขา แม้จะมีชุดนอนบางๆ กั้นอยู่ แต่จุดนั้นไวต่อสัมผัสอยู่แล้วจากการกระทำต่างๆ ในช่วงกลางวัน เมื่อโดนกดลงเบาๆ มันจึงส่งความรู้สึกเจ็บแปลบปนกับความอับอายที่ยากจะบรรยายออกมา
เถียนเหลยสังเกตเห็นทันที เขานึกว่าตัวเองบังเอิญไปกดโดนจุดที่ทำให้เจิ้งเผิงเจ็บ จึงตั้งใจจะช่วยนวดให้ ฝ่ามือจึงขยับวนเบาๆ
แต่เจิ้งเผิงกลับสะดุ้งราวกับโดนของร้อน เขารีบคว้าข้อมือเถียนเหลยไว้ ใบหน้าแดงซ่าน กระซิบดุเสียงเบา “นาย... อย่ามาทำรุ่มร่ามนักนะ! นี่มันบ้านพ่อแม่นายนะ! ถ้าใครรู้เข้าจะว่ายังไง!” สมองของเขาเตือนภัยทันที นึกว่าเถียนเหลยเกิดอาการหื่นขึ้นหน้ากะทันหันจะมาทำเรื่องอย่างว่าในคฤหาสน์ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าเก็บเสียงดีแค่ไหนแห่งนี้
เถียนเหลยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์ เมื่อเห็นเจิ้งเผิงทั้งอายทั้งรีบร้อนจนขนตาพั่นกันยุ่ง ความคิดอยากแกล้งที่ร้ายกาจก็ผุดขึ้นมา เขาจงใจยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูที่แดงก่ำของเจิ้งเผิง พ่นลมหายใจร้อนๆ ใส่แล้วกระซิบด้วยเสียงลมที่ชวนสยิวว่า “ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ? บ้านฉันเก็บเสียงดีจะตาย... ขอแค่ลูกอย่าร้องเสียงหลงเหมือนทุกทีก็พอ อือ? อย่าร้องไห้จนดูร่าน หรือครางจนดูอ่อนระทวยขนาดนั้น...”
“นายพูดบ้าอะไรน่ะ! ฉันไปทำแบบนั้นตอนไหน... นั่นมันเพราะนายบังคับฉันทั้งนั้น!” เจิ้งเผิงทั้งโกรธทั้งอาย หูแดงก่ำจนแทบจะมีเลือดหยด อยากจะกัดเขาสักทีที่พูดเหมือนเขาเป็นคนร่านรักขนาดนั้นเพียงไม่กี่คำ!
เถียนเหลยขำพรืดกับท่าทางฟึดฟัดนั้น หน้าอกของเขาสั่นไหวพร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ เขาโยนแท็บเล็ตทิ้ง เอื้อมมือไปบีบแก้มที่นุ่มมือของเจิ้งเผิง นิ้วหัวแม่มือปัดผ่านผิวที่ร้อนผ่าว “ล้อเล่นน่า” เขาปิดโคมไฟ ในความมืดที่คืบคลานเข้ามา เขาโอบกอดเจิ้งเผิงแน่นขึ้น คางถูไถไปบนเรือนผมที่นุ่มนิ่ม “ไม่แกล้งแล้ว นอนเถอะ”
คนในอ้อมกอดเริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อย แต่หัวใจของเถียนเหลยเองกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ สงบลงไม่ได้เลย คำพูดของเสี่ยวโจวดังก้องอยู่ในหู: ‘บอสครับ ถ้าไม่ยอมเปิดอกพูดให้ชัดเจน ไม่ให้ฐานะเขาให้มั่นคง ในใจเขาก็จะไม่มีทางมั่นใจหรอกครับ เขาจะคิดว่าบอสแค่เล่นๆ กับเขาไปตลอด...’
ใช่... เขาควรจะสารภาพรัก ควรจะพูดให้ชัดเจนอย่างเป็นทางการ แต่จะพูดที่นี่เหรอ? นอนอยู่บนเตียง? ใส่ชุดนอน? แถมเพิ่งแกล้งเขาไปเนี่ยนะ? มันดูไม่เป็นทางการและไม่ให้เกียรติเอาเสียเลย ในหัวเถียนเหลยปั่นป่วนไปหมด ทั้งดอกไม้ แหวน ดินเนอร์ใต้แสงเทียน... อย่างน้อยก็น่าจะมีบรรยากาศที่ดูดีกว่านี้หน่อยไหม? ขืนพูดออกไปดื้อๆ แบบนี้ เจิ้งเผิงจะคิดว่าเขาทำลวกๆ และไม่ให้ความสำคัญหรือเปล่า?
เขารู้สึกได้ว่าเจิ้งเผิงในอ้อมกอดแม้จะนิ่งสนิท แต่จังหวะการหายใจไม่สม่ำเสมอ แสดงว่ายังไม่หลับเช่นกัน
เถียนเหลยเลียริมฝีปากที่แห้งผาก พยายามหาเรื่องคุยเพื่อสลายความฟุ้งซ่านและความลังเลในใจ “เฮ้ เมื่อกี้ลูกรู้ได้ไงว่าพ่อฉันชอบร้านนั้น?”
ในความมืด เจิ้งเผิงเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความง่วงงุนที่เพิ่งก่อตัว “ก็นายเคยพาฉันไปกินนี่นา วันนี้ปลาจานนั้นเราแทบไม่ได้แตะเลย คำแรกคุณลุงเป็นคนคีบ หลังจากนั้นเขาก็คีบอีกหลายครั้ง นายเองก็น่าจะรู้ว่าเขาชอบ ถึงได้พาฉันไปร้านนั้น แต่ปลาจานนั้นวางอยู่ใกล้ตัวนายมาก แต่นายไม่แตะเลยตลอดทั้งคืน มัวแต่...” เขาเว้นจังหวะ เหมือนจะเขินอายนิดๆ “มัวแต่แกะกั้งให้ฉัน ฉันคิดว่านายอาจจะตั้งใจเหลือไว้ให้คุณลุงกินมั้ง ฉันเลยพูดออกไปแบบนั้น”
เถียนเหลยอึ้งไป การที่เขาพาเจิ้งเผิงไปร้านนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรู้สึกใต้สำนึกที่อยาก “แบ่งปันของที่ตัวเองคิดว่าดี” และ “ตาแก่นั่นชอบกินเพราะงั้นรสชาติไม่แย่แน่” ปนเปกันอยู่ แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้วิเคราะห์มันอย่างชัดเจนขนาดนั้น ทว่าเจิ้งเผิงกลับเหมือนเครื่องสแกนที่แม่นยำที่สุด คอยดักจับและวิเคราะห์ทุกการกระทำที่แม้แต่เขาเองยังไม่ใส่ใจ รวมถึงทุกความเคลื่อนไหวเล็กน้อยบนโต๊ะอาหาร แล้วสรุปออกมาเป็นผลลัพธ์ที่กินใจที่สุด
กระแสความอบอุ่นปนกับความหวั่นไหวที่ยากจะอธิบายหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ เถียนเหลยกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น คลำหาใบหูของเจิ้งเผิงในความมืดจนเจอแล้วจูบเบาๆ ลงบนใบหูเล็กๆ นั้น พลางพึมพำเสียงต่ำ “ทำไมลูกถึงฉลาดขนาดนี้นะ... เด็กดีของฉัน”
จูบของเขาเต็มไปด้วยความร้อนแรง ลมหายใจเป่ารดข้างหูจนเจิ้งเผิงสั่นสะท้านเล็กน้อย ทั้งสองคนแนบชิดกันจนปฏิกิริยาทางร่างกายแทบจะปิดบังไว้ไม่ได้ อุณหภูมิในอากาศค่อยๆ สูงขึ้น ความเงียบที่แฝงไปด้วยความใคร่แผ่ซ่านในความมืด อากาศบางๆ ระหว่างคนสองคนดูเหมือนจะถูกจุดไฟขึ้นมา
เจิ้งเผิงยังไม่ทันได้ตอบโต้อะไร เถียนเหลยก็เชยคางของเขาขึ้นและจูบลงมาอย่างเร่งร้อน นี่ไม่ใช่แค่การจูบเบาๆ แบบแมลงปอแตะผิวน้ำอีกต่อไป แต่มันคือจูบที่ร้อนแรงและเต็มไปด้วยความปรารถนาในการครอบครองที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ลิ้นของเถียนเหลยแทรกซึมผ่านไรฟันเข้าไป กวาดไปทั่วทุกอณูในโพรงปากอย่างเผด็จการ ดูดกลืนทุกลมหายใจและเสียงสะอื้นของอีกฝ่ายอย่างละโมบ เจิ้งเผิงโดนจูบจนตั้งตัวไม่ติด สมองขาวโพลน ได้แต่ยอมรับสัมผัสจากอีกฝ่ายอย่างจำนน ลิ้นที่ร้อนแรงของเถียนเหลยพัวพันจนลมหายใจเขาถูกปล้นชิงไปจนสิ้น อากาศในปอดแทบจะเหือดแห้ง หยาดใสไหลซึมจากมุมปากก่อนจะถูกหัวแม่มือที่หยาบกร้านของเถียนเหลยปาดออกไป
ชั้นเชิงการจูบของเถียนเหลยนั้นยอดเยี่ยม บางจังหวะก็รุกเร้าล้ำลึก บางจังหวะก็ค่อยๆ เลียละเลียด ปรนเปรอจนเจิ้งเผิงตัวอ่อนปวกเปียก สติเริ่มเลอะเลือน ทำได้เพียงส่งเสียงครางในลำคอที่ขาดตอนออกมา มือของเขาคว้าขยำเนื้อผ้าชุดนอนที่แผ่นหลังของเถียนเหลยไว้แน่นขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งทั้งคู่เริ่มหอบหายใจอย่างหนักจนแทบขาดใจ เถียนเหลยถึงยอมผละออกมาเล็กน้อย หน้าผากชนกับหน้าผากของเจิ้งเผิง ลมหายใจที่ร้อนระอุเป่ารดริมฝีปากที่เปียกชื้นของเขา ในความมืด ดวงตาของเขาเป็นประกายจ้าจนน่ากลัว ราวกับมีเปลวไฟสลัวลุกโชนอยู่ภายใน
“เด็กดี...” เสียงของเถียนเหลยพร่ามัวอย่างถึงที่สุด เต็มไปด้วยตัณหาที่ไม่อาจคลายลงได้ มือข้างหนึ่งของเขาล้วงเข้าไปในกางเกงชุดนอนที่หลวมโคร่งของเจิ้งเผิง กุมส่วนกลางกายที่แข็งขืนไปกว่าครึ่งไว้ได้อย่างแม่นยำ ในขณะเดียวกัน เขาก็จับมือที่สั่นเทาของเจิ้งเผิงให้มาวางทาบลงบนส่วนที่พองขยายและตื่นตัวเต็มที่ของเขาเอง
“อื้อ...” ทั้งสองคนครางต่ำออกมาเกือบจะพร้อมกัน
ฝ่ามือของเถียนเหลยทั้งกว้างและร้อน นิ้วมือที่สากเล็กน้อยลูบไล้ไปตามเส้นเลือดทุกเส้นบนท่อนเนื้อของเจิ้งเผิง ตั้งแต่โคนจนถึงส่วนปลาย เขาบีบนวดร่องส่วนหัวที่ไวต่อสัมผัสด้วยน้ำหนักที่พอดี หัวแม่มือจงใจกดคลึงไปบนรูเปิดที่เริ่มมีน้ำปริ่มออกมา เจิ้งเผิงมีความเขินอายในส่วนนั้นที่เกิดจากความผิดปกติทางการพัฒนาอยู่บ้าง แต่เมื่ออยู่ในมือของเถียนเหลย จุดนั้นกลับไวต่อความรู้สึกอย่างยิ่ง ทุกการเสียดสีและโอบรัดนำมาซึ่งความเสียวซ่านที่แทบขาดใจ
“อา... ฮ่า... เถียน... เถียนเหลย...” เจิ้งเผิงควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาแหงนคอขึ้น อยากจะหวีดร้องออกมาแต่กลับเม้มริมฝีปากล่างไว้แน่น กดทุกเสียงอุทานไว้ในลำคอจนกลายเป็นเสียงหอบสั่นเครือ เขาไม่กล้าส่งเสียงดังเกินไป แม้เถียนเหลยจะบอกว่าห้องเก็บเสียงดี แต่เพราะนี่คือบ้านของผู้ใหญ่ ความรู้สึกต้องห้ามในใจทำให้ความเสียวซ่านนั้นแหลมคมและยากจะต้านทานยิ่งขึ้น
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาพยายามหนีบขาเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ แต่กลับถูกเถียนเหลยแยกออกอย่างเอาแต่ใจ นิ้วมือของเถียนเหลยไม่ได้ดูแลแค่ด้านหน้าเท่านั้น แต่ยังซุกซนล่วงล้ำไปยังช่องทางด้านหลัง จุดนั้นชุ่มชื้นและอ่อนนุ่มจากการจูบและการเล้าโลมไปก่อนหน้านี้แล้ว นิ้วของเถียนเหลยที่เปื้อนน้ำหล่อลื่นแทรกซึมเข้าไปได้อย่างง่ายดาย เขากดคลึงและคว้านไปตามรอยพับที่ร้อนชื้นภายใน เพื่อตามหาจุดอ่อนไหวที่จะทำให้คนในอ้อมกอดพังทลายลงได้อย่างสิ้นเชิง
“อื้ออ... อย่า... อย่าโดนตรงนั้น... อ๊า!” เจิ้งเผิงดีดตัวขึ้นทันทีราวกับโดนกระแสไฟฟ้าช็อต ความรู้สึกซ่านสยิวที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังมันรุนแรงเกินไป เขาแทบจะขดตัวเข้าหากันแต่กลับถูกเถียนเหลยตรึงไว้แน่น
“ทำไมจะแตะไม่ได้ล่ะ?” เถียนเหลยกระซิบหัวเราะข้างหู ลมหายใจร้อนผ่าว แต่นิ้วมือกลับร้ายกาจขึ้นด้วยการบดขยี้ลงบนจุดนั้น “ตรงนี้... มันแฉะไปหมดแล้ว กำลังรอฉันอยู่ใช่ไหม เผิงเผิง?”
หัวแม่มือของเขาเพิ่มแรงเสียดสีที่ส่วนหัวของเจิ้งเผิงในเวลาเดียวกัน
เจิ้งเผิงรู้สึกเหมือนหน้ามืดไปชั่วขณะ ความเสียวซ่านกระแทกทำลายกำแพงแห่งเหตุผลเป็นระลอกๆ เสียงหอบหายใจของเขาขาดรุ่งริ่ง ปนไปด้วยเสียงสะอื้นที่กลั้นไม่อยู่
“น่ารักจัง...” เถียนเหลยจ้องมองภาพอีกฝ่ายที่กำลังลุ่มหลงอยู่ในเงื้อมมือตนเองด้วยความหลงใหล เขาพรมจูบไปทั่วตั้งแต่นหน้าผากที่ชื้นเหงื่อ เปลือกตาที่ปิดสนิท ขนตาที่สั่นไหว และริมฝีปากที่ถูกกัดจนเป็นรอยฟัน “ทำไมเด็กดีของฉันถึงเซ็กซี่ขนาดนี้... สั่นไปทั้งตัวเลย... ตรงนี้ก็ตอดนิ้วฉันแน่นเชียว...” เขาพ่นคำพูดลามกใส่ข้างหูที่เพิ่งจะได้ยินเสียงได้ไม่นาน พร้อมกับเร่งจังหวะการชักนำที่มือ และเพิ่มความถี่ในการคว้านของนิ้วไปพร้อมๆ กัน
“จะ... จะเสร็จแล้ว... ไม่ไหว...” เจิ้งเผิงรู้สึกถึงความปวดมวนที่ท้องน้อยจนตึงเขม็ง จุดสูงสุดอยู่ใกล้แค่เอื้อม เขาพยายามส่ายหน้าไปมา อยากจะหนีจากความเสียวซ่านที่ท่วมท้นนี้แต่กลับถูกเถียนเหลยโอบกอดไว้แน่นกว่าเดิม
“ไปพร้อมกันนะเด็กดี เราไปพร้อมกัน” เสียงของเถียนเหลยก็สั่นเครือเช่นกัน จังหวะของเขาเริ่มดุดันและรวดเร็วขึ้น นิ้วมือกดเน้นย้ำลงบนจุดยุทธศาสตร์ภายในช่องทางของเจิ้งเผิงอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ฝ่ามือก็ขยับรูดรั้งแก่นกายของทั้งคู่ที่แนบชิดกันอยู่อย่างรุนแรง
ในวินาทีที่เกือบจะระเบิดออกมา เถียนเหลยโน้มตัวลงจูบปิดเสียงหวีดร้องของเจิ้งเผิงที่กำลังจะหลุดออกมา กลืนทุกเสียงครวญครางและเสียงสะอื้นที่แตกพร่าลงไปในลำคอของตนเอง
ร่างกายของเจิ้งเผิงกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ส่วนปลายที่บวมเป่งปลดปล่อยหยาดสีขาวขุ่นที่ร้อนระอุออกมาจนเต็มฝ่ามือของเถียนเหลย ภายในช่องทางก็บีบรัดนิ้วมือที่ซุกซนของเถียนเหลยเป็นจังหวะ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เถียนเหลยก็ครางฮึมในลำคอ น้ำรักสีขาวขุ่นพุ่งกระจายอาบหน้าท้องและมือที่กุมกันไว้ของทั้งคู่จนเหนียวเหนอะหนะไปหมด
ท่ามกลางอาฟเตอร์โกลหลังจุดสูงสุด ในห้องเหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ ของคนสองคน บรรยากาศแห่งความใคร่จางหายไปแทนที่ด้วยความรู้สึกใกล้ชิดและอบอุ่น หลังจากเถียนเหลยทำความสะอาดร่างกายให้ทั้งคู่แล้ว มือของเขายังคงลูบไล้แผ่นหลังที่สั่นเทาของเจิ้งเผิงอย่างอาลัยอาวรณ์ ริมฝีปากประทับจูบลงบนขมับที่เปียกชื้น
“นาย... เมื่อกี้แค่อยากพูดเรื่องนี้กับฉันเหรอ?” หลังจากเวลาผ่านไปพักใหญ่ เมื่อทั้งคู่เริ่มสงบลงจากการร่วมรัก เจิ้งเผิงก็เอ่ยถามขึ้น
หัวใจของเถียนเหลยกระตุกวูบ เหมือนโดนมือที่มองไม่เห็นบีบไว้แน่น ‘มาแล้ว! นี่แหละโอกาสทองที่จะสารภาพรัก!’
เขาก้มหน้าลง มองเห็นเพียงเค้าโครงร่างลางๆ ของคนในอ้อมกอด จมูกได้กลิ่นยาสระผมกลิ่นเดียวกับที่ตัวเองใช้ บนเตียงที่เขานอนมานานกว่ายี่สิบปี ในชุดนอนที่ดูไม่โรแมนติกเอาเสียเลย
มันดูพื้นๆ เกินไป ไม่คู่ควรกับเจิ้งเผิง และไม่คู่ควรกับหัวใจที่เต้นรัวของเขาในตอนนี้เลย
คำพูดที่พรั่งพรูมาถึงริมฝีปากถูกกลืนกลับลงไป กลายเป็นเสียงสูดลมหายใจสั้นๆ และความปัดสอยที่แห้งผากในท้ายที่สุด: “...เปล่า”
ในความมืด เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายของเจิ้งเผิงเกร็งขึ้นครู่หนึ่งจนแทบสังเกตไม่ได้
จากนั้น เขาได้ยินเจิ้งเผิงเอ่ยออกมาเบามาก... เบาราวกับเสียงถอนหายใจ: “อ้อ งั้นก็นอนเถอะ”
วินาทีต่อมา คนที่เคยอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดอย่างว่าง่ายกลับค่อยๆ ดึงมือที่โอบรอบเอวเขาออกอย่างเด็ดขาด แล้วหดตัวหันหลังกลับไป กอดอกตัวเองไว้ที่หน้าอก หลังค่อมลงเล็กน้อย เป็นท่าทางของการปกป้องตัวเองและเว้นระยะห่าง
ท่าทางนั้น... มันคุ้นตาจนเถียนเหลยรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ
มันเหมือนกับคืนแรกที่พวกเขานอนร่วมเตียงกัน... ไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิดเดียว
บทที่ 9
บอกรักก่อนรุ่งสางจะมาถึง
เถียนเหลยมัวแต่วุ่นอยู่กับงานที่พ่อมอบหมาย จนไม่ได้เจอหน้าเจิ้งเผิงมานานกว่าหนึ่งเดือน โปรเจกต์ก่อนหน้านี้ทำออกมาได้ดี แต่โปรเจกต์ใหม่กลับเขี้ยวลากดิน เพราะคู่แข่งไม่ใช่คนที่ควรไปแหย่ด้วยเลยสักนิด
ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เขาส่งข้อความหาเจิ้งเผิงทุกวันไม่เคยขาด เช้าถามว่าอรุณสวัสดิ์ กลางวันถามว่ากินอะไรหรือยัง ตอนเย็นก็ถามเรื่องการฝึกซ้อมการได้ยิน
แม้คำตอบส่วนใหญ่จะเป็นแค่ "อืม" "ก็ดี" "กินแล้ว" เป็นการตอบแบบถามคำตอบคำที่ดูจืดชืด แต่เถียนเหลยกลับจ้องหน้าจอแล้วยิ้มซื่อบื้อ เขารู้สึกว่านี่คือความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่แล้ว
การฝึกทำกายภาพบำบัดของเจิ้งเผิงต้องทำทุกวัน จึงไม่เหมาะที่จะไปฝึกทหารหรือเข้าเรียนวิชาคณะ เถียนเหลยเลยถือวิสาสะเดินเรื่องพักการเรียนให้เขาหนึ่งปี
ในที่สุดเมื่อจัดการงานในมือเสร็จและส่งมอบงานเรียบร้อย สิ่งแรกที่เถียนเหลยทำคือไปหาเสี่ยวโจวและจ้าวเหวิน ทั้งสามคนเปิด "ประชุมวางแผนรบ" กันที่บูธในบาร์เจ้าประจำ
"บอสเถียนครับ วิธีจีบคนของเฮียนี่มันเด็กประถมชัดๆ" เสี่ยวโจวพูดด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด "ไม่ตอบไลน์ตั้งครึ่งเดือน พอได้เจอกันกินข้าวกันมื้อเดียว กลับเริ่มส่งข้อความเช้าเย็นเหมือนเช็กชื่อ มันคืออะไรครับเนี่ย?"
จ้าวเหวินพยักหน้าหงึกๆ "จริงพี่เถียน พี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนพวก 'วันเล่นวันเลิก' อย่างกับพวกเพลย์บอยแน่ะ!"
เถียนเหลยขยี้ผมอย่างหงุดหงิด "แล้วจะให้ฉันทำยังไง? จะให้ดุ่มๆ เข้าไปบอกว่า 'เจิ้งเผิง เรามาคบกันเถอะ' งั้นเหรอ? แบบนั้นมันคนบ้าชัดๆ!"
"แน่นอนว่าไม่ได้!" เสี่ยวโจวตบหน้าขาฉาด "มันต้องโรแมนติก ต้องมีพิธีรีตอง!"
ทั้งสามคนสุมหัวกันทบทวนเรื่องโง่ๆ ที่เถียนเหลยทำลงไปในช่วงนี้: ไม่ตอบข้อความ ไม่ไปเฝ้าตอนซ้อมกายภาพ นอกจากจ่ายเงินให้แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังไม่ไว้หน้าเจิ้งเผิงไปทำรุ่มร่ามในบ้านพ่อแม่เขาอีก…
"เฮียนี่มันเดรัจฉานจริงๆ..." จ้าวเหวินด่าพึมพำ เถียนเหลยตวัดสายตาคมกริบมองมา จนจ้าวเหวินต้องรีบเปลี่ยนคำ "แต่ก็นะ... ลูกวัวไม่กลัวเสือ แต่วิธีจีบสาวของเฮียนี่มันรันทดเหลือเกิน"
"ไสหัวไป อย่ามาสำบัดสำนวนแถวนี้" เถียนเหลยยกเท้าถีบ
"ก็ไม่แปลกที่เขาไม่สนใจเฮีย" เสี่ยวโจวสรุป "พูดกันตามตรง ความรู้สึกปลอดภัยเป็นศูนย์ครับบอส"
หัวใจเถียนเหลยหล่นวูบ "แล้วต้องทำไง?"
"ก็จีบสิ!" จ้าวเหวินเริ่มคึก "ตามติดเป็นเงาตามตัวให้เขารู้ว่าในใจเฮียมีเขา หลังจากนั้นค่อยหาทางสารภาพรัก รับรองสำเร็จ! เดี๋ยวพวกผมช่วยวางแผนเอง..."
ตลอดหนึ่งเดือนต่อมา ชีวิตของเจิ้งเผิงเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบ
ทุกเก้าโมงเช้า เถียนเหลยจะขับรถมาส่งเขาที่ศูนย์กายภาพบำบัดตรงเวลา ระหว่างการฝึกสองชั่วโมง เถียนเหลยจะนั่งรออยู่ข้างนอก บางครั้งก็นั่งเคลียร์งานบริษัท บางครั้งก็นั่งเหม่อเฉยๆ นานๆ ทีเจิ้งเผิงจะออกมาพักดื่มน้ำ เถียนเหลยจะรีบส่งน้ำอุ่นที่อุณหภูมิกำลังดีให้ทันที ช่วงแรกเจิ้งเผิงอึดอัดจนต้องแอบถามนักกายภาพว่า "เขาทำแบบนี้... ไม่รบกวนการทำงานของพวกคุณใช่ไหมครับ?"
นักกายภาพยิ้มตอบ "ไม่รบกวนค่ะ คุณเถียนเขาสงบเสงี่ยมมาก"
สงบน่ะใช่ แต่ตัวตนเขามันเด่นชัดเกินไป ดวงตาคู่นั้นมักจะมองตามเจิ้งเผิงตลอดเวลา พอเจิ้งเผิงหันไปมองเมื่อไหร่ ก็จะชนเข้ากับสายตาที่จดจ่อของเถียนเหลยทุกครั้ง
พอนานเข้า เจิ้งเผิงกลับเริ่มชินเสียอย่างนั้น กระทั่งมีวันหนึ่งที่เถียนเหลยติดธุระด่วนที่บริษัทจนมาไม่ได้ เจิ้งเผิงมองไปที่ม้านั่งที่ว่างเปล่า ในใจกลับรู้สึกโหว่งอย่างบอกไม่ถูก
ตอนกลางวันทั้งคู่กินข้าวด้วยกัน เถียนเหลยเริ่มจดบันทึกรสชาติที่เจิ้งเผิงชอบลงในโน้ต: ไม่กินผักชี แพ้มะม่วง ปลาต้องเลือกก้างออกให้หมด... จดไปกว่าสามร้อยคำ และยังเพิ่มข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปทุกวัน
ช่วงบ่ายถ้าเจิ้งเผิงไม่เหนื่อย เถียนเหลยก็จะพาเขาไปเที่ยวเล่นตามที่ต่างๆ พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ร้านหนังสือเปิดใหม่... คนอย่างเถียนเหลยที่เมื่อก่อนคลุกอยู่แต่ในบาร์ในคลับ กลับยอมอดทนพาเจิ้งเผิงไปเช็กอินตามสถานที่ชิคๆ ของพวกวัยรุ่นสายอาร์ตจนทั่วเมือง
"จริงๆ นายไม่ต้องมาเฝ้าฉันทุกวันก็ได้นะ" วันหนึ่งขณะเดินออกจากโรงภาพยนตร์ เจิ้งเผิงพูดขึ้นเบาๆ
เถียนเหลยที่กำลังจัดผ้าพันคอที่ถูกลมพัดจนยุ่งให้เขาถึงกับชะงัก "ฉันอยากมา"
เจิ้งเผิงเงยหน้ามองเขา แสงแดดฤดูใบไม้ร่วงส่องผ่านใบไม้สีเหลืองเขียวลงมา กระทบใบหน้าของเถียนเหลยเป็นเงาตะคุ่มๆ แม้จะยังเป็นใบหน้าที่ดูดุอยู่บ้าง แต่แววตากลับอ่อนโยนลงมาก
"จริงๆ ฉันก็ไม่ได้ชอบไปที่พวกนั้นหรอก บางที่มันดูขี้เก๊กจนฉันดูไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ" เจิ้งเผิงก้มหน้าบ่นพึมพำ แต่พอกลับแอบยกยิ้มที่มุมปาก
เถียนเหลยเห็นเข้าพอดี ในใจเหมือนถูกขนนกสะกิดจนคันยิบๆ "ได้ งั้นคราวหลังเราก็ไม่ไปที่แบบนั้นแล้ว ตามใจนายเลย เราไปที่อื่นกัน"
ความสัมพันธ์เริ่มอุ่นเครื่องขึ้น แต่ก็ยังเหมือนมีกำแพงบางอย่างกั้นอยู่ เวลานอนหลับลึก เจิ้งเผิงยังคงนอนหันหลังให้เขาโดยสัญชาตญาณ แม้จะไม่ขดตัวเป็นก้อนแล้ว แต่ก็ไม่เคยเป็นฝ่ายซุกเข้าหาอ้อมกอดเขาก่อนเลย
เถียนเหลยทำตัวไม่ถูก แต่เสี่ยวโจวบอกไว้ว่า "ไฟยังไม่แรงพอ รีบร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์" แต่เขานี่แหละที่แทบจะทนไม่ไหว
เถียนเหลยจึงอดทนรอต่อไป และคอยอยู่เคียงข้างเจิ้งเผิงอีกครึ่งเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งนักกายภาพยิ้มแล้วบอกว่า "คุณเจิ้งฟื้นตัวได้ดีมากครับ การได้ยินที่หูซ้ายเกือบจะกลับมาเป็นปกติแล้ว"
เถียนเหลยดีใจยิ่งกว่าเจิ้งเผิงเสียอีก เขาเกือบจะบริจาคเงินให้ศูนย์กายภาพเดี๋ยวนั้นจนเจิ้งเผิงต้องดึงแขนไว้
"พอได้แล้วน่า" เจิ้งเผิงดึงชายเสื้อเขา "มีเงินเหลือใช้รึไง?"
เถียนเหลยหัวเราะร่า "ก็มันดีใจนี่นา"
"ดูทำเข้า" เจิ้งเผิงยิ้มจนตาหยี ปากก็บ่นเบาๆ แต่หัวใจกลับเต้นแรง มือแอบไปกุมมือเถียนเหลยไว้โดยไม่ตั้งใจ นิ้วมือสอดประสานกัน
เถียนเหลยใจพองโต รู้สึกว่าถึงเวลาเริ่มแผนการที่เสี่ยวโจวกับจ้าวเหวินวางไว้ให้แล้ว
เช้าวันเสาร์ เถียนเหลยตื่นแต่เช้ามืด ขับรถไปรับเจิ้งเผิงด้วยตัวเอง
"จะไปไหนเหรอ?" เจิ้งเผิงคาดเข็มขัดนิรภัย มองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นว่าไม่ใช่ทางไปศูนย์กายภาพ
"พาไปที่ดีๆ น่ะ" เถียนเหลยทำลับลมคมใน มุมปากอดที่จะยกยิ้มไม่ได้
รถขับไปเกือบสองชั่วโมง ก่อนจะจอดลงที่เชิงเขาในเขตทัศนียภาพชื่อดังแถบชานเมือง เถียนเหลยเตรียมอุปกรณ์ปีนเขาไว้พร้อม ทั้งคู่เปลี่ยนชุดที่คล่องตัวแล้วเริ่มเดินขึ้นเขา ภูเขาไม่ได้สูงมากแต่ทิวทัศน์สวยงามมาก ช่วงฤดูกาลนี้ที่กลางเขาจะมีทุ่งดอกไม้ที่ปลูกไว้กำลังบานสะพรั่ง แผนการของทั้งสามคนคือ: ทั้งคู่ปีนไปถึงทุ่งดอกไม้ จูบกันท่ามกลางดวงไม้ที่เบ่งบานไปทั่วทั้งภูเขา จากนั้นเขาก็สารภาพรักอย่างสุดซึ้ง
สมบูรณ์แบบ
ทว่าความเป็นจริงคือ—
"หลบหน่อยค่ะ! รบกวนหลบหน่อย!" หญิงสาวคนหนึ่งที่ถือไม้เซลฟี่ไลฟ์สดเดินผ่านพวกเขาไป เกือบจะชนเจิ้งเผิงล้ม
เถียนเหลยรีบคว้าตัวเจิ้งเผิงไว้ หน้าถอดสีทันที เขามองไปรอบๆ ทุ่งดอกไม้เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งคู่รักที่มาถ่ายรูปเช็กอิน นักท่องเที่ยวที่เข็นรถเข็นคนแก่ หรือพ่อแม่ที่พาลูกมาด้วยทีละสามคน เสียงหนวกหูอื้ออึงไม่ขาดสาย
"ทำไมคนเยอะขนาดนี้?" เถียนเหลยกดเสียงต่ำ กัดฟันโทรหาผู้ช่วย
ผู้ช่วยปาดเหงื่อ "บอสครับ วันนี้วันเสาร์ แถมทุ่งดอกไม้นี้เป็นจุดเช็กอินยอดฮิต เฮียไม่ได้สั่งให้พวกผมเคลียร์พื้นที่ไว้นี่ครับ..."
ขมับเถียนเหลยเต้นตุบๆ จ้าวเหวินดันลืมบอกให้เคลียร์คน! แบบนี้มันจะโรแมนติกได้ยังไง?
เขาแข็งใจลากเจิ้งเผิงไปที่มุมที่คนน้อยหน่อย พอหยุดยืนได้ ม้านั่งข้างๆ ก็มีคู่รักคู่หนึ่งเริ่มจาม
"ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!"
"ที่รัก เป็นอะไรไหม? แพ้เกสรดอกไม้เหรอ?"
"สงสัยจะใช่... ฮัดชิ้ว!"
"ขอโทษนะที่รัก ฉันลืมไปว่าเธอแพ้เกสร" ฝ่ายหญิงพูดด้วยความรู้สึกผิด
"ไม่เป็นไร... ฮัดชิ้ว! เพื่อมากับเธอ... ฮัดชิ้ว! ผมทนได้... ฮัดชิ้ว!" ฝ่ายชายจามไปปลอบไป
เจิ้งเผิงกลั้นไม่อยู่ หลุดขำออกมา "พรืด"
อารมณ์ที่เถียนเหลยอุตส่าห์บิ้วมาตลอดทางพังทลายลงทันที เขากัดฟันมองคู่รักที่จามไม่หยุดสลับกับมองเจิ้งเผิงที่ขำจนไหล่สั่น สุดท้ายเขาก็หลุดยิ้มออกมาเอง
"ช่างมันเถอะ" เถียนเหลยลูบผมเจิ้งเผิงอย่างอ่อนใจ "วันนี้ไม่เหมาะจริงๆ"
เจิ้งเผิงเงยหน้ามองเขา ดวงตาเป็นประกาย "ไม่เหมาะจะทำอะไรเหรอ?"
เถียนเหลยอ้าปากค้าง สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ "ไม่มีอะไร เดี๋ยวพาไปหาอะไรอร่อยๆ กิน"
เขามองเจิ้งเผิงที่ยิ้มจนตาหยี ความหงุดหงิดในใจหายวับไปดื้อๆ ช่างเถอะ จะขำก็ขำไป อย่างน้อยเขาก็มีความสุข
"เรา... ถ่ายรูปกันหน่อยไหม?" เถียนเหลยพยายามกู้สถานการณ์
เจิ้งเผิงพยักหน้า เถียนเหลยรีบเอาโทรศัพท์ออกมาหามุม อยากจะถ่ายรูปคู่ที่มีแค่เราสองคน แต่ในกล้องกลับหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีนักท่องเที่ยวคนอื่นโผล่เข้ามา รวมถึงคู่รักที่จามไม่หยุดคู่นั้นด้วย พยายามจะแบกเจิ้งเผิงขึ้นหลังถ่ายรูปกลางดวงไม้ ก็เกือบจะล้มกลิ้งไปด้วยกันทั้งคู่
สุดท้ายรูปที่ออกมา ฉากหลังเป็นทุ่งดอกไม้หลากสีสัน ฉากหน้าคือพวกเขาสองคน แต่ข้างๆ กันนั้น มีคู่รักคู่หนึ่งที่ฝ่ายหนึ่งจาม อีกฝ่ายส่งทิชชู่ให้ ภาพออกมาดูแปลกตาแต่ก็มีความละมุนอย่างประหลาด
เจิ้งเผิงมองรูปแล้วยิ้ม "รูปนี้ดีนะ ดูจริงดี"
เถียนเหลยมองใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้น คำว่า "ฉันรักนาย" ที่ซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วนติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่กลับพูดไม่ออก บรรยากาศไม่ใช่ จังหวะไม่โดน แถมไม่มีดนตรีประกอบอีก เสียงจามเนี่ยนะจะเป็นเพลงประกอบ!
สุดท้ายเขาได้แต่จูงมือเจิ้งเผิงแล้วพูดเซ็งๆ ว่า "ไปเถอะ ลงเขา"
หลังจากแผนแรกล้มเหลว เถียนเหลยถอดบทเรียนและตัดสินใจใช้แผนที่สองที่ทั้งสามคนช่วยกันคิด: ทริปโรแมนติกหนึ่งวันที่รีสอร์ต
คราวนี้เขาฉลาดขึ้นแล้ว เหมาปิดรีสอร์ตที่บ้านตัวเองเพิ่งเปิดใหม่ในเขตชานเมืองเพื่อเคลียร์คนออกให้หมด จ้าวเหวินกับเสี่ยวโจวพาพรรคพวกไปเตรียมสถานที่ไว้ก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "คราวนี้ไม่มีพลาดแน่นอน"
วันออกเดินทางเจิ้งเผิงอารมณ์ดีมาก เขาใส่เสื้อสเวตเตอร์สีฟ้าอ่อน ผมยาวขึ้นเล็กน้อยตกลงมาปรกหน้าผาก บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
"มีแค่เราสองคนเหรอ?" เจิ้งเผิงเลิกคิ้วถามตอนขึ้นรถ
"อืม แค่เราสองคน" เถียนเหลยช่วยคาดเข็มขัดนิรภัย ถือโอกาสขโมยหอมแก้มไปทีหนึ่ง
เจิ้งเผิงหูแดงเรื่อแต่ไม่ได้หลบ
บรรยากาศในรีสอร์ตดีมากจริงๆ วิลล่าแยกหลังที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวและสวนเล็กๆ แสงแดดฤดูใบไม้ร่วงอุ่นกำลังดี ผิวน้ำในสระสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ
จ้าวเหวินกับเสี่ยวโจวแอบจัดเตรียมห้องไว้เรียบร้อย บนโต๊ะมีแชมเปญแช่เย็นและถาดผลไม้ มีลำโพงตัวเล็กเปิดเพลงแจ๊สเบาๆ
"ดูเข้าท่าดีนะ" เจิ้งเผิงชม
เถียนเหลยยืด "แน่นอนอยู่แล้ว"
ทั้งคู่เปลี่ยนกางเกงว่ายน้ำลงสระ เจิ้งเผิงว่ายน้ำไม่เก่ง ได้แต่ตีขาอยู่แถวโซนน้ำตื้น เถียนเหลยว่ายไปสองรอบแล้วกลับมา เห็นเขาเกาะขอบสระ ตีขาเบาๆ แสงแดดส่องกระทบแผ่นหลังขาวเนียนจนดูนุ่มนวล เถียนเหลยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ว่ายเข้าไปสวมกอดจากด้านหลัง
"ทำอะไรน่ะ..." เจิ้งเผิงถามเสียงเนือยๆ
"เปล่า" เถียนเหลยเกยคางบนไหล่ สูดดมกลิ่นครีมอาบน้ำจางๆ จากตัวเขา "แค่อยากกอด"
บรรยากาศกำลังได้ที่ เถียนเหลยตั้งใจจะสารภาพรักตอนมื้อค่ำใต้แสงเทียน แต่จ้าวเหวินดูจะรีบกว่าเขา เพราะคราวก่อนลืมเคลียร์พื้นที่คราวนี้เลยอยากแก้ตัว บนโต๊ะจึงมีเหล้าผลไม้ขวดสวยวางอยู่ พร้อมโน้ตที่เขียนด้วยลายมือจ้าวเหวิน: "ไว้ช่วยบิ้วอารมณ์พี่สะใภ้ เฮียรู้งานนะ"
เถียนเหลยหยิบขึ้นมาดูแล้วดม กลิ่นเปลี่ยนไปทันที เหล้านี่มัน "ผสมของ" มา
แม้จะไม่ได้เยอะมาก แต่มีส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์แน่นอน เถียนเหลยด่าจ้าวเหวินในใจไปร้อยรอบ ไอ้โง่เอ๊ย ยิ่งช่วยยิ่งยุ่ง!
"นั่นอะไรน่ะ?" เจิ้งเผิงว่ายเข้ามา มองขวดเหล้าอย่างสงสัย
"ไม่มีอะไร เหล้าผลไม้ธรรมดา" เถียนเหลยพยายามจะเก็บขวดเหล้า แต่เจิ้งเผิงคว้าไปเสียก่อน
จริงๆ เจิ้งเผิงแอบเห็นการจัดเตรียมของพวกจ้าวเหวินตั้งนานแล้ว ทั้งการจัดห้อง และเหล้าขวดที่ดู "มีปัญหา" นั่น ในใจเขาเต้นตึ้กตั้กเหมือนมีกระต่ายตัวน้อยวิ่งเล่นอยู่
เถียนเหลยจะสารภาพรักเหรอ? ไม่ใช่แค่เรื่องแกล้งกันเล่นๆ ของพวกลูกคนรวยกลุ่มนี้ใช่ไหม? มันคือเรื่องจริงเหรอ?
เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าเถียนเหลยจะยอมเหนื่อยจัดแจงสิ่งเหล่านี้เพื่อเขา ไม่เชื่อว่าความบังเอิญที่โรแมนติกและการเตรียมการที่ประณีตจะเป็นเรื่องจริง เขากลัวว่าทั้งหมดจะเป็นแค่ภาพลวงตา กลัวว่าตัวเองจะคิดไปเองอีกครั้ง
ดังนั้นเขาต้องลอง ต้องลองด้วยวิธีที่โง่ที่สุด
"ฉันอยากดื่ม" เจิ้งเผิงดึงจุกขวดออก
"อย่าดื่มนะ!" เถียนเหลยรีบห้าม "เหล้านี่... มันน่าจะมีปัญหาน่ะ"
"เหล้าเป็นอะไรเหรอ?" เจิ้งเผิงเงยหน้ามอง สายตาใสซื่อ "นายวางยารึไง?"
"จะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้... เฮ้ย!"
เจิ้งเผิงยกขวดเหล้าจะดื่ม เถียนเหลยรีบคว้าแขนไว้
เจิ้งเผิงไม่ยอมถอย ยิ่งดันปากขวดเข้าหาปากตัวเอง
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เถียนเหลยตัดสินใจคว้าขวดมาแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดขวดต่อหน้าเจิ้งเผิง
"นาย..." เจิ้งเผิงอึ้งไปเลย
เถียนเหลยกลืนเหล้าลงคอ วางขวดเปล่าลงขอบสระ หอบหายใจแรง จ้องหน้าเจิ้งเผิง "พอใจยัง? ฉันดื่มแล้ว ถ้าจะมีปัญหาก็ให้มันเกิดกับฉันคนเดียว พอใจรึยัง?"
เจิ้งเผิงมองท่าทาง "จะตายก็ให้ฉันตายก่อน" ของเขา หัวใจเหมือนถูกบางอย่างกระแทกเข้าอย่างจัง ทั้งจุกทั้งตื้นตัน เขาอ้าปากแต่กลับพูดไม่ออก ยาออกฤทธิ์เร็วมาก เถียนเหลยเริ่มรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว เลือดสูบฉีดไปรวมที่จุดเดียว ลมหายใจเริ่มติดขัด เขากัดฟันข่มอารมณ์ พยายามจะปีนขึ้นจากสระเพื่อไปอาบน้ำเย็น
แต่เจิ้งเผิงรั้งเขาไว้
"ทรมานมากไหม?" เสียงเจิ้งเผิงเบามาก ฟังดูเย้ายวนท่ามกลางเสียงกระเพื่อมของน้ำ
เถียนเหลยมีเหงื่อซึมที่หน้าผาก กัดฟันตอบ "ไม่เป็นไร ฉันไปอาบน้ำหน่อย..."
"ของแบบนี้ อาบน้ำเย็นจะช่วยได้เหรอ?" มือของเจิ้งเผิงวางบนไหล่เขา ปลายนิ้วลากผ่านผิวหนังที่ร้อนผ่าว "ฉันช่วยนายเอง"
เถียนเหลยตัวแข็งทื่อ เงยหน้ามองเจิ้งเผิง แสงไฟจากสระสะท้อนบนผิวน้ำ แตกกระจายสั่นไหวอยู่บนใบหน้าและเนื้อตัวของเจิ้งเผิง หยดน้ำไหลผ่านลำคอระหงหายเข้าไปในร่องกระดูกไหปลาร้า ดวงตาเจิ้งเผิงเป็นประกาย มีความยั่วยวนที่ดูเปิดเผย ต่างจากเจิ้งเผิงคนที่นิ่งๆ หรือเย็นชาในเวลาปกติโดยสิ้นเชิง
"นายรู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา?" เสียงเถียนเหลยพร่าสั่น
"รู้สิ" เจิ้งเผิงโน้มตัวเข้ามาใกล้จนเกือบชิด ลมหายใจอุ่นเป่ารดที่ข้างหู "นายทรมานไม่ใช่เหรอ? ฉันจะช่วยนายแก้ปัญหาเอง"
มือของเขาเลื่อนลงไปใต้ผิวน้ำ กุมเข้าที่แก่นกายของเถียนเหลยที่แข็งจนปวดหนึบได้อย่างแม่นยำ
"เถียนเหลย" เจิ้งเผิงเรียกชื่อเขาเบาๆ ริมฝีปากเกือบชิดติดใบหู "นายน่ะ แข็งแล้วนะ"
เถียนเหลยลมหายใจสะดุด
มือของเจิ้งเผิงขยับกุมอย่างกล้าๆ กลัวๆ สัมผัสได้ถึงแรงเต้นตุบๆ ในฝ่ามือ
"เจิ้งเผิง..." เสียงเถียนเหลยแหบพร่า "นายอย่า..."
"อย่าอะไรล่ะ?" เจิ้งเผิงเงยหน้ามอง แววตาแฝงความยั่วยวนแบบคนยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย "นายไม่อยากได้ฉันเหรอ? ก็ไม่ใช่ว่าจะให้ไม่ได้สักหน่อย"
"อึก..." เถียนเหลยครางฮึมในลำคอ สติเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น เขาใช้มือรวบเอวเจิ้งเผิง กดอีกฝ่ายเข้ากับขอบสระอย่างแรงแล้วโน้มตัวจูบลงไป
จูบนี้เต็มไปด้วยความร้อนแรงจากฤทธิ์ยาและความโหยหาที่เกือบจะป่าเถื่อน ลิ้นของเถียนเหลยรุกรานเข้าไปในโพรงปากของเจิ้งเผิงอย่างดุดัน ช่วงชิงทุกลมหายใจ มือไม้ไม่พิงเฉย กระชากกางเกงว่ายน้ำของเจิ้งเผิงออกในไม่กี่อึดใจ ฝ่ามือลูบไล้ไปตามผิวหนังที่ลื่นน้ำ วนเวียนอยู่แถวร่องก้นที่แสนอ่อนไหว
"อืม... ฮ้า..." เจิ้งเผิงถูกจูบจนหายใจไม่ทัน แต่ร่างกายกลับเปิดรับอย่างซื่อสัตย์ น้ำในสระกระเพื่อมตามจังหวะการเคลื่อนไหวของทั้งคู่ เกิดเสียงสาดกระเซ็นดังจ๊อบแจ๊บ
เถียนเหลยดื่มเข้าไปเยอะจนยาเริ่มทำลายสติสัมปชัญญะ แต่เขาก็ยังพยายามควบคุมตัวเองเพราะกลัวเจิ้งเผิงจะเจ็บ แต่เจิ้งเผิงกลับเป็นฝ่ายที่รุกเร้ามากกว่าเดิม ทั้งคู่จูบกันในสระน้ำ มีกระแสน้ำช่วยเป็นสารหล่อลื่นอย่างดี เจิ้งเผิงเกาะบ่าเถียนเหลยแล้วค่อยๆ นั่งทับลงมา
น้ำอุ่นกำลังดี แต่ภายในร่างกายกลับร้อนยิ่งกว่า เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้นในจังหวะที่ถูกเติมเต็ม เผยให้เห็นเส้นลูกกระเดือกที่ดูเปราะบาง
คลื่นน้ำซัดสาดตามแรงขยับ กระทบขอบสระเป็นเสียงประกอบที่แสนจะติดเรท
เถียนเหลยถูกกระตุ้นจากฤทธิ์ยาและการเป็นฝ่ายเริ่มของเจิ้งเผิงจนสติแทบไม่หลงเหลือ เขาช้อนก้นเจิ้งเผิงขึ้นแล้วเริ่มกระแทกสวนขึ้นไป ทุกครั้งที่สอดใส่ทั้งลึกและหนักหน่วงถึงจุดลึกที่สุด
"อ๊ะ... เถียนเหลย... ช้าหน่อย..." เจิ้งเผิงครางอ้อนจนพูดไม่เป็นภาษา นิ้วมือจิกเกร็งเข้าไปในกล้ามเนื้อไหล่และหลังของเถียนเหลย
แต่เถียนเหลยหยุดไม่ได้แล้ว ยาทำให้ความต้องการของเขาพุ่งสูงลิ่ว และความคับแน่นนุ่มหยุ่นในตัวเจิ้งเผิงมันแทบจะคร่าชีวิตเขา
เขาเปลี่ยนองศา ขยับหาจุดที่ทำให้เจิ้งเผิงแทบคลั่งได้อย่างเชี่ยวชาญ
เจอแล้ว
"ตรงนี้เหรอ... ชอบไหม?" เถียนเหลยหอบหายใจหนักหน่วง เน้นย้ำโจมตีไปที่จุดนั้น
เจิ้งเผิงตอบไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียงครางพร่าและสะอื้นเบาๆ ความเสียวซ่านมันรุนแรงเกินไปจนเขารู้สึกเหมือนตัวจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่กลับมีความโลภอยากได้มากกว่านี้
น้ำกระเซ็นไปทั่ว เจิ้งเผิงถูกกระแทกจนตัวโยกคลอนขึ้นลง ยอดอกทั้งสองข้างตั้งชันชูชันโผล่พ้นน้ำตามจังหวะ เถียนเหลยโน้มตัวลงงับเม็ดยอดอกข้างหนึ่ง ใช้ฟันขบเบาๆ
"อย่า... อย่ากัด..." เจิ้งเผิงพยายามดันหัวเขาออก แต่ท่าทางนั่นกลับดูเหมือนการเชื้อเชิญเสียมากกว่า
เถียนเหลยละจากยอดอกแล้วกลับไปจูบปากจูบซับน้ำตา จูบนั้นหนักหน่วงจนแทบจะสูบวิญญาณของกันและกัน ใต้น้ำ แก่นกายของทั้งคู่แนบชิดสอดประสาน ทุกจังหวะที่เข้าออกมีเสียงน้ำแฉะชื้นผสมกับเสียงเนื้อกระทบกันจนน่าอาย
ความต้องการครั้งแรกพุ่งถึงจุดสูงสุดอย่างรวดเร็ว เจิ้งเผิงตัวเกร็งกระตุก ปล่อยน้ำรักขาวขุ่นออกมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องของทั้งคู่ ผนังอุ่นตอดรัดแน่นจนเถียนเหลยเสียวปลาบถึงหนังศีรษะ เขากระแทกเน้นๆ อีกหลายสิบครั้งก่อนจะปล่อยออกไปจนหมดในตัวอีกฝ่าย
แต่ยาพึ่งจะเริ่มทำหน้าที่ เถียนเหลยพักหายใจเพียงครู่เดียว มันก็เริ่มตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
"เอาอีก..." เจิ้งเผิงฟุบอยู่บนไหล่เขา หอบหายใจแผ่วๆ ร่างกายยังสั่นสะท้าน แต่ขาคู่สวยกลับเริ่มเกี่ยวรัดเอวเถียนเหลยไว้อย่างรู้หน้าที่
เถียนเหลยจับเขาหันหลัง ให้เขาสองมือยันขอบสระ ท่านี้ทำให้เข้าไปได้ลึกกว่าเดิม เจิ้งเผิงจำยอมต้องโก่งสะโพกขึ้น รับแรงกระแทกอันดุดันจากเบื้องหลัง
"อ๊า... ลึกจัง..." เจิ้งเผิงร้องครวญคราง แต่ร่างกายกลับขยับถอยไปรองรับแรงนั่นเอง
เถียนเหลยบีบเอวคอดกิ่ว ทุกครั้งที่สอดใส่เขาใส่แรงเต็มที่ เขามองเห็นรอยต่อของร่างกายที่เชื่อมกันอยู่ เห็นแก่นกายของตัวเองเข้าออกในช่องทางที่แดงช้ำนั่น พร้อมกับคราบน้ำรักที่ไหลปนออกมา
ภาพที่เห็นยิ่งกระตุ้นตัณหา เถียนเหลยโน้มตัวลงจูบแผ่นหลังของเจิ้งเผิง ฤทธิ์ยาทำให้ตาเขาแดงก่ำ เขาละทิ้งเทคนิคที่เคยใช้ เหลือเพียงความหิวกระหายที่กระแทกกระทั้นอย่างบ้าคลั่ง แถมยังหยิบโทรศัพท์ข้างสระมาจ่อถ่ายภาพช่วงล่างที่กำลังสอดประสานกันให้เจิ้งเผิงที่สติหลุดลอยดู
"ดูสิ ปากข้างล่างของนายนี่ตะกละจริงๆ... ตอดรัดแน่นขนาดนี้ กินเข้าไปจนมิดเลย..."
"อย่าพูดนะ... อื้อ... อ๊าส์..." เจิ้งเผิงอายจนอยากจะเอามือปิดหู แต่เขาสองมือยันขอบสระไว้จนขยับไปไหนไม่ได้ ความสุขสมครั้งที่สองรุนแรงยิ่งกว่า เจิ้งเผิงตาพร่าจนเกือบจะเป็นลม แต่เถียนเหลยยังไม่พอ เขาถอนกายออกมา จับเจิ้งเผิงหันกลับมาให้นั่งทับบนตักในท่าประจันหน้า
ท่านี้จะทำให้เจิ้งเผิงเป็นฝ่ายคุมเกม เถียนเหลยพิงขอบสระ ใช้นิ้วเปิดทางให้ช่องทางหลังของเจิ้งเผิงอีกครั้ง พลางพยุงเอวไว้ "ทำเองสิ"
เจิ้งเผิงเหนื่อยจนแทบจะยกนิ้วไม่ขึ้น แต่ก็ยังยันแผ่นอกเถียนเหลยไว้ ค่อยๆ ขยับตัวขึ้นลงอย่างช้าๆ กระแสน้ำช่วยให้ลื่นไหลแต่ก็กินแรงมาก เขาหมดแรงอย่างรวดเร็ว ซบหน้าลงกับไหล่เถียนเหลยแล้วร้องไห้กระซิก "ไม่มีแรงแล้ว... เถียนเหลย นายทำเถอะ..."
เถียนเหลยจูบซับน้ำตาให้เขา แล้วกลับมาเป็นฝ่ายคุมจังหวะอีกครั้ง คราวนี้เขาทำอย่างเช้าๆ เนิบนาบ แต่เน้นย้ำทุกครั้งจนสุดทาง เจิ้งเผิงถูกการทรมานที่แสนหวานและยาวนานนี้บีบคั้นจนแทบคลั่ง เขาขยับหัวร้องไห้ แต่ร่างกายกลับตอบสนองด้วยการผลิตน้ำรักออกมามากขึ้น ผนังภายในโหยหาและดูดรัดสิ่งใหญ่โตนั่นอย่างรุนแรง
เมื่อเถียนเหลยปลดปล่อยเป็นครั้งที่สาม เจิ้งเผิงก็ไม่เหลือแรงแม้แต่จะร้องไห้แล้ว เขาซบอยู่ในอ้อมกอดเถียนเหลย แววตาลอยคว้าง มีเพียงหน้าอกที่ยังกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
ในที่สุดเถียนเหลยก็ระบายไฟราคะในตัวจนหมดสิ้น เขาโอบกอดอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิดแล้วอุ้มออกจากสระ ใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่ห่อหุ้มร่างกายทั้งคู่ไว้
เจิ้งเผิงพิงไหล่เขา เรียกชื่อเขาแผ่วเบา "เถียนเหลย..."
"หือ?"
คนในอ้อมกอดไม่ขานรับ ดูท่าจะถูกเถียนเหลย "จัดหนัก" จนสลบไปอีกรอบแล้ว
แผนการสารภาพรักรอบที่ 2 พังไม่เป็นท่า
ล้มเหลวติดต่อกันสองครั้ง เถียนเหลยเริ่มใจเสีย เขาหงุดหงิดจนเตะจ้าวเหวินกับเสี่ยวโจวไปหลายที
แต่โชคดีที่พวกเขายังมีแผนที่สาม: ตั้งแคมป์ดูฝนดาวตก
ตามคำพยากรณ์ทางดาราศาสตร์ สุดสัปดาห์นี้จะมีฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต จุดชมที่ชัดที่สุดอยู่ที่เขตภูเขาทางตะวันตกของเมือง
เสี่ยวโจวยืนยันนั่งยัน: "ป่าลึกขนาดนั้น มีแค่เฮียสองคน ตอนดาวตกผ่านฟ้าแล้วสารภาพรัก แบบนี้จะไม่โรแมนติกได้ยังไง?"
เถียนเหลยคิดดูแล้ว แผนสุดท้ายนี้น่าจะดูเข้าท่าที่สุด
ก่อนออกเดินทางเขาเตรียมตัวมาอย่างดี: เต็นท์ตัวท็อป ถุงนอนกันหนาว เตาพกพา อาหารสารพัดชนิด แถมยังหยิบเสื้อหนาวขนเป็ดสำรองมาอีกตัว
เจิ้งเผิงมองอุปกรณ์ที่แน่นขนัดหลังรถแล้วหลุดขำ "เราจะไปดูฝนดาวตกนะ ไม่ได้จะไปเอาชีวิตรอดในป่า"
"เตรียมไว้ก่อนดีกว่า" เถียนเหลยพูดอย่างจริงจัง
ทางขึ้นเขาค่อนข้างลำบาก แต่รถ SUV สมรรถนะสูงก็พาพวกเขาไปถึงจุดตั้งแคมป์ที่กลางเขาได้ ที่นี่เป็นจุดดูดาวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ พื้นที่เปิดโล่ง มลภาวะทางแสงน้อยมาก
พอทั้งคู่กางเต็นท์เสร็จ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง อากาศในภูเขาช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหนาวจัด ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอสีขาว
เถียนเหลยก่อกองไฟ ต้มโกโก้ร้อน แล้วเอาวัตถุดิบที่เตรียมมาทำ BBQ ท่ามกลางป่าเขา หลังจากจัดการเก็บขยะเรียบร้อย ทั้งคู่ก็ห่มผ้าห่มนั่งข้างกองไฟเพื่อรอฝนดาวตก
"กี่โมงแล้ว?" เจิ้งเผิงถาม
เถียนเหลยดูนาฬิกา "สี่ทุ่มกว่าแล้ว"
"ฝนดาวตกมันต้องช่วงเช้ามืดไม่ใช่เหรอ?"
"อืม รออีกนิดนะ"
คืนในภูเขาเงียบสงบมาก มีเพียงเสียงลมและเสียงแมลงนานๆ ครั้ง ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้มจัด ดาวที่อยู่ใกล้ดูเหมือนจะหายวับไปมาในหมู่เมฆ ส่วนที่อยู่ไกลออกไปนั้นกลับดารดาษอยู่เต็มแผ่นฟ้า
เจิ้งเผิงเงยหน้ามองท้องฟ้า พึมพำเบาๆ "สวยจังเลยนะ"
เถียนเหลยหันไปมองเขา แสงจากกองไฟระยิบระยับอยู่บนใบหน้าเจิ้งเผิง ขับเน้นเค้าโครงหน้าที่ดูนุ่มนวล ขนตาเขาดูยาวมาก ทอดเงาบางๆ ลงที่ใต้ดวงตา
"เจิ้งเผิง" เถียนเหลยเรียก
"หือ?"
หัวใจเถียนเหลยเต้นแรง เขาอ้าปาก คำว่า "ฉันชอบนาย" วนเวียนอยู่ที่ลำคอ แต่ในตอนนั้นเอง หยดน้ำเย็นเยียบหยดหนึ่งก็ตกลงที่ปลายจมูก
ฝนตก
ตอนแรกเป็นเพียงหยดประปราย แต่ไม่นานก็กลายเป็นฝนฤดูใบไม้ร่วงที่โปรยปรายถี่ๆ ฝนในภูเขาทั้งเย็นทั้งแฉะ กองไฟถูกดับลง ทั้งคู่รีบมุดเข้าเต็นท์ เถียนเหลยกลัวเต็นท์มีปัญหา หลังจากส่งเจิ้งเผิงเข้าเต็นท์แล้วเขาก็ออกไปตรวจเช็กความแข็งแรงรอบๆ อีกหลายรอบ
โชคดีที่เต็นท์ของพวกเขามันใหญ่พอและกันน้ำได้ดี แต่อุณหภูมิลดฮวบ เจิ้งเผิงสั่นเทาด้วยความหนาว
เถียนเหลยเอาเสื้อหนาวของทั้งคู่มาห่อตัวเขาไว้ ส่วนตัวเองใส่แค่เสื้อตัวในที่เตรียมมา
"นายไม่หนาวเหรอ?" เจิ้งเผิงถาม
"ไม่หนาว" เถียนเหลยพูดจบก็จามออกมาทันที
ฝนตกอยู่ครึ่งชั่วโมงกว่าถึงจะหยุด เถียนเหลยออกไปดูข้างนอก พบว่าพื้นเปียกแฉะไปหมด ท้องฟ้ามีเมฆหนา ไม่เห็นดาวเลยสักดวง
ที่แย่กว่านั้นคือ เพราะเมื่อกี้เขาออกไปจัดการเต็นท์จนเหงื่อออก พอโดนลมเขาปะทะเข้า เริ่มรู้สึกมึนหัวเสียแล้ว
กลับมาในเต็นท์ เถียนเหลยนั่งห่างจากเจิ้งเผิงพอสมควร
"นายทำอะไรน่ะ?" เจิ้งเผิงไม่เข้าใจ
"ฉันน่าจะเริ่มเป็นหวัดแล้วน่ะ อย่ามาใกล้เลย เดี๋ยวติด" เสียงเถียนเหลยเริ่มอู้อี้
เจิ้งเผิงมองเขา ใบหน้าเถียนเหลยภายใต้แสงไฟในเต็นท์ดูซีดเซียว ดวงตาก็ดูหม่นๆ ไอ้หมาบื้อคนนี้ อุตส่าห์เตรียมตัวมาตั้งนาน คาดหวังไว้ตั้งเยอะ แต่กลับถูกเรื่องไม่คาดฝันขัดขวางครั้งแล้วครั้งเล่า
ตอนนี้เถียนเหลยเองก็กำลังคิด ทั้งคลื่นมหาชนที่ทุ่งดอกไม้ เหล้า "ผสมยา" ในสระว่ายน้ำ แล้วยังมาเจอฝนบนเขากับอาการหวัดอีก ต้องโทษพวกเขาสามคนจริงๆ แผนการที่วางไว้พังยับเยิน เจิ้งเผิงต้องผิดหวังมากแน่ๆ
หัวใจเจิ้งเผิงอ่อนยวบลงทันที เขาเปิดถุงนอน ขยับไปนั่งข้างเถียนเหลย
"นายขยับมาทำไม กลับไปสิ" เถียนเหลยพยายามจะผลักเขาออกแต่ไม่ได้ออกแรงจริงๆ
เจิ้งเผิงไม่ฟังเสียง มุดเข้าไปในอ้อมกอดเถียนเหลยโดยตรง แล้วเอาถุงนอนของทั้งคู่มาห่อรวมกันใหม่
"นาย..." เถียนเหลยอึ้งไป
เจิ้งเผิงเงยหน้ามองเขา ยื่นมือไปแตะหน้าผาก "ตัวรุมๆ นะ"
"ไม่เป็นไร" เถียนเหลยกุมมือเขาไว้ "นายกลับไปนอนเถอะ อย่าติดไข้จากฉันเลย"
เจิ้งเผิงส่ายหน้า นอกจากไม่ไปแล้ว ยังกอดเถียนเหลยแน่นขึ้นไปอีก เขาซุกหน้ากับอกเถียนเหลย พูดเสียงเบา "พี่ครับ ผมรู้ว่าพี่อยากทำอะไร"
ร่างกายเถียนเหลยแข็งทื่อ
เจิ้งเผิงพูดต่อ "พี่อยากจะบอกว่าพี่รักผม อยากจะอยู่กับผม แล้วพี่ก็คิดเรื่องนี้มาหลายรอบแล้วด้วย" เขายิ้มเหมือนจิ้งจอกตัวน้อยที่แผนการสำเร็จ ล้วงเอาโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อเถียนเหลยออกมา ปลดล็อกด้วยวันเกิดของตัวเอง
หน้าจอติดขึ้น แสดงเวลา: 23:59:49
"ฉัน..." เถียนเหลยอ้าปากค้าง หน้าแดงซ่านจนไม่รู้จะพูดอะไรดี
"ชู่ว" เจิ้งเผิงวางนิ้วชี้ที่หน้าเถียนเหลย จ้องมองตัวเลขบนหน้าจอที่นับถอยหลัง
"5, 4, 3, 2, 1"
วันใหม่เริ่มขึ้นแล้ว
เจิ้งเผิงเงยหน้าขึ้น ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของเถียนเหลย เขาจูบเบาๆ ที่หน้าผากอีกฝ่าย
"ตอนนี้ผมจะบอกพี่นะ" เสียงเจิ้งเผิงเบาแต่ชัดเจน "ผมก็รักพี่เหมือนกัน ผมตกลงจะเป็นแฟนนาย ถึงจะไม่มีฝนดาวตก ผมก็เคารพในพิธีรีตองของพี่ เมื่อกี้คือวินาทีแรกของวันนี้ ผมบอกพี่ในวินาทีแรกเลยว่า ผมตกลง"
เถียนเหลยอึ้งกิมกี่ไปเลย เขาจ้องหน้าเจิ้งเผิง จ้องมองดวงตาคู่ที่สว่างไสวแม้ในแสงที่สลัว รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากทรวงอก
"นาย..." เสียงเขาแห้งผาก "นายว่าไงนะ?"
เจิ้งเผิงยิ้ม แล้วหยิกแก้มเขา "ผมบอกว่า เถียนเหลย เรามาคบกันเถอะ"
วินาทีต่อมา เถียนเหลยโถมเข้ากอดเขา กอดไว้แน่นมาก เหมือนอยากจะฝังเขาเข้าไปในร่างกายตัวเอง
"จริงเหรอ?" เสียงเถียนเหลยสั่นเครือ "นายพูดจริงเหรอ?"
"จริงสิ" เจิ้งเผิงกอดตอบ "แต่พี่ปล่อยก่อน ผมจะหายใจไม่ออกแล้ว"
เถียนเหลยผ่อนแรงลงเล็กน้อย แต่ยังกอดไว้ไม่ปล่อย เขาจ้องหน้าเจิ้งเผิง ตาเริ่มแดงรำไร "แต่ว่า... คือแบบว่า ฉันยังทำอะไรออกมาไม่ดีเลยสักอย่าง"
"ดีมากแล้ว" เจิ้งเผิงลูบหลังเขา "จริงๆ นะ"
"พี่เถียน" เจิ้งเผิงเรียกเสียงนุ่ม "พี่ให้เงินผม พี่พาผมไปซ้อมกายภาพ พี่จำได้ว่าผมไม่กินอะไร พี่กลัวผมหนาวจนเอาเสื้อผ้ามาประโคมให้ผม... เถียนเหลย พี่ดีมากเลย ผมชอบมาก"
เมฆนอกเต็นท์เริ่มกระจายตัวออก นานๆ ทีจะมีดาวตกพาดผ่านเส้นขอบฟ้า ทั้งคู่จูบกันในโลกใบเล็กๆ กอดกันนอนหลับไป ไม่มีใครสนใจบรรยากาศโรแมนติกข้างนอกนั่นอีก
หน้าจอโทรศัพท์ของเจิ้งเผิงที่คว่ำอยู่สว่างขึ้นครู่หนึ่ง ปรากฏข้อความจากเบอร์แปลก: ลูกชาย ช่วงนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง แม่รู้ว่าลูกอยู่ที่ไหน
แล้วหน้าจอก็ดับลง
บทที่ 10
ทางใครทางมัน
เจิ้งเผิงตื่นเช้ามาก
ท้องฟ้าด้านนอกเต็นท์ยังเป็นสีหม่นสลัว ป่าเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความสดชื่นหลังฝนตก ผสมปนเปกับกลิ่นดินและพืชพรรณ เถียนเหลยยังคงหลับสนิท อ้อมแขนข้างหนึ่งโอบกอดเอวเขาไว้ ลมหายใจสม่ำเสมอและหนักหน่วง ดูเหมือนว่าฤทธิ์ยาแก้หวัดจะยังไม่หมดลง
เจิ้งเผิงขยับตัวออกจากอ้อมกอดอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน เถียนเหลยหลับลึก เขาเพียงแค่พึมพำในลำคอเบาๆ แล้วพลิกตัวนอนต่อ เจิ้งเผิงลองแตะหน้าผากดู พบว่าอุณหภูมิปกติแล้วจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หน้าจอมือถือสว่างวาบขึ้น ข้อความจากเบอร์แปลกเมื่อคืนเปรียบเสมือนหนามเล็กๆ ที่ทิ่มแทงประสาทที่กำลังผ่อนคลายของเขาอย่างไร้เสียง เจิ้งเผิงจ้องมองเพดานเต็นท์อย่างเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกดปิดหน้าจอไป
บนหน้าจอสะอาดสะอ้าน มีเพียงข้อความเดียวนั้นที่นอนแน่นิ่งอยู่ ไม่มีบันทึกการโทรเข้าและไม่มีข้อความที่สอง เบอร์ของผู้ส่งนั้นไม่คุ้นเคย แต่คำว่า “ลูกชาย” กลับทำให้ใจของเจิ้งเผิงดิ่งวูบลง
พ่อ…
เจิ้งเผิงค่อยๆ มุดออกจากถุงนอน สวมเสื้อคลุมแล้วรูดซิปเปิดเต็นท์ อากาศเย็นเยียบยามเช้าพุ่งเข้าปะทะหน้าจนเขาสะท้าน ต้องห่อตัวให้แน่นขึ้น พื้นที่ด้านนอกเต็นท์เละเทะไปหมด ฝนเมื่อคืนทำให้พื้นกลายเป็นโคลน กองไฟมอดดับไปนานแล้ว เหลือเพียงถ่านดำๆ ที่เปียกโชก
เขาเดินไปที่ริมลำธาร แล้วกดโทรออกไปยังเบอร์นั้น
ปลายสายดังอยู่นานกว่าจะมีเสียงชายคนหนึ่งรับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเหนื่อยล้า: “ฮัลโหล?”
“พ่อ” น้ำเสียงของเจิ้งเผิงเรียบเฉย เรียบเฉยเสียจนแม้แต่ตัวเขาเองยังแปลกใจ
“โอ้ ยังรู้จักเรียกพ่อเหรอ?” เสียงของพ่อเจิ้งแฝงไปด้วยการเยาะเย้ย “กูนึกว่ามึงไปเกาะคนรวยแล้วจะลืมแซ่ตัวเองไปแล้วเสียอีก”
เจิ้งเผิงไม่ตอบโต้ เขาเลือกกดปุ่มบันทึกเสียงและรอฟังคำถัดไป
“ลูกชาย กูน่ะรู้ว่ามึงพักอยู่ที่ไหน ภาพวาดเล็กๆ ของมึงสวยดีนะ วิวเส้นขอบฟ้าเมืองใช่ไหมล่ะ?”
นิ้วมือของเจิ้งเผิงพลันสั่นสะท้าน เขาวาดภาพนั้นทิ้งไว้เล่นๆ แล้วไอ้ผีพนันคนนี้รู้ได้ยังไง? เถียนเหลยเคยบอกว่าระบบรักษาความปลอดภัยของโรงแรมเข้มงวดมาก คนนอกไม่มีทางเข้าออกได้ตามใจชอบ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว
“พ่อรู้ไหมว่านี่มันละเมิดความเป็นส่วนตัวของพวกเรา?” เจิ้งเผิงถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มขุ่นเคือง
“มึงเป็นลูกกู ลูกจะมีความลับอะไรกับพ่อล่ะ อีกอย่าง เงินน่ะจ้างผีโม่แป้งยังได้” พ่อเจิ้งหัวเราะเหอะๆ เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความอันธพาล “อีกอย่าง ลูกชายไปอยู่กับผู้ชาย พ่ออย่างกูมันก็ต้องอยากรู้สิว่าผักกาดขาวบ้านตัวเองโดนหมูตัวไหนมันสอยไปกิน”
เจิ้งเผิงรู้สึกสะอิดสะเอียน: “พ่อต้องการอะไร?”
“ต้องการอะไรเหรอ?” เสียงของพ่อเจิ้งแผดสูงขึ้น “กูเป็นหนี้ท่วมหัว จะโดนคนรุมฆ่าตายอยู่แล้ว! ไอ้คนแซ่เถียนนั่นยังส่งคนมาทวงหนี้กูไม่หยุด แต่มึงกลับได้กินหรูอยู่สบายในโรงแรมห้าดาว! ที่มึงได้อยู่อย่างราชาตอนนี้ต้องขอบคุณกูนะ มึงไปบอกให้มันโอนเงินมาให้กูอีกสองล้าน แล้วล้างหนี้เก่าให้หมด ไม่อย่างนั้นกูจะแฉเรื่องของพวกมึงให้หมด!”
เจิ้งเผิงเลิกคิ้ว: “พวกเรามีเรื่องอะไรให้แฉ?”
“เรื่องอะไรน่ะเหรอ?” เสียงของพ่อเจิ้งเย็นเยียบ “มึงเป็นนักเรียน แต่โดนมันเลี้ยงดู แถมยังเป็น ซวงเอ๋อร์ (คนสองเพศ) เรื่องนี้ถ้าหลุดออกไป มึงคิดว่าคุณชายตระกูลเถียนจะมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมไหม? พ่อแม่เขาจะรับได้เหรอ? อ้อ แล้วมึงเพิ่งจะครบสิบแปดใช่ไหมล่ะ? ถ้ากูไปแจ้งความว่ามันพรากผู้เยาว์...”
“ผมบรรลุนิติภาวะแล้ว” เจิ้งเผิงพูดแทรก “ก่อนผมจะสิบแปด เขาไม่เคยทำอะไรผมเลย และตอนนั้นพ่อนั่นแหละที่เป็นคนส่งผมให้เขาเองแต่เขาไม่รับ พ่อนั่นแหละที่เป็นอาชญากร”
“ใช่ กูส่งมึงให้มัน แต่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไหม? มีพยานไหม? กูบอกว่ามึงโดนมันบังคับก็ได้! หรือจะบอกว่ามึงโดนมันมอมยาก็ได้! ถึงตอนนั้นมึงดูสิว่าตำรวจจะเชื่อใคร? กระแสสังคมจะเชื่อใคร? แล้วธุรกิจบ้านมันจะเป็นยังไง?”
“นี่พ่อกำลังรีดไถ!”
“เออ กูรีดไถแล้วจะทำไม! พรุ่งนี้ก่อนเที่ยงถ้ากูไม่ได้เงินล่ะก็ เห็นดีกันแน่”
เจิ้งเผิงถอนหายใจ แสร้งทำน้ำเสียงลนลาน: “แต่พ่อ... ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้นจริงๆ...”
“ไอ้แซ่เถียนนั่นมี มึงก็ไป ‘ปรนนิบัติ’ ให้มันยอมสิ วิธีอ่อยผู้ชายของมึงมันเยอะอยู่แล้วนี่ เหมือนแม่สารเลวของมึงไม่มีผิด ทุกครั้งที่กูขายแม่มึงให้เจ้าหนี้ กูแทบไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย เรื่องแบบนี้ต้องให้กูสอนอีกเหรอ?” พ่อเจิ้งเริ่มด่าทอถึงแม่ผู้ล่วงลับของเจิ้งเผิง แววตาของเจิ้งเผิงยิ่งมายิ่งเย็นเยียบ
“ที่ผมยังเรียกพ่อ เพราะถ้าไม่มีพ่อ ผมคงอดตายไปตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่มันก็แค่บุญคุณอันน้อยนิด พ่อรู้อยู่เต็มอกว่าเราไม่ใช่พ่อลูกกันจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อ แม่ผมก็คงไม่ต้องถูกบังคับให้ไปนอนกับใครไม่รู้จนมีผมออกมา และแม่ก็คงไม่ต้องตายอย่างทรมานเพราะโรคร้าย! ถ้าพ่อพูดถึงแม่ผมอีก...”
“จะมาขุดคุ้ยเรื่องเก่าตอนนี้มันจะได้ประโยชน์อะไร! ไอ้หนู มึงดูสถานการณ์ตอนนี้ให้ดี ถ้ามึงอยากจะเป็นอีตัวที่โดนคนนินทาไปตลอดชีวิตมึงก็ลองดู ไม่อย่างนั้นก็ให้ไอ้แซ่เถียนถอนฟ้องกูแล้วโอนเงินมาซะ”
“เขาฟ้องพ่อเรื่องอะไร?” เจิ้งเผิงถามด้วยความสงสัย
“ไอ้เถียนนี่มันเล่นสกปรกกับกู! หลังจากมันรับมึงไป มันไม่ยอมล้างหนี้หนึ่งล้านสองแสนนั่นให้กู! มันไม่เห็นว่าการแลกเปลี่ยนของเราเป็นการซื้อขาย แถมยังกล้ามาทวงหนี้กูต่อ ในเมื่อมันไม่ปราณี กูก็ไม่ต้องมีสัจจะ!”
“หมายความว่า หนี้ของพ่อยังไม่ได้ถูกล้างด้วยการแลกเปลี่ยนร่างกายของผมใช่ไหม?”
“ฉลาดนี่ ตอนนี้มึงรู้แล้วใช่ไหมว่ามึงตามคนแบบไหนอยู่ มึงเล่นกับมันไม่ชนะหรอก”
“...ผมจะพยายามทำตามที่พ่อขอ” เสียงของเจิ้งเผิงฟังดูเหมือนคนที่จิตใจแตกสลาย
“แบบนี้ค่อยสมกับเป็นลูกรักที่รู้ความหน่อย”
สายถูกตัดไป เสียงสัญญาณดังตู๊ดๆ ในหู เจิ้งเผิงนั่งเหม่อลอยอยู่บนโขดหินรับลมภูเขา
เขาเคยคิดว่าตัวเองไม่กล้ามีความสุข แต่โชคชะตากลับบอกเขาว่าเขาไม่คู่ควรที่จะมีความสุข
เจิ้งเผิงยิ้มเยาะให้กับตัวเองพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่สดใสจนแสบตา ‘พระเจ้า... ผมบอกว่าถ้าผมจะมีความสุข ใครจะเจ็บปวดก็ได้ ท่านฟังผิดไปหรือเปล่าครับ?’
กลับถึงตัวเมืองก็เกือบเที่ยงแล้ว
อาการหวัดของเถียนเหลยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่จิตใจยังดูเพลียๆ ทั้งสองคนกลับไปที่ห้องสวีทของโรงแรม เจิ้งเผิงสั่งให้ครัวต้มข้าวต้มมาให้และเป็นคนป้อนเขาเอง
“ฉันทำเองได้” เถียนเหลยพยายามจะลุกจากเตียง แต่โดนเจิ้งเผิงกดตัวลงไป
“อยู่นิ่งๆ สิครับ คนป่วยก็ต้องทำตัวให้เหมือนคนป่วยหน่อย”
เถียนเหลยมองภาพเด็กหนุ่มที่ตั้งใจเป่าข้าวต้มให้คลายร้อนด้วยท่าทางจริงจัง หัวใจเขารู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ทั้งคำสารภาพรักและอ้อมกอดของเจิ้งเผิงทำให้เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันคุ้มค่า
จริงๆ แล้วเถียนเหลยหายดีนานแล้ว แต่เขายังแกล้งป่วยต่อไปอย่างไร้ยางอาย เพื่อเสพสุขจากการปรนนิบัติของเจิ้งเผิง
“เผิงเผิง นายกินด้วยไหม?” เถียนเหลยถาม
“ผมไม่หิวครับ” เจิ้งเผิงนั่งอยู่ริมเตียง คอยป้อนข้าวต้มให้ แววตาดูเหม่อลอย
แม้เถียนเหลยจะกำลังมีความสุข แต่เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงจับมือที่ถือช้อนไว้: “เป็นอะไรไป? ตั้งแต่เช้าแล้วนะที่ดูใจลอย”
เจิ้งเผิงได้สติ ยิ้มฝืนๆ: “ไม่มีอะไรครับ สงสัยเมื่อคืนจะนอนไม่ค่อยหลับ”
เถียนเหลยจ้องตาเขาครู่หนึ่ง: “งั้นบ่ายนี้เราพักผ่อนกันให้เต็มที่นะ”
“ครับ”
บ่ายวันนั้น หลังจากกินยา เถียนเหลยก็กอดเจิ้งเผิงหลับไปอีกตื่น เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาโพล้เพล้ แสงอาทิตย์อัสดงส่องรำไร ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสลัว
เขาลุกขึ้นตามหาเจิ้งเผิง พบว่าไม่อยู่ในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น แต่มีเสียงน้ำดังมาจากในห้องน้ำ
เถียนเหลยผลักประตูห้องน้ำเข้าไป เจิ้งเผิงกำลังแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำ ศีรษะพิงขอบอ่าง หลับตาลง ท่ามกลางฟองสบู่เต็มไปหมด
“ตื่นแล้วเหรอครับ?” เจิ้งเผิงไม่ได้ลืมตา เขาต้องการน้ำที่ค่อนข้างเย็นเพื่อให้ตัวเองมีสมาธิคิดทบทวน เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเหลือเกินจนไร้กำลัง เขาถามเบาๆ
“อืม” เถียนเหลยเดินไปนั่งยองๆ ข้างอ่าง ลองแตะอุณหภูมิน้ำดู “ไม่หนาวเหรอ แช่นานขนาดนี้”
“ก็พอไหวครับ”
เถียนเหลยมองใบหน้าของเจิ้งเผิง ขนตาของเขายาวงอนและเปียกชื้นด้วยไอน้ำ ริมฝีปากเป็นสีชมพูอ่อน สวยงามเหลือเกิน แต่ระหว่างคิ้วกลับมีความหม่นหมองที่สลัดไม่พ้นปกคลุมอยู่
“เจิ้งเผิง” เถียนเหลยเรียก
“ครับ?”
“นายมีอะไรปิดบังฉันอยู่หรือเปล่า?”
เจิ้งเผิงลืมตาขึ้นสบตาเถียนเหลย ดวงตาคู่นั้นเฉียบคมราวกับมองทะลุเข้าไปในใจคน
“ไม่มีครับ” เจิ้งเผิงหลบสายตา กวักน้ำเล่นเบาๆ “แค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย”
เถียนเหลยไม่ซักไซ้ต่อ แต่ความสงสัยในใจกลับลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาหยัดกายยืนขึ้นแล้วเริ่มถอดเสื้อผ้า
“คุณจะทำอะไร?” เจิ้งเผิงมองเขา
“อาบน้ำไง” เถียนเหลยถอดกางเกงชั้นในตัวสุดท้ายออก แล้วก้าวขาเข้าไปในอ่าง “อาบด้วยกันนะ โอเคไหม”
อ่างอาบน้ำมีขนาดใหญ่ แต่เมื่อผู้ชายตัวโตสองคนเข้าไปอยู่ด้วยกันก็ยังดูคับแคบ เถียนเหลยนั่งลงตรงข้ามเจิ้งเผิง ขาของเขาเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปสัมผัสกับส่วนลับของอีกฝ่าย
เขาเอื้อมมือไปเปิดวาล์วเพื่อปล่อยน้ำเย็นออก และเติมน้ำอุ่นที่อุณหภูมิพอดีลงไปแทน
เมื่อน้ำอุ่นค่อยๆ ท่วมถึงระดับอก ความรู้สึกสบายตัวทำให้แววตาที่เคยด้านชาของเจิ้งเผิงดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เถียนเหลยถอนหายใจยาวพลางพิงหลังไปกับขอบอ่าง
ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง เถียนเหลยจ้องมองเท้าของเจิ้งเผิง ข้อเท้าขาวนวลบอบบาง นิ้วเท้ากลมมนเล็บถูกตัดแต่งอย่างเรียบร้อย ในตอนนี้เท้าคู่นั้นกำลังขยับไปมาในน้ำอย่างไม่รู้ตัว และเผลอไปเสียดสีกับน่องขาของเขา
ลูกกระเดือกของเถียนเหลยขยับขึ้นลง
จู่ๆ เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อเท้าของเจิ้งเผิงไว้
“คุณ...” เจิ้งเผิงตกใจ พยายามจะชักเท้ากลับ แต่เถียนเหลยจับไว้แน่น
“อยู่นิ่งๆ สิเด็กดี” เสียงของเถียนเหลยเริ่มแหบพร่า
เขาดึงเท้าของเจิ้งเผิงมาไว้ระหว่างขา กระแสน้ำอุ่นทำให้การสัมผัสนั้นดูวาบหวามเป็นพิเศษ ฝ่าเท้าของเจิ้งเผิงเหยียบลงบนแก่นกายที่เริ่มขยายตัวของเขา
“เถียนเหลย!” ใบหน้าของเจิ้งเผิงแดงก่ำขึ้นมาทันที “คุณจะทำอะไร...”
“นายว่าไงล่ะ?” เถียนเหลยมองเขาด้วยแววตาที่เข้มขึ้น แฝงไปด้วยความต้องการที่ปิดไม่มิด เขาตอบทีละคำ “ก็-ทำ-นาย-ไง”
เจิ้งเผิงพยายามชักเท้าออกแต่แรงของเถียนเหลยนั้นมหาศาล ไม่เพียงแค่นั้น เขายังบังคับให้เท้าของเจิ้งเผิงใช้ฝ่าเท้าลูบไล้ไปตามความยาวของลำกายเขา
“คุณ... อย่าทำแบบนี้...” เสียงของเจิ้งเผิงสั่นระริก
“อย่าทำแบบไหนล่ะ?” เถียนเหลยเลิกคิ้ว มือยังคงทำหน้าที่ต่อไป “ตอนที่สารภาพรักเมื่อตอนเช้ามืดนายยังกล้าหาญอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนนี้ถึงอายล่ะ?”
เจิ้งเผิงเม้มปากไม่ตอบ แต่เท้าก็ไม่ได้ขัดขืนอีกต่อไป ฝ่าเท้าของเขานุ่มนวล ผิวพรรณละเอียดอ่อน เมื่อเหยียบลงบนส่วนที่แข็งขืนของเถียนเหลย ความรู้สึกที่ตัดกันนั้นช่างรุนแรง
เถียนเหลยหลับตาลง ดื่มด่ำกับความหฤหรรษ์ที่แปลกใหม่และเร้าใจ เขาชี้นำให้เท้าของเจิ้งเผิงขยับรูดขึ้นลง จังหวะไม่เร็วนักแต่หนักแน่น นิ้วเท้าของเจิ้งเผิงสะกิดโดนร่องส่วนปลายที่อ่อนไหวเป็นพักๆ สร้างความเสียวซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
น้ำในอ่างกระเพื่อมตามจังหวะเกิดเสียงดังจ๊อบแจ๊บ ไอน้ำทำให้อากาศร้อนชื้น อวลไปด้วยกลิ่นหอมของเจลอาบน้ำ
เจิ้งเผิงมองใบหน้าที่ดูมีความสุขของเถียนเหลย พลางนึกถึงความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะเริ่มต้นของพวกเขา ในใจเขารู้สึกสับสนอลหม่านไปหมด
เขาควรจะให้ความร่วมมือ ควรจะทำเหมือนที่เคยทำ ใช้ร่างกายเอาอกเอาใจเถียนเหลย เพื่อที่จะเอ่ยปากขอสิ่งที่พ่อต้องการ... เงินเหล่านั้น
แต่ตอนนี้เขากลับทำไม่ได้ ในหัวเขามีแต่เรื่องโทรศัพท์สายนั้น และสิ่งที่กำลังจะต้องเผชิญ
เขาไม่อยากดึงเอาความแค้นระหว่างเขากับไอ้ผีพนันนั่นมาแปดเปื้อนคนที่เขาดูแลรัก
“มีสมาธิหน่อยสิเด็กดี” เถียนเหลยลืมตาขึ้นมองเขาอย่างไม่พอใจ
เจิ้งเผิงได้สติ เขากัดฟันตัดสินใจใช้นิ้วเท้าคีบส่วนหัวของเถียนเหลยแล้วคลึงเบาๆ
“ซี้ด—” เถียนเหลยสูดปากด้วยความเสียวจนหนังศีรษะชาหนึบ
การกระทำของเจิ้งเผิงเริ่มอาจหาญขึ้น เขาใช้ฝ่าเท้าห่อหุ้มลำกายทั้งหมด ขยับรูดขึ้นลง นิ้วเท้าเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเพื่อกระตุ้นรูเล็กๆ ที่ส่วนปลาย กระแสน้ำช่วยให้ทุกอย่างลื่นไหลและทวีคูณความรู้สึก
ลมหายใจของเถียนเหลยยิ่งมายิ่งหนักหน่วง เขาจ้องมองเจิ้งเผิงด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจปิดกั้น
“พอแล้ว...” เสียงของเถียนเหลยแหบพร่า เขาเอื้อมมือจะคว้าเท้าของเจิ้งเผิง “หันมาหาฉัน”
แต่เจิ้งเผิงหลบเลี่ยง เขาไม่ฟังคำสั่งของเถียนเหลย แต่ยังคงใช้เท้าทำหน้าที่ต่อไป แถมยังเพิ่มแรงบีบคั้นมากขึ้น
“เผิงเผิง...” เสียงของเถียนเหลยเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ความกระสันอยากนั้นมีมากกว่า
เจิ้งเผิงทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาเบือนหน้าลง มองการกระทำของทั้งคู่ใต้ผิวน้ำ เท้าของเขาเหยียบย่ำลงบนแก่นกายของเถียนเหลย ผิวสัมผัสผิว ท่ามกลางระลอกน้ำที่กระเพื่อมไหว สิ่งที่แข็งขืนนั้นดูดุดันเหลือเกิน
จู่ๆ เขาก็รู้สึกคลื่นไส้
ไม่ใช่รังเกียจเถียนเหลย แต่เขารังเกียจโชคชะตาของตัวเอง
ทำไมเขาต้องใช้จังหวะแบบนี้มาเอาใจคนที่เขารัก? ทำไมต้องขายร่างกายเพื่อแลกกับการอยู่รอดของไอ้ผีพนันนั่น? ทำไม... เขาถึงใช้ชีวิตอย่างสง่างามเหมือนที่แม่เคยหวังไว้ไม่ได้?
หยาดน้ำตาไหลร่วงลงมาอย่างไร้สัญญาณ ผสมไปกับน้ำในอ่างอาบน้ำ เถียนเหลยสังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบปล่อยมือทันที: “เด็กดี... นายเป็นอะไรไป?”
เจิ้งเผิงส่ายหน้า ชักเท้ากลับ แล้วหันหลังให้เถียนเหลย ไหล่บางสั่นเทาเบาๆ
เถียนเหลยอึ้งไป เขาไม่เคยเห็นเจิ้งเผิงร้องไห้เลย นอกจากตอนที่โดนทำแรงๆ บนเตียง แต่นั่นมันคนละเรื่องกัน นั่นมันคือน้ำตาจากปฏิกิริยาร่างกาย แต่ตอนนี้มัน…
“นายเป็นอะไรกันแน่?” เถียนเหลยกอดเขาจากทางด้านหลัง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความลนลานที่หาได้ยาก “บอกฉันสิ เกิดอะไรขึ้น?”
เจิ้งเผิงยังคงไม่พูด ได้แต่ส่ายหน้า
ใจของเถียนเหลยดิ่งวูบ เขาบังคับให้เจิ้งเผิงหันกลับมา ประคองใบหน้าให้เงยขึ้นสบตา
ตาของเจิ้งเผิงแดงก่ำ น้ำตาไหลไม่หยุด แต่ใบหน้ากลับไร้ความรู้สึก มีเพียงความเศร้าโศกที่ดูด้านชา
“พูดมา” เสียงของเถียนเหลยเริ่มเย็นลง “เจิ้งเผิง ฉันอยากได้ยินจากปากนาย”
เจิ้งเผิงมองเขา ริมฝีปากขยับ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อยากให้เถียนเหลยต้องมาพัวพันกับไอ้ผีพนันคนนั้น: “ไม่มีอะไรครับ แค่... รู้สึกไม่ค่อยดี”
“ไม่ดีตรงไหน?”
“ในใจครับ”
เถียนเหลยจ้องมองเขาอยู่นาน สุดท้ายก็ถอนหายใจและรวบตัวเขาเข้ามากอดอีกครั้ง: “อย่าร้องนะ ฉันอยู่นี่แล้ว”
เจิ้งเผิงซบไหล่เขา น้ำตายิ่งไหลพราก เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ทั้งที่ควรจะเยือกเย็นและมีสติเพื่อหาทางแก้ปัญหา
แต่เขาโหยหาความอบอุ่นของเถียนเหลยและความรู้สึกที่มีคนคอยเป็นห่วง แต่เขารู้ดีว่า ทันทีที่เขาเอ่ยปากขอเงินก้อนนั้น ทุกอย่างกำลังจะจบลง
“เถียนเหลย” เจิ้งเผิงเอ่ยขึ้นเบาๆ
“หืม?”
“ถ้า... ผมหมายถึงถ้า วันหนึ่งผมไม่ได้ยืนอยู่ข้างคุณ แต่กลับไปพัวพันกับคนเลวๆ เพื่อมาขู่กรรโชกคุณ คุณจะยกโทษให้ผมไหม?”
ร่างกายของเถียนเหลยเกร็งขึ้นครู่หนึ่ง เขาคลายอ้อมกอดและจ้องตาเจิ้งเผิง: “นายจะทำอย่างนั้นเหรอ?”
เจิ้งเผิงไม่กล้าสบตา ก้มหน้าร้องไห้: “ผมไม่รู้ครับ”
“งั้นก็อย่าทำ” น้ำเสียงของเถียนเหลยจริงจังมาก “เจิ้งเผิง ฉันไม่รู้ว่านายกำลังคิดอะไร หรือกังวลเรื่องอะไรอยู่ แต่ฉันจะบอกนายไว้ว่า ฉันชอบนาย ไม่ใช่เพราะนายหน้าตาดี ไม่ใช่เพราะร่างกายของนายพิเศษ แต่ฉันชอบที่เป็นนาย ชอบทุกอย่างที่เป็นนาย และฉันเชื่อว่าเรามีความเข้ากันได้ที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต”
“เพราะฉะนั้น” เขาเชยคางเจิ้งเผิงให้เงยขึ้นมอง “อย่าทำเรื่องที่จะทำให้ฉันผิดหวัง และอย่าทำเรื่องโง่ๆ เข้าใจไหม?”
เจิ้งเผิงมองลึกเข้าไปในดวงตาของเถียนเหลย ความจริงใจและความอ่อนโยนในนั้นเกือบจะโอบอุ้มเขาไว้ทั้งหมด เขาอ้าปากพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
สุดท้าย เขาก็ทำได้เพียงพยักหน้า
เถียนเหลยพอใจ เขาโอบกอดอีกฝ่ายอีกครั้งและกระซิบข้างหู: “งั้นตอนนี้ มีสมาธิได้หรือยังครับ... เมีย?”
เจิ้งเผิงรู้ว่าหนีไม่พ้นแล้ว เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับอารมณ์ แล้วเป็นฝ่ายหันไปจูบริมฝีปากของเถียนเหลยก่อน
จูบนั้นแผ่วเบา เต็มไปด้วยความหยั่งเชิงและอ้อนวอน เถียนเหลยชะงักไปครู่เดียวก่อนจะตอบสนองและกลายเป็นฝ่ายคุมเกมในทันที จูบนั้นทวีความลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
น้ำในอ่างเริ่มกระเพื่อมไหวอีกครั้ง
เถียนเหลยอุ้มเจิ้งเผิงขึ้นมาให้เดี๋ยวนั่งคร่อมบนตัก ท่านี้ทำให้ทั้งคู่ประจันหน้ากัน เจิ้งเผิงเห็นความต้องการในตาของเถียนเหลยได้อย่างชัดเจน
“ทำเองสิ” เถียนเหลยบอกเสียงแหบพร่า มือทั้งสองข้างประคองเอวเจิ้งเผิงไว้
เจิ้งเผิงเม้มปาก เอื้อมมือลงไปใต้น้ำ คลำหาแก่นกายของเถียนเหลย จ่อเข้ากับช่องทางของตัวเองที่ชุ่มฉ่ำอยู่แล้ว แล้วค่อยๆ กดตัวลงไป
น้ำช่วยให้การสอดใส่เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ความคับแน่นและความร้อนแรงภายในยังคงชัดเจน เจิ้งเผิงยันไหล่เถียนเหลยไว้แล้วเริ่มขยับตัวขึ้นลง
การเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่ทุกครั้งมันลึกซึ้ง แก่นกายของเถียนเหลยกระแทกเข้าถึงจุดลึกสุด เสียดสีกับผนังเนื้อที่อ่อนไหว สร้างความเสียวสะท้านเป็นระลอก
“เร็วอีกนิด...” เถียนเหลยเร่งเร้า มือฝาดลงบนสะโพกของเจิ้งเผิงเบาๆ หนึ่งที
เจิ้งเผิงเพิ่มความเร็ว น้ำในอ่างสาดกระเซ็นไปทั่ว เขาแหงนหน้าขึ้น เสียงครางกระเส่าดังขึ้นเรื่อยๆ หน้าอกกระเพื่อมไหวอย่างแรง
เถียนเหลยจ้องมองใบหน้าที่แดงซ่าน บีบเค้นยอดอกสีหวานของเจิ้งเผิงแล้วคลึงเบาๆ
“อ๊ะ...” เจิ้งเผิงแอ่นหลังด้วยความเสียว จังหวะเริ่มรวน
เถียนเหลยหัวเราะในลำคอ ประคองสะโพกของเขาแล้วเริ่มสวนย้อนขึ้นไป ท่านี้ทำให้เขาควบคุมจังหวะและความลึกได้ดีกว่า ทุกครั้งที่กระแทกกระทั้นทั้งหนักและแรง
“ไม่ไหว... ลึกเกินไปแล้ว...” เจิ้งเผิงร้องไห้โวยวายพยายามจะหนี แต่กลับถูกเถียนเหลยยึดไว้แน่น
“ลึกเหรอ?” เถียนเหลยแกล้งกระแทกย้ำ “แต่นายก็เป็นคนนั่งลงมาเองไม่ใช่เหรอ?”
เจิ้งเผิงพูดไม่ออก ได้แต่ยอมรับสัมผัสอย่างจำนน ความเสียวซ่านถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ พัดพาเอาเหตุผลทั้งหมดหายไป เขากอดคอเถียนเหลยแน่น ซุกหน้าลงกับไหล่ ปล่อยเสียงครางที่กดไม่อยู่
น้ำในอ่างกระเพื่อมอย่างรุนแรงจนล้นออกมานอกขอบไหลลงพื้น แต่ไม่มีใครสนใจ
เถียนเหลยรู้สึกใกล้ถึงขีดจำกัด เขาถอนกายออกจากช่องทางด้านหน้า แล้วจับเจิ้งเผิงหันหลังให้ คุกเข่าหมอบไปกับขอบอ่าง
“ฉันอยากใช้ข้างหลัง” เสียงของเถียนเหลยแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
ร่างกายของเจิ้งเผิงเกร็งวูบ แม้ข้างหลังจะเคยถูกใช้งานมาบ้างแต่ก็ไม่บ่อยนัก เพราะมันไม่ใช่ที่ที่สร้างมาเพื่อรองรับอารมณ์นี้ ทุกครั้งที่ทำมันจะเจ็บเสมอ
แต่เขาไม่ขัดขืน เพียงแต่ยอมหมอบลงแต่โดยดี ยกสะโพกให้สูงขึ้น
เถียนเหลยใช้เจลอาบน้ำจำนวนมากทาลงบนทางเข้าและใช้นิ้วสอดเข้าไปขยาย เจิ้งเผิงกัดฟัน ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
“ผ่อนคลายหน่อย” เถียนเหลยพูดปลอบพลางเพิ่มนิ้วที่สองและสาม
เมื่อขยายจนได้ที่ เถียนเหลยก็ประคองแก่นกายของตัวเอง จ่อไปที่ทางเข้า แล้วส่งแรงเอวเข้าไปอย่างช้าๆ
“อ๊าง...” เจิ้งเผิงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด นิ้วมือจิกขอบอ่างแน่น
เถียนเหลยหยุดนิ่ง รอให้เจิ้งเผิงปรับตัว ท่านี้สอดใส่ได้ลึกมาก เขาสัมผัสได้ถึงความคับแน่นและการต่อต้านของผนังเนื้อภายใน
“ได้แล้วครับ...” เสียงของเจิ้งเผิงแฝงไปด้วยการสะอื้น
เถียนเหลยเริ่มขยับเข้าออกอย่างช้าๆ ช่องทางหลังแคบและรัดรึงกว่าข้างหน้ามาก ทุกครั้งที่ขยับมันมอบความรู้สึกที่สุดยอดให้เขา เขาขยับเร็วขึ้นและแรงขึ้น เจิ้งเผิงถูกกระแทกจนตัวโยนไปข้างหน้าและถูกดึงกลับมา เนื้อสะโพกถูกกระแทกจนแดงก่ำ
“เถียนเหลย... ช้าหน่อย... อ๊ะ...” เสียงร้องของเจิ้งเผิงขาดเป็นช่วงๆ
เถียนเหลยไม่สนใจ กลับเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก เขาโน้มตัวลงทับหลังของเจิ้งเผิง จูบไปตามต้นคอแล้วกระซิบ: “เรียก ‘ผัว’ สิ”
เจิ้งเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง
“เรียกผัว” เถียนเหลยสั่งซ้ำพร้อมกระแทกเข้าไปแรงๆ อีกครั้ง
“ผัว... ผัวครับ...” เจิ้งเผิงจำต้องเรียกออกมาด้วยความอับอายจนตัวร้อนผ่าว
“ดีมาก” เถียนเหลยพอใจ แต่การกระทำกลับดุดันยิ่งกว่าเดิม
ไม่นานเจิ้งเผิงก็ถูกส่งถึงจุดยอด ช่องทางหลังบีบรัดอย่างรุนแรง ส่วนหน้าปลดปล่อยน้ำกามสีขาวขุ่นออกมา เถียนเหลยที่โดนรัดแน่นจนต้องคำรามออกมาต่ำๆ ก่อนจะถอนกายออกและปลดปล่อยไว้ที่ด้านนอก
หลังจากเสร็จกิจ ทั้งคู่ก็นอนหมดแรงอยู่ในอ่าง เถียนเหลยดึงเจิ้งเผิงเข้ามากอด จูบลงบนเส้นผมแผ่วเบา
เจิ้งเผิงซบหน้ากับอกเขา เหนื่อยจนลืมตาไม่ขึ้น ร่างกายอิ่มเอมแต่ในใจกลับว่างเปล่า
เขารู้ดีว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เช้าตรู่ เจิ้งเผิงลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะออกไป เขายืนมองเถียนเหลยอยู่ที่ริมเตียงอยู่นาน เขาหยิบมือถือของตัวเองและมือถือของเถียนเหลยขึ้นมาเพื่อเปิดฟีเจอร์แชร์ตำแหน่งเงียบๆ แสงอาทิตย์ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ตกลงบนใบหน้าของเถียนเหลย ทำให้เขาดูอ่อนโยนเหลือเกิน
เจิ้งเผิงโน้มตัวลงจูบที่หน้าผากของเถียนเหลยเบาๆ แล้วกดมือถือสองสามครั้ง เมื่อเห็นหน้าจอมือถือของเถียนเหลยสว่างขึ้น เขาจึงหันหลังเดินออกจากห้องเพื่อไปพบพ่อ
“พ่อ ในบัตรนี้มีแค่สองล้าน ส่วนเรื่องหนี้ของพ่อกับเถียนเหลย ผมตัดสินใจแทนไม่ได้”
พวกเขานัดเจอกันที่คาเฟ่ใกล้โรงแรม เจิ้งเผิงดันบัตรที่เถียนเหลยเคยให้ไว้ส่งไป พ่อเจิ้งเลิกคิ้ว “มึงเอาเศษเงินนี่มาไล่กูเหรอ? กูบอกแล้วว่าหนี้ต้องล้างให้หมด ขาดไปแดงเดียวก็ไม่ได้ พรุ่งนี้มึงกับมันอยากเป็นข่าวนักใช่ไหม”
“เรื่องแบบนั้นผมพูดไม่ออกหรอกครับ”
“ทำไมจะพูดไม่ออก? ตอนนั้นแม่มึงยังไปนอนกับเจ้าหนี้แทนกู นอนกับใครก็ยอมคนนั้นไปหมด แม้แต่ตอนที่มีมึงอยู่ในท้องยัง...”
“พอได้แล้ว!” เจิ้งเผิงตวาดขัดจังหวะเพื่อไม่ให้พ่อพ่นคำหยาบคายออกมามากกว่านี้
ยามเช้าในคาเฟ่คนไม่เยอะนักจึงไม่ค่อยมีคนสนใจ เมื่อเถียนเหลยผลักประตูร้านเข้ามา เสียงกระดิ่งก็ดังกรุ๊งกริ๊ง สายตาของเขาจ้องตรงไปยังที่นั่งมุมร้าน เจิ้งเผิงนั่งอยู่ตรงนั้น หลังตั้งตรงราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่พร้อมจะแตกสลาย
ส่วนพ่อเจิ้งกำลังคนกาแฟอย่างสบายอารมณ์ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มที่น่าเกลียด
เถียนเหลยเดินเข้าไป ยังไม่ทันได้นั่ง เจิ้งเผิงก็เงยหน้ามองเขา แววตาคู่นั้นดูสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับท้องทะเลก่อนพายุจะมาถึง
“เถียนเหลย” เสียงของเจิ้งเผิงสั่นเครือ “คุณมาก็ดีแล้ว ผม... พวกเราอยากจะคุยกับคุณเรื่องหนี้”
เถียนเหลยไม่พูดอะไร เพียงแต่นั่งลง สายตามองสลับไปมาระหว่างเจิ้งเผิงกับพ่อของเขา
พ่อเจิ้งวางช้อนกาแฟลง เสียงโลหะกระทบถ้วยกระเบื้องดังบาดหู “คุณเถียน” เขาเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเสแสร้งว่าสนิทสนม “ดูสิ ลูกชายกูกับคุณมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันขนาดนี้ เรื่องหนี้เก่าๆ... ก็ให้มันเลิกรากันไปดีไหม? คุณก็รู้ กูมันแก่แล้ว ไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้หรอก”
เถียนเหลยขมวดคิ้ว เขามองเจิ้งเผิงเพื่อหาคำตอบ แต่เจิ้งเผิงกลับหลบตา ได้แต่จ้องมองรอยขีดข่วนบนโต๊ะเขม็ง
“เจิ้งเผิง?” เถียนเหลยถามเสียงหยั่งเชิง
เจิ้งเผิงสูดลมหายใจลึก ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้น “เถียนเหลย” เสียงของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน “เรื่องที่พ่อผมพูด... ช่วย... ช่วยถือว่าช่วยผมสักครั้งได้ไหมครับ?”
“ทำไม?” เถียนเหลยถาม เสียงเริ่มเย็นเยียบ
พ่อเจิ้งพลันหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะเหมือนบานพับประตูสนิมเขรอะที่กำลังหมุน “ทำไมน่ะเหรอ? คุณเถียน คุณเป็นคนฉลาด บางเรื่องไม่ต้องพูดให้มันชัดเจนมากก็ได้ใช่ไหมล่ะ? อย่างเช่นเรื่อง... ผู้เยาว์อะไรพวกนี้”
เถียนเหลยหันขวับไปมองพ่อเจิ้ง แล้วหันกลับมามองเจิ้งเผิง ใบหน้าของเจิ้งเผิงซีดเผือกทันที ริมฝีปากสั่นระริก
เสียงของเถียนเหลยต่ำจนดูอันตราย “พวกคุณกำลังขู่ผม?”
“ไม่ใช่ขู่ครับ” เจิ้งเผิงพูดอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “เถียนเหลย มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด...”
“แล้วมันเป็นยังไง?” เถียนเหลยลุกขึ้นยืน ใช้มือทั้งสองข้างยันโต๊ะ ก้มมองเจิ้งเผิงจากมุมสูง “บอกฉันสิ เจิ้งเผิง มันเป็นยังไง? ที่นายบอกว่าอยู่กับฉันเมื่อวาน ก็เพื่อเรื่องนี้เหรอ?”
เจิ้งเผิงลุกขึ้นยืนเช่นกัน ในตามีน้ำตาคลอเบาๆ “ไม่ใช่ครับเถียนเหลย ฟังผมก่อน...”
“จะให้ฟังอะไร?” เถียนเหลยยิ้มอย่างเย็นชาและขมขื่น “ฟังเรื่องที่นายวางแผนทั้งหมดนี้มาอย่างดีน่ะเหรอ? ฉันก็นึกว่านายจะ... จะรู้สึกกับฉันจริงๆ...”
พ่อเจิ้งแทรกเข้ามาเหมือนมีดที่ตัดสายใยอันเปราะบางของทั้งคู่ “ถึงจะใช่แล้วจะทำไม?” เขาพูดอย่างไม่ยี่หระ “คุณเถียน โลกสมัยนี้ ใครๆ ก็ทำเพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น ความรักเหรอ? ความรักมันกินได้ที่ไหนล่ะ?”
เจิ้งเผิงหันไปตวาดพ่อ: “พ่อหุบปากนะ!”
แต่มันสายไปแล้ว
“พอเถอะ” เถียนเหลยยกมือห้าม ท่าทางดูเหนื่อยล้าและเด็ดขาด
“หนี้ทั้งหมดล้างกันให้จบ” เถียนเหลยพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งจนน่ากลัว “บัญชีทุกอย่าง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คือศูนย์”
ใบหน้าของพ่อเจิ้งฉายแววผู้ชนะทันที แต่ประโยคถัดมาของเถียนเหลยทำให้รอยยิ้มนั้นแข็งค้าง
“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง” เถียนเหลยยืนจ้องหน้าสองพ่อลูก “จากนี้ไป อย่ามาปรากฏตัวให้ฉันเห็นอีก ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ อย่าให้ฉันเห็นพวกคุณอีกเป็นอันขาด”
เขาหันไปมองเจิ้งเผิงเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาคู่ที่เคยทำให้เขาใจสั่น ในตอนนี้เต็มไปด้วยความแตกสลายและคำอ้อนวอน
“ส่วนคำพูดที่นายพูดบนเขานั่น” เถียนเหลยกล่าว “ฉันจะถือว่าไม่เคยได้ยิน และนายเองก็ควรจะลืมมันไปซะ”
เขาหันหลังจะเดินจากไป เจิ้งเผิงรีบคว้าข้อมือเขาไว้ แต่เถียนเหลยสะบัดออกอย่างแรง
“เถียนเหลย ผมขอร้องล่ะ” เจิ้งเผิงร้องไห้ออกมา “ผมรักคุณจริงๆ นะ เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก คุณเชื่อผมเถอะ...”
เถียนเหลยไม่หันกลับมามอง
เสียงกระดิ่งร้านดังขึ้นอีกครั้ง เถียนเหลยหายลับไปกับแสงยามเช้าที่เริ่มมืดมัวลง เจิ้งเผิงทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ เอามือปิดหน้า ไหล่สั่นเทาอย่างรุนแรง ส่วนพ่อเจิ้งก็ยกกาแฟที่เหลือขึ้นจิบจนหมดอย่างพอใจ ราวกับเพิ่งทำกำไรจากการค้าขายที่คุ้มค่าได้สำเร็จ
เมื่อเถียนเหลยกลับถึงห้องสวีทในโรงแรม เขาเปิดมือถือ แจ้งไปยังพ่อของเขาว่า: “ทางเราทำขั้นตอนแรกเสร็จแล้ว เริ่มดำเนินการได้เลยครับ”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น